เรื่องเล่าริมทางเดิน
ภาพหนึ่งภาพ แทนถ้อยคำนับพัน...
ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางไปประเทศจีน เดินทางโดยยังไม่ได้ก้าวขาออกจากบ้านเสียด้วยซ้ำ มันเป็นการเดินทางด้วยจิตใจและจินตนาการ เมื่อน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่งของฉัน เธอเดินทางไปเป็นครูสอนภาษาไทยอยู่ที่เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสีตั้งแต่ 1 ปีที่แล้ว อีกไม่กี่เดือนก็จะย่างครบ 1 ปี เธอบอกว่าคิดถึงเมืองไทยเป็นที่สุด และนับจากวันนี้ไปอีกแค่ 8 วันเท่านั้นเธอก็จะได้กลับมาเหยียบผืนดินไทยอีกครั้งแล้ว
“ดีใจนะที่ปลอดภัย”
จำได้ว่าเอ่ยกับเธอด้วยประโยคนี้ หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศจีนไม่นาน ฉันนึกถึงใบหน้าของเธอ แก้มยุ้ยๆ และแววตาวาบวับที่ระยิบระยับเสมอ โดยเฉพาะเวลาที่เล่าถึงความฝันหรือแสดงความซนด้วยการแซวใครต่อใคร เธอเป็นน้องเล็กของกลุ่ม ที่เจอกันทีไรก็เห็นรอยยิ้มมาแต่ไกล แต่ตั้งแต่เธอเดินทางไปอยู่ที่โน่น การติดต่ออันน้อยนิดของเราก็พอจะให้รับรู้ได้ว่า เธอทั้งเหงา โดดเดี่ยว ไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม ผจญกับอากาศหนาวเย็น และฟังภาษาไม่ค่อยจะเข้าใจนัก
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ เมืองของเธอก็อยู่ไม่ไกลนักจากพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ส่วนเธอปลอดภัยดี อพาร์ทเมนต์ของเธอก็แข็งแรงดี แต่ข่าวคราวรอบตัวของเธอ แต่ศพกับศพ มีร่องรอยความเสียหาย มีผู้สูญหายและติดอยู่ในซากปรักหักพังที่ยังเอาออกมาไม่ได้ เธอเล่าถึงบรรยากาศการจุดเทียนไว้อาลัยผู้จากไป ตอนเย็นๆ ผู้คนในเมืองต่างๆ พร้อมใจกันยืนไว้อาลัยให้ผู้เสียชีวิต บทสนทนาของเราในระยะนี้ แทบจะไม่มีคำอื่น นอกจากถามว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
เมื่อทุกอย่างเริ่มคลี่คลายลงไปบ้างแล้ว เราจึงพอจะเริ่มสนทนากันได้บ้างถึงเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน เพื่อนที่โน่น โครงการหลังจากกลับเมืองไทย พอได้เห็นรอยยิ้มจางๆ อันมีความหวังของเธอ
เป็นเวลาเดียวกันกับที่เพื่อนสนิทอีกคนของฉัน โทรมาในยามสายของวันหนึ่งเพื่อที่จะบอกว่า
“ได้มองท้องฟ้าบ้างไหม?”
ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องโรแมนติก หรือบทสนทนาบางเบาของคนช่างฝัน แต่คราวนี้กลับไม่ใช่ เธอบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นมาว่า
“เช้านี้เราเห็นเมฆแผ่นดินไหวล่ะ”
เพื่อนของฉันบอก ก่อนหน้านี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจมากนัก แม้จะได้ผ่านตาบ้างกับข้อมูลเกี่ยวกับการเตือนภัยของแผ่นดินไหว เพื่อนของฉันเล่าว่า เมฆแผ่นดินไหวนั้นมีหลายประเภท มักจะมาแสดงให้เห็นก่อนเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนหน้า 2-3 วัน หรือเกิดภายในวันนั้นเลยก็มี เป็นต้นว่า

(ภาพตัวอย่างเมฆแผ่นดินไหวจากเวบไซต์ http://board.palungjit.com )
เมฆที่มีลักษณะเป็นก้อนรูปสี่เหลี่ยมแถบกว้าง อยู่นิ่งๆ บนท้องฟ้าราว 30 นาที แม้ลมแรงเท่าไหร่ เมฆก็ไม่กระจายตัวออก ข้อมูลหลายแห่งบอกว่า เมฆชนิดนี้อยู่ในเวลาเกิดแผ่นดินไหวถึง 90% ยิ่งแถบมีความหนาเท่าไหร่ ก็บอกถึงความรุนแรงของการสั่นสะเทือนมากเท่านั้น
ถัดมา เมฆที่มีลักษณะเหมือนเหมือนคลื่น กระจายอยู่ทั่วฟ้าเป็นผืนกว้าง และหยุดนิ่งเป็นเวลานาน มักจะเป็นสัญญาณบอกเช่นกันว่าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น
ในเวบบลอกของ “phyblass” ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในปรากฏการณ์แผ่นดินไหว ได้ช่วยแปลข้อมูลจากวิกิพีเดียภาคภาษาญี่ปุ่น เรียกว่า "เมฆอัลโตคิวมูลัส" เป็นเมฆที่มีลักษณะเป็นก้อนสีขาวลอยอยู่ที่ระดับความสูง 2-7 กิโลเมตร เป็นหนึ่งใน 10 รูปแบบพื้นฐานของเมฆ จัดเป็นเมฆชั้นกลาง บางครั้งเรียกว่าเมฆลายจุด หรือ เมฆแกะ มีสีขาวมองเห็นชัดเจน เมื่อขยายตัวเต็มท้องฟ้าเต็มที่ จะบดบังดวงอาทิตย์จนทำให้ฟ้ามืดได้ ก่อตัวขึ้นจากกระแสลมมวลอากาศเย็น เมื่ออากาศร้อนสัมผัสกับส่วนบน อิทธิพลคลื่นบรรยากาศจะทำให้แผ่กว้าง เห็นการเรียงตัวของเมฆชัดเจน ถือได้ว่าเป็นเมฆที่บ่งบอกถึงลางร้ายอะไรบางอย่าง
นอกจากนี้ ยังมีเมฆชนิดอื่นๆ อีก และถูกเรียกชื่อต่างกันออกไป เช่น เมฆรูปพัด จะเกิดก่อนแผ่นดินไหวราว 2-3 วัน มีรูปเหมือนพัดบนท้องฟ้า เชื่อว่าด้ามของพัดตรงกับบริเวณที่จะเกิดแผ่นดินไหว หรือเมฆก้อนที่คล้ายพายุหมุน เมื่อเกิดให้เห็นก็จะเกิดแผ่นดินไหวเช่นกัน
..............
“เธอว่ามันจะเป็นไปได้จริงไหม”
ฉันถามเพื่อนอย่างสนใจ ด้วยว่าเช้านี้เสียงของเธอตื่นเต้นมากที่ได้ออกไปยืนถ่ายก้อนเมฆแผ่นดินไหวอยู่แถวเขตปทุมธานี ส่วนบ้านของฉันฝนตกโปรยปรายและยังเดินทางอยู่ในรถเพื่อไปทำธุระ หลังจากคุยกับเธอได้แค่ 10 นาทีก็เปิดวิทยุ พบว่าวันเดียวกันนั้นมีข่าวแผ่นดินไหวพร้อมกันถึง 3 แห่ง คือ ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้

(ภาพถ่ายฝีมือเพื่อนจากท้องฟ้าย่านปทุมธานี)
“ถ้าเราเห็นที่นี่ แต่ไหวที่ประเทศอื่น มันจะสัมพันธ์กันไหม”
เราสองคนทบทวนไปด้วยกัน อย่างเชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่ง เพราะข้อมูลบางแห่งบอกเราไว้ว่า สิ่งนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันในเชิงอุตุนิยมวิทยา หากแต่เกิดจากการสังเกตของผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตามเช้าวานนี้ฉันตื่นมาเปิดประตูบ้านรับลม พร้อมกับการเจอเมฆรูปคลื่นกระจายอยู่เต็มท้องฟ้า เดินไปหยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายเก็บเอาไว้กะว่าจะส่งให้เพื่อนดู ไม่นานจากนั้น พี่สาวก็ส่งข่าวมาว่า ก่อนหน้านั้นไม่ถึง 24 ชั่วโมง สถานีอุตุนิยมวิทยาเชียงราย ก็แจ้งข่าวถึงเหตุแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงราย มีจุดศูนย์กลางที่เวียงป่าเป่า และเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง ติดต่อกัน

(ภาพถ่ายจากหน้าบ้านของฉันเอง)
คำถามมากมายผุดขึ้นในความคิด หากผืนเปลือกโลกของเราเป็นผืนเดียวกันหมด ปรากฏการณ์แห่งลมฟ้า อากาศ และก้อนเมฆล้วนอยู่ไม่ไกลกันนัก แล้วสิ่งที่ฉันเห็นอยู่บ่อยๆ บนท้องฟ้าที่ไกลนับหลายพันกิโลเมตรจากพื้นที่ประสบเหตุนั้น บอกอะไรกับเราได้บ้าง รวมถึงเมฆที่เพิ่งเห็นหยกๆ เมื่อวานนี้
บอกว่าใกล้จะถึงตาของพวกเราแล้ว หรือ บอกว่า มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นทุกวัน รอดูเถอะว่าด้ามพัดจะไปหยุดอยู่ตรงไหน หรือแล้วแต่โอกาสของสภาพแวดล้อม ลม ฝน แสง อากาศ ว่าจะปรากฏให้ใครได้เห็นก้อนเมฆเหล่านี้อยู่ที่ไหนของโลกบ้าง อย่างนั้นหรือเปล่า?
“บางครั้งเมฆอาจจะมาก่อนแผ่นดินไหว บางครั้งก็มาทีหลัง และอาจจะเกิดตอนกลางคืนที่เราไม่สามารถจะมองเห็นเมฆบนท้องฟ้าก็ได้นะ”
เพื่อนของฉันสรุปสั้นๆ แบบนี้ เป็นเวลาเดียวกันกับที่น้องสาวจากประเทศจีนส่งข้อความมาว่า รอคอยเวลากลับบ้านใจจะขาด แน่นอนว่าเธอคงส่งความรู้สึกมาหาญาติมิตรผ่านอากาศและท้องฟ้าอยู่ทุกวัน
ฉันหยิบโปสการ์ดจากประเทศจีนของเธอมาดูอีกครั้ง ขอต้อนรับกลับบ้าน คิดพลางส่งความรู้สึกผ่านไปยังผืนฟ้า ผืนเดียวกันที่สามารถเกิดก้อนเมฆรูปทรงประหลาดให้มองเห็นไม่เหมือนกันในแต่ละวัน ฉันนึกขอบคุณทั้งน้องสาวและเพื่อนที่ทำให้การส่งความคิดถึงมีคุณค่าสำหรับมากขึ้น
อย่างน้อยก็ทำให้อยากมองฟ้าทุกๆ วัน นอกจากได้คิดถึงกันแล้ว ยังได้สังเกตไปด้วยว่า วันนี้ท้องฟ้าเป็นแบบที่เราคิดอยู่หรือเปล่า หรือไม่ใช่? และสิ่งที่ปรากฏอยู่ในดวงตาของเราขณะนี้ บางทีใต้ท้องฟ้าอีกด้านของซีกโลก หรือกำลังจะมีข่าวร้ายเพื่อทดสอบมนุษย์ในวันไม่กี่วันข้างหน้า
ก็เป็นได้.
ข้อมูลเพิ่มเติม : ภาพถ่ายลักษณะต่างๆ ของเมฆแผ่นดินไหว ถูกบันทึกภาพโดย Zhonghao Shou จากเวบไซต์http://www.dmr.go.th
รูป 01 - เมฆรูปเส้นตรง (Line-shaped cloud) พบบริเวณเมือง Pasadena ในวันที่ 8 มกราคม 2537 เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ของวันที่ 17 มกราคม 2537 ขนาด 6.7 ริกเตอร์
รูป 04 เมฆรูปขนนก (Feather-shaped cloud) ) ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าในวันที่ 18 ตุลาคม 2537 ก่อนเกิดแผ่นดินไหวของวันที่ 27 ตุลาคม 2537 บริเวณนอกชายฝั่งทะเลของรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ขนาด 6.3 ริกเตอร์
|
ข้อมูลอ้างอิงประกอบจาก
- http://ikamiso.exteen.com/20080507/entry-3
- http://my.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=267891&chapter=4
- http://www.dmr.go.th/geohazard/earthquake_n/precursory.htm
- http://ikamiso.exteen.com
- http://board.palungjit.com/showthread.php?t=80328&page=10
- http://www.matichon.co.th/news_scoop.php?id=200
[ Permalink ] . [ 15 ความคิดเห็น ]
น่าสนใจมากๆ ค่ะ และขอบคุณที่มีข้อมูลดีๆ
เราเห็นเมฆบ่อยๆ ชอบดูท้องฟ้าเพราะสบายตาดี และเรียนรู้เรื่องเมฆมาบ้างโดยมากก็บอกเพียงแค่เมฆลักษณะไหนที่จะบอกสภาพภูมิอากาศ แค่นั้น
หรือที่จริงทุกสิ่งเกี่ยวโยงกันแน่แท้
เมฆเรืองแสงเป็นสีรุ้งนี่เราเห็นบ่อย วันก่อนไปธรรมศาสตร์ ยืนริมน้ำก็เห็น เพราะเมฆก็คือไอน้ำมารวมกัน มีแสงมากระทบ ไอน้ำทำหน้าที่เหมือนปริซึมที่แยกสีออกจากแสง ก็เป็นไปได้ โดยอาจไม่เกี่ยวกับลางบอกเหตุก็เป็นได้
ต้องศึกษากันต่อไปค่ะ
หวัดดีค่ะพี่วารุ
หลังจากที่สนใจเรื่องนี้กลับไปรื้อภาพที่ถ่ายไว้มากมาย ลักษณะก้อนเมฆแปลกๆ ที่เข้าเค้ากับ Earthquake Clouds หรือ เมฆแผ่นดินไหว คงต้องใช้เวลานานพอควรที่จะเปรียบเทียบกับบันทึกแผ่นดินไหวในบ้านเรา แต่ก็จะลองค่อยๆ ศึกษาดูค่ะ เพราะกาญจน์ชอบมองท้องฟ้ามาก อีกทั้งชอบถ่ายรูปเก็บไว้ จนคิดว่าน่าจะทำ web page รวบรวมเอาไว้น่าจะดี
ในเวบไซต์ที่วิเคราะห์เรื่องแผ่นดินไหว (Earthquake Prediction Center, New York, USA) เขาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโมเดลของเมฆแผ่นดินไหวไว้ดังนี้ค่ะ
"หลักการของการเกิด "เมฆแผ่นดินไหว" ในบริเวณที่มีแนวรอยเลื่อนมีพลัง เมื่อหินถูกแรงเค้นจากภายนอกเข้ากระทำ ทำให้หินบริเวณนั้นแตกร้าวบางส่วน เป็นรอยเลื่อนในชั้นหิน และเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กทันที (ก่อแผ่นดินไหวใหญ่จะตามมา) แอ่งน้ำร้อนที่สะสมตัวใต้ดิน/หิน (Hydrothermal) จะกลายเป็นไอที่มีอุณหภูมิร้อน และความดันสูง ไหลพุ่งขึ้นมาตามรอยเลื่อนนี้ ระเหยขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน ขณะที่บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิเย็น จะก่อให้เกิด เมฆแผ่นดินไหว ปรากฏเหนือและ ขนานยาวตามแนวรอยเลื่อนนั้นๆ"
ส่วนในเวบไซต์เกี่ยวกับ มิลินทปัญหา อันหนึ่งที่อ่านเจอ ในข้อที่ 4 ซึ่งอ้างว่า
พระเจ้ามิลินท์ได้ตรัสถามว่าถึงเรื่องเหตุแผ่นดินไหว และพระนาคเสนได้ตอบว่า
ขอถวายพระพร ในโลกนี้มีเมฆอยู่เพียง ๓ ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อนเท่านั้น ถ้าเมฆอื่นนอกจาก ๓ ฤดูนั้น จะทำให้ฝนตกลงมา เมฆนั้นก็ไม่นับเข้ากับเมฆที่คนทั้งหลายรู้เรียกว่า อกาลเมฆ ฉันใด การที่แผ่นดินใหญ่ไหวถึง ๗ ครั้ง ด้วยอำนาจมหาทานของพระเวสสันดร ก็เป็น อกาลกัมปนัง คือแผ่นดินไหวนอกจากเหตุ ๘ ประการ คือ
๑. ธาตุกำเริบ (ไหวตามธรรมชาติ)
๒. อนุภาพของผู้มีฤทธิ์
๓. พระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระครรภ์
๔. เสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา
๕ . บรรลุพระสัมโพธิญาณ
๖. ทรงแสดงพระธรรมจักร
๗ . ทรงปลงอายุสังขาร
๘. เสด็จดับขันธปรินิพพาน
และสรุปต่อมาว่า "เป็นอันว่า แผ่นดินใหญ่นี้ตั้งอยู่บนหิน หินตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม เมื่อลมข้างล่างไหว ก็ไหวเป็นลำดับขึ้นมาจนถึงแผ่นดิน"
แสดงว่าเรื่องเฆมแผ่นดินไหวนี้มีการพูดถึงมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วหรือเปล่า ก็กำลังสงสัยค่ะ
: D
เรื่องรุ้งนั้น ในเวบไซต์ของกรมทรัพยากรธรณีบอกไว้แบบนี้ค่ะ.-
ท้องฟ้าก็บอกเหตุแผ่นดินไหว
ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า ท้องฟ้าก็บอกเหตุแผ่นดินไหว โดยก่อนแผ่นดินไหวรุนแรง ท้องฟ้าจะมีปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ เช่น มีเมฆรูปร่างประหลาด เกิดประกายแสง มีรุ้งกินน้ำ เป็นต้น แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือมี "เมฆแผ่นดินไหว" (Earthquake Clouds)
ที่มา.- http://www.dmr.go.th/geohazard/earthquake_n/precursory.htm
ตอนนี้ก็เลยมีข้ออ้างให้ตัวเองตื่นเช้าทุกวัน เพื่อมาสังเกตเมฆบนท้องฟ้า
เห็นเมฆสวยก็สบายใจ แต่พอเห็นเมฆแผ่นดินไหวก็รู้สึกเหมือนกับว่าเราต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องภัยธรรมชาติ หรือภัยจากคนด้วยกันเองก็ตาม ไม่ประมาทในชีวิตเป็นดีที่สุดค่ะ ^ ^
ขอเพิ่มเติมค่ะ
เพื่อนจากปทุมธานี คุณ ancha เจ้าของรูปภาพข้างบน เช้านี้ต่อสายมาบอกว่า
บนท้องฟ้ามีปรากฎการณ์แปลกๆ คือมีรุ้งพาดในลักษณะหงาย (เหมือนพระจันทร์หงาย)
ทั้งที่เวลานั้นไม่มีฝน และไม่เต็มวงเหมือนรุ้งทั่วไป อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าเกี่ยวข้องกับปรากฎการณ์แผ่นดินไหวได้ด้วย
ซึ่งภาพที่ถ่ายไว้ก็ใกล้เคียงกับ ภาพของ clione จากเวบไซต์ www.earthquakcloud.wordpress.com ที่ศึกษาปรากฎการณ์เมฆและรุ้งแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่นค่ะ
บ่ายนี้เลยได้โอกาสดีที่ ancha แจ้งมาว่าได้ทำเวบเพจรวบรวมภาพเหล่านี้่ไว้เรียบร้อยแล้ว
แวะไปชมได้ค่ะที่ http://www.deewrite.com/special/earthquakeclouds/EQCpage.html
ช่วงนี้งานเยอะเเยะไปหมดห่างจากเรื่องพวกนี้ไปเลย
ปล.เเต่เเปลกนะที่บทความนี้หมามีเวลาอ่านบทความยาวๆอันนี้เฉยเลย
เยี่ยมไปเลยน้องกาญจน์ วันนี้แผ่นดินไหวที่พม่า 5.1 แต่ตอนตีสี่ของเขา ของเราก็ราว หกโมงเช้ามั้ง
พี่ก็ชอบดูเวบแผ่นดินไหว ที่ USGS earthquake hadzardhttp://earthquake.usgs.gov/eqcenter/recenteqsww/Quakes/quakes_all.php
แผ่นดินไหวทั่วโลกทุกวันเลยล่ะ แต่พอเรามีข้อมูลมากๆ อาจทำให้เราเตรียมตัวได้ทันกาลหรืออย่างน้อยก็เตือนภัยได้ แผ่นดินไหวที่เคยบอกว่าทำนายไม่ได้ ก็จะเสร็จเราคราวนี้แหละ
แก้ไขค่ะ
http://earthquake.usgs.gov/eqcenter/recenteqsww/Quakes/quakes_all.php
ถ้าเรารู้ว่า ท้องฟ้าบอกอะไรกับเรา
เราจะมองท้องฟ้าได้อย่างสบายใจและสวยงามเหมือนเดิมหรือเปล่านะ
ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ขอบคุณหลายครับ
ชอบบทความนี้มากล่ะ ได้ความรู้ดีนะ และทำให้สนใจสังเกตท้องฟ้ามากขึ้น
ไว้น่าทำเป็นคอลัมน์ใหม่เพิ่มนะ เป็นรายการสังเกตธรรมชาติ หรือนำเอาสิ่งที่ซ่อนอยู่ในธรรมชาติ สัญญาณการบอกเหตุต่างๆ หรือเรื่องน่ารู้ เรื่องมหัศจรรย์ในโลกของเรา โดยเฉพาะที่กำลังฮอทในเวลานี้คือ เรื่องของภัยพิบัติต่างๆ น่าสนใจน้า
อิอิ มาเชียร์
ฟ้ารู้
ดินรู้
แต่คนไม่รู้
เดียร์เอาไปทำเป็นฟอเวิดเมลส่งเพื่อนๆน๊า
มีประโยชน์มากเลย
นับวันธรรมชาติยิ่งลงโทษเราหนักขึ้นทุกวันๆเน้อ
ได้รับความรู้มาก,คับ ... ทั้งผู้เขียน และผู้ post และชอบที่ "เดียร์" บอกว่า... "เอาไปทำฟอเวิด ส่งเพื่อนๆ นับวันธรรมชาติยยิ่งลงโทษเรา หนักขึ้นทุกๆวัน เน้อ "
โอ้ มนุษย์ อ วิ ช ชา !
เมื่อสองสามวันก่อน อ่านบล็อกเรื่องนี้ไป ตกกลางคืนเลยลองมองท้องฟ้าดู เห็นเมฆเป็นรูปก้อนสี่เหลี่ยมเรียงกันเหมือนตารางๆ ยังคิดอยู่เลยว่าจะมีแผ่นดินไหวที่ไหนหรือเปล่า ปรากฎว่าตอนเช้ามีข่าวแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น แล้ววันนี้ก็มีที่จีนอีก อึ้งเลยค่ะ
เลยพาลคิดไปว่าธรรมชาติยังไงก็ไม่โหดร้ายกับคนเราเสมอไปหรอกค่ะ จะเกิดภัยแต่ละทีก็จะต้องเตือนก่อนเสมอ เพียงแต่เราจะเข้าใจสัญญาณที่ธรรมชาติส่งมามากน้อยแค่ไหน
เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าเราเข้าใจธรรมชาติน้อยลงค่ะ เลยยิ่งทำให้เรารู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกัน(ด้วยดี)กับธรรมชาติน้อยลงไปด้วย
ป.ล. ขอบคุณสำหรับความรู้และเรื่องดีๆค่ะ ^_^