blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

คิดแบบ ส.ศิวรักษ์

ส่งมาเมื่อ 16 ก.พ. 2009 - 00:00:00.  หมวด: ชีวิต  ป้าย:

เวลาผมไม่สบายใจ ผมมักจะแวะไปเจอเพื่อนสนิท กินข้าว กินเหล้า นั่งคุยกันไปเรื่อย แบบไม่มีจุดหมาย เพียงปล่อยให้ความไว้วางใจที่เพื่อนแท้มีให้แก่กัน ก็พอจะช่วยเยียวยาความคับข้องภายในให้คลี่คลายไปได้ แต่ผมยอมรับว่าในบางครั้ง เวลาที่ผมเจอเรื่องหนักๆ ผมมักจะมองหาเพื่อนที่มีความอาวุโสมากกว่าผม ใครสักคนที่ผมสามารถเคารพเขาได้อย่างสุดจิตสุดใจ เป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมรับฟังเด็กหัวแข็งอย่างผมที่ไม่ค่อยจะรู้จักความหมายของคำว่ากาลเทศะ สัมมาคารวะ หรือทักษะการประจบประแจงใดๆ ก็เรามีเพียงใจเปล่าๆที่อยากที่จะเข้าไปหา รับฟัง แลกเปลี่ยน ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่ดัดจริตซับซ้อน ผู้ใหญ่ที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน ผู้สำแดงชีวิตผ่านการดำรงตนที่หนักแน่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยม เป็นพลังแห่งการประคับประคองและโอบอุ้มโดยไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยคำพูดหรือการวางท่าที

  


ผมเข้าไปพบอาจารย์สุลักษณ์ที่บ้านพักในซอยสันติภาพเกือบทุกเดือน แม้จะไม่เรียกได้ว่าบ่อยนัก แต่อาจารย์คือผู้ใหญ่ที่ผมสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่อง ผมไม่รู้สึกว่าการเข้าไปหาอาจารย์ที่บ้าน จะต้องมีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันเป็นพิเศษ แค่ผมได้เห็นหน้าอาจารย์ และมีเวลานั่งอยู่ด้วยกันสักสองสามชั่วโมง ผมก็รู้สึกสดชื่น และมีกำลังใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


พุธนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งที่ผ่านๆมา อาจารย์ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรงแม้อายุอานามจะล่วงเข้าไปถึง ๗๖ ปีแล้ว ใบหน้าที่เปล่งปลั่ง ไม่มีริ้วรอยของความตึงเครียดหรือความกังวลใจใดๆ แม้จะยังคงมีแมลงหวี่จากกองคดีงี่เง่าทั้งหลายวนเวียนอยู่บ้าง อย่างที่เราคงพอรู้กัน

.............................


ช่วงที่ผ่านมาผมเห็นอิทธิพลที่ความคิดมีต่อสุขภาพของคนเรามาก นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักต่อสู้ ที่ทำงานกับความคิดมากๆ มักจะมีปัญหาทางร่างกายแทบจะทุกคน มีเพียงอาจารย์สุลักษณ์ที่ออกจะอยู่ในข้อยกเว้นบางประการ ผมนึกสงสัยจึงถามอาจารย์ว่า อาจารย์ดูแลตัวเองอย่างไร อาจารย์ถึงสามารถที่จะคิดชัด ไม่ฟุ้งซ่าน แถมความคิดยังไม่มีอิทธิพลในทางลบต่อสุขภาพของอาจารย์อีกด้วย


อาจารย์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า
"ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับความคิดมากนัก"


คำตอบนี้ทำให้ผมเหวอ จะเป็นไปได้หรือ ที่ปัญญาชนสยาม นักคิดนักเขียนที่มีผลงานนับไม่ถ้วนอย่าง ส.ศิวรักษ์ จะ "ไม่ให้ความสำคัญกับความคิดมากนัก"


อาจารย์อธิบายว่า สมัยหนุ่มๆ ตอนที่ไปเรียนที่อังกฤษ จะมีติวเตอร์คนหนึ่งที่ใกล้ชิดกันมาก ชื่อว่า ครูนิวท์ ครูนิวท์ทำหน้าที่คอยดูแลแกอย่างใกล้ชิด ตักเตือน และเอาใจใส่ อีกทั้งระบบการเรียนการสอนในอังกฤษ ที่ไม่ได้แยกสาขาวิชาทางศิลปศาสตร์อย่างชัดเจนเหมือนในสมัยนี้ คือ เราเรียนทั้งปรัชญา วรรณคดี และประวัติศาสตร์ ไปพร้อมกัน ทำให้เราได้ตระหนักอยู่เสมอว่า ความคิดไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต


สุขภาพของอาจารย์ไม่เคยรวนเพราะความคิด อาจารย์บอกว่า อาจเป็นเพราะอาจารย์ไม่ได้เป็นคนฉลาด หรือ เก่งสุดๆ ตอนนั้นมีลูกพี่ลูกน้องที่ไปเรียนอังกฤษด้วยกัน เป็นบ้าเพราะเรียนมากไป อาจารย์เองก็รู้สึกกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ครูนิวท์บอกว่า "เธอไม่ต้องกลัวหรอก ขี้เกียจอย่างเธอไม่บ้าแน่นอน" การที่มีกัลยาณมิตรคอยตักเตือนให้เราอยู่บนวิถีแห่งดุลยภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก


ยังไม่จบแค่นั้น อาจารย์ยังเน้นในตอนท้ายอีกว่า
"คิดมากทำให้โง่"


เมื่อเรามัวแต่คิดวนไปวนมา คิดจนเข้าใจ สุดท้ายก็ทำให้เราคิดไปว่าเราฉลาด แต่จริงๆนั่นกลับทำให้เรายิ่งโง่ และกลัวที่จะเรียนรู้กับประสบการณ์จริงของชีวิต อาจารย์บอกว่าหากเรารู้ชัดว่าเราชอบอะไร ต้องการอะไร ก็ให้ทำไป ทุกอย่างถือเป็นประสบการณ์ของการเรียนรู้ นั่นคือการฝึกการดำเนินชีวิตตามหลักอิทธิบาท ๔ คือ การทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจแบบพอดีๆ


"เริ่มด้วยฉันทะ หรือความพอใจกับสิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราทำ เมื่อเรามีความพอใจเราก็จะมีวิริยะ หรือความเพียรที่จะทำมันไปเรื่อยๆ เป็นความเพียรที่ไม่ทะเยอทะยานและก้าวร้าว ขณะเดียวกันก็มี "จิตตะ" มาประคอง เป็นด้านของหัวใจที่รับรู้ ว่าเอ๊ะมันมากเกินไปหรือเปล่า จากนั้นก็มี "วิมังสา" เป็นการพิจารณาดูผลที่เกิดขึ้นและคำตักเตือนอย่างรอบคอบ ผมว่าหลักอิทธิบาท ๔ จะช่วยมากให้เราไม่จมอยู่กับความคิดจนเป็นทาสของมัน"


อาจารย์สุลักษณ์เป็นผู้มีความรู้ในปรัชญาตะวันตกและตะวันออกอย่างลึกซึ้ง การศึกษาปรัชญาตะวันตกของอาจารย์อยู่บนความเข้าใจที่ว่า นักปราชญ์ไม่ใช่เป็นผู้ที่ผูกตัวเองไว้ในโลกของความคิดเพียงอย่างเดียว ผู้รู้อย่างโสกราตีส หากเราศึกษาให้ลึกก็จะรู้ว่า ในความชัดเจนทางความคิด ชีวิตของเขาดำเนินอยู่บนรากฐานทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง น่าเสียดายที่ปรัชญาตะวันตกในยุคหลังได้โยนมิติทางด้านจิตวิญญาณทิ้งไปจนหมด ตั้งแต่ยุคสมัยของการปฏิเสธอิทธิพลความเชื่อและอำนาจของศาสนาจักร จนนำไปสู่ภาวะสุดโต่งที่ว่า ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นเรื่องผลประโยชน์ ความงมงายและเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเข้าถึงความจริงทางปัญญา อย่างที่เรียกว่า "Throwing the baby with the bathtub" คือ จะแกะเอากระพี้ทิ้งไป ดันทิ้งแก่นสาระที่มีคุณค่าสูงสุดไปด้วย


ส่วนอีกด้าน การที่เราได้เติบโตมาในวิถีวัฒนธรรมแบบตะวันออก ถือเป็นต้นทุนทางชีวิตที่รุ่มรวย ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของจิตใจที่แทรกซึมอยู่ในรายละเอียดเล็กๆของวิถีชีวิต การฝึกคิดให้เป็นย่อมช่วยให้เกิดพลังความแจ่มชัดของการดำเนินชีวิตของตน ไม่สับสนไปกับโลกธรรม ความเชื่อ ความคาดหวัง ความกลัว หรือความสับสนของชุมชนหรือผู้คนรอบข้าง เมื่อหลอมรวมกับการเปิดกว้างยอมรับความแตกต่างจากภายใน ก็จะบรรสานให้การดำเนินชีวิตสอดคล้องและสมดุลอย่างเป็นธรรมชาติ


นั่นคือวิธีคิดแบบ ส.ศิวรักษ์ คนรู้จักคิด ที่ไม่เคยตกเป็นทาสของความคิด กับมิตรภาพและรอยยิ้มที่มีให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติพันธุ์ ทุกชนชั้นวรรณะ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่จ้องอาฆาตมาดร้ายต่อเขา เป็นเคล็ดลับการมีสุขภาพดีของคุณปู่ผู้น่ากราบไหว้ มอบไว้เป็นของขวัญปีใหม่จีนและไทย ให้ลูกหลานได้ลองนำไปปฏิบัติ

 

 

ส่งมาโดย ธนะ หัตถกิจโกศล เมื่อ 16 ก.พ. 2009 - 16:57:14 - ip: 203.147.4.125  

ท่านเตือนสติเราได้ดีครับ

ส่งมาโดย นพรัตน์ เมื่อ 17 ก.พ. 2009 - 18:39:55 - ip: 58.8.91.236  

คนแก่ยิ้มงาม .... ด้วยจิตคารวะ .... อิทธิบาท 4 ... อ่านเจอเมื่อไหร่ ก็ไม่เคยเก่า ....

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (127.0.0.1   38.107.191.81) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

วิจักขณ์ พานิช

วิจักขณ์ พานิช

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

รวมลิงก์

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ