บรรทัดทองแห่งชีวิต
ขึ้น 15 ค่ำ ยังหัวค่ำ พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงนวลอ่อนโยนกระจ่างทั่วทุ่ง แสงเย็นตายังครอบคลุมวิหารวัดทุ่งลมเย็นบรรยากาศในวัดช่างสงบ สงัด ลมทุ่งพัดกระทบต้นไม้ในวัด ใบของมันสะบัดตัวรับดังซู่ซ่าเป็นพักๆ ความวุ่นวายสับสนเร่าร้อนทั้งมวลของคนเหมือนหมดสิ้นยามย่างเท้าเข้าวัดสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ พระสงฆ์องค์เจ้าคงจำวัดกันหมดทั้งสามรูป แต่ยังมีอีกคนหนึ่ง จิตใจยังเร่าร้อนเคร่งเครียดแม้จะเหนื่อยจากงานสลากภัตของวัด ก็ไม่อาจข่มตาให้หลับได้ ใครๆเรียกเขาว่า "ลุงคำ" แกเฝ้านึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้
วัดทุ่งลมเย็น
มีพระ 2 รูป เณร 1 รูปเวลาพระรับนิมนต์ไม่มีใครดูแลวัดเกรงขโมยจะมาลักทรัพย์สิน โดยเฉพาะพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัด ผู้ใหญ่บ้านกรรมการวัดและชาวบ้านมีความเห็นตรงกันว่า น่าจะมีคนเฝ้าวัดยามพระรับนิมนต์ จึงตกลงกันจ้างลุงคำอายุ 70 กว่าปีเป็นผู้ดูแลวัดโดยให้ค่าจ้าง 600 บาทต่อเดือน
เงินค่าจ้างได้จากการเก็บชาวบ้านหลังละ 5 บาททั้งหมดมี 99 หลังก็ได้เงินราว 500 บาทที่ขาดไปทางวัดจะออกเพิ่มจนครบ 600 บาท
หน้าที่
ของลุงคำ กลางคืนนอนในวิหารเฝ้าดูแลพระพุทธรูปและสิ่งของอื่นๆ ในวิหาร ทำความสะอาดพื้นวิหาร กวาดเศษใบไม้ช่วยพระ เมื่อเสร็จในตอนเช้านั้นลุงคำจะเข็นล้อพ่วงตามหลังพระไปบิณฑบาตพร้อมกับตีฆ้องม้ง ๆ เป็นระยะให้ชาวบ้านทราบว่า พระมาแล้ว ล้อพ่วงนี้สำหรับวางของบิณฑบาตที่ล้นบาตรพระ
เมื่อกลับจากรับบิณฑบาตถึงวัดแล้ว ลุงคำก็บริการรับใช้พระด้านการฉันมื้อเช้า พระฉันเสร็จ ลุงคำจึงได้กินข้าวเช้าที่วัด เมื่ออิ่มก็ล้างจาน พิจารณาหน้าที่ของแกมันเหมือนนักการภารโรงของโรงเรียนหรือของสถานที่ราชการ
ประเพณี
สลากภัตนิยมปฏิบัติตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี ส่วนประเพณีสลากภัตหรือตานก๋วยสลากของวัดทุ่งลมเย็น เริ่มขึ้นในเช้าวันที่ 12 กันยายน ศรัทธาญาติโยมนำต้นสลากมาตั้งบนศาลาวัดเต็มไปหมด ผู้คนแต่งตัวสะสวย ยิ้มแย้ม
ลุงคำ
จัดเก้าอี้สำหรับพระสงฆ์ นั่งให้ศีลให้พร ลุงคำเห็นลุงบุญมีเจ้าของตึกสองชั้นข้างวัดนั่งไขว้ขาสบายอารมณ์ ลุงคำขอให้ไปนั่งที่อื่น เก้าอี้นี้จะให้พระนั่ง ลุงบุญมีหันมามองหน้า แล้วค่อยลุกขึ้นสีหน้าท่าทางไม่พอใจมาก พูดช้าๆ สำเนียงเย้ยหยันเสียดสีถ้อยคำรุนแรง
"ทำเบ่ง...ทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของวัดทำมาหากินกับวัดกับวา...โธ่เอ้ย ..."
ลุงคำนิ่งงันรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นหน้า
ลุงคำ
นอนไม่หลับตลอดคืน สมองคิดวกวนไปมาเรื่องเดิมจะทำอย่างไรดีๆ ลุงคำพร่ำถามตนเองในใจ เราเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีเกียรติ ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีศักดิ์ศรี...แม้จะไม่เข้าใจดีนักกับคำว่า "ศักดิ์ศรี"
แต่ลุงคำก็บอกได้ว่า ตนไม่มีศักดิ์ศรี ลุงคำไม่รู้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย ถ้าแกรู้หรืออ่านพบ แกคงเถียงว่าไม่จริงเลย คนเสมอเท่าเทียมกันตามตัวหนังสือเท่านั้น ในชีวิตจริงผู้มีฐานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจสูงกว่าก็ยังรังแกผู้ด้อยกว่า ผู้อ่อนแอกว่า
เราไม่ใช่คนสิ้นไร้คนอนาถา ยังมีมือเท้า มีกำลังทำงานหากินได้ ไม่มีเงินค่าจ้างเฝ้าวัด เราก็อยู่ได้ ลุงคำเร่งเวลาให้เช้าเร็วๆ
พอฟ้าสาง ลุงคำก็กราบเจ้าอาวาสบอกลาด้วยเหตุผลสั้นๆ เจ้าอาวาสทราบเรื่องราวดีไม่ทราบจะพูดอะไร
เช้ารุ่งขึ้น
ภาพใหม่ที่ชาวบ้านเห็นเณรพงศ์เข็นล้อพ่วงตีฆ้อง...ตามหลังพระสองรูปออกรับบิณฑบาต.
[ Permalink ] . [ 13 ความคิดเห็น ]
เคยได้ยินมาว่า.......
มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่ง ทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ อิสระส่วนสุดท้ายของมนุษย์..........
....อิสระภาพที่จะเลือกวิถีทางของตนเอง
คุณ สันป่ากาย ความคิดเห็นของท่านคมคาย ลึกซึ้งมาก ผมขอ print เก็บไว้นะครับ
ผมยอมรับเรื่องหนึ่งคือ อิสรภาพเป็นสิ่งมีค่าที่สุดของมนุษย์ ดังนั้นการทำโทษที่รุนแรงคือจำกัดอิสรภาพ หมายถึง " การจำคุก." นั่นเอง.
เรื่องนี้ดีครับอาจารย์ เป็นเรื่องใหญ่ของมนุษย์นะครับ เห็นด้วยกับสันป่ากาย ผมว่าเรื่องนี้นอกจากจะเป็นเรื่องของอิสระภาพที่มนษย์ยอมให้ใครไม่ได้แล้ว มันยังเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของคนดีด้วยครับ
คุณถนอม ไชยวงษ์แก้ว ขอบคุณครับที่ได้เพิ่มเติมความคิดเห็น ที่เน้นย้ำเรื่องสำคัญของคน คือ อิสรภาพและศักดิ์ศรีของคน...ณ ปัจจุบันขณะ ยังไม่มีใครมาเป็นภารโรงวัดเลย
ผมเชื่อว่า คนทุกคนมีคุณค่าในสถานการณ์ที่ต่างกัน
มิบังอาจครับ มิบังอาจ ความเห็นดังกล่าว เหมือนจำได้ว่าอ่านมาจากหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง(นึกไม่ออก) 555
ขอแก้คำผิด อิสระภาพ เป็น อิสรภาพ
มนุษย์อาจถูกพรากทุกสิ่ง ทุกอย่างไปจากตนเองได้ ยกเว้นเพียงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือ อิสรภาพส่วนสุดท้ายของมนุษย์..........
....อิสรภาพที่จะเลือกวิถีทางของตนเอง ...
... อิสรภาพที่จะเลือกตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม อย่างใดอย่างหนึ่ง
ความหมาย และคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ ก็อยู่ตรงนี้ นี่เอง
คุณสันป่ากาย จะอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังขอบคุณท่านเช่นเดิมนะครับ
ผมมักจดจำอะไร ทบทวนอะไรที่ชวนให้คิดเสมอ นานไปก็ลืมไปบ้างเหมือนกัน จึงต้อง print เก็บไว้ ขอบคุณจริงๆ.
อาจารย์ครับ ตราบใดที่สังคมเรายังเคารพนับถือคนโดยถือเอาสถานะทางสังคมเป็นเกณฑ์ตัดสิน ความเป็นคนของกันและกัน ดังที่เป็นอยู่ งานภารโรงวัด ถ้าหากคนไม่มีความจำเป็นจริงๆ คงไม่มีใครเข้าไปทำหรอกครับ เพราะเป็นงานที่สังคมได้กำหนดคุณค่าเอาไว้แล้วว่าเป็นงานที่ต่ำต้อย ถึงแม้คนทำจะเป็นคนดี แต่คนก็พร้อมที่จะดูถูกเขาจากสถานะของเขา นี่...กระมังที่เขาเรียกกันว่าปัญหาทางโครงสร้าง ( ที่สังคมกำหนดให้คนอยู่ตรงนั้น ต้องเป็นอย่างนั้น อยู่ตรงนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ ) แต่ผมเรียกมันว่า บาปของสังคม ผมชอบสังคมตะวันตกตรงที่ว่า เขาเคารพและให้เกียรติคนที่การทำงานสุจริตทุกชนิด เพื่อนนักเขียนหญิงผมคนหนึ่ง จบปริญญาตรีติดตามสามีไปอยู่อังกฤษ เบื่อที่จะนั่งกินนอนกิน จึงเดินเข้าไปสมัครเป็นคนล้างส้วม และทำงานนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาดูถูกเหยียบย่ำ เพราะสังคมของเขา (ต่อ)
เพราะสังคมของเขาให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนที่การทำงาน ไม่ใช่ที่สถานะหรือตำแหน่งงานที่สูงส่งหรือต่ำต้อยกว่ากัน แฮ่...พอละครับเดี๋ยวความดันของอาจารย์จะขึ้น เป็นบาปเป็นกรรมแก่ผมเปล่าๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า...
คุณถนอม ไชยวงษ์แก้ว ขอบคุณครับ ที่กล่าวลึกลงรายละเอียดที่ว่า "ค่าของคนอยู่ที่การทำงาน" พูดถึงการกดขี่รังแก่กันในสังคม อุณหภูมิชักปุด ๆ เหมือนกัน...กินยาป้องกันความดันแล้ว... ยังรู้สึกปริ๊ดๆ ขึ้นตรงนี้..ขมับ(หงีบ)...หนึ่ง สอง สาม...ฯลฯ ค่อยดีขึ้นนิดหนึ่ง.
เห็นด้วยอีกคนน๋ะครับ
คนเราส่วนมากยิดถือทุกอย่างเป็นของตัว....แต่ทุกอย่างมักจะพรากคนเราไป.....
แต่สิ่งที่มนุษย์เลือกได้ก็คือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับมนุษย์ด้วยกัน
...........................
มาแวะด้วยความคิดถืงครับ
น่าสนใจครับ
แต่ถ้าผมเป็นลุงคำ ด้วยเหตุแค่นี้คงจะไม่ลาออก
รออ่านตอนหน้าอยู่นะครับ
คุณแสงพูไชย อินทะวีคำ ขอบคุณที่ให้ความคิดเห็น เป็นข้อคิดที่น่าสนใจ...คิดถึงเช่นกัน เมื่อไหร่จะได้คุยกัน ใต้ร่มเงามะขามที่ร่มรื่น พร้อมเสียงเพลงซึ้งๆของเจ้าของบ้าน.
คุณฝนตกแดดออก นกกระจอกเข้ารัง ขอบคุณแต้ๆครับที่แวะมาคุยกัน...ลุงคำเข้าน้อยใจนะครับ ความอดทนของคนไม่เท่ากันนะครับ...จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นลุงคำอีกเลย
น่าเห็นใจจัง.