บรรทัดทองแห่งชีวิต
คนเหนือ
หรือชาวเหนือเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เรียกคนกรุงเทพฯซึ่งพูดภาษากลางว่า “คนไทย” ในกลุ่ม “คนเมือง” มักมีวจีที่เกี่ยวโยงการเป็นคนท้องถิ่นเดียวกันว่า “หมู่เฮาคนเมือง” ย้อนหลังไปราว50ปี แม้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งยังแสดงความเป็นตัวตนโดยใช้ชื่อว่าหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” สอดคล้องกับข้อความในหนังสือ “ฅนเมืองอู้คำเมือง” ในหน้าที่ 1โดยคุณบุญคิดวัชรศาสตร์ได้เขียนเอาไว้ว่า
...ในอดีตอาณาจักรล้านนามีการปกครองตนเองมีภาษาพูด และภาษาหนังสือใช้เป็นของตนเองมาก่อนและนิยมชมชอบเรียกตนเองว่า “คนเมือง” เรียกภาษาพูดว่า “คำเมือง” และเรียกภาษาหนังสือว่า “ตัวหนังสือเมือง” และล้านนาประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ น่าน ตาก...
วิถีชีวิตคนเมือง
อยู่กันอย่างเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกัน มีอะไรแบ่งปันกัน ชอบอยู่อย่างสงบไม่ทะเลาะกัน ผักตำลึงตามรั้วพืชผักในสวนในบ้านขอแบ่งปันกันได้ บ้านชิดติดกันตักแกงใส่ถ้วยให้กัน บ้านใดมีงานศพงานแต่งงานไม่ต้องแจกบัตรเชิญเพียงบอกด้วยวาจาหรือเพียงทราบข่าวผู้คนในชุมชนก็ไปร่วม กาลเวลาผ่านไปทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปด้วย ผู้คนโยกย้ายคนรุ่นใหม่ถูกหล่อหลอมตามยุคสมัย ความคิดถูกป้อนข้อมูลใหม่ แนวคิดวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมจืดจางไป คนรุ่นลูกรุ่นหลานทอดทิ้งสังคมบ้านเกิด มุ่งเดินตามรอยสังคมเมือง ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบตัวใครตัวมัน ใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อกินอาหารไร้คุณภาพตามห้างสรรพสินค้า
ในตัวเมืองเชียงใหม่
หลายแห่งถูกกลืนด้วยสังคมเมือง คนต่างถิ่นต่างวัฒนธรรมมาอาศัยอยู่บ้านติดกัน ไม่รู้จักกัน รั้วไม้ไผ่รั้วที่ปลูกด้วยกระถิน ต้นชา ฯลฯ หายไปกลายเป็นคอนกรีตสิ้นความสัมพันธ์ต่อกัน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวว่า ในเชียงใหม่เหลือชุมชนที่มีวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบคนเมืองเพียง 2 แห่ง ได้แก่ ชุมชนวัดเกตุ และชุมชนวัดศรี-สุพรรณ
ในชนบทดั้งเดิม
ที่ข้างประตูหน้าบ้านจะมีหม้อน้ำกระบวยตั้งอยู่บนที่วางสูงจากพื้นราว 50 เซนติเมตร ที่วางนี้บางแห่งจะทำหลังคามุงด้วยกระเบื้องแผ่นเล็ก บางแห่งเป็นแผ่นไม้สร้างอย่างสวยงาม ใครผ่านไปมาหิวน้ำก็แวะกินได้
เจ้าของบ้านจะเปลี่ยนน้ำในหม้อดินทุกวัน ในปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว ผมเคยทำงานในหลายอำเภอ เช่น ฝาง แม่อาย ไชยปราการ เวียงแหง และเชียงดาว เคยเห็นหม้อน้ำหน้าบ้านที่ถนนเข้าถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว เพียง2-3แห่งอีกแห่งหนึ่งจะพบในโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอเชียงดาว เช่น โรงเรียนบ้านเชียงดาว
มีเหตุการณ์
ที่เป็นอุทาหรณ์เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่ผมสอนหนังสือ ทุกเช้าและเย็นจะมีชาวบ้านเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งไปยังนาข้าวของตน หน้าบ้านหลังนี้จะมีหม้อน้ำหรือ “ฮ้านน้ำ” หรือ “หิ้งน้ำ” วางตั้งอยู่ใครผ่านไปมากระหายน้ำก็มักตักน้ำดื่มเสมอ วันหนึ่งตอนเย็นผู้ที่ดื่มน้ำบ้านหลังนี้ท้องร่วงรุนแรงต้องหามส่งโรงพยาบาลราว8-9คน ผู้ใหญ่บ้านสอบสวนเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้ใส่อะไรในหม้อน้ำ ผลการสอบสวนในเวลาต่อมาได้ทราบความจริงว่ามีผู้ที่มีเรื่องขัดแย้งกับเจ้าของบ้านนำสลอดมาใส่ในหม้อน้ำ เพื่อไม่ให้เรื่องยุ่งยากยืดยาว ผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ผู้ร้ายตัวจริงรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลคนป่วยกำชับอย่าทำอีก...จากนั้นหิ้งน้ำหน้าบ้านหรือฮ้านน้ำหน้าบ้านก็หายไปจากหมู่บ้าน
หม้อน้ำหน้าบ้าน
ของคนเมืองเรียกชื่อว่า “ฮ้านน้ำ” หรือ “หิ้งน้ำ” เป็นนัยบอกถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนอยู่กันอย่างมีจิตใจที่ดีต่อกันคือมีคุณธรรมนั่นเอง โลกหมุนไปทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ฉลาดย่อมรู้จักรักษาสิ่งที่คิดว่ามีคุณค่าก็ต้องรักษาไว้ แต่มิได้หมายความว่าเราต้องจมอยู่กับโบราณวัตถุ จารีตประเพณีซากปรักหักพังที่พูดไม่ได้จนไม่มองไปข้างหน้า....ผมเขียนเรื่องนี้ต้องการเพียงยกมือชูป้ายบอกว่า
“ให้เหลียวหลังฤาแลหน้าวิถีแบบไทยด้วยใจ (สมอง) แบบสากล” เท่านั้นเองครับ.
[ Permalink ] . [ 19 ความคิดเห็น ]
ดื่มกาย อิ่มใจ มันเป็นความสัมพันธ์ในอีกมิติหนึ่งของวิถีคนเมือง ที่มี เป็นมา ใช้ และแสดงออกต่อกัน ความหมายมากมายกว่า น้ำที่เราดื่มกิน
ทุกวันนี้ มิติที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ของผู้คน(เมือง)กับสิ่งต่างๆ ลดน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก(มาย) แทบจะสำเร็จรูปแล้วก็ว่าได้
บางครา...เห็นแล้วรู้สึกสะเทือนใจ
มาช่วย ปักป้าย ชูธง ในบรรทัดสุดท้าย(บรรทัดทอง)
เอาไว้จะหาเวลาไปดื่มน้ำหม้อที่ สันป่าตองซักครานะครับ
คุณ สันป่ากาย ข้อความที่ส่งมากินใจผมมากครับ...ไม่ทราบจะเขียนตอบอย่างไร
เอาเป็นว่า ขอบคุณจริงๆ...แวะมาที่สันป่าตองก็ ยินดีต้อนรับซิครับ.
เชียงใหม่และเชียงทองเป็นเครือญาติ
ไม่เคยขาดไม่เคยสิ้นวังน้ำใจ
หลายครั้งหลายหนหลายยุกสมัย
วังน้ำใจไม่เคยสิ้นถวิลเอย....
....................................
ดีแต้ๆเจ้าตี๋อ้ายถนอมอู๋ถืงเรื่องนี้เจ้า
คุณพัฒนาการเขียนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ น่าอ่าน มีภาพประกอบด้วย แจ๋วจริงๆ
จำได้ว่า ตอนเด็กๆเคยนำใบไม้ มาตักน้ำในหม้อน้ำหน้าโรงเรียนดื่มกินทุกวัน พอย้ายไปอย่
ภาคกลางก็ไม่เคยเห็นหม้อน้ำหน้าบ้านใครเลย จึงประทับใจและไม่เคยลืมหม้อน้ำหน้าโรงเรียน
เมื่อเป็นเด็กเคยเห็นถั่วแปยีห่อกระดาษ กินแล้วอร่อยมาก จำฝังใจ เดี๋ยวนี้หายไปไหนช่วยบอกที
คนแก่มองอดีตในปัจจุบัน
อยากให้หวนคืนหลัง
จากโลกเก่าแก่งามกว่าที่เป็น
มองความหลังแล้วย้อนไปไกล
ขอบคุณมากครับ อ่านแล้วคิดถึงรสชาติและกลิ่นของน้ำฝนในหม้อดิน
เป็นสิ่งที่หายไปจากความทรงจำของผมนานมากแล้วครับ
เหมือนกับที่จำไม่ได้แล้วว่ากินน้ำฝนจากขันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
หิ้งน้ำนี่ จำได้ว่าสมัยผมเด็กๆ ในภาคกลางก็ยังเคยเห็นนะครับ
แม้แต่ในกรุงเทพก็ยังเคยเห็น
คุณแสงพูไชย ขอบคุณสำหรับกลอนเพราะๆ ช่วยเพิ่มสีสรรให้คอลัมน์ได้มากเลยละ.
คุณอภิสิทธิ์ ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ และการให้กำลังใจ...
ผมพยายามอ่านหนังสือ หาความรู้มากขึ้นทุกๆวัน เพื่อพัฒนาตนเอง เพราะรู้ว่างานเขียนของตนเอง ยังมือใหม่หัดขับ...ก็ขอบคุณนะครับผม.
คุณนัทครับ ขอบคุณเช่นเคยที่แวะมาอ่าน และยังได้ช่วยเพิ่มเติมข้อมูล
ว่างๆก็แวะมาอีกนะครับผม.
คุณคนภาคกลาง ถั่วแปยีห่อกระดาษเคยเห็นตอนเด็ก...จริงครับนึกเห็นภาพในวัยเด็กชัดเจน..
ไม่ทราบว่า ย่านถนนคนเดินที่ถนนท่าแพในวันอาทิตย์จะมีไหมหนอ...ผมจะลองไปดู
คุณ surangrut ขอบคุณที่ช่วยขยายความ...มีแง่คิดดีนะครับผม.
คุณฝนตกแดดออก นกกระจอกเข้ารัง ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า " หิ้งน้ำ."
ภาคกลางก็มี กรุงเทพฯก็เห็น...ผมได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกครับ.
อ่านแล้วคิดถึงน้ำฝนในหม้อดินเหมือนกันครับ....น่าจะรักษาวัฒนธรรมอันนี้ไว้นะครับ....แถว ๆ ลำพูนยังพอมีให้เห็นครับ แต่ก็น้อยเต็มทีแล้ว เหมือนน้ำใจคนครับ....ที่กำลังเลือนหายไปเหมือนกัน....
อ่านที่อ้ายถนอมรักฯ แล้วคึดถึง "น้ำบ่อ ... บ่อน้ำ" , "น้ำทุ้ง" ,"หม้อน้ำ หรือ น้ำหม้อ " ตลอดจน "กระบวยตักน้ำ" หรือ" น้ำบวย" ซึ่งสัมพันธ์กัน เมื่อก่อนเฮา ก็ดื่มน้ำแบบนี้พราะสะอาดบริสุทธิ์ ใสฉ่ำเย็น เพราะสมัยก่อนน้ำใต้ดินไม่มีสารเคมี หรือน้ำมัน และสิ้งสกปรก ไหลซึมลงฯลฯ กก็เลยกินดื่มไม่ได้ เฮาเป็นฉงนหัวใจที่จู่ จู่ ก็ต้องซื้อน้ำกินดื่มฯลฯนี่ มันอะไรกัน ก็ด้วยเพราะระบบสังคมบริโภคทุนนิยมโลกาวินาศสุดโต่งสามานย์ ที่อ้างความเจริญ การพัฒนาที่ทำลายวิถีชีวิตสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ ฯลฯ นั่นเอง
ฮักษสุขภาพทั้งครอบครัว เน้อ คับ อ้าย
คุณแสงดาว หายไปไหนมา มีคนถามหา เป็นห่วงเป็นใย...คอลัมน์ใหม่ก็ไม่ได้อ่าน
วันนี้ดุเดือดมากที่กรุงเทพฯ...เฮ้อ ไม่ทราบจะจบอย่างไร กิ๋นนอาหารที่เป๋นประโยชน์นักๆเน้อ
ครับ.
บ่หายไปไหนดอก คับ อ้าย ถนอมรัก ดูข่าว ฟังข่าวจากเมืองศูนย์กลางอำนาจรัฐ แล้ว เร้าใจ คับ ขอให้พลังใจในการเขียน เน้อคับ เขียนไปเรื่อยๆ และขยันอ่านไปเรื่อยๆ อ่านมันทุกรส ทุกประเภท ไม่ว่า กวี เรื่องสั้น สารคดี บทความ ความเรียง ฯลฯ มันช่วยเปิดโลกทรรศน์ ชีวทรรศน์ ให้เรามองโลกกว้าง เดินทางไปสูโลกกว้าง ซึ่งจะช่วยในการเขียนของเรา ฮักษาสุขภาพทั้งครอบครัว เน้อ คับ
โอ้ อ้าย ถนอมรัก... ขอแก้ไขคำหน่อย พิมพ์ ผิด คับ ...
*** ส่งมาโดย แงดาว แก้เป็น ส่งมาโดย แสงดาวฯ
*** บรรทัดที่ 1 ที่ post ว่า ... ดูข่าว ฟังข่าวจากเมืองศูนย์กลางอำนาจรัฐ
แล้ว " เร้าใจ " ... ขอเปลี่ยน เป็น ... " เศร้าใจ " คับ ยินดีคับ