บรรทัดทองแห่งชีวิต
พ่อคงไม่รักผม
เพราะพ่อตีผมบ่อยๆ บางครั้งหนักๆ ไม่เคยกอด ไม่เคยเล่นกับผม
แวบหนึ่ง...ผมอยากออกบ้านไปให้พ้น...แกเพียงพูดว่า
“เมื่อแกมีลูก แกจะรู้เอง”
วันนี้
ผมมีลูกชายวัย 3 ขวบ 1 คน กำลังซนตอนเย็นวันหนึ่ง แกกินยาป้องกันหนูและแมลง ที่มีรูปแบนเป็นวงกลม แหว่งไปนิดหนึ่ง ผมบอกแกให้อ้าปาก คายออกมาให้หมด แกอ้าปาก ถ่มน้ำลาย ผมยังไม่หมดกังวล บอกให้แม่บ้านเอาเงินมาให้ผมเร็ว จะพาลูกไปโรงพยาบาล ผมคว้าเสื้อมาสวม กลัดกระดุม 2 เม็ด ไม่ตรงรูของมัน ชายเสื้อข้างหนึ่งสั้น ข้างหนึ่งยาว อุ้มลูกวิ่งลงบันได เกือบลื่นล้ม วิ่งออกประตูบ้าน สู่ถนนใหญ่โรงพยาบาลใหญ่ที่สุด เป็นโรงพยาบาลที่ผมมุ่งไปหา โบกรถสี่ล้อรับจ้าง คันใดก็ไม่ไป
เวลายิ่งผ่านไป อันตรายที่จะเกิดแก่ลูกยิ่งเพิ่มขึ้น โบกรถสามล้อเครื่อง ราคาจะแพงก็ยอม จากบ้านถนนราชวงค์ไปโรงพยาบาล ไม่ได้ไกลอะไรเลย รถสามล้อเครื่องก็วิ่งช้าเหลือเกิน ขึ้นสะพานนครพิงค์แทบไม่ไหว พอถึงหน้าโรงพยาบาล ผมกระโดดลง ยื่นเงินให้ ไม่เอาเงินทอน วิ่งข้ามถนนอย่างทุลักทุเล ไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ พบผู้หญิงเกล้าผมมวย ใส่เสื้อลายพื้นขาว กำลังถักไหมพรม เล่าอาการเด็กให้แกฟัง แกซักถามช้าๆ เหมือนไม่รู้ร้อนหนาวก้มหน้าถักไหมพรมไปเงยหน้าพูดกับผมไปลูกก็นอนนิ่งบนบ่า
ผมกลัวว่า ฤทธิ์ยาจะรุนแรงขึ้น ทนอึดอัดไม่ไหว ก็พูดโพลงเสียงดังว่า
“มัวถามอยู่นั่น ทำอะไรก็ไม่ทำ ลูกผมเป็นอะไร ใครจะรับผิดชอบ?”
เหมือนไฟลน
แกพรวดพราดลุกขึ้น ผู้หญิงอีกสองคนที่นั่งข้าง รีบตามไป แกบอกให้พาเด็กเข้าไปในห้องพยาบาล
บอกให้ผมวางลูกนอนบนเตียง ลูกตื่นแล้ว แกบอกว่าต้องล้างท้องเด็ก บอกให้จับลูกไว้ เด็กเริ่มดิ้น นางพยาบาลใช้ผ้าพันรอบตัวแก ลูกเริ่มร้องไห้ ใจผมแทบขาด ผู้หญิงถักไหมพรมสอดสายยางเข้าจมูกลูก เข้าไปและเข้าไป ลูกดิ้นใหญ่ บิดซ้ายขวา แกคงเจ็บมาก ร้องไห้เสียงดังสุดขีด ผมกัดฟันแน่น เจ็บแล้วปลอดภัยช่างมัน...ครู่เดียวก็เรียบร้อย หมอตรวจดูสิ่งที่ดูดออกมาบอกว่า
“ไม่มีสารพิษ”
ผมเข้าอุ้มลูก ใช้ชายเสื้อเช็ดน้ำตาให้แก ใจผมเย็นลงแล้ว อุ้มแกออกจากห้องพยาบาล มายืนที่หน้าเคาน์เตอร์ ผมเริ่มรู้สึกตัว แกเป็นหมอหรือ ผมนึกว่าแกเป็นนางพยาบาล แกกลับมาที่เคาน์เตอร์
ผมกล่าวขอโทษ แกไม่กล่าวอะไร ไม่มองหน้าผม คงไม่หายโกรธ
ผมขอตัวกลับบ้าน
ไม่มีเงินค่ารถต้องเดินกลับ ผมอุ้มลูกเดินไปด้วยใจปลอดโปร่ง ไกลถึงดอยสุเทพก็เดินไหวขอเพียงให้ลูกปลอดภัยเท่านั้น นึกถึงคำพูดของพ่อผม ผมกล่าวตอบแกในใจว่า
“พ่อครับ ผมรู้แล้ว...พ่อรักผมแค่ไหน”
[ Permalink ] . [ 15 ความคิดเห็น ]
อ่านแล้วซึ้งจริงๆ คิดถึงพ่อที่จากไป เราไม่ได้ทำอะไรให้ท่าน
เท่าที่ควร ถ้าใครมีพ่อแม่กตัญญูร้คุณและทดแทนคุณท่านให้มากๆ
เมื่อท่านจากไป เราจะได้ไม่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลท่าน ให้สมกับที่ท่านรักเรา
คุณพ่อไม่เคยกอด ไม่เคยตี ไม่เคยเล่นด้วย ไม่สนใจว่าลูกเรียนหนังสือชั้นไหน ทำแต่งาน ให้เงินค่าเทอม ให้ข้าวกินอิ่ม อ่านเรื่องนี้แล้ว จึงทราบว่าคุณพ่อรักเราเพียงใด ต่อไปเราจะรักคุณพ่อให้มากๆ และจะตอบแทนพระคุณของท่านให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
ขอบคุณที่ทำให้เราคิดได้มากขึ้น
อ้าย"ถนอมรัก เดือนเต็มดวง" , ก่อนนี้ตอนเป็นเด็ก และเป็นเด็กวัยรุ่น เฮาก็ไม่เชื่อฟังพ่อแม่เหมือนกัน กินดื่มเที่ยวเล่นกลับบ้านค่ำๆมืดๆ หรือไม่ก็ไปนอนบ้านเพื่อนโดยไม่บอกพ่อแม่ที่ท่านเป็นห่วงเรา แถมยังชอบเถียงท่านด้วย " มึงบ่ฮู้ ว่าพ่อแม่เป็นห่วงมึงจะได ถ้ามึงมีลูกก่อน มึงจะ ฮู้ " แม่บอกเฮา พอเฮา เอาเมีย ( เอาทางล้านนาหมายถึงแต่งงาน เน้อ แหะ แหะ มิใช่หมายถึง เอากัน ) มีลูก ลูกดื้อไม่เชื่อฟังเรา ทั้งตอนวัยเด็ก และ วัยหนุ่ม เราก็รักเป็นห่วงลูก จึงมาบรรลุธรรมว่า ถ้าใครไม่มีลูก จะไม่รู้สึกว่า พ่อแม่ รักเป็นห่วงเรามากอย่างไร แม่เรา รักและเป้นห่วงเราจนโต จนตายแหละนะ
เอ๊า ใครยังไม่ได้เอาเมีย เอาผัว รีบๆแต่งงานซะ และมีลูก แล้วจะรู้ว่า พ่อแม่รัก ห่วงใยเราแค่ไหน อ้ายถนอมรัก กะ พื่อนชีวิต รักษาสุขภาพ เน้อ เจ้า
คุณดาครับ ก็ดีใจที่งานเขียนเล็กๆนี้ ฃ่วยสะกิดความรู้สึกดีๆของผู้อ่าน ผมก็คนบาป
ไม่ได้ทำอะไรเพ่อพ่ออย่างพียงพอ เวรกรรมกำลังเดินตามหลังผม.
คุณจีราพัชร์ครับ ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะครับ. ทำดีกับคนพิเศษของเราได้ แต่อย่าลืมพ่ออีกคนนะครับผม.
คุณแสงดาว ซาบซึ้งเสมอในความปรารถนาของอ้าย ขอบคุณที่มีน้ำใจแวะเวียนมาในคอลัมน์
มีอะไรแนะนำก็บอกได้ครับผม ผมกำลังเริ่มออกจากลู่วิ่งในถนนสายอักษร อยู่ข้างหลังอ้าย
อีกไกล เหลียวมาดูผมบ้างเน้อครับ กินข้าวนักๆผ่องเน้อ.
ลูก ๆ ทั้งหลายถ้าได้แวะเวียนเข้ามาอ่านแล้วกลับไปทบทวนว่าได้ทำดีกับพ่อแม่หรือยัง รักพ่อแม่กันให้มาก ๆ นะครับ
ขอบคุณจริงๆครับ คุณนกเอี้ยงนครเจดีย์ ที่กล่าวได้ตรงใจผมมาก ก็อยากให้คนมีพ่อ
รู้จักคุณค่าความรักของท่าน ยามยังมีท่าน อย่าให้เหมือนผมเลย ... ว่างๆก็แวบมาอีก เหงาจังเลย.
ถ้าเหงาแสดงว่าเริ่มคิดว่าอายุมากแล้ว......ต้องคิดว่าเป็นหนุ่มตลอด....ผมคิดว่าผมอายุ 30 ไม่เคยเปลี่ยนความคิดครับ.....หยุดไว้แค่นั้น....อย่า serious ครับ....พยายามมองที่ปลายฟ้าไว้เรื่อย ๆ ครับ.....
ขอบคุณ คุณนกเอี้ยงนครเจดีย์ที่ให้สติ จริงคิดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น.
เป็นงานเขียนที่เรียบง่ายแต่กินใจมากๆๆ ขอเป็นกำลังใจให้เขียนงานออกมาให้อ่านเยอะนะคะ
ขอบคุณ คุณสาวแม่กลองมาก ที่ให้กำลังใจในงานเขียน...เหมือนต้นไม้ได้น้ำฝน ถ้าเป็นนักมวย ผมต่อยแบบไม่หยุดเลยละครับผม.
ถ้าเหงาก็เข้าวัดฟังธรรม เพื่อนทางธรรมมีเยอะแยะ อย่วัดในวันพระก็หายเหงาไปเยอะ
คุณกาละแมร์ครับ ขอบคุณที่แนะทางสว่าง อยากฟังธรรมเหมือนกัน เคยนั่งพับเพียบฟัง
ปรากฎว่าเหน็บกิน ทรมานเหลือเกินครับ.
เดี๋ยวนี้ทางวัดเขาพัฒนาแล้ว มีเก้าอี้ให้คนเฒ่าคนแก่ในวิหารนั่ง(ด้านหลัง)
เวลาสวดมนต์ก็จะหายเหงา จิตใจสงบ ไม่เชื่อก็ลองดู ยิ่งเป็นที่ยอมรับของเพื่อนทางธรรม
ยิ่งทำให้ใจมีความสุข ขอเป็นกำลังใจให้หายเหงานะคะ