เรื่องเล่าเล็กๆ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว
![]()
ใช่
เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างมุ่งร้ายทำลายกัน
ต่างฝ่ายจึงต่างขุดคุ้ยความไม่ดีของกันและกัน
ออกมาตีแผ่ ก่นด่า ประณาม หยามเหยียด เยาะเย้ย
และลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
ด้วยถ้อยคำที่เลวร้ายและหยาบคายป้ายสี
สาดใส่กันและกัน...
ต่างฝ่ายจึงต่างจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกัน
มากขึ้นทุกวัน...
มากขึ้นทุกวัน...
ใช่
เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมหยุด
เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก
หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมหยุด
ยอมลดราวาศอกให้
แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอม
ยังคงมาดหมายจะขยำขยี้อีกฝ่ายให้แหลกคามือให้จงได้
หากเป็นเช่นนี้
โอ้ เอย-ใครเลยจักห้าม
มิให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาได้
ถ้าหากเหตุปัจจัยในการปะทะกัน
ระหว่างสองสังคมที่ขัดแย้งกันในวันนี้
ยังคงเป็นเช่นนี้อีกต่อไป
ใช่
มันจะต้องเกิดขึ้น...
มันจะต้องเกิดขึ้น...
ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะช่วงชิงชูป้ายอุดมการณ์ ผูกขาดความดีงาม ความยุติธรรม
ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เอาไว้สูงส่งเลอเลิศ ( แต่เพียงผู้เดียว ) เพียงใด
และไม่ว่าใครในโลกนี้จะชอบหรือไม่ชอบ
ถ้าต่างฝ่ายต่างยังคงปฏิบัติต่อกันอย่างเลวร้ายและหยาบคายเช่นนี้
จนถึงจุดจุดหนึ่งที่เรียกกันว่า
จุดที่น้ำมันถูกราดเข้ากองไฟ
ใช่
เราคงจะทำกันได้ดีที่สุดเพียงแค่...
เตรียมแต่งชุดดำไปหลั่งน้ำตาในงานศพ
งานศพของพี่น้องร่วมชาติของเราทั้งสองฝ่าย
ที่ตกเป็นเหยื่อความเลวร้ายของการเมือง
ซึ่งแท้จริงมีเจตนาเพียงแค่...
จะแก้ความขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์มหาศาลของคนไม่กี่คน
ที่ขัดผลประโยชน์กัน
ด้วยโทสะจริต
สาธุ!
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
[ Permalink ] . [ 29 ความคิดเห็น ]
สวัสดีค่ะ
หนูแค่ขอแวะมาสวัสดี อวดตน
ว่าหนูเคยไปเที่ยวกระท่อมทุ่งเสี้ยวด้วยล่ะค่ะ นานกว่าสิบห้าปีแล้ว
ด้วยความเคารพค่ะ.
ไม่ว่า..ฝ่ายไหนแพ้
ฝ่ายใดกำชัย
.........................
............................
ประเทศชาติ
ยับเยิน..หาช่องทางจำเริญ..ไม่เจอ
ขออัญเชิญวาทะท่านเติ้งเสี่ยวผิง
ซึ่งหยิบยืมมาจากblog ของ lasttibetstone
ว่าไว้ว่า..
"แมวขาวหรือแมวดำไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็เป็นพอ"
นายไหว สวัสดีครับนายไหว แหม...ทำไมจะจำไม่ได้ กลุ่มใบตอง ถือว่าเป็นกลุ่มวรรณกรรมโรแมนติกที่งดงามมากในยุคนั้น บางคนยังยืนหยัดอยู่จนถึงวันนี้ มีผลและชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เช่น การะเกตุ หรือ จาริก แรมรอน ในอดีต ในเว็บประชาไทนี่ เธอเขียนอยู่สองคอลัมน์ ทักทายกันหรือยังก็ไม่รู้ ผ่านมาทางสันป่าตอง แวะมาเยี่ยมกระท่อมทุ่งเสี้ยวบ้างนะครับ ผมเองก็เพิ่งกลับมาอยู่บ้าน หลังจากออกไปพเนจรร่อนเร่ นานถึง 7-8 ปี ดีใจครับที่น้องๆที่น่ารักแวะมาทักทาย.
มาลาน ชา ใช่ครับ เห็นด้วย " แมวขาวหรือแมวดำไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็เป็นพอ " แต่แมวขาวแมว-ดำบ้านเราไม่ค่อยไหว นอกจากจะไม่จับหนูแล้ว ยังทะเลาะกันทุกวั๊น-ทุกวันไม่ยอมเลิก ทำไงดี ข้าวของราคาแพงขึ้นทุกวัน สวัลดีคนสวย.
อ้ายหนอม
ปัจจุบันนี้ เรากำลังรับผลกรรมจากการกระทำ จากความเชื่อ ที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล
มาคิดเอาตอนที่ดินเปียกแฉะด้วย"น้ำขี้หมา"รุกล้ำจนไม่มีที่จะวางเท้าเดิน
แก้ไข น้ำขี้หม่า (น้ำครำจากการกระทำของคน, น้ำขี้ซีตามคนอีสาน) ไม่ใช้น้ำขี้หมา ขออภัยครับ
จากฝางไปเป็นเวลาไม่กี่ปี
กลับมาครานี้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
ร้อน ฝนอยากตกก็ตก บางครั้งเหมือนจะตกลงมาเพื่อชะล้างคนให้หมดโลก
อยากกินน้ำบ่อ แต่ไม่กล้าเสี่ยง
แต่หนหลัง ตื่นเช้ามาจะยืนระเบียงหลังบ้านที่ติดกับเนินเขาลูกเล็กๆสูดอากาศยามเช้าเต็มๆปอด
ตอนนี้เนินเขาลูกเล็กๆนั้นกลายเป็นสวนส้มสายน้ำผึ้ง(สายน้ำตา)หน้าต่างทุกบานต้องปิดสนิท
เพื่อป้องกันกลิ่นยาฆ่า????????????
เอาละไม่รู้จะทำจะแก้อย่างไรแล้วก็ต้องอยู่กับมันเสียแล้วละอ้าย
เวรกรรม
...
กระท่อมทุ่งเสี้ยวคงยิ้มระรื่นทุกครายามเมื่อมีมวลมิตรต่างบ้านไปเยือน
สวัสดเจ๊าทุกท่าน
ชอบอุปมาที่ว่าเรื่องแมว ขาว แมวดำ
ขะเจ้าว่าถ้ามันบ่รู้จักคุณแผ่นดินเกิดได้ก่าขบหัวกั๋น
ส่งไปลาวไป๊ หรือ เวียดก็ได้ ...แถบนั้นเปิ่นเอาแป๋งไส้ซาละเปา
กาน เป็นมุมมองน่าสนใจจังเลย เสียดายที่ไม่ให้รายละเอียด น่าจะมีรายละเอียดสักหน่อย เผื่อไว้ให้คนที่สนใจ มาร่วมแจม
พ่วง อย่ากินน้ำใช้น้ำธรรมชาติบริเวณที่อยู่ใกล้สวนส้ม ถ้าบ้านยังอยู่ในรัศมีได้กลิ่นยาฆ่าแมลง ให้ย้ายออกมาอยู่ให้พ้นเขตอันตราย หรือไม่ก็รวบรวมชาวบ้านที่เดือดร้อนจากมลพิษนี้ไปพูดกับเจ้าของสวนส้ม.
คุณ นิรนารี หายหน้าหายตาไปนาน กลับมาก็ยังมีอารมณ์แบบร้ายลึก...มาเผื่อแผ่ให้ผมและใครๆได้อมยิ้มกัน ขอบคุณครับ
สวัสดีเจ๊าอ้ายหนอม ...สวนสายน้ำผึ้งเลวชาติเห็นแก่ตัว จาวบ้านควรหาทางจับกลุ่มที่มีอำนาจต่อรอง แล้วเข้าเจรจา ไปคนเดียว หรือกลุ่มเล็ก ระวังมันฆ่าหมกแพะ เจ้าของเป๋นจ่า ทหารเก่า หรือ ตำรวจเก่า นี่แหละ เป๋นต๋าย่าน ...
นิตยสารขะเจ้าฉบับที่กำลังจะออก
กอง บก.ก็พร้อมใจกันตั้งชื่อTheme ว่า"กระแส"
ขอฝาก examble
หื้ออ่านเรียกน้ำย่อยนิด ๆ ก็ดั่ย ...
นิรนารีฉบับนี้ขอกราบคารวะพบกันในThema กระแส
กระแส ... นิตยสารฉบับนี้ออกทวนกระแสลมใบไม้ร่วงปี 2008 ที่ประเทศเยอรมนี ในขณะที่ กระแส การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดหักเห ส่วนจะพลิกโผออกมาเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยโดยส่วนรวมอย่างไรนั้น ขอฝากไว้กับเบื้องบนและสิ่งดีอันเป็นประโยชน์โดยธรรมแก่ทุกฝ่ายเทอญ
กระแสคลั่งฟุตบอลยูโรเพิ่งปิดฉากลงตอนจัดทำต้นฉบับ ทีมฟุตบอลแห่งชาติของประเทศสเปน ได้ครองแชมป์ไปตามความสามารถและฝีเท้าชัดเจนชนะมาตลอดตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน
(ต่อภาค2)
แต่กระแส ที่ปิดฉากไม่ลงเลยและจำเป็นที่ทุกมือของคนในโลกต้องช่วยกันคือ กระแสสิ่งแวดล้อม ที่ยุโรปเริ่มตื่นตัวเรื่องรักษ์สิ่งแวดล้อมเมื่อ40ปีที่ผ่านมา เริ่มจากการรวมตัวของกลุ่มนักวิชาการจากหลายสาขาของ 10 ประเทศ ณ กรุงโรม (โปรดสังเกตุว่าสำนักวาติกันศูนย์กลางคริสตศาสนาอยู่ที่กรุงโรม) ประเทศอิตาลี ประเด็นสำคัญที่ประชุมคือเรื่องความหายนะสิ่งแวดล้อมเสื่อมทรามที่มนุษยชาติกำลังเผชิญในอนาคต(ตอนนั้นเล็งว่าหลังปี2000 โลกจะวิกฤต) เพราะผังตัวเมืองใหญ่น้อยทั่วโลกขาดการวางแผนที่ดี ประชากรของโลกจะเพิ่มจำนวน อาหารอาจขาดแคลน รวมทั้งภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ของโลก ซึ่งต่อมาการประชุมครั้งนั้นคือการจุดประกายให้มีแผนรณรงค์เรื่องคุณภาพชีวิตประชากรและสิ่งแวดล้อม(คือการรักษ์สรรพสัตว์สรรพสิ่งตามน้ำพระทัยและพระประสงค์ยิ่งใหญ่นั่นเอง)
ประเทศเยอรมนีช่วงก่อนถึงปี 2000 จึงเป็นช่วงที่นักการเมืองใช้นโยบายชลอโลกร้อนมาหาเสียงและปฏิบัติอย่างจริงจัง และได้รับความนิยมจากประชาชนสูงสุดมาแล้ว พรรคกรีนเติบโตมาจนกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ การรปลุกกระแสรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมเราเรียกว่า Umwelt ซึ่งกินความหมายกว้าง แต่ที่ชีวิตประจำวันได้ร่วมรู้เห็นหมายถึงเรื่องการกำหนดที่อยู่อาศัยห่างจากควันดำทางหลวง การกำจัดน้ำเน่าเสีย การจัดการแยกขยะ นำขยะและน้ำผ่านกระบวนการนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง หรือการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในครัวเรือน ฯลฯ เวลาเดียวกันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น ผลิตกากของเสียและมูลฝอยก็มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า พวกเขายิ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบที่กิจการของตนอาจส่งผลร้ายต่อมวลชน และสิ่งแวดล้อมด้วยความร่วมรับผิดชอบอย่างเอาจริง
จากวันนั้นมาจนล่วงเข้ามาถึงวันนี้ คศ.2008 ประเทศเยอรมนีจึงกลายเป็นผู้ส่งออกสินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ทำเงินเข้าประเทศมาเป็นอันดับต้น ๆ แน่นอนรวมถึงวัสดุก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ต่าง ๆ ที่ออกแบบเพื่อความสดวกในการใช้ และความสบายของผู้อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงความสมดุลย์ของธรรมชาติ
ด้านจิตวิญญาณ ณ ปฐมกาลAlfa พระเจ้าสร้างโลก ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลกก่อน แยกความสว่างออกจากความมืด สร้างต้นไม้ใบหญ้าและสรรพสิ่งตามมา สร้างสรรพสัตว์ วันเวลา กำหนดด้วยพระอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว และ สุดท้ายได้ทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายา ทรงอนุญาตให้จับกินและปกครองเป็นบริวาร มีหน้าที่บำรุงรักษา สรรพสัตว์ สรรพสิ่งโดยหยุดกิจการงานในวันอาทิตย์ให้วัวควายข้าทาสได้พักผ่อนถวายพระเกียรติแด่พระผู้สร้าง มนุษยชาติบังควรติดสนิทกับพระผู้สร้างนั้น
แต่ ณ เวลาที่ท่านกำลังอ่านบทความนี้มองรอบกายเรา จะเห็นกระแสพฤติกรรมมนุษย์ว่าเป็น
ผู้ทำลายและห่างไกลคำสอนอันทรงคุณ กระนั้นก็ตาม พระเจ้าก็ยังทรงรักห่วงใยให้โอกาส โดยพระสัญญาว่าตราบใดที่ยังเห็นรุ้งที่เมฆ จะไม่ทำลายเสียด้วยน้ำ ทุกคนยังมีโอกาสกลับใจมาหาพระเจ้าและปฏิบัติตามพระวจนะคำสอนอันคือวินัยของการอยู่ร่วมกันของสรรพสัตว์แลสรรพสิ่งตามน้ำพระทัย เหตุการณ์โลกร้อนขึ้นทุกวัน กระแสข่าวสารและความเป็นไปนั้น บรรยากาศของโลกกำลังวิกฤติด้วยมลภาวะ ทุกคนในโลกจะบอกว่าเป็นเรื่องใกลตัวอีกไม่ได้เลย ....โปรดถือเป็นหน้าที่ Mission ช่วยกันปลุกกระแสที่จะประสานกำลังสติปัญญาและความ สามารถ เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ เพื่อรณรงค์ ปกป้องรักษ์สรรพสัตว์สรรพสิ่งรอบตัวเราตามพระบัญชา
สูมาเต๊อะ ยาวไปสักหน่อย
ชอบผ้าคาดผมอ้ายถนอมขนาดเน้อ หมู่จุมเฮา
อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ
และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน (1 เปโตร 4:7)
จิตวิญญานที่ไหนจะมีกันละครับ นายทุนน้อย...นายทุนใหญ่...นายทุนสถาบันการเงินน้อย(พวกเงินกู้ทั้งในและนอกระบบ)....นายทุนสถาบันการเงินใหญ่(ธนาคารทั้งหลายนั่นแหละ)....พวกนี้พากันยีดครองเมืองกันหมดแล้ว ....พวกที่ไม่ได้เป็นนายทุนก็พยายามจะเป็นนายทุน....ที่ดินก็ถูกยึดครองกันไปทีละนิด....อีกไม่นานคนจนก็จะไม่มีที่ซุกหัวนอนกันแล้ว.....ที่ร่อแร่ ๆ รอวันถูกยึดก็มีอีกมาก....จะไปกันรอดไหมครับ...ใครรู้ช่วยตอบด้วย....แมวดำหรือแมวขาวน่ะจับหนูได้หมด....สำคัญตรงที่ไม่มีแมวน่ะ....จะทำยังไงดีล่ะ?????????
นานหลายเดือนแล้ว ไม่พบอ้ายหนอม
แต่ความทรงจำบวกความนึกถึงยังมีอยู่ และมีต่อไป
อ่านเรื่อง "ใช่" หลายย่อหน้า ทำให้เกิดแนวร่วมทางความคิดว่า
ถึงเวลาหรือยัง ที่คนกลุ่มที่สาม จะลุกฮือขึ้นมาบ้าง
เราพร้อมจะขัดขืดพฤติกรรมสังคมที่คนสองกลุ่มสร้างและยัดเยียดให้เราต้องเลือกข้างหรือยัง ?
พร้อมจะเดินออกนอกกรอบ โดยไม่อยู่กับฝ่ายผลประโยชน์ และฝ่ายต่อต้าน
แต่จะอยู่กับคุณธรรม ความดีงาม ความพอเพียง ความเห็นอกเห็นใจ ความไม่โลภ
ในสังคมใหม่ที่สวนทางกับคนพวกนั้น ?!!
คุณ นิรนารี ขออภัย ประโยคที่ผมเขียนถึงคุณว่า " มีอารมณ์...แบบร้ายลึก " ตกคำว่า " ขัน " ไปครับ ที่ถูกคือ " มีอารมณ์ขันแบบร้ายลึก " เกือบทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันเสียแล้ว เพราะคำเพียงคำเดียว ขออภัยจริงๆครับ
ความเห็นเรื่องความเลวร้ายของสวนส้มในอำเภอฝาง ผมขอฝากไปให้ครู พ่วง ที่เพิ่งย้ายจากเชียงรายกลับไปอยู่บ้านเกิด ที่ฝางนี่น่ากลัวนะครับ พระสุพจน์ พระนักพัฒนาและอนุรักษ์ ก็ถูกทำร้ายจนมรณะภาพทื่สวนเมตตาธรรมอำเภอฝาง เพราะไปขวางทางผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพล สองปีผ่านไปยังจับมือใครดมไม่ได้.. ยินดีด้วยครับกับ นิรนารี ฉบ้บกระแส ขอบคุณมากๆครับ สำหรับข้อมูลความรู้เรื่องกำเนิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระแสที่สำคัญของโลกในเวลานี้ มีอะไรดีๆ สื่อสารมามาบอกเล่ากันอีกนะครับ
คุณ นกเอี้ยงนครเจดีย์ ใช่-จนป่านนี้ ยังไม่มีใครเหลียวแลคนจน เอาเข้าจริงๆ เราก็ยังไม่มี...หรือยังไม่เคยมี ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เป็นคนจนถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์ เชนเดียวกับที่เราไม่เคยมีรัฐบุรุษในความหมายที่เป็นของปวงชน ทำยังไงดีกับบ้านเมืองที่เรา...ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และไม่มีอำนาจจะผลักดันอะไร นอกจากกาบัตรเลือกตั้งให้ท่าน ส.ส.ทั้งหลาย เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง ทุกยุคทุกสมัย.
บุณย์ มหาฤทธิ์ ดีใจครับที่คุณยังเป็นนักหนังสือพิมพ์เหมีอนเดิม ความคิดคุณดี๊-ดี แต่เป็นศึกหนักมากนะครับ เพราะจะมีคนรุมปาร์ตี้เราถึงสองพวก ขอบคุณที่แวะมาทักทาย กำลังนึกๆถึงคุณอยู่พอดี .
แฮปปี้เบิร์ธเดย์ค่ะ
ขอให้สุขภาพแข็งแรงๆๆ นะคะ
ขอบคุณ คุณก.ศ. มากหลายคร้าบ สำหรับคำอวยพรวันครบรอบวันเกิด-ที่เพิ่งผ่านเมื่อวานนี้.
"นิรนารี, คับ หันตวย
อ้ายหนอมครับ วันนี้ถ้าดูท้องฟ้า ยังเป็นคืนเดือนดับ เพราะเพิ่งออก 6 ค่ำเท่านั้นเอง
แต่ดูมันเหมือนจะยังเป็นแรม 14 ค่ำ เช่นเดือนก่อน
เหมือนในอดีต ที่มนุษย์ยังอยู่ในถ้ำก็ปาน
เพราะอะไร ? เพราะแสงแห่งรัฐะ แสงแห่งความเอื้ออาทรจากผู้ปกครอง ที่ควรจะสาดส่องลงมาสู่มวลหมู่ผู้ทุกข์ยาก มันริบหรี่สิ้นดี
อ้ายหนอมครับ
ตื่นเช้าขึ้นมา นกกาบินหาอาหาร ผู้คนออกทำงาน ก็ต้องเติมอาหารใส่ท้อง
แต่อาหารที่จะมาใส่ท้อง ณ วันนี้มันแสนแพง และขาดแคลนสำหรับคนมีทรัพย์น้อย
คนเมืองไม่เคยขัดสนนั้น หนึ่ง เพราะความมีน้ำใจ เดินทางไกลมีกระบวยหม้อน้ำเย็น ๆ วางรออยู่ข้างหน้า สองอาหารการกินก็พอเพียง ข้าวเหนียวปั้น จิ้นทอดติ่น ท้องไส้ก็บอกว่าพอสู้งานได้ครึ่งวัน
สามโรงทานพวกเราไม่ต้องมี ผ่านไปทางไหน คนจะถาม "กิ๋นข้าวแล้วกา" เป็นกำพืดนิสัยฝังรากลึกในคนเมือง
แค่ปัจจุบัน ความขัดสนวิ่งชนทุกคน...
จนถึงวันนี้ผมเห็นหมาแมวข้างบ้านผอม มาร้องขออาหาร หมามาคุ้ยถังขยะเรี่ยราดทุกวัน
เพราะความจน ใช่ไหม เพราะรัฐไม่ดูดำดูดีใช่หรือไม่ ผมเกรงคนจนจะไม่รอถึงวันหิวโหย
จะไม่รอความหวังอันใด ด่วนฆ่าตัวตายไปซะก่อน ช่วยเตือนลุงหมักด้วย
บุณย์ มหาฤทธิ ที่รัก คนระดับนี้ผมเชื่อว่าเขารู้อยู่เต็มอก ที่เขาไม่ทำในสิ่งเราคิดว่าเขาควรจะทำ ในภาวะข้าวยากหมากแพง ใกล้ถึงขีดที่คนจนกำลังจะฆ่าตัวตาย ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ
ไม่ว่ารัฐบาลนี้หรือรัฐบาลไหนในประเทศของเรา โดยแท้จริงแล้ว...เรายังไม่เคยมีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของคนยากไร้ส่วนใหญ่บนผืนแผ่นดิน เรามีแต่รัฐที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนกลู่มน้อยไม่กี่ตระกูล ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา เขาก็ย่อมรับใช้ผู้คนเหล่านี้
เรื่องอะไรเขาจะมารับใช้คนจน ถ้าหากไม่ถึงฤดูกาลเลือกตั้ง ผมมองของผมอย่างนี้แหละครับ หวังว่าคงไม่เพิ่มความเครียดให้คุณนะครับ.