เรื่องเล่าเล็กๆ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว
ลมแล้งโชย…ปลิดโปรยใบไม้แห้ง
สีส้มแดง เหลือง น้ำตาล หวานอมเศร้า
ร่วงหล่นลอยเคว้งคว้างมาบางเบา
ซบลานดินเงียบเหงา…บอกเล่าธรรม
บอกเล่าธรรม-ธรรมชาติการผลัดเปลี่ยน เพื่อหมุนเวียนใบชราเก่าคร่าคร่ำ
ใบที่ผ่านการพลิ้วพรายการร่ายรำ ใบที่ตรำตากงานมานานพอ
ใบที่ถึงคราวต้องพรากจากกิ่งก้าน ปล่อยวางงานให้ใบใหม่ได้สานต่อ
บนกิ่งก้านเปลือยเปล่าที่เฝ้ารอ ใบใหม่ก่อเกิดใหม่ได้สำแดง
งานซึมซับแสงแดดและสายลม เพื่อเพาะบ่มลำต้นตรงคงเข้มแข็ง
จึงต้องปลิดใบชราล้าโรยแรง ในหน้าแล้งของทุกปีที่มาเยือน
แต่ละใบ…แต่ละใบ…บนกิ่งก้าน เพียงลมพานมาน้อยนิดปลิดใบเกลื่อน
เพื่อลำต้นอยู่รอด ตลอด วัน ปี เดือน ไม่เคยเคลื่อนคลาดกำหนดกฎธรรมชาติ.
หมายเหตุ ภาพประกอบ ของ 'วินัย ปราบริปู' หอศิลป์เมืองน่าน10 เมษายน 2551
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
[ Permalink ] . [ 10 ความคิดเห็น ]
ชอบบทกวีนี้มากค่ะ ให้ภาพและข้อคิดได้ดีมากๆ
เคยเขียนถึงป่าไม้แล้งเหมือนกันค่ะ รู้สึกว่าจะเป็นตอนนั่งรถไฟผ่านป่าไม้โปร่งยามเย็น เห็นควันไฟลอยไกลๆ
แต่ว่าคงเป็นเหมือนบทบันทึกห้วงอารมณ์มากกว่า :-)
เอามาให้อ่านเล่นๆ ดีกว่า ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร กลับมาบ้าบทกวีใหม่ อิอิ
......
คิดถึงเธออยู่ในป่าไม้แล้ง
เหลืองดินแห้ง สีน้ำตาลก้านเปลือยเปล่า
คิดถึงเธออยู่ในควันไฟ เทา
ลอยเรี่ยขึ้นเคลียเขา สนธยา
สีส้มของดวงตะวัน สีนั้นเศร้า
ราวฤดูกาลเหงาบอกเราว่า
อาจเพียงใจเคว้งคว้างบางเวลา
จึงบางใบไม้ป่ามาซ้อนกัน
มาซ้อนทับรับรอยความสร้อยโศก
มาแบ่งโลกร้ายลวง ในห้วงฝัน
มาเอื้อเฟื้อถ้อยคำเพื่อจำนรรจ์
ซับบางหยดน้ำนั้นจากก้านใบ
และอิงแอบแนบชิด ให้คิดถึง
สักวันหนึ่งพลัดพรากจากหนไหน
หนึ่งจูบน้อยดื่มด่ำ จดจำไว้
ในแสงสีส้มหม่น สนธยา
คิดถึงเธออยู่ในป่าไม้แล้ง
เหลืองแสดแดงเทาน้ำตาล ม่านพฤกษา
ดินดำดื่มน้ำหายพ้นสายตา
หากเธอยังกระจ่างจ้า ณ แดนใจ
ไยเธอยังกระจ่างจ้า ฤดูใจ
อ้ายถนอมครับ
จริงอย่างที่กวีว่านั้นละน่อ?
แต่คนส่วนมากชอบทำให้กฏธรรมชาติเปรียนไป ผมชอบตรงที่
"ใบที่ถึงคราวต้องพรากจากกิ่งก้าน ปล่อยวางงานให้ใบใหม่ได้สานต่อ
บนกิ่งก้านเปลือยเปล่าที่เฝ้ารอ ใบใหม่ก่อเกิดใหม่ได้สำแดง"
คุณ ก.ศ. ความคิดถึงที่คุณร่ายเรียงถ้อยคำมาให้ผมอ่าน ฝีมือร้ายๆถึงฃั้นนี้แล้ว ไม่ใช่บทบันทึกครับ แต่เป็นบทกวีโรแมนติคที่ถึงแก่นของอารมณ์ความรู้สึก และถึงขีดขั้นอย่างที่พวกดิสท์เขาพูดกันว่า "โรม้านซ์เป็นบ้า" นั่นแหละ ผมชอบบทที่คุณเขียนว่า
มาซ้อนทับรับรอยความสร้อยโศก มาแบ่งโลกร้ายลวงในห้วงฝัน มาเอื้อเฟื้อถ้อยคำเพื่อจำนรรจ์ ซับบางหยดน้ำนั้นจากก้านใบ
คนที่ทำบางสิ่งบางอย่างได้ดีเลิศ แต่ไม่ยอมทำเป็นเรื่องที่น่าเสียดายนะครับ ดีใจครับที่คุณชอบ ใบไม้แห้งบอกเล่าธรรม
ใช่ ครับคุณแสงพู แต่บางทีผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่โหดร้าย เช่นเดียวกับที่สังคมที่ถือผลประโยชน์เป็นหลัก กำจัดคนที่เขาถือว่าทำประโยชน์อะไรให้เขาไม่ได้แล้วออกไป และทอดทิ้งคนเหมือนสิ่งของที่ใช้งานไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะทุนนิยมสมัยใหม่นี่เห็นได้ชัด หรือธรรมชาติสังคมก็คงเป็นเช่นนี้กระมัง หวังว่าคุณคงสบายดีนะครับ.
ปล.อาจารย์วินัย ปราบริปู ครับ ผมฃออนุญาตนำรูปภาพเขียนภาพนี้ของอาจารย์ ที่ผมถ่ายจากหอศิลป์เมืองน่านของอาจารย์ เมื่อสองปีก่อน มาเป็นภาพประกอบบทกวีบทนี้ด้วยนะครับ เพราะบทกวีบทนี้กับภาพเขียนภาพนี้ แลดูเหมาะกันเหลือเกิน
คุณๆที่ไปเที่ยวเมือง อย่าลืมไปเที่ยวหอศิลป์เมืองน่านที่อำเภอท่าวังผานะครับ คุณจะได้เห็นหอศิลป์ทื่ถูกออกแบบสร้างสวย ราวกะปราสาทหินในเทพนิยาย และภาพเขียนฝีมือยอดเยี่ยมของอาจารย์วินัย ณ หอศิลป์แห่งนี้.
สวัสดีเจ้าอ้ายหนอม
จำน้องสาวคนนี้ได้ก่อ
กึ๊ดเติงหาเน้อ เลยแวะมาอ่านสม่ำเสมอมา
แม้ว่าเฮาจะบ่อได้ปะกั๋น
แต่เฮาก่อยังเป็นกัลยานมิตรกั๋นอยู่ดังเก่าเน้ออ้าย
นุ้ย.
สวัสดี นุ้ย แหม ! ทำไมจะจำไม่ได้ ตอนนี้กลับมาตั้งหลักอยู่บ้านที่ทุ่งเสี้ยว เวลาไปสันป่าตองผ่านซอยศาลเจ้าทีไร ก็คิคถึงทุกที หวังว่าคงสนุกสนานดีกับชีวิตนะเจ้า กลับเฃียงใหม่ อย่าลืมมาเยี่ยมคนบ้านแพะบ้านป่าบ้างเน้อ !
ชอบครับ ให้รายละเอียดงดงามดี
จะติดตามงานของอ้ายถนอมไปเรื่อยๆนะครับ
แต่งานเก่าๆของอ้าย หายากเนาะครับ
หาซื้อบ่ค่อยได้
คุณ วรวลัญช์ ขอบคุณครับ ผมก็หาไม่ได้เหมือนกันโดยเฉพาะเล่มแรกที่ค่อนข้างตะกุกตะกัก อยากเก็บไว้ เคยมี แต่หายไปกับคนที่ขอยืมหมดทั้งชุด ตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด กว่าจะทำใจได้ก็นาน เพราะมันเป็นของที่เรารัก.