เรื่องเล่าเล็กๆ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว
ใช่
ผมรักทักษิณ
เพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะรักทักษิณ
ใช่
ดิฉันรักทักษิณ
เพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะรักทักษิณ
ใช่
หนูรักทักษิณ
เพราะหนูมีเหตุผลของหนูที่จะรักทักษิณ
ใช่
พวกเรารักทักษิณเพราะพวกเราต่างมีเหตุผลที่จะรักทักษิณ
เพราะเราต่างมองเห็นคุณงามความดีของเขา
และเราจะพยายามช่วยกันปกป้องเขาจนถึงที่สุด
ใช่
ผมเกลียดทักษิณ
เพราะผมมีเหตุผลของผมที่จะเกลียดทักษิณ
ใช่
ดิฉันเกลียดทักษิณ
เพราะดิฉันมีเหตุผลของดิฉันที่จะเกลียดทักษิณ
ใช่
หนูเกลียดทักษิณ
เพราะหนูมีเหตุผลของหนูที่จะเกลียดทักษิณ
ใช่
พวกเราเกลียดทักษิณเพราะพวกเราต่างมีเหตุผลที่จะเกลียดทักษิณ
เพราะเราต่างมองเห็นความชั่วร้ายของเขา
และเราจะพยายามช่วยกันทำลายเขาจนถึงที่สุด
ดังนั้น
จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก
ที่เราจะแบ่งแยกกันเป็นพรรคเป็นพวก
และต่างลุกขึ้นมาทะเลาะเบาะแว้งและดุด่ากัน
เพราะเรายังอยู่ในสังคมที่ยังไม่อาจยอมรับและเคารพ
ความรู้สึกนึกคิดและความเห็นของคนอื่น
ที่แตกต่างจากตัวเองและพวกพ้อง
จริงหรือไม่จริง
ใช่หรือมิใช่
ฟังสิ...
ได้ยินไหม
คนรักทักษิณกำลังดุด่าประณามคนเกลียดทักษิณว่า
เป็นพวกเผด็จการ เป็นพวกที่เห็นแก่ตัว เป็นพวกที่ชอบดูถูกคนจน
ฟังสิ...
ได้ยินไหม
คนเกลียดทักษิณกำลังดุด่าประณามคนรักทักษิณว่า
เป็นพวกที่ไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เป็นพวกที่โง่เขลางมงาย เป็นพวกที่ด้อยการศึกษา
จริงหรือไม่จริง
ใช่หรือมิใช่
เพราะเรายังอยู่ในสังคมที่ยังไม่อาจยอมรับและเคารพ
ความรู้สึกนึกคิดและความเห็นของคนอื่น
ที่แตกต่างจากตัวเองและพวกพ้อง
เราจึงต้องลุกขึ้นมาทะเลาะเบาะแว้งและดุด่ากัน- เช่นนี้
เพื่อยืนยันความเชื่อและความเห็นของตัวเราและพวกเรา - ว่าถูกต้องและดีกว่า
ตราบจนกระทั่งบัดนี้
เรื่องคนรักและเกลียด ทักษิณ ชินวัตร
ได้กลายเป็นหลุมดำอันมหึมาของสังคมไทย
ซึ่งถ้าหากใครเข้าไปเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผล ด้วยข้อเท็จจริง ด้วยอารมณ์ ด้วยความรู้สึก
ด้วยเจตนาดี ด้วยเจตนาร้าย ด้วยความจริงใจ ด้วยความโกหกหลอกลวง
ด้วยหวังผลประโยชน์จากสถานการณ์
ด้วยความปรารถนาดีหรือด้วยความปรารถนาร้าย - ต่อบ้านเมืองและผู้คน
ไม่ว่าคุณจะเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง
และไม่ว่าคุณจะเป็นใครมาจากไหน
เป็นคนสะอาดหมดจด ดีงามและสูงส่ง สักเพียงใดก็ตาม
ถ้าคุณพลัดเข้าไปในหลุมดำนี้...
คุณก็จะถูกทำลายความเป็นตัวตนของคุณ
ให้มีค่าเท่ากับศูนย์และติดลบในพริบตา...
เพราะแม้แต่ขบวนการศาลสถิตยุติธรรม
ที่เราถือกันว่าเป็นสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์
ที่เราต้องเคารพและยำเกรงเสมือนดั่งตัวแทนของพระเจ้า
และต้องเชื่อคำพิพากษาตัดสินชี้ขาด - โดยปราศจากการโต้แย้งทุกๆกรณี
ยังถูกเขย่าบัลลังก์ให้หวั่นไหวและสั่นคลอน...
จริงหรือไม่จริง
ใช่หรือมิใช่
ที่โดยแท้จริงแล้ว
ต้นตอของสาเหตุที่ทำให้พวกเราทะเลาะเบาะแว้งกัน - เรื่อง ทักษิณ ชินวัตร
มิใช่เป็นเพราะว่า - เราเลือกที่จะรักหรือว่าเกลียดทักษิณ
มิใช่เป็นว่า - ตัวของทักษิณและพฤติกรรมของทักษิณ ดีหรือว่าเลว ผิดหรือว่าถูก
ตามทัศนะความเชื่อและความคิดเห็นของแต่ละคน แต่ละพวก แต่ละฝ่าย ที่ขัดแย้งกัน
หรือเป็นเพราะว่า - การ สื่อสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง เหตุผล หลักฐาน เอกสาร พยานแวดล้อม
และความคิดเห็นของใครน่าเชื่อถือกว่ากัน
ทั้งหมดนี้ - หาใช่ต้นตอของสาเหตุที่ทำให้เราทะเลาะกันไม่
แต่เป็นเพราะว่า...
เราต่างยังไม่รู้จัก
ยอมรับและเคารพ - สิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของกันและกันต่างหาก
ที่ทำให้เราทะเลาะเบาะแว้งกัน
ในเรื่องความเชื่อและความคิดเห็นที่ต่างกัน
ในตัวตนและพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร
จริงหรือไม่จริง
ใช่หรือมิใช่
ใครรู้คำตอบที่แน่ชัด
ช่วยตอบคำถามข้อนี้ให้สังคมด้วยเถิด.
กระท่อมทุ่งเสี้ยว เชียงใหม่
**ภาพประกอบจากหนังสือ "ไม่รักไม่บอก"
[ Permalink ] . [ 60 ความคิดเห็น ]
ชังครับ ขอความกรุณาชัง ช่วยเว้นพารากราฟที่สอง ที่เรี่มด้วยประโยคที่ว่า ใช่ ผมเกลียดทักษิณ ให้ห่างจาก พารากราฟแรกอีก 1 บรรทัด ดังนี้
พารากราฟแรก ...........................
...........................
ใช่
ผมเกลียดทักษิณ ( ขออภัยที่พี่จุกจิก และผิดพลาดแทบทุกครั้ง )
ผมไม่รักและก็ไม่เกลียดทักษิน
และไม่ถึงกับต้องใช้ดำว่าเกลียดกับผู้ใดทั้งสิ้น
เห็นธาตุแท้ของนักการเมืองทั้งในและนอกสภาบ้านเราแล้ว
ผมสงสาร
สงสารทั้งเขาและตัวเอง
ดิฉันยอมรับความสามารถที่ทำงานการเมืองเป็น
และนับถือวิธีการทำงานฟังเสงประชาชนได้แบบคุณทักษิณ
คนจนส่วนใหญ่ของประเทศไทยได้ผลประโยชน์โดยตรง
ยกระดับจากระบอบ"ดักดาน" ขึ้นมาอย่างน้อยก็ ระดับหนึ่ง
ซัง ครับ ไม่ต้องเว้นก็ได้ แต่ถ้าเว้นไปแล้วก็แล้วไป ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ว่าจะเว้นหรือไม่เว้น เพราะระหว่างคนรักและเกลียดทักษิณ มีการแบ่งแยกกันโดยเนื้อหาอยู่แล้ว ขอบคุณครับ
บก.ซัง ครับ ที่ต้องแก้จริงๆ อยู่ตรงประโยคที่ผมเขียนว่า
" ใช่ ดิฉันหักษิณ " กรุณาแก้เป็น " ใช่ ดิฉันเกลียดทักษิณ " ผมพิมพ์ตกคำว่า เกลียด ไปครับ ฃอบคุณครับ
คุณ vagabond ครับ ผมยอมรับสิทธิและเสรีภาพในการเลือกที่จะไม่รักและเกลียดทักษิณ เพราะคุณย่อมมีเหตุผลส่วนตัวที่ดีสุดของคุณ แต่คุณต้องปกป้องสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคุณด้วยตัวของคุณเองนะ ถ้าสังคมไทยเป็นอย่างที่ผมวิเคราะห์อย่างงูๆปลาๆ และตั้งคำถามเอาไว้
คุณนิรนารี ครับ ผมยอมรับสิทธิและเสรืภาพในการเลือกที่จะรักทักษิณของคุณ แต่ในสังคมไทยคุณต้องปกป้องสิทธิและเสรีภาพในการเลือกของคุณเอาเองนะครับ ไม่ว่าคุณนิรนารีจะเลือกรักหรือว่าเกลียดทักษิณ ย่อมไม่มืปัญหาอะไรกับผม ไม่ว่าเราจะมีรสนิยมตรงกันหรีอต่างกันในตัวของคุณทักษิณ เราเป็นมิตรและรักกันได้ครับ แต่กับคนอื่นผมไม่รับรองความปลอดภัย
ผมเชื่อตามท่านอานันท์ ไม่มีตรงกลางระหว่างความดี กับความเลว
ถ้าเราเป็นผู้พิพากษา
มันก็เหมือนมีคนสองคน พระอรหันต์ กับฆาตรกรโฉด ผู้คุมถามเราว่าจะประหารใครดี สองคนนี้เราก็ตอบว่า ไม่สนใจหรอกคนไหนก็ได้
หรือไม่ก็ตอบเอาไปประหารทั้งคู่
หรือไม่ก็ตอบ ไม่ต้องลงโทษทั้งคู่
หรือไม่ก็ตอบ ให้ผู้คุมเลือกเอาเอง คนใดคนหนึ่งผมไม่สน ประหารให้มันเสร็จไปก็แล้วกัน
หรือไม่ก็หลับหูหลับตาชี้ไป โดนคนไหนก็คนนั้น
หรือไม่ก็บอกไม่รู้ ผมจะไปบวชแล้ว ปล่อยให้ผู้คุมยืนมองตาค้าง
หรือไม่ก็ พิจารณาจาก ข้อมูล ข้อเท็จจริง เหตุผล หลักฐาน เอกสาร พยานแวดล้อม
และความคิดเห็นของใครน่าเชื่อถือกว่ากัน จากนั้นก็เลือก
ทักษิน บัดนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คนๆหนึ่งที่เราจะชอบหรือชัง ตามใจชอบ แต่ เขามีเจตนา และศักยภาพที่จะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อประเทศชาติ การตัดสินใจของเราส่งผลต่อประเทศเช่นเดียวกัน เราต้องรับผิดชอบการกระทำของเรา เป็นหน้าที่ของคุณที่ต้อง ศึกษาค้นคว้าเอาเองว่าใครคือคนที่ถูก ไม่ใช่ บอกว่าแค่รสนิยมไม่ตรงกัน ต้องหัดเคารพความเห็นต่าง คุณต้องเลือก คุณมีหน้าที่และมีสมองมากกว่านั้น อย่าทำลายประเทศด้วยความมักง่าย
คุณเชิญครับ ขอบคุณมากครับ สำหรับความคิดเห็นที่ชัดเจน ตรงไปตรงมาและเป็นประโยชน์ ผมจะพยายามศึกษาและปรับปรุงโลกทัศน์ที่ยังคับแคบของตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลางมีจริงหรีอไม่มีจริง ระหว่างความดีและความชั่ว ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าความเป็นกลางในโลกนี้ไม่มีจริง ก็แสตงว่า หลักปฎิบัติตามทางสายกลางในพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับความดีและความชั่ว ตั้งแต่ระดับศีลธรรมไปถึงขั้นโลกุตระ ที่มีมานาน 2500 กว่าปีเป็นเรื่องโกหก คุณทำให้ผมต้องกลับมาคิดอะไรใหม่ ขอบคุณครับ
(((((ยิ้ม))))) อ่านแล้วเป๋นดีกั๋วหัวปุ๊ซุ่นหยุ่น
อ้ายหนอมตั้งกติกาแบ่งอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์แบบ
ว่านิยม ยอมรับ แปลว่าฮักกา
ขะเจ้าฮัก คุณทักษิณ บ่ได้เจ๊า
คุณหญิงอ้อเปิ่นหวงแน่ ฮา ฮา ฮา
แต่นิยม เห็นด้วย เลือกลงคะแนนฯลฯในการทำงานการเมืองในศักยภาพแบบ ทรท.ได้ทำ*
การตั้งนิยามของอ้ายถนอมแบบนี้ล่อแหลม(แต่ส่วนตั๋ว บซีเรียสเจ้า)
ขะเจ้าหันตวยความเห็นของคุณ"เชิญ" เต็มตี้
และขะเจ้ามั่นใจในเสรีภาพ อู้อย่างที่คิดเจ้า
ในความเป็นพลเมืองบ้านเมืองประชาธิปไตย
ความจริง+ความบริสุทธิ์ ขะเจ้า 1 เสียงร่วมเดินทางเหมือนคนอื่น ๆ
บนถนนวิวัฒนาการทุกอย่างก้าวของบ้านเกิดเมืองนอนเจ้า
ขอแสดงความนับถือ
คุณนิรนารี ฃออภัยในความผิดพลาดเพราะความใจผิด - ด่วนคิดด่วนสรุปของผมด้วยครับ ขอบคุณครับสำหรับชี้แจง หวังว่าคุณคงสบายใจและหายซีเรียสได้แล้วนะคร้บ
ไม่กล้าไปถกเถียงท่านอานันท์หรอกครับ....แล้วคุณเชิญแน่ใจได้อย่างไร....หรือจะไปตัดสินผู้อื่นได้อย่างไรละครับว่าถูกหรือผิด.....แม้แต่ท่านอานันท์ก็ตาม....ไอ้หลักฐานข้อเท็จจริงที่ว่าน่ะส่วนมากก็ไปได้รับฟังจากที่เขาเล่ามา.....ฟังขี้ปากเขาตามร้านกาแฟบ้าง...ข้างถนนบ้าง.....ทำตัวเป็นปรมาจารย์กันเหลือเกินว่าเป็นผู้รู้.......ผมไม่เคยชอบทักษิณแต่ก็ไม่เกลียด....สนธิก็เหมือนกัน......ทุกคนก็มีดีเลวเหมือน ๆ กันทั้งนั้น.......อย่าฟันธง....อย่าข้ามคนล้ม....อย่าดูถูกมนุษย์ด้วยกัน....ไม่มีใครดีกว่าใครหรอกครับ.....หัดอภัยให้กันบ้าง อย่าฟันธง.....พวกน้ำเต็มแก้วน่ะไม่มีใครได้ดีหรอกครับ......พยายามโหมไฟกันเหลือเกิน....คนดีจริงน่ะเขาจะช่วยกันดับไฟนะครับ....อ่านแล้วอย่าโมโห....ถ้าโมโหแสดงว่าคุณริ่มแพ้ตัวเองแล้ว.......
ดีครับ ค่อยๆพูดจาแสดงความเห็นบนพื้นฐานการเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะมีความเห็นที่ต่างกัน เราก็สามารถที่จะพูดกันดีๆได้นะครับ ถ้าเราพยายามที่จะทำความเข้าใจกัน แทนทีคอยแต่จะตัดสินและเอาชนะคะคาน และใส่อารมณ์ กร้าวร้าว ข่มขู่ เข้าหากัน
ถ้าจะรักหรือเกลียดใครสักคนควรจะพิจารณาจากพฤติกรรมของคนๆคนั้นด้วยความมีสติ และด้วยใจที่เป็นธรรม ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ผู้ที่อ่านข้อความนี้ก็คงจะคิดได้ว่า นายกทักษิณเป็นคนดี หรือเลวอย่างไร แต่ถ้าจะพิจารณาจากฐานที่เป็นอคติแล้วจะทำดีแค่ไหนก็คงจะมองไม่เห็นอยู่ดีนั่นแหละ
จริง ๆ ยิ่งจะยอมรับความหลากหลายยิ่งต้องทะเลาะกัน แต่ทะเลาะให้มันมีความหมายอะไรหน่อยเท่านั้นเอง คนไมมีส่วนได้ส่วนเสียก็จะมองว่า ทะเลาะกันไปทำไม (ฟะ) คือคนเขาขัดแย้งกันมันก็ต้องใส่กันให้รู้เป็นธรรมดา (แต่จะใส่กันถึงระดับไหนมันก็เป็นเรื่องที่พวกเขาต้องรับผิดชอบกันเอง เว้นแต่มันมากระทบเรา เราค่อยออกไปใส่บ้าง)
อ้ายถนอม ผู้ใหญ่ใจดีครับ...
ผมในฐานะเด็กน้อยคนหนึ่งขออนุญาติเสนอมุมมองของผมมั่งครับในเหตุการณ์ปัจจุบัน
คนเราเห็นต่างกัน = อันนี้คือความจริง (แม้อยู่กันแค่ 2 คน)
ทักษิณ มีคนรัก และมีคนเกลียด = อันนี้คือความจริง
พธม. มีคนรัก และมีคนเกลียด = อันนี้คือความจริง
............ถ้าเราอยู่ในโลกนี้คนเดียว ไม่มีปัญหาขัดแย้งแน่นอน
ถ้าโลกนี้มีคนมากกว่า 2 คนเกิดเป็นสังคม ย่อมคิดเห็นไม่เหมือกัน
เพราะฉะนั้น...ทุกสังคมต้องมีกติกาในการอยู่รวมกัน เพื่ออยู่ร่วมกันได้
ในกรณีทักษิณนี้ มีคนบอกให้เลือกข้างเลยว่าจะอยู่ฝ่ายไหน...
อันนี้ เลือกได้ไม่มีปัญหา....
แต่ปัญหามันมีว่า แยกข้างแล้ว จะเป็นยังไงต่อ
ผลก็คือ...มีแต่ทะเลาะกัน ไม่มีใครยอมใคร....อีกฝ่ายหนึ่งเลวเสมอ
เราจะเห็นต่างกันในกติกา หรือว่าในโมหะของเราเอง
ถ้าไม่เล่นกันในกติกาแล้ว...มันก็คือ..สงครามนั่นเอง ...
ขอรวบรัดสรุป..
สังคมมีปัญหา......ต้องแก้ด้วย กติกา
กติกามีปัญหา......ต้องแก้ด้วย กติกา
และอย่าเอาคำว่าประชาธิปไตยและคุณธรรมมาหากินกันพร่ำเพรื่อนัก...เบื่อ
ที่สำคัญ...อย่ายึดอำนาจ...ของ ประชาชน เจ้าของประเทศ...
ขอบคุณมากๆครับ สำหรับความคิดเห็น - ที่ผมอ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นและปลอดจากอารมณ์ของสังคมที่เกรี้ยวกราด เพราะสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความรู้สึกที่ดี จากคุณคนไท ท่านโอยาชิโร่ และคุณผาสามเส้า ที่ให้รายละเอียดเรื่องการคิด และความเห็นที่ต่างกัน อย่างเป็นเหตุเป็นผล และแฟร์มากๆสำหรับทุกฝ่ายที่คิดอะไรไม่เหมือนกัน ขอบคุณครับ.
กฎเมืองกฎหมาย : คิดต่างคืออาชญากรรม
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
คุณจิตรา คชเดช แรงงานหญิงสามัญชนคนหนึ่ง ได้ถูกเลิกจ้างจากการเป็นพนักงานของบริษัทผลิตชุดชั้นในสตรี ด้วยข้อหาที่ควรต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก
เหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เนื่องจากคุณจิตรามีบทบาทสำคัญอยู่ในสหภาพแรงงานของบริษัท หน้าที่ของสหภาพแรงงานโดยทั่วไป ก็ต้องมีบทบาทในการเรียกร้อง ต่อรอง และปกป้องผลประโยชน์ให้กับบรรดาฝ่ายลูกจ้าง และผู้นำสหภาพแรงงานก็มักไม่เป็นที่ชอบหน้าของบรรดานายจ้างเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่แยกแยะว่าเป็นนายจ้างคนไทยหรือต่างชาติ จึงปรากฏเสมอว่านายจ้างพยายามหาเหตุนานาประการมาเป็นเหตุผลในการเลิกจ้างผู้นำสหภาพแรงงาน
ในการเลิกจ้างคุณจิตรานั้น มีการใช้ข้ออ้างสำคัญอยู่ 2 เรื่อง
ประการแรก คุณจิตราได้ใส่เสื้อยืดที่มีข้อความ "ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร คิดต่างไม่ใช่อาชญากรรม" ไปร่วมรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ข้อความดังกล่าวได้ถูกให้เหตุผลว่า ผู้ใส่เสื้อสนับสนุนการกระทำที่เป็นความผิดฐานหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา
ประการที่สอง จากการกระทำข้างต้นเป็นผลให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของบริษัทและยอดขายของบริษัท อันเนื่องจากมีการบอยคอต เพื่อที่จะไม่ซื้อสินค้าซึ่งผลิตจากบริษัทเกิดขึ้น
หากสรุปถึงสาเหตุของการเลิกจ้างที่เกิดขึ้น จึงเป็นผลที่เกิดขึ้นมาจากการแสดงความคิดเห็นของแรงงานคนหนึ่ง การทำความเข้าใจกับเรื่องนี้มีความจำเป็น เพราะการแสดงความคิดเห็นถือเป็นเสรีภาพที่สำคัญประการหนึ่งในสังคม จำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าข้ออ้างในการเลิกจ้างนั้น ดำเนินไปโดยมีเหตุผลรับฟังได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
สำหรับข้ออ้างประการแรก ไม่ว่าคุณจิตราจะเห็นด้วยกับการกระทำความผิดในฐานที่ไม่ยืนหรือไม่ก็ตาม แต่การกระทำ "อันนั้น" ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องก็ยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยที่ยังไม่ได้มีคำตัดสินของศาลซึ่งเป็นที่สุดเกิดขึ้นแต่อย่างใด เมื่อยังไม่มีคำตัดสินของศาล ตามหลักการของระบบกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในนานาอารยประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ก็ต้องถือว่าบุคคลนั้นยังคงเป็น "ผู้บริสุทธิ์" ตราบจนกว่าจะได้มีการพิจารณาโดยศาล และมีคำตัดสินเป็นที่สุดออกมา จึงจะถือว่าบุคคล
นั้นยังคงเป็น "ผู้บริสุทธิ์" ตราบจนกว่าจะได้มีการพิจารณาโดยศาล และมีคำตัดสินเป็นที่สุดออกมา จึงจะถือว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิด
เมื่อการกระทำดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด การกระทำที่เป็นการสนับสนุนผู้บริสุทธิ์ก็ย่อมไม่อาจเป็นความผิดได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าระบบกฎหมายของไทย จะปฏิเสธหลักการผู้ถูกกล่าวหา คือ ผู้บริสุทธิ์ แต่หันไปยึดถือหลักการว่า เป็นผู้ถูกกล่าวหา คือ อาชญากรรม
ส่วนข้ออ้างในเรื่องผลกระทบต่อชื่อเสียงและยอดขายสินค้าของบริษัทนั้น สิ่งที่เกิดก็คือว่าคุณจิตราไม่ได้กล่าวอะไรแม้แต่น้อยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ในวันที่ไปออกรายการ เพราะในรายการดังกล่าวเป็นการพูดถึงประเด็นเรื่องการทำท้องและการทำแท้ง แต่ว่าประเด็นเรื่องข้อความบนเสื้อได้ถูกนำมาขยายผลให้แพร่หลายในภายหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น การกล่าวอ้างถึงผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของบริษัท ก็เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามเป็นอย่างมาก ว่า ได้มีการแสดงให้เห็นถึงข้อมูลที่ชัดเจนหรือไม่ ยอดขายสินค้าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการกระทำของคุณจิตราโดยตรง มิใช่เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ โด
โดยปราศจากข้อมูล
ไม่ว่าข้อเท็จจริงที่นำมาสนับสนุนเหตุผลของการเลิกจ้างจะเป็นเช่นไร แต่บัดนี้ การเลิกจ้างคุณจิตราก็ได้เกิดขึ้นแล้ว
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในหลักการสำคัญในสังคมเสรีประชาธิปไตย และถือเป็นหลักการพื้นฐานที่ต้องได้รับการเคารพ ซึ่งรัฐและสังคมควรจะต้องช่วยกันแสวงหามาตรการในการคุ้มครองมิให้มีการล่วงละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเกิดขึ้นโดยง่าย
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการเปิดกว้างต่อความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากตัวเอง จะทำให้สังคมได้เรียนรู้ต่อข้อโต้แย้งจากมุมมองอื่นๆ และตรวจสอบความเชื่อ ซึ่งถูกยึดถือกันโดยสมาชิกส่วนใหญ่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นการบ่งบอกถึงการยอมรับความมีเหตุผลของบุคคลอื่นว่ามิใช่เป็นผู้ที่ใช้ความสามารถ
รัฐธรรมนูญของสังคมไทยก็ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลไว้เช่นกัน แต่มิได้หมายความว่าเสรีภาพนี้ไม่มีข้อจำกัดหรือใครอยากด่าใครก็สามารถกระทำได้ตามใจชอบ ทั้งนี้ หากจะจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชน ก็ต้องไปเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างชัดเจน หรือมีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดห้ามเอาไว้
ขณะนี้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญของลูกจ้างกำลังถูกทดสอบว่าจะอยู่เหนือหรือต่ำกว่ากำไรของนายจ้าง
และเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของคุณจิตรา ในฐานะของการเป็นผู้นำแรงงานยิ่งทำให้ต้องระมัดระวังมากขึ้นกับการเลิกจ้าง หากอนุญาตให้สามารถเลิกจ้างได้ด้วยเหตุผลของการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง (ซึ่งก็ยังไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนนัก) เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะไร้ความหมายไปแทบจะทันที ต่อไปในภายภาคหน้าลูกจ้างที่สนับสนุนพรรคการเมืองซึ่งบุคคลทั่วไปเกลียดชังก็อาจอยู่ในข่ายถูกเลิกจ้างได้ หรือการแสดงความเห็นอื่นใดในทางการเมือง ก็อาจอยู่ในข่ายที่ไม่อนุญาตให้กระทำได้
เสรีภาพในการแสดงความเห็นของลูกจ้างนอกโรงงาน จึงอาจตกอยู่ภายใต้กรงขังที่มองไม่เห็น เป็นผู้ไม่มีสิทธิ เป็นบุคคลไม่มีเสียงและขาดไร้ซึ่งความสามารถในการแสดงออกเฉกเช่นเดียวกับประชาชนคนอื่นๆ ทั่วไปในสังคมไทย--จบ--
ชัดเจนดีครับ...อ้ายหนอม
ถ้าเรายอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
มันก็คงไม่วุ่นวายขนาดนี้หรอกนะ
หรือว่านี่คือสงครามพันธุ์ใหม่สำหรับสังคมไทย!?
คุณ คิดต่างคืออาชญากรรม ขอบคุณครับที่ช่วยนำบทความที่น่าอ่านบทนี้ของ อ.สมชาย ปรีชาเจริญ มาเผยแพร่ที่นี่
ภู เชียงดาว ขอบคุณที่แวะมาทักทาย ใช่มันเป็นสงคราม เพราะมีการทำร้ายกัน ส่วนสาเหตุมาจากการคิดต่างกัน และไม่อาจยอบรับความต่างกัน ใช่หรือมิใช่ ยิ่งต่างฝ่ายต่างมีขุมกำลัง มีสติปํญญา จับได้ไล่ทันกัน มีเงินเป็นกองๆเหมือนกัน มีพื้นที่ทางสังคม มีสื่อ มีอำนาจต่อรองทางสังคมไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน และยิ่งต่างถือว่าผู้ชนะคือผู้ที่ถูกต้อง จินตนาการดูเอาก็แล้วกัน...ว่าสงครามนี้น่าจับตาดูและน่าสพรึงกลัวขนาดไหน เพราะใครจะยอมใครเล่า...ในเมื่อความพ่ายแพ้ คือการเริ่มต้นถูกเหยียบยำทำลายอืกครั้งหนึ่ง
ทางศาสตร์มวลชนอารมณ์ความรู้สึกของคนตะวันตกเขาสอนว่า ..
การขัดแย้งกั๋นคือการขัดสี เหมือนหม้อดำคึลึสองใบ ยิ่งขัดยิ่งขาว
และก่อนจะติ ไผ๋สักคน ใน 1อย่าง
(เพื่อต้องการผลกระทบในการสร้างสรรค์หื้อเขาฮู้ตัวเปลี่ยนแปลง)
หื้อกึดกอยว่าเขามีด้านบวกด้านใด หื้อยกด้านดีมาชมเขาก่อน2อย่าง
แล้วถึงบอกข้อบกพร่อง การขัดแย้งนั้นหรือติเพื่อก่อสร้างสรรค์ก็จะบ่วงแตกบึ้ง ๆ
การใช้ภาษาขะเข้าบ่ค่อยกระจ่างที่สุด
แม้แสดงความเห็นแบบคนฮู้น้อย แต่อยากร่วมก้าวเดินสู่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดแบบ(ยกก๊บ)มวลชนประชาธิปไตย
สังคมมวลชนประชาธิปไตยที่สำคัญในสายตาจาวบ้านคนเล็กคนน้อยอย่างขะเจ้าที่สัมผัสได้คือ
ขัดแย้งได้ อู้อย่างที่คิดได้ บอกความต้องการของหมู่มวลชาวบ้านกับผู้แทนที่เฮาเลือกไปต่อรองขอรับผลประโยชน์กับรัฐได้ เดินทางพัฒนาบ้านเฮา เมืองเฮา และรัฐไปพร้อมกันทุกก้าว
ขอบอกด้วยความนับถือแด่มวลขนว่า สำคัญหมดยุคฆ่ากัน
เห็นสมควรพัฒนาการสู่ความเป็นชนชาติศิวัไลย์
ไผ๋มาเป็นผู้นำหรือมีอำนาจยังยุประชาชนแบ่งขั้วฆ่ากัน
ถือว่าต่อต้านระบอบ และ ชั่วร้ายต่อความเป็นประชาธิปไตย
คณ นิรนารี พูดถูก สังคมประชาธิปไตย ควรจะเป็นอย่างที่คุณว่า แต่บ้านเรายังเป็นแค่รูปแบบ ส่วนเนื้อหายังเป็นอำนาจนิยม ทำยังไงดีละครับ สังคมแบบนี้ ถ้าเป็นคน คนล้านนาเปิ้นว่า " คนปากหวานกันส้ม "
เมืองไทยผ่านมาก็ดีที่ขะเจ้าชื่นชม
เรามีศูนย์รวมใจมานาน เป็นเรื่องดี
เรามีความเป็นประชาธิปไตย
ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนจะดีขึ้นกว่านี้อย่างไรอันนี้คงเป็น"การบ้าน"ของทุกคนใน 70 ล้าน (จากทุกตำแหน่งหน้าที่)
ต้องร่วมถ่อมใจลงตอ่กั๋นเพื่อความยิ่งใหญ่ ก้าวหน้าและเป็นปึกแผ่นมีศักยภาพโดยรวมของชาติ
ถ้าถามคนเยอรมันว่า ชมชอบ บ้านเมืองเขา เปิ่นก็ตอบขะเจ้ามาว่า
"เราจ่ายมาอย่างมหันต์ ทั้งเลือดเนื้อ หยาดเหงื่อ มันสมอง และเวลา"
ขะเจ้าว่าบ้านเมืองเฮาโชคดีกว่าอาจปรับเปลี่ยนแปลงพร้อมกันทุก ๆ ฝ่ายอาจทำได้*
เราอาจก้าวเดินสู่ความเสมอภาคด้วยมันสมอง เพราะเวลานี้เราพร้อมทั้งเทคโนโลยี และความรู้
เราชอบท่านทักษิณนะ เมื่อเป็นนายกสมัยแรกๆ เราก็ดูๆว่าคนนี้จะยังไง ไม่ชอบและไม่เกลียด แต่ช่วงตอนที่มีประท้วงจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แล้วท่านบอกอีก 2 วันจะไปคุยกับผู้ท้วง เราคิดว่าถูกตื้บแน่ แต่ก็ลงไปเปิบข้าวกับพวกประท้วง และก็ได้ทำตามที่หาเสียงไว้ เมื่อก่อนงบทำถนน ตัวอย่าง 1 ล้าน แต่ปลายทาง 3หมื่น แต่ยุคท่านต้นทางเท่าไร งบปลายทางเท่าเดิม และข้าราชการกลัวที่จะรับใต้โต้ะ เราเคยได้ยินท่านพูด ถ้ารู้ว่าใครรังแกประชาชนของผม ผมเอาตายเลย เราตกใจคำพูดนี้ เพราะไม่เคยได้ยินใครพูด การกู้ยืมเงินก็ไม่ได้ให้เปล่านะ เราไม่เข้าใจว่าทำไมชนชั้นกลาง รวมทั้งญาติๆ ของเราด้วยบอกว่าคนจนไม่เจียมใช้เงินในอนาคตมาซื้อของฟุ่มเฟือย เช่นโทรศัพท์มือถือ ทำไมคนจนไม่มีสิทธิ ข้าราชการทำงานเป็นระบบ เรามีเพื่อนทำงานรัฐวิสาหกิจ กลัวมากที่จะออกนอกระบบ กลัวความไม่มั่นคง ก็ลาออกก่อนไปแล้ว บางคนก็เซ็นชื่อ แต่พาสาวไปคาโอเกะ และบอกเสาโทรศัพท์ เช่น 1 หมื่นแต่พี่แกเซ็นซื้อ 3หมื่น อวดรวยน่ะ และก็ปราบมาเฟีย ยาเสพติด ท่านกล้าดี บางเรื่องท่านกล้าที่จะทำ ไม่กลัวเสียคะแนนเสียง และเราก็ใกล้ชิดชาวบ้านซึ่งพัฒนา ปชธ ดูแลกันเองทั่วถึง
ญาติเราที่กทม บอกชอบนโยบายท่านดีมากแต่ไม่เหมาะเพราะคนไทยเรายังไม่พัฒนา ไม่พร้อมเช่นFTA เราได้ยินคำพูดนี้ตั้งแต่เราเรียนหนังสือว่าคนไทยไม่พร้อม ไม่ทันต่างชาติที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรม หรือทุนนิยม เราทำงาน 20 กว่าปี และตอนนี้ลาออกก็หลายปี ยังมีคำพูดเดิมๆ เมื่อไรจะพัฒนาพร้อมละ
ตอนนี้เรารู้แต่ว่า คน ตจว ที่รักท่านก็ยังรักแต่ก็ไม่ปริปากพูดอะไร เพราะจนและไม่กล้าพูด ก็ทำมาหากิน แต่พวกที่มีเคเบิล บางคนก็บอกว่า ฉลาดขึ้น
ก็เหมือนแบ่งคนเป็นสองชนชั้น คนตจว อืสานและหนือ และ กทม อาจรวมใต้ด้วยเปล่าไม่รู้ พวกหลังนี้เสียงดังนะ
ความเป็นกลางมีจริงหรือไม่ไม่รู้ แต่ทางสายกลางมีจริง นั่นคือ มรรคแปด เริ่มต้นด้วย สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบ พูดง่ายๆก็คือ แค่ข้อแรกนี่ คุณก็ต้องตัดสินใจแล้วว่า อะไร ชอบ หรือไม่ชอบ อะไร ดีหรือเลว คงไม่ใช่อยู่ตรงกลางระหว่าง ความเห็นชอบ กับความเห็นไม่ชอบ อีกอย่าง ข้อปฏิบัติที่เรียกว่าทางสายกลางก็บัญญัติไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นที่เราต้องคิดเอาเอง กรณีทักษิณนี่ไม่เห็นยากไม่เห็นต้องสับสน ถ้าเรายึดทางสายกลางจริง ก็เหมือนผมต้องเลือกระหว่างพระเทวทัต กับพระพุทธเจ้า ผมก็เลือกพระพุทธเจ้า ผมก็พอใจแล้วว่าผมเป็นกลาง ส่วนใครจะเป็นกลางยิ่งกว่าผม บอกว่าพระเทวทัตก็ถูก พระพุทธเจ้าก็ถูก เราไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ตามใจ รู้สึกจะกลางเกินสติปัญญาคนธรรมดาแบบผมไปแล้ว ผมไม่มี"ความเป็นกลาง" ผมเลือก"ทางสายกลาง " คือพระพุทธเจ้า เลือกคุณธรรม เลือกความดีงาม ส่วนใครดี ใครเลว ก็เชิญเลือกตามอัธยาศัย มีคนเลือกตามพระเทวทัต ติดตามไปนรก ตั้งเยอะแยะนี่นา (อย่างพระเจ้าอชาติศัตรู นั่นไง) การไม่เลือกไม่ได้แปลว่าคุณเป็นกลาง หากแต่หมายความว่าคุณพลาดที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ริบบิ้นขาวคือพวกตัวตลก เอาดีใส่ตัว ผมไม่คิดว่าจะมีคนเชื่อ
อ้ายหนอมครับ
ชอบครับ กับการแสดงความเห็นแบบนี้
ไม่ได้ใช้โมหจริตมากำกับ
เห็นชัดเลยว่า ทุกคนคิดและสื่อถึงกันผ่านความจริงและหัวใจจริงๆ
ซึ่งแตกต่างกับหลายคอมเม้นท์ในท้ายข่าวประชาไท(แม้กระทั่งบางคอลัมน์)
นี่แหละคือสิ่งที่ผมฝันไว้นานแล้ว ว่าประชาไทคืออะไร
ทำอย่างไรเราถึงจะใช้พื้นที่เหล่านี้
เป็นพื้นที่พัฒนาและสร้างสรรค์ทางความคิดและสติปัญญา
ให้ก้าวพ้นไปจากพื้นที่เพาะความเคียดแค้นและห้ำหั่น
จนหลงลืมสัจจะความจริงไป
ผมว่ามีบางสิ่งที่เราทิ้งไม่ได้ มีบางอย่างที่เราหนีไม่พ้น
เราต้องยอมรับและเรียนรู้อยู่กับมันใช่มั้ยอ้าย !????
คุณภู จะชมใครก็เป็นสิทธิของคุณ แต่ฟังขึ้นไม่ขึ้น มันอีกเรื่อง พูดคำเท่ห์ๆ ให้ดูดี พูดว่าริบบิ้นขาว พูดว่าคนอื่นว่าโมหจริต มันพูดได้ทั้งนั้นแหละ สำคัญที่มันจริงหรือเปล่า ถ้าไม่จริง คนพูดนั่ยแหละตัวโมหะจริต หลังจากนั้นคำพูดของโมหะจริตตัวจริงก็ไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์ นอกจากหลอกลวงตัวเองหลอกลวงคนอื่นต่อไป ผมกลับมาอ่านของคุณถนอมอีกครั้ง ยิ่งชัดเจนว่า เอาความเป็นกลางไปปนกับทางสายกลางแล้วตีขลุมกล่าวตู่ว่า คิดไกลไปถึงกับว่าคำสอนของพระศาสดาอาจเป็นคำโกหก เพียงเพื่อนำมาช่วยยืนยันทิฐิที่เห็นผิดเองของตน ทางสายกลางของพระพุทธองค์ไม่เกี่ยวกับความเป็นกลางของคุณถนอมเลย อย่างนี้ภาษาพระท่านเรียกกล่าวตู่พระพุทธพจน์ บาปกรรมขนาดไหนไปคิดเอาเอง การตีความผิดเรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป ยิ่งนำมาใช้ในเรื่องที่กระแนะกระแหน และทำลายล้างทางการเมือง ทำลายสัมมาทิฐิในแบบบิดเบือน ปากบอกหนึ่งบอกเห็นด้วย อีกปากส่อเสียด ปากบอกเป็นกลางแต่ใจเอนเอียง ปากบอกพูดจริงแต่ใจรู้ว่าโกหก ปากบอกรักสันติ แต่ก่อเหตุยุแหย่ ส้องสุมผู้คน ใช้แต่กำลัง เอาคนไปทำร้ายคนอื่น อย่างนี้ผมก้ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว เชิญพวกคุณตามสะบายเถอะครับ อิ อิ อิ
การตีความเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่มีสิ้นสุดไม่มีขอบเขต มันจะพาเราไปเพ้อเจ้อได้ชั่วฟ้าดินสลาย ดังนั้นมันจึงอญุที่เจตนาว่าท้ายที่สุด นำเราไปสู่ความดีงามหรือไม่ ถ้าไม่ สิ่งนั้นก็ไร้ค่า
ผมจะลองตีความคำพูดคุณถนอมตามแบบของผม ดูเล่นๆ อย่าจริงจัง มันไร้สาระ มันแค่การตีความ
"...ว่าสงครามนี้น่าจับตาดูและน่าสพรึงกลัวขนาดไหน เพราะใครจะยอมใครเล่า...ในเมื่อความพ่ายแพ้ คือการเริ่มต้นถูกเหยียบยำทำลายอืกครั้งหนึ่ง"
ความพ่ายแพ้จะเป็นไรไปถ้าเราพ่ายแพ้ให้แก่ความดี ความถูกต้อง และถ้าการเหยียบย่ำทำลายนั้นเป็นการเหยียบย่ำทำลายตนเองในส่วนที่เป็นความเห็นแก่ตัว ความทุจริต โทสะ โมหะของตน การทำลายตัวตนให้หมด มิใช่สุดยอดปราถนาของเราหรอกหรือ นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้กล้า ยอดคนที่แท้ ผู้ยอมทำลายตนเพื่อสละตัวตนให้แก่ความถูกต้อง ศีลธรรม คุณธรรม....บลาๆๆๆ ฉอดๆๆๆๆ ไปเรื่อยเปื่อยแล้วแต่กลอนพาไป เห็นไหมคุณจะพูดอะไรให้มันดูดี ดูน่าเชื่อแค่ไหนก็ได้แต่มันไม่สำคัญเลย ความสำคัญมันอยู่ที่ จริงและเป็นประโยชน์หรือเปล่าต่างหาก จึงเป็นคำพูดที่เราควรพูดกัน คำพูดผมเป็นประโยชน์แน่ๆแต่จริงหรือไม่ไม่รับรอง ต้องไปคิดเอาเอง อิ อิ อิ
ข้าเจ้าเคยคิดว่าคนอะไร้เก่งไปซะทุกอย่าง ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และแล้วในความเปลี่ยนเราได้เพียงเศษเสี้ยว แต่เขาได้เป็นกอบเป็นกำ และยังไม่เสียภาษี เปลี่ยนระบบภาษีเข้าข้างตัวเองจนน่าเกลียด จะห็นว่าคนที่คิดถึงประเทศชาติถอนตัวออกทีละคนสองคน เช่น ปุระชัย หมอเปรม และ คนอื่นๆ อีกหลายคน อย่างนี้แล้วใครยังจะรักได้ลงคอ
ครับดูๆตอนนี้ท่านทักษิณจะกลายเป็นแพะไปเสียแล้วละครับ
ก็เหมือนคนรักในหลวง ห่วงลูกหลาน นั่นแหละครับ ถ้ามันรักกันจริงๆห่วงกันจริงๆ ผมว่าประเทศชาติไทยเรามันคงจะมีอะไรที่ดีที่สร้างสรรค์กันกว่านี้ ผมว่าดูๆมันจะพูดกันพร่ำเพ้อพูดกันพร่ำเพรื่อไปก็เท่านั้น หลายครั้งหลายหนยังนำสถาบันมาเหยียบย่ำผู้อื่นเสียอีก
คุณ ไทยแท้ ขอบคุณครับ ที่ให้เก๊ยรติเข้ามาอ่านคอลัมน์นี้อย่างพินิจพิเคราะห์ และชี้ให้ผมมองดูข้อบกพร่องทั้งวิธีการคิดและการเขียนของผม ที่คุณมองเห็นเป็นภาพรวมของคนปากกับใจไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ผมสะดุ้งและต้องกลับมามองดูตัวเอง ครับ ผมจะพยายามแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง ส่วนบาปกรรมที่คุณเข้าใจว่าผมตู่พระพุทธพจน์ ถ้าเป็นจริง ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ และก็คงไม่มีใครช่วยผมได้ เพราะเป็นวจีกรรมที่หลุดออกจากปากแล้ว
แต่ก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่า เจตนา ของผมที่ผมรู้แก่ใจดี และไม่สามารถโกหกตัวเองได้ คงจะช่วยไม่ให้ผมถูกถีบลงไปในขุมนรกที่ลึกเกินไปนัก ขอบคูณมากๆครับ สำหรับความเห็นที่เป็นเสมือนดั่งกัลยา ณ มิตร จากคุณไทยแท้
คุณ ไทยแท้ ขอบคุณครับ ที่ให้เก๊ยรติเข้ามาอ่านคอลัมน์นี้อย่างพินิจพิเคราะห์ และชี้ให้ผมมองดูข้อบกพร่องทั้งวิธีการคิดและการเขียนของผม ที่คุณมองเห็นเป็นภาพรวมของคนปากกับใจไม่ตรงกัน ซึ่งทำให้ผมสะดุ้งและต้องกลับมามองดูตัวเอง ครับ ผมจะพยายามแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเอง ส่วนบาปกรรมที่คุณเข้าใจว่าผมตู่พระพุทธพจน์ ถ้าเป็นจริง ก็คงแก้ไขอะไรไม่ได้ และก็คงไม่มีใครช่วยผมได้ เพราะเป็นวจีกรรมที่หลุดออกจากปากแล้ว
แต่ก็ได้แต่หวังเอาไว้ว่า เจตนา ของผมที่ผมรู้แก่ใจดี และไม่สามารถโกหกตัวเองได้ คงจะช่วยไม่ให้ผมถูกถีบลงไปในขุมนรกที่ลึกเกินไปนัก ขอบคูณมากๆครับ สำหรับความเห็นที่เป็นเสมือนดั่งกัลยา ณ มิตร จากคุณไทยแท้
คุณสุดา คูณบังวิน ขอบคุณครับ สำหรับความเห็นอีกมุมมองหนึ่ง ที่ไม่ใช้อารมณ์เกรี้ยวกราดในการสื่อสาร ที่มักจะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งและดุด่ากัน และตกไปสู่หลุมดำ.
ชอบความเห็นของคุณคนไทยแท้ๆครับ...มันเท่ห์และท้าทายดี อยากให้มีคนแบบคุณเยอะๆ บ้านเมืองจะได้ก้าวหน้า(ถ้าจะตีความก็สุดแท้แต่ท่าน) ผมเขียนเพลงไว้นานมากแล้วเป็นความขัดแย้งเล็กๆในโลกส่วนตัว เห็นบรรยากาศการขัดแย้งในบ้านเมืองขยายเป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆเลยนึกถึง...ซึ่งอาจจะเพ้อฝันบ้าง มันจึงเป็นหน้าที่ของจินตนาการในโลกความเป็นจริงที่จะยืนยันบทบาทของงานศิลปะ บทเพลง บทกวี ต่อเหตุและผล
ต่างคนต่างความคิด คิดสิ่งที่ตนคิดได้
ชีวิตไร้จุดหมาย ประตูปิดตายไร้ความหวัง
ดวงตาจุดเปลวพลัง สั่งสมองให้เดินตาม
ฝ่าไปในขวากหนาม หนามคมจมมิดตีน
ต่างคนต่างความคิด คิดตามใครเคยคิด
ผิดถูกชี้นำทาง วางไว้แล้วมิใช่หรือ
สุดสายตานั้นคือ หรือคือความขลาด
หยุดหวาดกับความหลัง พัง...พัง พังกำแพงออกมา
ความดีความร้ายเกิดกลายตายเป็นเห็นกันอยู่คู่ควรครวญคิดดูให้รู้แจ้งจริง
ว่าสองสิ่งกำหนดด้วยเส้นขีดให้แย้งแยกแตกกอก่อความคิดสร้างทำเพื่อความเป็นธรรม
ต่างคนต่างความคิด ผิดตนว่าเลวร้าย
ก่อนความตายจะมาถึง พึงเรียนรู้เพื่อสั่งสม
บ่มเพาะให้สุกงอม แล้วพังรั้วคลายมัดตรึง
รอวันนั้นมาถึง ...
รอวันนั้นมาถึง...
ครับ...ด้วยความระลึกถึงพี่หนอม
ต้องขออภัยคุณถนอม ที่ผมได้ล่วงเกิน และขอชื่นชมความเป็นผู้อาวุโส ความมีปัญญา ความมีจิตใจกว้างขวาง ผมจะไม่แก้ตัวว่าความรีบร้อน รวบรัด จำกัดเนื้อที่ ของผม ทำให้การเขียนและสื่อความของผมบางอย่างเคลื่อนไป จนทำให้คนอ่านเข้าใจผิดได้ เอาเป็นว่าส่วนที่เป็นการล่วงเกิน ใดๆก็ดี ผมต้องขออภัย หวังว่าจะได้รับความเมตตาและให้อภัย แด่ผุ้น้อยอย่างผม
คุณคนรักของตัวเอง ขอบคุณครับที่เข้ามาร่วมแสดงความเห็น ผมชอบเนื้อหาเพลงที่คุณเขียนมันดูมีพลังของการต่อสู้และความหวัง เข้าใจว่าคุณคงเป็นนักดนตรี และเพลงนี้ คุณคงจะใส่ทำนองและใส่คอร์ดเล่นร้องกับกีตารได้เลยใช่ไหมครับ ถ้ามีโอกาสได้พบกัน ผมคงจะได้ฟังเพลงนื้ ถืงแม้ผมจะเลิกเล่นดนตรีรับจ้างตามห้องอาหาร แต่ผมก็ยังรักกีตาร์และยังเล่นใท้ตัวเอง ให้เด็กๆ ให้เพื่อนฝูงฟังกันอยู่ พูดง่ายๆก็คือ ผมเป็นคนบ้ากีตาร์ นั่นแหละครับ
คุณไทยแท้ ผมนึกขอบคุณ คนหนุ่มที่กล้าหาญและเป็นตัวของตัวเองอย่างคุณมากกว่า ที่ทำให้ผมสะดุดและเกิดสติ...ตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเรากำลังเป็นคนหลงตัวเองหรือเปล่าหนอ...ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆสำหรับตัวผม มันเป็นความจริงทีเดียว คำสรรเสริญเยิรยอถึงแม้จะหอมหวาน แต่ถ้าได้รับมากเกินไป มักจะทำให้คนหลงตัวเอง กลายเป็นคนที่ใครแตะไม่ได้ ผมกลัวจะเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเกลียดแบบนี้ ผมนึกจึงขอบคุณความกล้าหาญที่จะคิค กล้าที่จะแย้งจากคุณ มากกว่า จะคิดว่าเป็นการล่วงเกิน ผมอยากให้คนหนุ่ม- ที่สนใจในเรื่องสติปัญญาและกล้าหาญแบบคุณ มีในสังคมไทยเยอะๆ หวังว่าคุณคงสบายใจและเลิกคิดกังวลได้แล้ว สวัสดีครับ
ผมว่าคนเขียนบทความนี้คงเกลียดทักษิณ เพราะยังมีความรู้สึกเย็นๆอยู่ได้ และเข้าใจว่ากติกาของบ้านเมืองนี้ยุติธรรมอยู่
คนที่รักทักษิณเคารพกติกาของบ้านเมืองอยู่แล้ว ถ้ากติกานั้นเป็นกติกาที่เป็นธรรม ถึงแม้กติกานั้นจะทำให้ทักษิณติดคุก แต่ไม่ยอมรับกติกาที่เขียนโดยคนที่เกลียดทักษิณ
เราไม่ชอบการสร้างความรุนแรง ไม่ชอบสร้างความเดือดร้อน เจียมเนื้อเจียมตัว เพราะเดิมก็ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในสังคมมาตลอด
คนที่เกลียดทักษิณต่างหากไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของบ้านเมือง เคารพกติกาเฉพาะที่ทำให้ตนเองได้เปรียบ หรอกตัวเองว่าทำเพื่อชาติแต่จริงๆแล้วพกความอิจฉาไว้ในจิตใต้สำนึก
คุณ...ขอมอบให้เป็นดุลพินิจในการประเมินความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวของผมนี้แด่คุณ มีคนแสดงตัวว่ารักและเกลียด คุณทักษิณ แล้วทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ตั้งแต่สังคมใหญ่ระดับองค์กรทางการเมือง ร้าวลึกลงมาจนถึงสังคมระดับครอบครัว ( เช่นเพื่อนรุ่นน้องของผมที่ชื่นชมคุณสนธิโกรธกันกับพ่อแทบจะตัดลูกตัดพ่อกัน เพราะไปเรียกคุณทักฺษิณที่พ่อชื่นชมว่า ไอ้หน้าเหลี่ยม ) มีอยู่มากมายเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่แล้ว ผมขออนุญาต เป็นคนไม่แสดงตัวที่จะรักหรือว่าเกลียด คุณทักษิณ จะได้ไหม ผมเขียนบทความนี้ มิใช่เพื่อแสดงความรักหรือว่าเกลียด คุณทักษิณ ผมเขียนเพราะผมสงสัยและมีคำถามว่า ทำไม - สังคมไทยจึงทะเลาะเบาะแว้งกันเพราะคุณทักษิณ ( รวมทั้งคุณสนธิ ) ได้น่าสพรึงกลัว...ถีงขนาดนี้ คุณลองกลับไปอ่านทบทวนดูใหม่ซิครับ ขอบคุณครับ ที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น.
คูณ,,,เรีองกติกาทางสังคม ดัวยความสัตย์จร้งผมยังไม่แนใจ และอาจไม่มีวันรู้ว่าความจร้งที่แท้จริง คืออะไรกันแน่ ในสถานการณ์ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ผมไม่กล้าฟันธงและออกความเห็นในเรื่องนี้หรอกครับ ว่ากติกานี้เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม การเมืองนี้เป็นการเมืองของคนฉลาดและเก่งกล้าสามารถเขาต่อสู้และแย่งชิงกัน ผลัดกัน จับด้ามมีดที่มีอยู่เล่มเดียว และยังไม่มีคำตอบว่ามีดเล่มนี้จะอยู่ในมือของใคร แต่ที่แน่ๆก็คือต่างฝ่ายต่างก็ได้รับบาดแผล และส่งผลกระทบทำให้สังคมไทยแบ่งแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย และตั้งตนเป็นปฎิปักษ์กันราวกับโกรธกันมานับร้อยกว่าปี แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นอนิจจัง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป วันหนึ่งเรื่องนี้จะต้องจบลงด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งอย่างแน่นอน
คนเรา...เกิดมา...ย่อมมีทั้งคนรัก...และคนเกลียด...เป็นของธรรมดา แม้แต่ตัวของเราเอง บาง
ครั้งเรายังโกรธตัวเองเลยเมื่อตัวเองหลงเดินทางผิด และคิดว่าตัวเองโง่ก็มีเมื่อตัวเองทำไม่ได้
เท่าอย่างคนอื่นเขาหรือถูกคนอื่นเค๊าหลอกเอา และบางที...ใจของเราเองยังขัดแย้งกับกาย
ของเราเองก็ยังมี เช่นใจของเราอยากจะทำโน่นทำนี่ แต่กายมันไม่ยอมทำ ขี้เกียจ ผลัดวันประ
กันพรุ่งไปเรื่อยๆ แล้วจะนับประสาอะไรกับใจและกายคนอื่นหล่ะครับ เราจะห้ามคนอื่นไม่ให้
โกรธเกลียด หรือ รักคุณทักษิณ นั้นย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะคนจะมองเห็นกันคนละมุม เพราะ
คนเรานั้นมีส่วนดี มันก็ต้องมีส่วนที่ไม่ดีอยู่ด้วย ทุกอย่างจะมีสองด้านเสมอ แต่...สำคัญว่า เรา
จะเห็นส่วนดี หรือส่วนไม่ดีของเขามากกว่ากัน มากกว่าในที่นี้ หมายถึงว่าเขาทำความดีต่อสังคมหรือส่วนรวมมากแค่ไหน เขาทำแล้วสังคมได้อะไร และสังคมส่วนรวมเสียอะไรไปบ้าง
กลับกัน อีกกลุ่มหนึ่ง...ก็ต้องมามองมุมดีและไม่ดีของเขาด้วย สังคมส่วนรวมได้อะไร และเสีย
อะไร... ชั่งทั้งสองฝั่ง แล้วตรองดู ค่อยๆคิดตัดสินใจ/
แมงก๋ำปุ๊งคำ...ลุ่มน้ำขาน/
แมงกำปุ๊งดำแห่งลุ่มแม่น้ำขาน อ้ายอยากให้โลกแห่งความเป็นจริงมีคนคิดแบบนี้เยอะๆจังเลย ขอบคุณมากหลายที่เข้ามาร่วมแชร์ไอเดียดีๆที่นี่.
ผมเชื่อว่าทุกสิ่งอย่างเมื่อมีจุดเริ่มต้นจะต้องมีจุดสิ้นสุด
แต่จุดจบของแต่ละเรื่องนั้นจะเหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหนนั้นเดายากครับ
คนเขียนเรื่องนี้วางโครงเรื่องซับซ้อนน่าติดตามมาก
ตุ๊กตาทองผู้เขียนบทยอดเยี่ยมปีนี้น่าจะยกให้...แต่จะหาตัวเจอหรือเปล่านะสิครับ
..............
ไม่ซีเรียสนะครับอ้าย โนคอมเม้นท์ครับ
ระลึกถึงตายายแห่งกระท่อมทุ่งเสี้ยวทั้งสองครับ
หวัดดีครับอ้ายถนอม
เข้ามาแวะอ้ายครับ....หวังว่าอ้ายคงสบายดีน๋ะครับ....
พ่วง ย่อมเป็นเช่นนั้น
คุณแสงพูไช สวัสดีเช่นกันครับ
เป็นกลางดีกว่าไม่อยากแตกแยกกับใครรักกันดีกว่านะพวกเรา
จงมองที่ส่วนดีของแต่ละคน คนเราจะดีไปทั้งหมดมันก็เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ดีหมด...คงจะมีน้อยมาก น้อยจริงๆ ถ้าจะพูดถึงคุณทักษิณแล้ว ตัวของผมเองรักคุณทักษิณมาก ท่านทำให้ยาเสพติดหมดไป ทำให้เด็กยากจนคนหนึ่งได้เรียนหนังสือจนจบ ซึ่งทุกอย่างที่ท่านทำมาแต่ละอย่างเคยทำให้ประชาชนเดือดร้อนไหมครับ คุณทักษิณเคยไปยืมเงินพวกคุณมาใช้หรอ ทำให้พวกคุณไม่มีที่อยู่หรอ ท่านไปด่าให้ประชาชนหรอครับ หรือว่ายังงัยอีก เรื่องผิดก็คือเรื่องผิด เรื่องที่ดีก็คือเรื่องที่ดี แยกแยะกันหน่อยนะครับ ทางกฎหมายคงจะจัดการและพิจารณาได้เอง ประชาชนอย่าไปจัดการเรื่องของท่านแทนกฎหมายเลย ประเทศชาติในแต่ละวันนี้...ประชาชนจะทำอะไรคิดให้ดีก่อนนะครับ เพราะการกระทำของคุณเองจะส่งผลถึงอนาคตคุณอีก เกรงใจพ่อหลวงกันหน่อยนะครับ พระองค์ก็พระชนม์มายุมากแล้ว ร้องเพลงชาติกันทุกวันไม่ใช่หรอครับ ถ้าคนไทยไม่รักประเทศไทย แล้วเมืองไหนบ้านไหนมันจะไปรักครับ เค้ายังว่าคนไทยโง่อีกต่างหากที่มาเถียงกัน ฆ่ากันกับเรื่องที่ผมยังมองไม่เห็นเลย ทำไมไม่รักกันละครับ เห็นประเทศอื่นที่เขาดีๆกันไหม ผมจะรอคุณทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งนะครับ
คนเราจะไปห้ามใจใครให้รักหรือเกลียดคุณทักษิณไม่ได้หรอกครับ คนเกิดมาย่อมมีความคิดแตกต่างกันไปในหลายแง่มุม ทั้งดีและไม่ดี แต่ที่สำคัญ...คนไทยต้องรักกันครับ และไม่ทำลายกัน แล้วประเทศไทยจะเป็นประเทศที่สงบสุขและเต็มไปด้วยความสุข
คงต้องแสดงความคิดเห็นว่ารักนายกทักษิณครับ เพราะไม่เคยมีใครดูแลคนจนดีเท่าท่าน ไม่ว่าท่านจะเป็นอย่างไร จะกินบ้านกินเมืองหรือเป็นอย่างไรเราก็ไม่ทราบได้ เพราะว่าไม่มีใครไปนอนอยู่ในบ้านท่าน ทุกคนก็เดาเอาเองทั้งนั้น ความดีที่มีให้เห็นก็คือดูแลคนจนในหลาย ๆเรื่อง ไม่ดูแลเฉพาะแต่ข้าราชการเหมือนพรรคการเมืองไม่เอาไหนบางพรรค สรุปว่ามีดีมากกว่าไมมี
คุณ แบ๊งค์ คนไร้นาม นกเอี้ยงนครเจดีย์ ขอบคุณ ครับ ที่เข้ามาแสดงความเห็นย้อนหลัง