เก็บมาคิด เอามาเขียน
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนว่า โดยส่วนตัวแล้ว เห็นด้วยกับเรื่อง การไม่ขับรถหลังจากได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือที่ที่มีการรณรงค์ที่เรียกว่า “เมาไม่ขับ” และเห็นด้วยกับการรณรงค์ไม่ให้ดื่มเหล้าในวัด หรือศาสนสถานต่างๆ และยังเห็นด้วยอีกกับการรณรงค์ให้คนลด ละ เลิกการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ลงบ้าง เพื่อเห็นแก่สุขภาพและเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในการรักษาพยาบาล อันเนื่องมาจากโรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเนื่องจากการดื่มสุรา รวมทั้ง การเชิญชวนให้งดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษา สำหรับประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชน เพื่อเป็นการถือศีลถือเป็นการสร้างมงคลให้กับชีวิตก็เป็นเรื่องที่เห็นด้วยเช่นกัน
ทว่า กลับรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่เห็นแคมเปญที่นำเสนอออกมาทางโทรทัศน์เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อให้คนเลิกดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษา ขออนุญาตเล่าให้ฟังในที่นี้สักเล็กน้อยเผื่อท่านที่ไม่ได้ชมโฆษณา คือ มีฉากที่เป็นร้านประมาณร้านข้าวต้ม หรือ ลาบ น้ำตก (อาจประมาณร้านข้างทาง) คนที่นั่งกันอยู่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ชายล้วนๆ ที่ดูก็รู้ว่าตั้งใจจะเสนอให้เป็นคนในชนชั้นผู้ใช้แรงงาน
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังปรับทุกข์กับผู้ชายที่ท่าทางอาวุโสกว่า และคล้ายกับว่าเคยมีบุญคุณต่อกันยกมือไหว้พร้อมพูดว่า “ผมนับถือเหมือนพ่อผมเลย” ในขณะที่คนที่ถูกไหว้นั้นนั่งอยู่แสดงความเห็นใจ และขณะเดียวกันก็ตะโกนออกไปสั่งอาหารว่า “น้อง เอาเหมือนเดิม แบนนึง” คนทั้งร้านถึงกับชะงักหันมามองด้วยสายตาตำหนิ และคนที่นั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน 2-3 คน รวมทั้งคนที่พูดว่านับถือก็ลุกขึ้นเดินหนี ในขณะเดียวกันก็มีเสียงบรรยาย “เอ้า เสียเลย” แล้ว ก็เป็นเสียงบรรยายต่อด้วยน้ำเสียงประชดประชันและเน้นๆ ว่า “คนที่กินเหล้าช่วงเข้าพรรษานี่ แย่” ต่อจากนั้นก็มีเบอร์โทรศัพท์สายด่วนเลิกเหล้าขึ้นมาโดยไม่มีเสียงบรรยายใดๆ
ไม่ได้ตั้งใจจะต่อต้านการรณรงค์ให้คนงดเหล้าช่วงเข้าพรรษา แต่ก็มีข้อสังเกตที่ชวนให้ไม่สบายใจและไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับโฆษณาชิ้นนี้อยู่สองประการด้วยกัน คือ
ประการแรก ดูเหมือนจะเป็นการโฆษณาที่ “ตัดสิน” คนไปแล้วอย่างทันทีทันใดว่า ใครก็ตามที่กินเหล้าในช่วงเข้าพรรษานั้นเป็นคนไม่ดี (ซึ่งในโฆษณาใช้คำว่า “แย่” แบบเน้นๆ) หากมาลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าคนๆ หนึ่งที่เคยทำดีมาชั่วชีวิต แต่ในช่วงนี้บังเอิญมีโอกาสได้สังสรรค์กับเพื่อนฝูงซึ่งบังเอิญในช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษา ก็เลยกลายเป็นว่าคนๆ นั้นเป็นคนแย่ไปเลยหรือ ไม่ว่าจะโดยเหตุผลใดก็ตามที่คนๆ นั้นบังเอิญต้องดื่มเหล้า แต่ถ้าเป็นช่วงเข้าพรรษาแล้วกลายเป็นคน “แย่” ไปแล้วตามโฆษณาชิ้นนั้น
จากข้อกังวลข้อที่หนึ่งนี้ก็อยากจะเห็นแย้งกับโฆษณาดังกล่าวโดยอยากจะยืนยันว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ซึ่งส่วนใหญ่มักเรียกรวมว่า เหล้านั้น เป็นเรื่องส่วนตัว ที่ใครก็ตามหากประสงค์จะดื่มก็ควรจะดื่มได้ หากการดื่มนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับใคร และรวมทั้งงบประมาณในการดื่มนั้นก็เป็นเงินที่ผู้ที่ดื่มนั้นทำมาหาได้จากการประกอบอาชีพที่สุจริตหรือเรียกได้ว่าไม่ได้ไปโกงกินใครมา ทั้งนี้ การรณรงค์งดเหล้าอาจใช้เงื่อนไขการเข้าพรรษามาเชิญชวนได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า การเข้าพรรษานั้นเป็นกิจของสงฆ์โดยตรง สืบเนื่องมาจากที่พระพุทธองค์ต้องการการจัดระเบียบสงฆ์ในช่วงที่เป็นฤดูฝนที่ผู้คนเพาะปลูกกันเพื่อไม่ให้พระสงฆ์ไปย่ำข้าวกล้าของชาวนาสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านจึงให้จำพรรษา คือให้อยู่ในวัดในช่วงหน้าฝนเป็นเวลา 3 เดือน แต่ถ้าศาสนิกจะร่วมจะทำบุญเพื่ออนุโมธนากับสงฆ์ด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ที่ไม่ได้ปฎิบัติตนเป็นพิเศษในช่วงเข้าพรรษาก็ไม่ควรจะไปตัดสินว่าเขาเป็นคนชั่ว
อันที่จริงสำหรับฆราวาสในทางพุทธศาสนานั้นมีข้อห้ามดื่มเครื่องดองของเมา และผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนหากปฎิบัติตามศีลห้าอย่างเคร่งครัดก็ย่อมจะต้องไม่ดื่มอยู่แล้วไม่ว่าจะวันใดก็ตาม แต่เป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้ว่ามีคนไทยจะอ้างตนว่าเป็นพุทธ ซึ่งมีศีลข้อห้า ห้ามการดื่มสุราและเครื่องดองของเมาอยู่นั้น แต่ในส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และแม้กระทั่งในพิธีกรรมต่างๆ นั้น มักมีการใช้สุราเข้ามาประกอบด้วยทุกครั้ง รวมทั้งเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐศาสนา สุราก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายสำหรับประเทศไทย ดังนั้น คงเป็นเรื่องยากที่จะตัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากสังคมไทย (รวมทั้ง สังคมโลกอีกหลายๆ สังคม)
การออกมารณรงค์การงดเหล้าช่วงเข้าพรรษาหากมองถึงวัตถุประสงค์แล้วก็ถือเป็นความปรารถนาดี แต่วิธีการนำเสนอนั้นกลับไม่ได้ส่งเสริมและไม่ได้ให้กำลังใจสำหรับคนที่คิดจะเลิกเหล้าเพราะสร้างภาพให้กลายเป็นคนที่ทุกคนควรรังเกียจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใครก็ตามดื่มเหล้าในวันเข้าพรรษา ซึ่งผลจากการโฆษณาในลักษณะนี้คงไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความรู้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จะมีแต่สร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้น
ข้อสังเกตประการที่สอง ก็คือ น่าแปลกใจว่าในการโฆษณาเลิกเหล้าแต่ละครั้งฉากที่ใช้มักจะเป็นคนจน เริ่มตั้งแต่โฆษณายอดฮิตติดปากก่อนหน้านี้ที่ว่า “จน เครียด กินเหล้า” มาแล้ว หรือกระทั่ง “เลิกเหล้า เลิกจน เริ่มต้นพรรษานี้” ในโฆษณาชิ้นนี้ก็เช่นกัน แม้อย่างไม่ได้บอกตรงๆว่า เป็นคนจนแต่ดูจากภาพก็รู้ว่าคนที่นั่งกันอยู่นั้นเป็นระดับผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นชนชั้นที่มีรายได้น้อย และสถานที่ก็ร้านข้างถนนซึ่งเศรษฐีคงไม่ได้ไปใช้บริการ
จาก setting และถ้อยความในการนำเสนอดังตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ก็ทำให้รู้สึกว่า การดื่มเหล้าเป็นเรื่องที่ไม่ดี สำหรับคนจนเท่านั้น แต่คนรวยๆ คงไม่เป็นไร และภาพที่ออกมาซ้ำๆ เช่นนี้ให้ความรู้สึกว่า เป็นการเจาะจงตีตราคนจนหรือผู้มีรายได้น้อย รวมทั้ง ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจกับทัศนคติผู้สร้างสรรค์โฆษณารวมทั้งผู้อนุมัติในโฆษณาออกมาในลักษณะนี้ มีทัศนคติในทางลบกับคนจนอยู่หรือเปล่า เพราะภาพสะท้อนมาจากโฆษณาที่ออกมาแต่ละครั้งนั้นล้วนชวนให้มองว่า การทำเรื่องไม่ดีอันเนื่องจากการดื่มสุราทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเท่านั้นใช่หรือเปล่า
เคยเห็นคนที่เป็นแรงงานจำนวนไม่น้อยที่รู้จักการดื่มแบบมีสติ คือ หลายคนดื่มเพื่อสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับตัวเองหลังจากทำงานหนักมาทั้งวันและไม่ได้สร้างปัญหาให้ทั้งกับครอบครัวและสังคม ในขณะเดียวกันก็มีคนรวยที่มีอำนาจในการซื้อและใช้บริการสถานที่กินดื่มที่หรูหราแต่กลับอาละวาดสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน ที่ถึงขั้นซ้อมตำรวจหรือฆ่าคนตายก็มีมาแล้ว แต่ทำไม setting ของการรณรงค์ให้คนเลิกดื่มเหล้านั้นเป้าหมายกลับเจาะจงเฉพาะคนจนและไม่เคยมีภาพของการดื่มกินในที่หรูๆ เลย
ก็อย่างที่ว่าไว้แล้วว่าการเชิญชวน หรือการกระตุ้นให้ผู้คนหันมาทำความดี สร้างมงคลให้แก่ชีวิตนั้นสมควรกระทำอย่างยิ่ง ทว่า วิธีการที่ใช้นั้นก็ไม่ควรที่จะไปตีตราคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพราะแทนที่จะเป็นส่งเสริมให้คนทำความดีกลับกลายเป็นไปซ้ำเติมคนที่มีโอกาสทางสังคมน้อยอยู่แล้วให้ไม่มีที่ยืนมากขึ้น ก็น่าแปลกอยู่พอสมควรหากใครจะสังเกตเห็นว่า รณรงค์เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมนั้น วิธีการนำเสนอมักเป็นการ “ตำหนิ” และ “ตัดสิน” เอาไว้ก่อนโดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่รอบด้านซึ่งผู้ชมไม่ได้ประโยชน์จากการการโฆษณาเลย แต่กลับยิ่งทำให้คนที่กระทำการตรงข้ามกับการรณรงค์ที่จะถูกซ้ำเติม หรือ ตีตรา ว่าเป็นคนไม่ดีไปแม้จะไม่เคยประกอบอาชญากรรมใดๆ เลย
[ Permalink ] . [ 14 ความคิดเห็น ]
คนจน ไม่มีเงิน แต่กินเหล้า ต้องเป็นหนี้ เพราะติดเหล้า ต้องกินเหล้า รายได้น้อย ยังเอารายได้ไปกินเหล้า คนรวย มีเงิน กินเหล้าก็ไม่เป็นไรเพราะรวยไม่เดือดรอ้นใคร คนจนเดือดร้อนเพราลูกเมียไม่มีเงินใช้ คุณภาพชีวิตต่ำ ยิ่งต่ำลงไปอีก
ก็นี่มันโฆษณา มันก็ชุ่ยๆ แล้วก็ไม่สนใจรายละเอียด เพราะเวลามันน้อยเขาต้องการให้มัน โดน เท่านั้น เขาไม่เอาสาระอะไร ผมเห็นโฆษณาเดี๋ยวนี้มันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ใครเขาจะบ้าสนใจกันนัก ไม่งั้นรีโมทมันจะขายดีเหรอ เอาเป็นว่าถ้ามันจะทำให้สังคมดีขึ้น ก็ไม่น่ามีปัญหา ส่วนใครอยากจะจุกจิก คิดเล็กคิดน้อย ชอบฟุ้งซ่านละก็ ยังมีที่ให้ทำอีกเยอะ ไอ้พวกมอมเมา เปิดเวบชั่วๆ เอ๊ย.. โทษที .. โฆษณาเลวๆ กระตุ้น กิเลส ตัณหา ทำร้ายร่างกาย และจิตใจ ทั้งตนเอง และผู้อื่น มีให้เกลื่อน น่าจะลองเอามาวิพากกันดูเล่นๆบ้าง นอกจากเกิดปัญญาแล้ว ยังจะได้บุญด้วยนะ จะไปห่วงทำไมโฆษณาชิ้นนี้ ถ้าสมมติว่ามันได้ผล มีคนเลิกเหล้าตลอดเข้าพรรษาได้ซักล้านคน ประเทศจะประหยัดเงินค่าเหล้าได้ตั้งเท่าไหร่ แต่ถ้าโฆษณาดีเยี่ยม ส่งเสริมให้คนฟุ้งซ่าน ลืมตัว ใช้จ่ายเงิน ฟุ่มเฟือย รูดปรื๊ดๆ อยากเลียนแบบผิดๆ ถึงมันจะดียังไง ผมก็ว่าสู้โฆษณาห่วยๆอันนี้ไม่ได้หรอก สำหรับผมถึงวิธีเสนอไม่ดี(สำหรับบางคน แล้วแต่จริต) แต่เจตนาดีเห็นชัด ผมรับได้ (คือมันมีพวกปากบอกเจตนาดีแต่ผมมองยังไงก็ไม่ชัด รู้สึกซับซ้อนเหลือเกิน ผมเลยต้องเขียนแบ่งพวกเห็นชัดกับเห็นไม่ชัด)
อ้อ อีกอย่าง (ไม่อยากบอกว่าเพราะ พณ ท่านเหลี่ยม) เอาเป็นว่า ตอนนี้ คนส่วนใหญ่ของประเทศ เขามีชีวิต และสิ่งแวดล้อมตามที่เห็นในโฆษณานั่นแหละ คุณจะเรียกคนจน หรือคนรวยก็ตามใจ ที่คุณเห็นนั่นคือคนส่วนใหญ่ของเรา โฆษณาเขาอยากจะสื่อกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนส่วนใหญ่ก่อน กลุ่มอื่นๆ ไฮโซ ไฮซ้อ เดี๋ยวก็คงมีมาเองมั๊ง.
แต่อ้ายฯเป็นคนบ่ดี เน้อ ดื่มตลอดดดด ปี รำลึก หนู " สุทฯ, จ้า
อ้ายแสงดาว นี่แหละเป็นตัวอย่างที่บอกว่า ถึงแม้จะไม่ได้งดเหล้าในวันเข้าพรรษา ก็ไม่เคยทำร้ายใคร แล้วจะให้อ้ายเป็นคนไม่ดีได้จะใด ขอบคุณอ้ายที่แวะเข้ามาเน้อ ว่างๆจะแวะเยี่ยมเยียน ขอเห็นบ้านดินกับตาสักครั้งเน้อ
ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ทำร้ายตัวเองจ้า.... (ที่จริงเป็นไปไม่ไดหรอก ้ที่บอกว่าไม่ได้ทำร้ายใครเพราะคนเราต้องอยู่ร่วมกัน ต้องมีครอบครัว ต้องมีสังคม อยู่ในโลก การกระทำหรือไม่กระทำ ของคนๆหนึ่งไม่ว่าต่อตนเองหรือผู้อื่นก็ตาม ย่อมส่งผล ต่อโลกทันที เคยได้ยินไหม เด็ดดอกไม้ กระเทือนถึงดวงดาว นีี่เป็นข้อเท็จจริงที่บางคนไม่ยอมตระหนัก ข้อความนี้มีสมการคณิตศาสตร์ สนับสนุนยาวเหยียด เป็นความจริงแบบมีเหตุผลไม่ใช่จริงแบบเลื่อนลอย เลิกแนวคิดแบบ ปัจเจก สนับสนุนการกระทำชุ่ยๆ มักง่ายได้แล้ว ลองมองโลกแบบสัมพัทธ์ดูบ้าง จะเข้าใกล้ความจริงได้มากกว่า)
อีกอย่างเลิกคิดได้แล้ว เรื่องคนดี คนไม่ดี ที่จริงมันไม่มีหรอก ถ้าเอาแบบ สัจจธรรม มันมีแต่ทำถูก กับทำผิด ใครทำกรรมใด ก็รับ วิบากนั้น กรรมชั่วให้ผลชั่ว กรรมดี ให้ผลดี อยากรับผลแบบไหน ก็ทำกรรมแบบนั้น เหล้าเป็นสิ่งมอมเมา ทำให้ขาดสติ อยากเป็นคน งมโง่ อยากเป็นคนหลง อยากไปอบาย อยากไปทุคติ ก็ดื่มเข้าไป กรรมใดทำให้มากเข้าไว้ กรรมนั้นก็สั่งสม เมื่อกรรมให้ผล ก็จะเข้าใจ ว่าที่ทำนั้น ดีหรือไม่ บอกได้เลย ชีวิตไม่ได้มีเพียงชาตินี้ เชื่อไม่เชื่อก็สุดแท้แต่ ไปค้นคว้าเอาเอง.
ต่างความเห็น ต่างความคิด ใช่ว่าใครจะถูกไปทั้งหมด และใช่ว่าใครจะผิดไปซะทั้งหมด
ทุกความคิดก็มีส่วนถูก โดยเฉพาะ ทุกคนก็คิดว่าตัวเองถูก เนาะ
แต่เราก็เห็นด้วยกับคุณสุทฯที่พูดเรื่องการ "ตัดสิน" คน
เมื่อไร ที่เรามีการตัดสินคนขึ้นมา เมื่อนั้นจะมีการแบ่งแยกทันที
แบ่ง เธอ แบ่งฉัน และที่แน่ๆ "ฉัน" ต้องดี ต้องเก่ง ต้องแน่ กว่า"เธอ"
สำหรับคนอื่นๆ เราก็เห็นด้วยบ้างอย่างที่ท่านกล่าว
แต่เราก็เชื่อว่า ทุกคนที่แสดงความเห็น คงไม่ได้ตัดสินคนอื่นกันใช่ไหมคะ
หากแค่แชร์ไอเดียที่ต่างมุมมอง ก็พอรับได้
ผจงจิบเมรัยจากจอกดิน
โอ้หยาดน้ำอมฤตรินแห่งชีพฝัน
ปากแนบปากจากจอกดินรำพัน
"ดื่มเถอะ!เพราะจากกันไม่หวนคืน"
จริงสิ, เพราะสิ่งที่ข้าใหลหลง
คนทั้งหลายคงเห็นว่าข้าเหลวไหล
เกียรตินั้นหรือโยนมันลงถ้วยเมรัย
ชื่อเสียงขายิ้งไปแลกบทเพลง
รุไบยาต ของ โอมาคัยยัม
สุริยัตร : แปล (ถ้าผมจำไม่ผิด)
.....ฝากให้อ้ายแสงดาว ด้วยความเคารพ....
ผจงจิบเมรัยจากจอกดิน
โอ้หยาดน้ำอมฤตรินแห่งชีพฝัน
ปากแนบปากจากจอกดินรำพัน
"ดื่มเถอะ!เพราะจากกันไม่หวนคืน"
จริงสิ, เพราะสิ่งที่ข้าใหลหลง
คนทั้งหลายคงเห็นว่าข้าเหลวไหล
เกียรตินั้นหรือโยนมันลงถ้วยเมรัย
ชื่อเสียงขายิ้งไปแลกบทเพลง
รุไบยาต ของ โอมาคัยยัม
สุริยฉัตร : แปล (ถ้าผมจำไม่ผิด)
.....ฝากให้อ้ายแสงดาว ด้วยความเคารพ....
ผจงจิบเมรัยจากจอกดิน
โอ้หยาดน้ำอมฤตรินแห่งชีพฝัน
ปากแนบปากจากจอกดินรำพัน
"ดื่มเถอะ!เพราะจากกันไม่หวนคืน"
จริงสิ, เพราะสิ่งที่ข้าใหลหลง
คนทั้งหลายคงเห็นว่าข้าเหลวไหล
เกียรตินั้นหรือโยนมันลงถ้วยเมรัย
ชื่อเสียงขายิ้งไปแลกบทเพลง
รุไบยาต ของ โอมาคัยยัม
สุริยฉัตร : แปล (ถ้าผมจำไม่ผิด)
.....ฝากให้อ้ายแสงดาว ด้วยความเคารพ....
*** หนู "suttihida " ,หน้าหนาวชวนเพื่อนไปแอ่วเลย ตอนนี้หน้าฝนลำบาก แล้วอ้ายค่อยเป่าปากให้สัญาณ ลุย ... ก่อนที่จะบ่มีบ้านดินให้เห็น รักษาสุขภาพ , จ้า
*** " สวิง" , คับ ... ขอบคุณ คับที่ เอาบทกวีของ "โอมา คัยยัม" มาให้อ่าน อ่านแล้ว ส้มปาก เปรี้ยวปาก จังเลย รำลึกสวิง คับ ฮักษาสุขภาพ คับ
ความคิดเห็นผู้คนล้วนแตกต่าง
ศีล สาก บ้างบอบบางสับสน
ดีไม่ดีผ่องแผ้วไว้ในใจตน
สำนึกคนมิใช่ขวดยามดวดดื่มริน
/
มิน่าเล่าsuttihidaถึงได้เป็นขวัญใจมหาชน ไม่เว้นแม้แต่อ้ายแสงดาวด้วยนะครับ ว่างๆจะตามไปสุดสะแนนเน้อครับอ้าย
สบายดีสุทธิดา
ดีใจหลายๆที่แวะมาเยี่มยามกันใน "เรื่องเล่าของคนลาว"......ขออย่าได้ที้งกันเน้อ...สำหลับผู้ข้าแล้วจะแม่นไทยหรือลาวก็บ่อสำคัญหรอก....สิ่งที่สำคัญคือมีหัวใจที่ขาวสอาดสดใสและบริสุทธ์ใหเกบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน......
.......................
เห็นด้วยที่ว่า เลิกเหล้าเข้าพรรษา......แต่บางครั้งบางเวลาก็รู้สิกหิวนี้น๋า....ฮาๆๆ
โฆษณานี้ถือว่าเป้าหมาย(อยากให้สังคมปลอดภัย)ดี แต่วิธีการนำเสนอบกพร่อง แถมยังเปิดเผยให้เห็นถึงจิตใจของเจ้าของงาน ว่าคิดดูหมิ่นคนกลุ่มนี้อย่างไร
อยากจะปรึกษาพีสุทด้วยว่าเราจะทำอย่างไรกับโคตรสะนาอีกแบบที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม เช่นสุกี้บางยี่ห้อที่บอกว่าไม่ใส่ผงชูรส แต่ทำไมกินแล้วลิ้นชาแบบเดียวกับอาหารที่ใส่ผงชูรส,แชมพูสระผมที่บอกว่าสระแล้วผมนุ่ม แต่สระแล้วผมแห้งสากสิ้นดี,แชมพูขจัดรังแค ที่ขจัดเส้นผมด้วย ทำให้ผมร่วงเป็นกระจุก หรือน้ำผลไม้ที่เขียนข้างกล่องแต่เพียงว่า "น้ำผลไม้ 100%"ซึ่งความจริงควรจะมีข้อความต่อไปนี้ด้วยว่า "และนำมาผสมกับน้ำอีก 60% และน้ำตาลอีก20%เพราะฉะนั้นเหลือน้ำผลไม้เพียงแค่ 20%แค่นั้นแหละ"
นอกจากเราจะบอกกับคนที่เรารักแล้ว เราจะมีวิธีไหนหรือช่องทางไหนที่จะสื่อสารให้กับผู้บริโภคได้บ้างคะ (ถ้าเราไม่ได้เป็นเอ็นจีโอด้วย)