blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

พืชน้ำมันในผืนป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และนาข้าว..

Submitted on 22 November 2008 - 11:45:08.  Category: สังคม.  Tags:

 

พืชน้ำมันในผืนป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ และนาข้าว

 

ศยามล   ไกยูรวงศ์

โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

 

           กระแสการส่งเสริมปลูกพืชน้ำมันทดแทนการนำเข้าเริ่มจางหายไป เมื่อราคาน้ำมันตกต่ำลงเรื่อยๆ   ในขณะที่การส่งเสริมการปลูกพืชน้ำมันโดยภาครัฐยังดำเนินการต่อไป มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน   เป็นพืชเศรษฐกิจที่ถูกส่งเสริมให้เพิ่มผลผลิตเพื่อเป็นพืชน้ำมันตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพลังงาน  ในแผน ๕ ปี ของกระทรวงเกษตรฯ (พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔) กำหนดให้ขยายพื้นที่ปลูกปาล์ม ๖ ล้านไร่ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกภายในประเทศ ๕ ล้านไร่ และพื้นที่ปลูกในประเทศเพื่อนบ้านอีก ๑ ล้านไร่   เพื่อนำมาผลิตไบโอดีเซลทดแทนการนำเข้าน้ำมันดีเซล ๑๐%  ภายในปี พ.ศ.๒๕๕๕

              สำหรับพืชมันสำปะหลัง และอ้อย รัฐบาลไม่มีนโยบายขยายพื้นที่ปลูก  แต่มุ่งเน้นการพัฒนาเพิ่มผลผลิต โดยให้ได้มันสำปะหลัง ๔.๕ - ๕ ตันต่อไร่  คิดเป็นผลผลิต ๓๕ ล้านตันในปี พ.ศ.๒๕๕๔  และตั้งเป้าหมายของผลผลิตของอ้อยต่อไร่ เป็น ๑๒ - ๑๕ ตันต่อไร่ คิดเป็นผลผลิตอ้อย ๘๕ ล้านตัน   ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ เพิ่มโรงงานเอทานอลอีก ๘ โรงงาน กำลังการผลิต ๑.๙๕ ล้านลิตร/วัน  ซึ่งต้องใช้หัวมันสำปะหลังสดประมาณ ๔.๒ ล้านตัน/ปี

            สมบัติ  เหสกุล นักวิจัยอิสระได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชพลังงานมีความเห็นว่า "ปี ค.ศ.๒๐๑๑ มีความต้องการเอทานอล  ๒.๔ ล้านลิตรต่อวัน แต่ประเทศไทยผลิตได้ ๑ ล้านลิตร/วัน  สำหรับไบโอดีเซลมีความต้องการ ๓ ล้านลิตร/วัน  แต่ประเทศไทยผลิตได้ ๑.๔๔ ล้านลิตร/วัน  กรณีของอ้อยต้องใช้น้ำอ้อยและกากอ้อย ซึ่งบริษัทมิตรผล มีการทำพันธะสัญญากับเกษตรกร  โดยโรงงานผลิตน้ำตาลเพื่อส่งออกและขายในประเทศ     กากของอ้อยผลิตเอทานอล  ใย (ชานอ้อย) ทำเป็นไม้   เกษตรกรจึงทำหน้าที่ผู้ผลิตอ้อยป้อนอุตสาหกรรมอ้อย ในการผลิตผลผลิตต่างๆป้อนโรงงาน    

              สำหรับมันสำปะหลัง อุตสาหกรรมอาหารต้องการปีละ ๒๖ ล้านตัน แต่ประเทศไทยผลิตแป้งมันได้เพียงพอกับอาหาร แต่ไม่พอกับการนำมาใช้เป็นพลังงาน              การใช้ปาล์มน้ำมันกับน้ำมัน อยู่ที่ 22% แต่อุตสาหกรรมอาหารยังต้องใช้น้ำมันปาล์มอยู่มาก แสดงว่าเรามีปาล์มไม่เพียงพอ นโยบายขยายพื้นที่ปลูกใหม่ 2.5 ล้านไร่ และปรับปรุงพื้นที่เดิม 3 แสนไร่ และเพิ่มผลผลิตต่อไปจาก 2.8 เป็น 3.5 - 5 ตันต่อไร่   แต่ต้องอยู่บนฐานว่า ราคาน้ำมันต้องสูงกว่า 100 เหรียญดอลลาร์   เกษตรกรต้องมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้น ต้องวางระบบใหม่ ต้องใช้พันธุ์ใหม่    ต้องไม่มีการแย่งชิงพืชน้ำมันระหว่างประเทศ

 

                 

พื้นที่ปลูกอ้อยจะเพิ่มได้ ในพื้นที่นาข้าว พื้นที่ถั่วเหลือง (รุกพื้นที่พืชไร่อื่นๆ) ส่วนมันสำปะหลังขยายพื้นที่ได้ แต่เข้าไปอยู่ในไร่อ้อย และรุกเข้าไปในพื้นที่ป่า ส่วนการเพิ่มพื้นที่ปาล์มน้ำมัน   พบว่าขยายพื้นที่ได้ไม่เกิน 3 แสนไร่เท่านั้น   และส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคใต้แสนสามไร่ อีสานได้หมื่นห้าพันกว่าไร่ คือ กาฬสินธุ์ รองลงมาคือโคราช ภาคเหนือ   เนื่องจากมีข้อจำกัดของการปลูกปาล์มน้ำมันซึ่งต้องมีน้ำ 2,000 ลิตร ปริมาณน้ำฝนอย่างน้อย 100 มม./เดือน แล้งไม่เกิน 3 เดือน  ต้นทุน ในช่วง 30 เดือนเฉลี่ยไร่ละ 13,000 บาท  ค่าติดตั้งระบบน้ำ 7,000 บาท/ไร่   โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มควรอยู่ในรัศมี 50 กิโลเมตร   เกษตรกรต้องมีทักษะการปลูก   พื้นที่เหมาะสม รายได้สูงขึ้น โดยพืชเดิมราคาตกต่ำ   โดยเกษตรกรต้องเข้าถึงข้อมูล   สำหรับต้นทุนการปรับพื้นที่ (เช่น จากยูคา มาปลูกปาล์ม ใช้ต้นทุนสูง  ถ้าราคาปาล์มน้ำมันต่ำกว่า 3.5 เกษตรกรจะเริ่มขาดทุน

               ทางเลือกที่น่าสนใจ คือ ลดการส่งออกอ้อย และน้ำตาล  เพิ่มพื้นที่ พัฒนาพันธุ์ ส่งเสริมทักษะการผลิต อนาคต อาจได้เอทานอล 8 ล้านลิตร  แต่ต้องมีมันสำประหลังเพียงพอ   ต้นทุนการผลิตเอทานอลแต่ละประเภท และ ราคา เปรียบเทียบกัน เห็นว่า น้ำอ้อย มีราคาวัตถุดิบต่ำ (บาท/กก) และมีต้นทุนการผลิต (บาท/ลิตร) พอๆ กับกากน้ำตาล   ในขณะที่การปลูกปาล์มน้ำมัน ไม่ควรพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ควรพัฒนาเป็นระดับชุมชนแล้วใช้ในครัวเรือน เช่น ปลูกหัวไร่ปลายนาแล้วใช้ในครัวเรือน หรือโรงงานขนาดเล็กๆ ประมาณ 8,000 ไร่ต่อชุมชน และส่วนที่เหลือจะแปรรูปได้อีกหลายอย่าง"

              จากกรณีศึกษาปาล์มน้ำมันในภาคอีสานที่บ้านนาบอน ต.นาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย บ้านโคกเจริญ อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ  บ้านนิคมแปลง ๑ ตำบลชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ของมาลี สุพันตี  จากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน   มีข้อสรุปว่าเกษตรกรในภาคอีสานที่ปลูกปาล์มน้ำมันยังประสบปัญหาไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนในการปลูกปาล์มน้ำมัน  ในขณะที่ภาครัฐยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าพื้นที่ปลูกเหมาะสมกับการปลูกปาล์มน้ำมันหรือไม่  เนื่องจากยังอยู่ในระยะทดลองปลูก  ยังไม่มีความแน่นอนของตลาดที่มารองรับ  การซื้อขายมีพียงลานเทรับซื้อในกลุ่ม เช่น เกษตรกรที่ อ.เชียงคาน จ.เลยรวมกลุ่มเพื่อขายปาล์มผ่านบริษัทเมืองเลยปาล์ม  ราคาผลผลิตได้เพียง กก.ละ ๒ บาท  ซึ่งยังถือว่าไม่มีโรงสกัดปาล์มน้ำมันที่อยู่ใกล้รัศมีของพื้นที่ปลูก  ราคาต้นพันธุ์มีราคาแพง  มีความเสี่ยงต่อการได้รับต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพไม่ตรงตามสายพันธุ์  

              นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชน้ำมันในภาคอีสานโดยเฉพาะปาล์มน้ำมันยังเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ  และอยู่ในระยะทดลองความเป็นไปได้ในการปลูก     ในขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังซึ่งมิใช่พืชชนิดใหม่ของภาคอีสาน  แต่เกษตรกรเป็นเพียงลูกไล่ในการผลิตป้อนโรงงานอุตสาหกรรม  โดยที่ยังกำหนดราคาไม่ได้   ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดโลกมีมากน้อยขนาดไหน   การขยายพื้นที่ปลูกพืชน้ำมันทั้ง ๓ ชนิดจึงมีความเสี่ยงที่จะขยายเข้าไปในพื้นที่ป่า พื้นที่นา และพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อราคาผลผลิตดี   ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งอาหารถูกทำลายจากการใช้พื้นที่ไม่เหมาะสม  ในขณะที่เกษตรกรยังยากจนเหมือนเดิม  ประเทศชาติได้ประโยชน์เพียงมีพืชน้ำมันทดแทนนำเข้าน้อยนิด  นโยบายลักษณะนี้มีประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่โปรดคิดกันให้ดี

แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเล...

Submitted on 22 November 2008 - 11:43:14.  Category: สังคม.  Tags:

 

 แผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ต้องถูกกำหนดโดยคนใต้ 

 

ศยามล  ไกยูรวงศ์

โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

 

              การโฆษณาประชาสัมพันธ์กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุนดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้มีอย่างต่อเนื่อง จากรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  ยิ่งไปกว่านั้นยังได้รับการขานรับจากนักเศรษฐศาสตร์กันถ้วนหน้า เช่น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล   และนักเศรษฐศาสตร์หลายท่าน   

              ประเด็นน่าสนใจว่ามุมมองด้านเดียวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ประชาชาติประการเดียวนั้น ทำให้ประเทศชาติอยู่รอดได้จริงหรือไม่   เมื่อเปรียบเทียบกับการสูญเสียระบบนิเวศทรัพยากรชายฝั่งทะเลของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน  การเกิดมลพิษทางทะเล บนบก และอากาศ สร้างภาวะโลกร้อน  รวมถึงอุบัติภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นในภาคใต้  การพัฒนาแบบเดียวกับภาคตะวันออกเป็นวิสัยทัศน์การพัฒนาภูมิภาคที่คนใต้พึงปรารถนาหรือไม่  หรือเป็นเพียงความต้องการของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศร่วมกับนักการเมือง และข้าราชการประจำที่หวังผลประโยชน์มหาศาลจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชาติ  โดยคนไทยได้เพียงเศษเงินเท่านั้น

              เหตุผลสำคัญของการขยายตัวพื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ในภาคใต้ภายใน 3 ปีข้างหน้า สืบเนื่องจากพื้นที่อุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกถึงจุดอิ่มตัว  เพราะความหนาแน่นของมลภาวะในอากาศบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกเพิ่มขึ้นจนมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว หลังจากการสร้างโรงงานของโครงการปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ และพลังงานที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ 11 โครงการ   เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับความไม่ปลอดภัยและภยันตรายมาถึงคนไทยทุกเวลา  เพราะแม้แต่ปัญหาของภาคตะวันออกซึ่งสร้างรายได้ให้กับคนระยองปีละแปดหมื่นล้านบาท  แต่สุขภาพของคนระยองกลับมีความเสี่ยงต่อสุขภาพสูงสุด   โดยที่ปัจจุบันนี้มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ สุขภาพของความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ยังไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลและนักลงทุนเจ้าของโครงการจะรับผิดชอบประการใด 

               ความเสี่ยงต่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อมจากภาคตะวันออก กำลังถูกผลักภาระมาขยายผลที่ภาคใต้  จากการเล็งหาพื้นที่ใหม่ของนักลงทุน ซึ่งแสวงหากำไรและผลประโยชน์อย่างไม่สิ้นสุด  โดยไม่พิจารณาศักยภาพของพื้นที่และระบบนิเวศน์ของภาคใต้รองรับได้มากน้อยเพียงใด   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดทิศทางการพัฒนามาจากส่วนกลางคือนักลงทุนและรัฐบาลนั้น   มีความชอบธรรมหรือไม่สำหรับคนในท้องถิ่นที่เป็นคนใต้ควรสังวรณ์  

              คำว่า "การพัฒนาที่ยั่งยืน"  ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการกำหนดการพัฒนาระดับโลก และถูกกำหนดไว้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10  ไม่ได้พิจารณารายได้ทางเศรษฐกิจประการเดียว แต่ต้องอยู่บนฐานของการมีสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน    การพิจารณาตัดสินใจอนุมัติโครงการของรัฐบาลจึงจำเป็นต้องศึกษาประเมินผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพทั้งในระดับยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาระดับภูมิภาคที่มาจากเสียงของคนใต้อย่างแท้จริง  การประเมินผลกระทบรายโครงการที่เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาภาคใต้ว่ามีการกระจายรายได้ให้กับคนใต้อย่างเป็นธรรมหรือไม่และมีความยั่งยืนต่อการดำรงชีวิตของคนใต้ และคนไทยทั้งประเทศอย่างไร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาพื้นที่อาหารและระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ของภาคใต้ ทั้งพื้นที่บนบก ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ที่จะดำรงอยู่ให้กับลูกหลานในวันข้างหน้าอย่างยั่งยืน 

              โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้บริเวณพื้นที่ตอนบน (จ.ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง) ตอนกลาง   (อำเภอสิชลและอำเภอขนอม ในจังหวัดนครศรีธรรมราช และนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ไปถึงทับละมุ จ.พังงา)  และตอนล่าง (อ.จะนะ จ.สงขลา- อ.ละงู จ.สตูล) มีเป้าหมายเพื่อสร้างเส้นทางเศรษฐกิจลำเลียงน้ำมัน และสินค้าต่างๆ เชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง คือ ฝั่งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน ซึ่งเรียกว่า "Land Bridge"  และยังประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน (Logistic) ได้แก่ ถนน รถไฟ และท่อลำเลียงน้ำมันระหว่างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง    พร้อมกับการสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลางบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมพลังงาน  บริเวณพื้นที่หลายหมื่นไร่  ในลักษณะเดียวกับการตั้งอุตสาหกรรมภาคตะวันออก   

              แรงจูงใจที่นักลงทุนพูดเสมอต่อประโยชน์ของโครงการ คือ การมีอุตสาหกรรมต้นน้ำแบบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งเป็นพื้นฐานของอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ  การมีเส้นทางขนส่งสินค้าทั้งขาเข้าและขาออกของไทย ทำให้ลดต้นทุนการส่งสินค้าได้อย่างมหาศาล  การโฆษณาชวนเชื่อเช่นนี้ยังขาดรายงานการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านดังที่กล่าวข้างต้น   ซึ่งทำให้คนท้องถิ่นหลงเชื่อว่าโครงการลักษณะนี้สร้างรายได้ให้คนท้องถิ่น เหมือนที่คนภาคตะวันออกถูกหลอกมาแล้ว  แต่ผลประโยชน์อยู่ที่ใครกันแน่  และผลกระทบตกอยู่กับใคร เป็นประเด็นที่คนใต้ต้องตั้งคำถาม และเรียนรู้บทเรียนจากภาคตะวันออก

                

จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของ สศช. (๒๕๕๑) ต่อศักยภาพของพื้นที่ภาคใต้ มุ่งเน้นความเป็นไปได้ของการพัฒนาเศรษฐกิจจากจุดแข็งของฐานทรัพยากรและทางกายภาพของพื้นที่ภาคใต้  ซึ่งสามารถเปิดประตูสู่ทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีพื้นที่ ๔๔.๒ ล้านไร่ โดยวิเคราะห์ว่าขนาดเศรษฐกิจของภาคใต้ค่อนข้างเล็กและมีฐานการผลิตแคบ จากผลิตภัณฑ์มวลรวมของพื้นที่ คือประมาณร้อยละ ๙ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ต่อปี  ในขณะที่การวิเคราะห์ด้านสังคมนำเสนอว่ากำลังแรงงานนอกพื้นที่ภาคการเกษตรสูงขึ้น  เหตุการณ์ความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ สำหรับด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปรากฏความเป็นจริงว่า พื้นที่ป่าบกและป่าชายเลนเพิ่มขึ้น แต่ยังต่ำกว่าระดับเฉลี่ยของประเทศ  ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลง  ปัญหาการกัดเซาะเป็นแนวยาวทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย  ปัญหาการกำจัดขยะมูลฝอยและบำบัดน้ำเสียรุนแรงขึ้นในเมืองใหญ่   

              จากการวิเคราะห์ฐานข้อมูลของ สศช. แสดงให้เห็นว่า ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมก็มาจากผลพวงของการพัฒนาที่ผ่านมา  แต่ สศช.ได้นำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์โน้มเอียงให้เห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคง และความยากจนของสังคม  และกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการพัฒนา ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีสุขภาวะที่ดีได้   โดยที่การวิเคราะห์ดังกล่าวมาจากฐานข้อมูลเชิงมหภาคเท่านั้น  ไม่ได้เชื่อมโยงจากฐานข้อมูลระดับจุลภาคที่เป็นข้อมูลของชุมชน ซึ่งมีกลุ่มคนที่มีบทบาทในสังคม และเป็นปัจจัยเงื่อนไขต่อสร้างภูมิคุ้มกันของสังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรป่าบกและป่าชายเลนเพิ่มขึ้น      

              เมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ สศช. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่อุตสาหกรรมในอนาคต   เพื่อศึกษารายละเอียดพิจารณาพื้นที่ใหม่สำหรับรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานในอนาคตให้สอดคล้องกับศักยภาพและภูมิสังคมของพื้นที่     และให้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและเกิดการยอมรับจากประชาชนก่อนดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ใหม่  และเน้นการดูแลสุขภาวะของประชาชนเป็นสำคัญ   

              จากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ยากที่จะให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาเชิงพื้นที่  เนื่องจากได้ถูกกำหนดโดย สศช.และรัฐบาลแล้ว   การมีส่วนร่วมคือการสร้างการยอมรับต่อการพัฒนาโครงการ  และไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง  การแก้ไขปัญหาคือการเยียวยาความเสียหายและการฟื้นฟูสุขภาวะจากการได้รับผลกระทบจากการพัฒนา    การจัดทำแผนพัฒนายุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ (Strategic Environmental Assessment/SEA) โดยภาครัฐคือการว่าจ้างที่ปรึกษาทางเทคนิคในการดำเนินการโครงการ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหา ภายในกรอบของกฎหมายและแผนพัฒนาดังกล่าว   การมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์การพัฒนา  และการตัดสินใจว่าพื้นที่ของชุมชนควรถูกพัฒนาในทิศทางใดไม่ใช่ประเด็นของการจัดทำ SEA 

              เมื่อเป็นเช่นนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนต้องเริ่มต้นวันนี้ด้วยการกำหนดด้วยตนเองว่าชุมชนของตนเองจะไปทิศทางใด วิสัยทัศน์การพัฒนาในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าต้องการแบบไหน  มิใช่ปล่อยให้ผู้กำหนดนโยบายเช่นรัฐบาล และสภาพัฒน์ฯเท่านั้นที่เป็นผู้กำหนด   และอ้างว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม   การมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนเป็นแบบใด คนใต้ควรปฏิบัติการด้วยตนเองจากการร่วมกำหนดว่าแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ควรเป็นอย่างไร

ทางออกของชาวสวนยาง....

Submitted on 22 November 2008 - 10:52:28.  Category: สังคม.  Tags:

 

ทางออกของชาวสวนยางเมื่อราคายางพาราตกต่ำ

 

ศยามล  ไกยูรวงศ์

โครงการเสริมสร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา

 

              ยางพาราถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนใต้ที่ผูกพันทั้งทางวัฒนธรรมและทางเศรษฐกิจมานานถึง ๑๐๘ ปี  ระบบการผลิตแบบพืชเชิงเดี่ยวได้เข้ามาแทนที่ป่ายางที่เติบโตพร้อมกับสวนผลไม้และป่าธรรมชาติซึ่งเป็นระบบการผลิตแบบสวนสมรม  หรือสวนพ่อเฒ่า   เงื่อนไขส่งเสริมการปลูกสวนยางโดยใช้กลยุทธ์ของเงินกองทุนสงเคราะห์สวนยางจากสำนักงานกองทุนสงเคราะห์สวนยาง (สกย.) การส่งเสริมการขยายพื้นที่ปลูก  ประกอบกับราคายางที่พุ่งขึ้นสูง  และในตลาดโลกยังมีความต้องการยางพาราธรรมชาติเพื่อมาทำอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราได้หลากหลายชนิด  ทำให้พื้นที่การปลูกยางพาราขยายเพิ่มขึ้นและรุกเข้าไปในพื้นที่ป่าของภาคใต้ และป่าหัวไร่ปลายนาของภาคอีสาน  ป่าธรรมชาติของภาคตะวันออก  ยางพาราจึงเป็นพืชชนิดใหม่ที่รัฐบาลส่งเสริม  และเป็นสวนป่าที่กรมป่าไม้และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ มีเป้าหมายสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับองค์กรจากสวนป่าเชิงพาณิชย์ของยางพารา 

              อย่างไรก็ตามปัจจัยการกำหนดราคายางนอกจากถูกกำหนดโดยความต้องการและปริมาณของตลาดโลกแล้ว  แต่ยังถูกกำหนดด้วยมือที่มองไม่เห็น จากการเก็งกำไรซื้อขายล่วงหน้า  และการผูกขาดของกลุ่มทุนที่เป็นผู้กำหนดราคา    ตลาดยางพาราในไทยถูกควบคุมโดยกลุ่มทุนสิงคโปร์และมาเลเซีย  ต่อมาเป็นกลุ่มทุนไทย   ในด้านอุตสาหกรรมยางพาราถูกควบคุมโดยกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เช่น เยอรมัน อิตาลี อังกฤษ และอเมริกา และมีสายป่านต่อกันกับพ่อค้าอุตสาหกรรมยางในไทย    ประกอบกับราคายางพาราที่ผันแปรไปตามราคาขึ้นลงของน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตยางสังเคราะห์    ทำให้ปัจจัยในการควบคุมราคายางพาราขึ้นอยู่กับตลาดต่างประเทศทั้งด้านความต้องการ ปริมาณ สถานการณ์โลก สถานการณ์ของราคาน้ำมันที่สัมพันธ์กับการผลิตยางสังเคราะห์    ในช่วงที่น้ำมันมีราคาสูง จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและราคายางสังเคราะห์สูงขึ้นด้วย เป็นผลให้ประเทศต่างๆ หันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากยางพารามีราคาสูงเกินไปผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องกลับมาใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคายางพาราต้องปรับตัวลดลง  

              ปัจจัยด้านราคาของยางพารายังถูกแทรกแซงด้วยมือที่มองไม่เห็นจากการสต็อคยางพาราโลก   หากมียางพาราสะสมในโกดังสูงเกินไป ประเทศต่างๆ จะรีบระบายยางคงค้างแก่บริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และรับซื้อยางที่ผลิตในปีปัจจุบันลดน้อยลง   ซึ่งส่งผลให้ราคายางตกต่ำลง   หากเกิดภาวะความต้องการยางพาราส่วนเกินเป็นเวลานาน    ประเทศผู้ผลิตยางจะผลักดันให้ประเทศต่างๆ ที่ผลิตยางลดปริมาณการผลิตลง 

              การเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้าเป็นปัจจัยต่อราคายาง   ตลาดที่มีอิทธิพลมากคือ ตลาดญี่ปุ่นและตลาดสิงคโปร์ โดยตลาดญี่ปุ่น(โตเกียวและโกเบ)  เป็นตลาดที่มีการซื้อเพื่อเก็งกำไรกว่าร้อยละ 90   ที่เหลือเป็นการซื้อขายของผู้นำเข้าและพ่อค้าคนกลาง ยางพาราที่ซื้อขายส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 จากไทย ตลาดญี่ปุ่นจึงมีอิทธิพลต่อไทยมาก ส่วนตลาดสิงคโปร์เป็นตลาดเก่าแก่ เป็นศูนย์กลางการขนส่ง การเงิน การธนาคาร และอื่นๆ    อีกทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งผลิตยางพาราที่สำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้    ได้แก่  ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย 3 ประเทศดังกล่าวมีผลผลิตประมาณร้อยละ 70 ของปริมาณผลผลิตทั้งโลก การซื้อขายในตลาดสิงคโปร์ร้อยละ 80 เป็นการซื้อขายล่วงหน้า ที่เหลือเป็นการส่งมอบจริง

               ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกยางพารามากที่สุดของโลก   แต่การกำหนดราคากลับถูกกำหนดโดยตลาดของสิงคโปร์  โดยที่รัฐบาลไทยไม่เคยวางแผนในการพัฒนาให้ไทยเป็นมีบทบาทของการกำหนดราคาตลาดยางพาราในระดับโลก     รัฐบาลบริหารจัดการและควบคุมราคายางแบบฝ่ายรับจากการกดดันของประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศ    รัฐบาลใช้วิธีแทรกแซงราคายางเป็นระยะๆเพื่อให้ราคายางคงที่  ในเวลาที่ราคายางตกต่ำลง  เพื่อหาเสียงกับชาวสวนยางมาโดยตลอด  ดังเช่น ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี  ได้มีการแทรกแซงราคายาง  6 ระยะ รวม 1.3 ล้านตัน รวมงบประมาณ 25,394 ล้านบาท  ผลของการดำเนินการดังกล่าว ทำให้รัฐบาลขาดทุน 6,267 ล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากการทุจริตของรัฐมนตรี    โดยใช้วิธีการล็อบบี้ กักตุน ยักยอก และทุบราคา เช่น การทำสัญญาขายยางพารากว่า 50 สัญญา  แต่หลายสัญญาไม่มีการส่งมอบยางจริง  (พ.ศ.2536 - 2537) 

              นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฎหมายเพื่อควบคุมราคายาง กำหนดเขตพื้นที่การปลูกยาง ควบคุมพันธุ์ยางในการปลูก  โดยไม่ให้เกษตรกรพัฒนาการผลิตยางพาราด้วยตนเอง  ทั้งนี้เพื่อให้อยู่กายใต้การผลิตยางพาราที่แข่งขันกับตลาดโลก   แต่จากโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับทำให้เกิดการผูกขาดของกลุ่มทุนในการควบคุมการผลิตและการตลาดของยางพารา ในขณะที่เกษตรกรเป็นลูกไล่ในการผลิตยางพาราป้อนตลาดภายในและภายนอกประเทศ  

              เมื่อมาพิจารณาปัจจัยที่กำหนดการผลิตและราคายางพารา  จะเห็นได้ชัดว่าชาวสวนยางเป็นเพียงผู้ป้อนผลผลิตยางพาราที่กระบวนการต้นน้ำ  โดยไม่มีสิทธิในการกำหนดราคายางพารา   ปีพ.ศ.2550 ต้นทุนการผลิตยางแผ่นดิบและน้ำยางสดของชาวสวนยางในไทย กรณีที่ไม่ต้องจ้างแรงงานและไม่นับรวมราคาที่ดิน อยู่ในอัตราเฉลี่ยกิโลกรัมละประมาณ 35 บาท ขณะที่ราคายางแผ่นดิบและน้ำยางสดเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 50-100 บาท นับว่าชาวสวนยางมีรายได้ค่อนข้างดี  แต่เมื่อเปรียบเทียบราคายางแผ่นดิบในท้องตลาดที่เป็นราคาท้องถิ่น ราคาประมูล จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นซึ่งแตกต่างกันไป     ราคาตลาดกลางยางพาราของแต่ละจังหวัดที่มีการซื้อขายกัน เช่นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ราคายางแผ่นดิบ กก.ละ 47.138  บาท ในขณะที่ราคาท้องถิ่น กก.ละ 73.05 บาท แต่ราคาประมูล กก.ละ 74.67 บาท

              คำถามจึงมีอยู่ว่าราคายางตกต่ำลงในครั้งนี้  รัฐบาลยังคงใช้วิธีเดิมๆหรือไม่  เพื่อแก้ไขปัญหาปลายเหตุและใช้เงินภาษีของประชาชนไปอุดหนุนอันเป็นวัฐจักรแบบพายเรือในอ่าง   ในขณะที่ชาวสวนยางได้พยายามหาทางออกด้วยตนเอง   ดังเช่น  กรณีชุมชนไม้เรียง  ในการสร้างความร่วมมือกับชุมชนใกล้เคียงพัฒนาเป็นเครือข่ายอุตสาหกรรมชุมชนแปรรูปยางพารา ๑๑ ชุมชน  ในขณะเดียวกันชาวสวนยางยังต้องทำการเกษตรกรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำสวนยาง สวนผลไม้ ทำนา และทำธุรกิจขนาดเล็กอย่างหลากหลาย  เพื่อมิให้เผชิญกับปัญหาการพึ่งพืชเงินตราของยางพาราอย่างเดียว  สำหรับพื้นที่ปลูกยาง  การปลูกพืชร่วมยางเป็นทางออกสำหรับการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ของผืนดิน ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนสารเคมี  เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดทั้งการลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว  และมีอาหารกินที่หลากหลาย   ซึ่งเป็นทางออกที่ผสมผสานของครอบครัวที่ต้องพึ่งตนเอง และยังต้องพึ่งพิงกับระบบทุนนิยม

 

แม่รำพึง (ตอนที่1)

Submitted on 16 November 2008 - 16:42:45.  Category: ชุมชน/สิ่งแวดล้อม.  Tags: ป่าสันทราย

 

 

 

 แผนที่โครงการที่ตั้งโรงงานงานของเดิม และพื้นที่ถูกเพิกถอนแล้ว

 

แผนที่ทางอากาศ

ที่ตั้งของโครงการ และที่เห็นเส้นสีแดงเป็นสายพานลำเลียงจากโครงการถึงท่าเรือ มี 3 เส้น

 

พื้นที่ป่าชายเลนที่หลืออยู่

ป่ายชายเลนทางทิศโรงงาน

ป่ายเลนอีกฟากถนน

เส้นทางสาธารณของชาวบ้านใช้สัญจร

เมื่อก่อนเป็น สวนมะพร้าว แต่ตอนนี้มันหายไปไหนก็ไม่รู้

รองรอยบ้านชาวบ้านเดิม ที่เคยอาศัย

แล้วใครมากั้นรั้วในพื้นที่สาธารณนี้ คิดอะไรหรือเปล่า? เนี้ย

อย่าคิดว่าเรามาเที่ยวทะเลหมอก เพราะว่าฟ้าครึมๆ ที่เห็นอยู่นี้มันมีที่มา แต่ไม่มีที่ไป

ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดไปแล้ว

 

 

ทางตันของคนเสียงเบา

Submitted on 11 September 2008 - 19:06:06.  Category: ชุมชน/สิ่งแวดล้อม.  Tags: ไม่รู้ว่าจะฟังกันหรือไม แต่ก็จะบอกให้ฟัง

  แลนด์บริดจ์ ทางลัดสู่เศรษฐกิจ หรือทางตันสำหรับชาวปากบารา

 

                ตามที่เราทราบโดยทั่วกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ.2550-2554) จะเน้นพื้นที่การพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯน ได้จัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ต่างๆ

                1. การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้
                2. การพัฒนาพื้นที่  5  จังหวัดชายแดนภาคใต้
                3. แผนงานพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจสามฝ่าย (อินโดนีเชีย-มาเลเชีย-ไทย)

                โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard: SSB) เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ถูกกล่าวขานกันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสิบๆ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคสมัยท่านชาติชาย ชุณหะวัณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ทำการอนุมัติโครงการนี้ ซึ่งครอบคลุ่มพื้นที่ 5 จังหวัดบริเวณภาคใต้ตอนกลางประกอบไปด้วยจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต พังงา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รัฐบาลได้ริเริ่มดำเนินการขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2532 โดยมีแนวคิดที่จะก่อสร้างเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย (Land bridge) หรือแลนด์บริดจ์ ด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึก ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมัน และท่อส่งก๊าซ เพื่อให้เกิดเส้นทางการขนส่งในระดับนานาชาติเส้นทางใหม่ที่มีระยะทางสั้นกว่าเดิม

                แผนแม่บทเพื่อการพัฒนาพื้นที่  5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สำหรับพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอยู่ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย (IMT-GT) หรือที่รู้จักกัน สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ เส้นทางที่จะสร้างเป็นสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามัน กับฝั่งอ่าวไทย หรือแลนด์บริดจ์

                กระบี่-ขนอม เป็นเส้นทางแรกที่เชื่อมโยงทางฝั่งทะเลอันดามัน และทางฝั่งอ่าวไทย ซึ่งที่รู้จักกันเป็นถนน SSB 44 ถนนสายนี้พร้อมที่จะว่างท่อส่งก๊าซ และพร้อมที่จะรองรับอุตสาหกรรมเหล็ก  ปิโตรเคมีและพลังงาน ตามแผนหลักของแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด

                ทับละมุ-สิชล โครงการเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงาน (Strategic Energy Landbridge) และโครงการจัดตั้งคอมเพล็กซ์ปิโตรเคมี หรือ SELB ทางชายฝั่งทะเลอันดามันกินพื้นที่ทับละมุ จังหวัดพังงา และทางฝั่งอ่าวไทยกินพื้นที่ของอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็เป็นการพัฒนา "สะพานเศรษฐกิจ" และถือว่าเป็นโครงการหลักตามแผนพัฒนาเซาเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งเส้นทางนี้ได้ขับเคลื่อนในช่วงยุคสมัยนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ประมาณเดือนกันยายน 2546 และโครงการนี้ต้องชะงักเพราะเกิดภัยพิบัติสึนามิ

                ปากบารา-สงขลา โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ทางฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึกจังหวัดสงขลาทางด้านอ่าวไทย เพื่อให้เป็นประตูการค้าฝั่งทะเลอันดามัน ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (Logistics Master Plan) โครงการนี้กำลังได้รับความสนใจในตอนนี้ หลังจากกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บุโบย จังหวัดสตูล เมื่อปี 2540 และได้ทำการศึกษาทบทวนกันใหม่ เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ปากบาราเปรียบเทียบกับพื้นที่บริเวณบุโบย และเมื่อปี 2546 แล้วพบว่าบริเวณพื้นที่ปากบารา อำเภอละงู มีความเหมาะสมมากกว่า

                เพื่อที่จะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน ให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางทะเลของภาคใต้ที่เชื่อมโยงกับการขนส่งระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลก รวมทั้งพัฒนาพื้นที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และเชื่อมโยงเครือข่ายการขนส่งหลายรูปแบบเพื่อส่งเสริมการลงทุนและกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค

                เราจะเห็นได้ว่าแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐ ที่มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นตามมาหรือเกือบจะทุกโครงการที่เกิดขึ้นมักจะส่งผลกระทบต่อชุมชน ทรัพยากรในชุมชน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ แต่เมื่อมีการคัดด้านขึ้นมาก็จะถูกมองว่าเป็นการคัดค้านของคนส่วนน้อย ขัดขวางการพัฒนาและความเจริญของประเทศ ทั้งๆ ที่บุคคลส่วนน้อยเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา และยังมีอีกหลายโครงการที่ต้องประสบปัญหาแบบนี้

                ในส่วนกรณีท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่เชื่อว่าจะกลายเป็น สะพานเศรษฐกิจ สำหรับเชื่อมโยงระหว่างทะเลฝั่งอันดามันกับฝั่งอ่าวไทย หรือแลนด์บริดจ์ และเพื่อที่ให้เป็นประตูการค้าระดับโลก สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2548 ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี กระทรวงคมนาคม รายงานโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลฝั่งอันดามันและฝั่งอ่าวไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันจัดทำแม่บทการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ (Logistics Master Plan) ขึ้น เพื่อที่จะเปิดตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และทวีปแอฟริกา เป็นทางตรงไปสู่ช่องแคบมะละกา ซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อน สำหรับชุมชนหลอมปืน ชุมชนปากบาราในขณะนี้

 

ข้อมูลโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา

                โครงการจะเกิดขึ้นแถวบริเวณชาดหาดปากบารา ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 4-5 กิโลเมตร โดยจะมีการถมที่ลงไปในทะเลเพื่อให้เป็นเกาะ ขนาดพื้นที่ กว้าง 430 เมตร และยาว 1,100 เมตร หรือ 292 ไร่ และมีการสร้างสะพานเป็นถนน 4 ช่องจราจร ขนาดกว้างของเสา 25 เมตร สูงจากระดับน้ำ 2 เมตร ในบริเวณช่วงกลางสะพานจะสูง 4.5 เมตร เพื่อที่จะให้เรือลอดผ่านไปได้ ต้องขุดร่องน้ำลึกลงไปอีกประมาณ 14 เมตร ปากร่องน้ำกว้าง 180 เมตร ด้วยข้อมูลของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นท่าเรือขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ สามารถที่จะรองรับเรือสินค้าที่มีน้ำหนัก 50,000-70,000 ตัน ภายในบริเวณที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกก็จะประกอบไปด้วยลานกองสิน้า ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อรองรับสินค้าที่จะบรรจุลงไป สถานีบรรจุตู้สินค้า อาคารซ่อมบำรุง เครื่องมืออุปกรณ์ขนถ่ายสินค้า อาคารศุลกากร และสำนักงานเป็นต้น และหลังจากได้เปิดใช้ไปแล้วสักระยะหนึ่งประมาณ 5 ปี ก็จะต่อเติมเพื่อรองรับการขยายตัวที่จะเกิดขึ้นภายใน 25 ปี หลังจากสร้างเสร็จจะคืนทุนกลับมา นอกจากนี้พร้อมกับจะสร้างถนนเชื่อมระหว่างท่าเรือน้ำลึกปากบารากับท่าเรือน้ำลึกสงขลา เพื่อการขนส่งสินค้าทางบก และสร้างทางรถไฟจากอำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มาเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกปากบารา เพื่อขนส่งสินค้าทางรางด้วย โครงทั้งหมดนี้อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี

วิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน

                ด้วยโครงการที่จะเกิดขึ้นในชุมชนปากน้ำ ชุมชนหลอมปืน และชุมชนโดยรอบที่ต้องเจอปัญหาอยู่ในตอนนี้ ถือได้ว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่มาก และขนาดของท่าเรือน้ำลึกคาดว่าน่าจะกินเนื้อที่อันอุดมสมบูรณ์ของอ่าวปากบาราเกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นที่หากินของชาวบ้านในหน้ามรสุม ซึ่งบริเวณดังกล่าวชาวบ้านจะเรียกกันว่า "ซุปเปอร์มาเก็ต" ของชุมชนแห่งนี้

                ซุปเปอร์มาเก็ตแห่งนี้สามารถที่จะเลี้ยงชีวิตครอบรัวชาวประมงพื้นบ้านในบริเวณโดยรอบในหน้ามรสุมประมาณ 28 หมู่บ้าน โดยมีเรือประมงชายฝั่ง 500 กว่าลำ แล่นเข้า แล่นออกบริเวณดังกล่าว

                หากโครงการนี้เกิดขึ้นวิถีชีวิตชาวบ้านต้องเปลี่ยนไป ที่เห็นได้ชัดเรื่องการทำมาหากิน การประกอบอาชีพ จะทำการประมงต่อไปก็ทำไม่ได้ อาจจะต้องอพยพครัวเรือนด้วยซ้ำเพราะว่าหลังจากการสร้างท่าเรือเสร็จ ก็จะเกิดนิคมอุสาหกรรมตามมาซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นจุดไหน

                ทรัพยากรของชุมชนก็ต้องหายไปด้วย แหล่งเพาะพันธุ์ปลาบริเวณป่าโกงกางหน้าอ่าว บริเวณแนวเดียวกันกับเกาะกลางทะเล โครงการขนาดใหญ่แบบนี้ต้องส่งผลกระทบไปยังแหล่งท่องเที่ยวความสวยงามทางด้านทรัพยากรในพื้นที่อุทยานหมู่เกาะเภตราก็จะค่อยๆ หมดไป จนในที่สุดก็ไม่เหลือความสวยงามให้เห็น       

                "ผมอยากให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลมากกว่าที่ผ่านมา ชาวบ้านหรือชุมชนสามารถที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการที่จะเกิดขึ้นในหมู่บ้านมากกว่านี้ ข้อมูลการสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชน เช่นจำนวนเรือของชาวบ้านที่ตรงกับความเป็นจริงไม่ใช่จาก 200 กว่าลำ (ยังไม่ร่วมเรือประมงของหมู่บ้านรอบนอก) กลายเป็น 80 ลำ และอาชีพของชาวบ้านที่ถูกต้องเพราะชาวบ้านที่นี้ประกอบอาชีพประมงเป็นหลักไม่ใช่ค้าขายเป็นหลัก และผมเองรู้ว่าโครงการที่จะเกิดมันมีผลกระทบแน่ๆ ผลกระทบทางด้านอาชีพ ที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรของชุมชน วิถีชีวิตของชุมชน และที่สำคัญผลกระทบทางด้านจิตใจ เพราะว่าเราเห็นตัวอย่างทางโทรทัศน์จากกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย จังหวัดสงขลา จากเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาผุด จังหวัดระยอง เหมือนเราเห็นอนาคตของตัวเองอยู่ข้าง ผมไม่อยากให้มัน(ท่าเรือน้ำลึก)เกิดขึ้นที่ปากบาราเลย"   นายยายา                ตรุรักษ์  (บังยา)  กล่าว

 

ชุมชนจะอยู่อย่างไร?

            ทะเลไม่ใช่เพียงแค่เป็นแหล่งน้ำเค็มเท่านั้น แต่มันเป็นขุมทรัพย์และมรดกของคนที่นี้ สืบทอดกันมาไม่รู้กี่ชั่วอายุคนมาแล้ว และคงจะสืบทอดกันต่อไป ถ้าไม่ใครคิดจะทำลายทะเลแห่งนี้

            หลังจากได้ลงพื้นที่และทราบข้อมูลของโครงการคร่าวๆ รู้สึกว่าชุมชนแห่งนี้น่าเป็นห่วง ถ้าหากโครงการเกิดขึ้นคำว่า "ชุมชน" คงไม่เหลือให้เห็นอีกแล้ว วิถีชีวิตแบบประมงพื้นบ้านคงหายไป แต่ก็นั้นแหละถ้าหากพวกเรามั่วแต่นั่งดูนอนดู แล้วใครจะมาช่วยเราพวกเรา ต้องมาช่วยกันแล้วคำว่า "ชุมชน" จะกลับมาเป็นของชาวบ้านอีกครั้ง

ในส่วนของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา ยังหาข้อยุติไม่ได้แต่กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ตามมาตราที่ 67 ได้รองรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้ามีโครงการใดที่มีผลกระทบต่อประชาชน หรือชุมชน ประชาชนและชุมชนมีสิทธิ์ที่จะประเมิน และหาแนวทางรวมกันกับองค์กรหรือหน่วยงานที่จะมาเกี่ยวข้อง ถ้าหน่วยงานหรือองค์กรนั้นไม่รับฟังความคิดหรือแนวทางของชาวบ้าน ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะฟ้องได้ เหมือนกับกรณีของชาวสะกอม จังหวัดสงขลา

 

สิ่งที่คิดว่าน่าจะทำก่อนโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา

1. อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหันกลับไปดูโครงการที่ผ่านๆ มา ว่ามันส่งผลอะไรบ้าง ต่อชาวบ้าน ต่อชุมชน และประเทศชาติได้ผลประโยชน์คุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า เช่นกรณีเขตนิคมอุตสาหกรรม มาบตาพุด จังหวัดระยอง กรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

2. เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการรับฟังข้อมูล และการขับเคลื่อนของโครงการว่าไปถึงขั้นตอนไหนแล้ว ก่อนที่จะสร้างท่าเรือ อยากให้รัฐมาฟังเสียงของชาวประมงพื้นบ้านด้วยอย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า พวกเราเดือดร้อนอย่างไร และต้องการแนวทางแบบไหน เพื่อที่จะเดินด้วยกันได้ อย่ามองว่าชาวประมงพื้นบ้าน หรือชาวบ้านชอบประท้วง

 

แหล่งข้อมูล

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ.2550-2554) ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

เวทีระดมความคิดเห็นการศึกษาประเมินผลกระทบทางสุขภาพ กรณีโครงการท่าเทียบเรือปากบารา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 (เอกสารสรุปการประชุม)

กรอบแนวคิดการพัฒนาภาคใต้ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกียวกับแผนงานพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาใต้, มิถุนายน 2551 (เอกสารประชาสัมพันธ์)

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

ชาวปัตตานีไม่คิดต่อต้าน “ฮาลาล” แต่…

Submitted on 24 August 2008 - 09:16:37.  Category: สังคม.  Tags: โครงการนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล จะฮาลาลยังที่ชาวบ้านต้องการหรือเปล่า

   

ชาวปัตตานีไม่คิดต่อต้าน  "ฮาลาล"  แต่...

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ได้ลงไปสัมผัสพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในสภาวะความขัดแย้งของพื้นที่สามจังหวัด ณ วันนี้ เชื่อว่าหลายๆ คนอาจไม่รู้ว่า "ปัตตานีกำลังจะกลายเป็นครัวอาหารฮาลาลสู่ระดับโลก" ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่10 (พ..2550-2554) และภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล จังหวัดชายแดนภาตใต้ ปี 2552-2555 ครัวฮาลาลแห่งนี้จะกินพื้นที่บริเวณอำเภอสายบุหรี่ และพื้นที่อำเภอปะนะเระ พื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโดยประมาณทั้งหมด 933 ไร่ และจะกลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

 plannnnn

รูปที่1 เป็นเครือข่ายที่ส่งออกอาหารไปทั่วโลก                                                                            

"ฮาลาล" เป็นสิ่งที่จะเกิดบนพื้นที่ ที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับคนมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัด หรือมุสลิมทั่วโลกคงไม่มีใครที่จะปฎิเสธคำว่า "ฮาลาล" ออกไปจากชีวิตของเขาได้ เพราะ "ฮาลาล"เป็นสิ่งที่ดี บริสุทธิ์ ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการผลิต  การให้บริการ หรือการจำนายใดๆ ดังนั้น อาหารฮาลาล  จะต้องเป็นอาหารที่ได้ผ่านกรรมวิธีในการทำ ปรุง ผสม ประกอบ หรือแปรสภาพ ตามศาสนาบัญญัติ เป็นการหลักประกันว่ามุสลิมทั่วโลกบริโภคได้

จากโครงการที่จะเกิดขึ้นนี้ชาวบ้านในพื้นที่ไม่คิดต่อต้านแต่ชาวบ้านกำลังจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลแห่งชาติ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับบริษัท ฟาตอนี อินดัสทรีส์ จำกัด  นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ต้องเกิดขึ้นด้วยกระบวนที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม ไม่ว่าการได้มาซึ่งที่ดินของเขตนิคมฯ การจัดการทางสังคมก็ต้องถูกต้อง

สถานการณ์ในชุมชนหรือคนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาคารขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในขณะในนี้เป็นสำนักงานของโครงการนี้ ชาวบ้านไม่เคยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนิคมฯ ชาวไม่เคยรับรู้ว่าโครงการดำเนินการไปถึงไหนแล้ว? ชาวบ้านไม่เคยรับรู้ว่าเขตนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลก่อตั้งบนเนื้อที่กี่ไร่?  ชาวบ้านไม่เคยรับรู้ว่าโครงการดังกล่าวจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง?

ความเป็นมาของโครงการ

เมื่อ 29-31 มีนาคม 2545  ณ จังหวัดนราธิวาส  การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการนอกสถานที่ครั้งที่ 3  ที่ประชุมมีความเห็นว่า  ควรเร่งรัดพัฒนาการแปรรูปสินค้าเกษตร  สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล และมอบหมายให้นายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ในขณะนั้น)  รับผิดชอบการทำอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล  โดยส่งเสริมให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล  และให้กระทรวงอุตสาหกรรมรับผิดชอบในการจัดทำมาตรการและแผนในการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่ปัตตานี และ

เมื่อ 24 กันยายน 2545  คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบผลการประชุมคณะอนุกรรมการพัฒนากิจกรรมอาหารฮาลาลครั้งที่ 1/2545  วันที่ 25 เมษายน 2545 (ยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล)  มอบหมายให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและจังหวัดปัตตานี ศึกษาความเหมาะสมและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการพัฒนานิคม

ในตอนนี้ก็มีชาวบานบางส่วนที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ชาวบ้านเองก็เริ่มไม่แน่ใจในความเป็น อาหารฮาลาล เพราะว่าข้อมูลทางด้านการจัดการสิงแวดล้อม ข้อมูลในการจัดการทรัพยากรท้องถิ้นไม่แน่ชัดและยังไม่ชัดเจน อาชีพในชุมชน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนจะเดินไปอย่างไร? เมื่อโครงการนี้เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลตรงจุดนี้ก็ยังไม่ชัดเจน ทำให้ชาวบ้านเริ่มที่จะเรียนรู้ความเป็นมาของโครงการนี้ ริเริ่มค้นหาความเป็นฮาลาลและปฎิเสธความไม่เป็นฮาลาลในโครงการดังกล่าว และพร้อมที่จะปกป้องสิทธิชุมชน ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ตามมาตราที่ 67 ได้รองรับว่า ถ้ามีโครงการใดที่มีผลกระทบต่อประชาชน หรือชุมชน ประชาชนและชุมชนมีสิทธิ์ที่จะประเมินโครงการนั้นด้วย

123456789

รูป แสดงอาเขตโดยรอบของเขตนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

tepat kator2

รูป บริเวณการก่อสร้างอาคารสำนักงานของเขตนิคมฯ

tepat kator3

รูป การดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานของนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

wisa 1

รูป อาชีพในชุมชน การต้มปลากะตั๊ก

wisa 4

รูป การตากปลากะตั๊ก

wisa 7

รูป การตากปลาเพื่อทำปลาแห้งแดดเดียว

taley3

รูป แหล่งท่องเที่ยวหาดแฆแฆ ตั้งอยู่ใกล้กับเขตนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

taley

รูป ชายหาดหน้าถนนบริเวณเขตนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

tepat makan 2

รูป ความอุดมสมบูรณ์ของป่าพรุในเขตนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล

นายลำพูกับนางหิ่งห้อย ชุมชนบ้านลมทวน

Submitted on 27 July 2008 - 04:34:47.  Category: สังคม.  Tags: ชุมชนบ้านลมทวน เป็นชาวสามน้ำ แหล่งปลาหน้างอ คอหัก

เคยส่งสัยไหมว่าทำไมหิ่งห้อยชอบอยู่แถวบริเวณต้นลำพู แล้วข้างๆ ต้นลำพูต้องมีต้นโกงกาง มีเรื่องเล่ามายาวนานว่า ต้นลำพูเคยเป็นผู้ชายมาก่อน แล้วไปลงรักนางหิ่งห้อยชวนหนีไปด้วยกัน แต่นางโกงกางก็มีใจให้นายลำพู จึงไม่ยอมให้หนีเลยเอารากตัวเองยึดนายลำพูไว้ นางหิ่งห้อยเลยจำเป็นบินเฝ้าต้นลำพูในยามค่ำคืน       

เมื่อวันที่ 22-25 กรกฎาคม 2551 ที่ผ่านมาทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ได้จัดประชุมเชิงปฎิบัติการครั้งที่2 การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพระดับชุมชน (CHIA) ณ บ้านทิพย์ สวนทอง จังหวัดสมุทรสงคราม ในการประชุมครั้งนี้ทางสช. ได้จัดวันลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ชุมชนบนวิถีท้องถิ่นแม่กลอง ไปเรียนรู้ 2 ชุมชน ชุมชนแรกเป็นชุมชนแพรกนามแดงซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการน้ำ ชุมชนที่สองเป็นชุมชนบ้านลมทวนได้รับผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวดูหิ่งห้อย

จากการลงพื้นที่ชุมชนบ้านลมทวนเชื่อว่าใครหลายๆ คนเคยไปสัมผัสบรรยากาศของหมู่บ้านแห่งนี้ เวลายามเย็นกับการล่องเรือเที่ยวตลาดน้ำ ส่วนยามค่ำคืนนั่งเรือพายชมหิ่งห้อยนับล้านตัว บนวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย รักสงบแบบดังเดิมของชาวบ้านสวนริมคลอง บอกตามตรงเป็นบรรยากาศที่น่าถนุถนอมเก็บรักษาสืบทอดเป็นมรดกให้ลูกหลานชาวแม่กลองต่อไป

แต่ในปัจจุบันชาวบ้านชุมชนบ้านลมทวนต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักที่มาพร้อมกับการท่องเที่ยว เนื่องจากได้มีผู้ประกอบการใช้เรือหางยาวในการพานักท่องเที่ยวชมหิ่งห้อย จากเดิมในหมู่บ้านมีเรือหางยาววิ่งแค่ 3 ลำ แต่ตอนมีประมาณ 160-170 ลำ มาจากผู้ประกอบการในตัวอำเภออัมพวา ชาวบ้านต้องเจอภาวะเสียงดังในยามค่ำคืนรบกวนเวลาพักผ่อน ปัญหากัดเซาะของชายฝั่งที่เกิดจากลูกคลื่นเวลาเรือหางยาววิ่ง  ชาวบ้านในพื้นที่ยังใช้เรือพายและเรือแจว

จุดนี้เองที่ทำให้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับวิถีชีวิติของทุกชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ และพืช ที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำ ที่เห็นอย่างเจน

1.มลภาวะทางเสียงเครื่องยนต์โดยเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ชาวบ้านไม่ต้องหลับนอนกันได้ยินแต่เครื่องยนต์เกิดความรำคาญกับชุมชนในยามวิกา,

2.มลภาวะทางอากาศ ควันพิษจากท่อไอเสียของเครื่องยนต์ทำให้หิ่งห้อยไม่สามารถใช้ชีวิตตามริมฝั่งแม่น้ำได้ ต้องอพยพไปหาแหล่งที่อยู่ใหม่ที่มีสภาพอากาศที่กว่า วงจรชีวิตของหิ่งห้อยในชุมชนต้องสูญหายไปอย่างน่าเสียดาย

3. ผลกระทบที่มากับลูกคลื่นที่เกิดจากเรือยนต์ แรงกะแทกของคลื่นทำให้เกิดการกัดเซาของชายฝั่งอย่างรุแรง ต้นลำพูและต้นไม้ชายฝั่งอยู่ในภาวะเสียหายอย่างหนัก เพราะดินชายฝั่งถูกกระแทก รากของต้นไม้ไม่มีดินสำหรับเกาะยึด ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ป่าชายเลนที่มีหิ่งห้อยมากที่สุดถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง และที่สำคญมากไปกว่านี้ไข่ของหิ่งห้อยก็โดนคลื่นกระแทกออกไป ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเชื่อว่าหิ่งห้อยที่หมู่บ้านแห่งนี้จะศูนย์พันธุ์ไปที่ในที่สุด

4. ผลกระทบกับวิถีชีวิตของชุมชน ในอดีคนในชุมชนหมู่ที่ 6, 7, 8 และหมู่ที่ 11 ของตำบลบ้านปรกดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุข มีแหล่งอาหารจากป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ ยามค่ำคืนสามารถพักผ่อนนอนหลับได้ตามปรกติ แต่ในสภาพปัจจุบันสิ่งเหล่านี้ได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วจากการท่องเที่ยวดูหิ่งห้อย 

เราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ เลยอยากบอกส่งสารหิ่งห้อยมาก เพราะว่ามันไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แล้วทำไมคนจำนวนมากต้องไปทำลาย และทำร้ายมันด้วย

�ٻ���1

4 เสือ ก่อนลงเรือไปดูหิ่งห้อย

�ٻ���2

จุดหมายเดียวกันเราจะไปหานายลำพูกับนางหิ่งห้อย

�ٻ���3

สวยไมคะ นี้แค่ถ่ายเล่นๆ ยังไม่เอาจริงนะเนี๊ย

�ٻ���4

สิ่งที่ชาวบ้านลมทวนฝากมา

�ٻ���5

คณะท่องเที่ยวจากใต้จ้า

�ٻ���6

กำลังจะไปหาจุดหมายเหมื่อนกัน

หลายๆ คนอาจส่งสัยว่าทำไมไม่มีรูปของนางหิ่งห้อย นางหิ่งห้อยตั้งเสียใจร้องไห้กับนายลำพูมายาวนาน จนถึงทุกวันนี้ สายตาของนางหิ่งห้อยจะรับแสงอย่างอื่นๆไม่ได้เลย นอกจากแสงดวงจันทร์เท่านั้น ถ้าสายตาของนางหิ่งห้อยต้องเจอกับแสงแฟลตส์ของกล้องถ่ายมันก็จะตายในทันที ในส่วนกลางวันมันจะแอบแถวๆ บริเวณเดียวกันกับนายลำพู

 

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ตำบลปรก อำเภอเมือ จังหวัดสมุทรสงคราม

ขอขอบคุณชาวบ้านชุมชนลมทวน

Ricardo Carrere: ผู้ที่คิดว่า "ป่าคือชีวิต ชีวิตคือป่า"

Submitted on 21 July 2008 - 05:18:57.  Category: คนชายขอบ.  Tags: ชุมชนรากหญ้าของไทยยังมีความโชคดีอยู่ที่คนต่างชาติเห็นความสำคัญมากกว่าคนในประเทศเสียอีก

          เมื่อวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2551 ถือว่าเป็นความโชคดีของชุมชนทับเขือ  และสมาชิกเครือข่ายองค์ชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง เนื่องจากมีแขกต่างเมืองมาเยือนถึงที่ หลายๆ คนอาจคาดไม่ถึง ว่าบุคคลท่านนี้มาถึงชุมชนเล็กๆ นี้ทำไม และหลายๆ คนก็กำลังคิดว่าเขาเป็นใครมาจากไหน

                คุณริคาร์โด คาร์เรเร (Ricardo Carrere)  เป็นคนประเทศอุรุกวัย  หน้าที่การงานในตอนนี้เป็นผู้ประสานเครือข่ายป่าไม้เขตร้อนระดับโลก องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1996 เป็นเวลานานถึง 12 ปี และเริ่มต้นที่ทำการเคลือนไหวที่ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศแรก  ซึ่งริคาร์โดเชื่อว่า "เวลาพูดถึงป่าไม้  ไม่ได้หมายถึงต้นไม้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงชุมชนเข้าไปด้วย เพราะชุมชนต้องอยู่คู่กับป่า"

            ริคาร์โดจะทำต่อสู้ภาคประชาชนในการเรียกร้องต่อสู้เรื่องป่า อย่างเช่นในทวีป แอฟริกา อเมริกาใต้ ซึ่งประชาชนทั่วโลกก็อยู่กับป่ามาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว แต่รัฐบาลเกือบทุกประเทศมิได้ตระหนักถึงตรงจุดนี้  แต่ที่รัฐบาลทำคือ การอนุญาตให้สัมปทานป่าไม้ การทำเหมืองแร่ และก็มีบริษัทเป็นนายทุนเข้ามา ซึ่งคล้ายๆ กับประเทศไทยในตอนนี้

เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดียว สวนเดียว เช่นต้นปาล์มน้ำมัน และยางพารา เหมือนบ้านเราที่ช่วงหนึ่งรัฐบาลเองก็สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดียว เช่น บริเวณจังหวัดกระบี จังหวัดตรัง จนมาวันนี้ชุมชนพยามยามกลับไปทำอย่างเดิมคือปลูกพืชผสมหลายๆ อย่างเข้าไว้ในสวนเดียวกัน

การเคลื่อนไหวเครือข่ายป่าเขตร้อนของริคาร์โด เขาเองก็ได้เรียนรู้จากชาวบ้าน ชาวบ้านรักษาป่าอย่างไร อยู่กับป่าอย่างไร และปกป้องป่าอย่างไร เป็นเวลาสิบกว่าปีที่เขาต้องเดินทางเรียนรู้เรื่องแบบนี้ สามารถที่จะผลักดันในเชิงนโยบายได้ ร่วมถึงเรื่องป่ายูคาร์ลิปตัสด้วยเช่นกัน ส่วนในประเทศไทยก็เป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก เขาจะศึกษาเรียนรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้าน ว่าเดือดร้อนยังไง ปกป้องป่าแบบอย่างไร

เมื่อปี 1998 ประมาณสิบที่ผ่านมาทางเครือข่ายการเคลื่อนไหวป่าเขตร้อนได้การรณรงค์ครั้งใหญ่ในกรณีการปลูกต้นปาล์มน้ำมัน  ต้นยูคาร์ลิปตัส และต้นยางพารา ไม่ให้รัฐบาลและประเทศทั่วโลกส่งเสริมในการการปลูก เพราะต้นไม้เหล่านี้เป็นพืชเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวขององค์กรนี้ต้องเข้าหาชาวบ้าน และชาวบ้านทั่วโลกพูดแบบเดียวกัน เรื่องเดียวกันกัน มีปัญหาเรื่องที่ดิน ขาดแคลนน้ำ ปัญหาวิถีการดำรงชีวิต ถูกทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ไม่มีที่ดินทำกิน  เช่นรัฐบาลสนับสนุนให้ปลูกต้นยูคาร์ลิปตัส เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่ป่าไม้ เพราะมันเป็นไม้เศรษฐกิจ รัฐบาลคล้ายๆ กับว่าต้องการปลูกป่าใหม่ หรืออีกกรณีหนึ่งก็ประกาศเป็นเขตอุทยานทับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน และรัฐบาลก็ออกมากล่าวว่ารัฐบาลกำลังรักษาพื้นที่ป่าไม้ นี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง

ในช่วงที่เศรษฐกิจไม้กำลังไปได้ดี รัฐบาลหลายๆ ประเทศก็พยายามที่จะออกมากล่าว "ป่าคือไม้" แต่ชาวบ้านคิดว่าป่าคือ "วิถีชีวิตของเขาทั้งหมด" รัฐบาลก็จะบอกว่าพวกชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องป่าหรอก ที่รู้มาก็เป็นความรู้ที่ผิดๆ กรมป่าไม้ก็จะกล่าวว่า กรมป่าไม้ต่างหากเป็นผู้ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับป่าไม้ทุกอย่าง ชาวบ้านอยู่ในป่า ชาวบ้านก็จะทำลายป่า การตัดสินใจก็ต้องอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลรักษาป่าได้ดีกว่าชุมชน

ริคาร์โดได้เรียนรู้เรื่องประเทศไทยก็ตอนที่เรียกร้องสิทธิ์ป่าชุมชนเมื่อหลายปีก่อน ได้รู้ว่าป่าคือชีวิตของชาวบ้าน  ในช่วงที่ชาวบ้านหรือชุมชนของประเทศไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก   ได้ลุกขึ้นมารณรงค์เรื่องต้นยูคาร์ลิปตัส ชาวบ้านในแถบนี้ทำการต่อสู้กับนโยบายของรัฐในตอนนั้น และเป็นประเด็นที่เขามาเยือนประเทศไทยในตอนนี้ เพราะชาวบ้านพยายามเรียกร้องป่าคืนมา

ริคาร์โดได้ลงพื้นที่ชุมชนทับเขือ องค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง ชุมชนทับเขือมีปัญเรื่องที่ทำกิน และได้รับการคุกคามจากนโยบายภาครัฐ ซึ่งตอนนี้พื้นที่แห่งนี้ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานเขาปูเขาย่า เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมือปี พ.ศ. 2525 และถูกประกาศทับเป็นเขตรัษาพันธุ์สัตว์ โดยที่ชาวบ้านไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ

ในขณะชุมชนทับเขือเองก็กำลังระดมแนวคิดกำหนดรัฐธรรมนูญชุมชน สืบเนื่องจากที่ผ่านมาชุมชนได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ทำให้วิถีชีวิตต้องลำบากมากขึ้น

ริคาร์โดได้ยินอย่างนี้ เขาก็พูดว่าชุมชนต้องเข็มแข็ง และเขาก็พูดติดตลกให้ฟัง "ชุมชนทับเขือรวยเนื่องจากในสวนเตืมไปด้วยอาหาร สามารถหากินได้โดยไม่ต้องซื้อ" ไม่เหมือนกับพวกที่นั่งเก้าสูงๆ ที่ต้องกินอาหารราคาแพงๆ คนเหล่านั้นคงอิจฉาชุมชนแห่งนี้ที่มีอาหารกินโดยไม่ต้องซื้อ เลยพยายามที่จะกดดั้นให้ชาวบ้านออกไปอยู่ที่อื่นๆ

Ricardo 2

คุณริคาร์โด

ผู้แปล คุณจารุวรรณ แก้วมหานิล

 

ถ้ำ สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

Submitted on 16 July 2008 - 10:29:39.  Category: สังคม.  Tags: สิ่งที่ธรรมชาตสร้างมา มันลงตัวในตัวของมันอยู่แล้ว

        เมื่อวันก่อน(13 ก.ค. 51)  ได้กลับไปเยียมถ้ำแห่งหนึ่ง ครั้งหนึ่งเราเคยมาสถานที่แห่งนี้เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว สถานแห่งนี้เปลี่ยนไป สามปีก่อนป้ายชื่อของถ้ำธรรมดามาก มาในวันนี้ชื่อถ้ำสร้างด้วยปูน และที่สำคัญจำนวนคนที่มาเที่ยวมีจำนวนเพิ่มขึ้น บรรยากาศโดยรอบเป็นธรรมชาติมาก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนความตื่นเต้น และความสวยงามภายในถ้ำ

      ถ้าใครได้มาที่นี้ก็จะต้องล่องธาราใต้พิภพ และก็จะสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็จะเกิดการผจญภัยแบบเล็กๆ ย้อยๆ สร้างความตื่นเต้นและเกิดความประทับใจไปในที่สุด จนกระทั้งเกิดความทรงจำนี้ตลอดไป

      เราไปครั้งนี้ไม่ได้ไปมือเปล่าหรอก เรายังเก็บภาพมาฝากด้วย เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่หลายๆ คนที่คิดจะมาเที่ยว ออลืมไปถ้ำนี้ มีชื่อว่า ถ้ำเลเขากอบ ตั้งอยู่ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

     เราพร้อมที่จะนำเสนอแล้ว

���Ͷ�

เป็นชื่อถ้ำ อดีตเคยเป็นป้ายไม้ 

�ҡ1

เรากำลังจะไปสัมผัสความตื่นเต้นแย้ว

�ҡ2

ปากถ้ำนะคะ

���

บรรยากาศภายในถ้ำแรก

����

มันสวยในตัวของมัน

���§

หินชุดนี้มีเสียงดนตรี ลองมาเคาะมาดู เคยเคาะเป็นจังหวะ ฟังเพราะมากอะ

��й

สระน้ำอยู่ถ้ำเดียวกับหินดนตรี สระน้ำไม่เคยแห้ง

�������

ถ้ำม่านเจ้าสาวจะมีอยู่สามช่อง

�������

แต่ละช่องจะมีความ

�Թ

หินตา หินยายเวอร์ชั่นถ้ำเลเขากอบ

��׹

มันสวยมากเลยนะของจริง

 

เก็บเอามาฝาก

Submitted on 09 July 2008 - 20:06:51.  Category: สังคม.  Tags: เกาะยาวพังงา แหลมพรมเทพภูเก็ต

 
 ใครหลายๆ คนคงรู้จักภูเก็ตดี และก็มีอีกหลายๆ คนไม่เคยมาสัมผัสกับบรรยากาศกลิ่นไอทะเลของภูเก็ตเลย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านเรามีโอกาสได้ลงไปเกาะยาวจังหวัดพังงา แต่ต้องขึ้นเรือที่ท่าเรือบางโรง ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต เลยทำได้แก่เก็บรูปมาฝาก
 แหลมพรหมเทพ ภูเก็ต
 
 
แหลมพรหมเทพ อีกมุมหนึ่ง
 
 
นี้ก็เป็นแหลมพรหมเทพเช่นกัน
 
 
แหลมนี้อยู่ติดกับแหลมพรหมเทพ แต่ไม่รู้ว่ามีชื่อหรือเปล่า
 
 
 
 
เกาะกลางทะเล ถ้าไปเกาะยาวก็จะได้เห็นจ้า
 
 
หาดเกาะยาว
 
 
ปลาดาวบนหาดเกาะยาว ตอนน้ำแห้ง
 
 
นี้ก็เป็นปลาดาวเหมือนกัน
 
ดอกไม้ป่า แต่สวยมากเลยที่เกาะคอเขา
 

« ก่อนหน้า

 

คนไม่มีอะไร

 คนไม่มีอะไร

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ