blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

หนูน้อยผู้มีแม่อยู่สองคน

Submitted on 14 February 2008 - 01:10:34.  Category: สังคม.  Tags:

ธีรเชนทร์  เดชา
นักสังคมสงเคราะห์

1

“หนูมีแม่อยู่สองคนค่ะ” เสียงของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบอกเล่าให้ฟัง “วันนี้หนูมาหาแม่อีกคนหนึ่งของหนู…”
“แล้วหนูจำได้ไหมว่าแม่หนูรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง” ผมลองเอ่ยถามเธอดู ภายหลังคำถาม เด็กหญิงทำท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง....
เธอนิ่งนานในความเงียบงัน.....แต่ในแววตาที่ไร้เดียงสานั้น เหมือนจะบอกกับผมอยู่อย่างนั้นว่าเธอจำแม่ของเธอได้ดี...เธอจำได้นะ...ผมไม่แปลกใจว่าทำไมเธอถึงให้คำตอบในสิ่งที่ผมถามเธอก่อนหน้านี้ไม่ได้  

แม่...ที่เธอกำลังมาหาในวันนี้นั้น คือแม่แท้ๆ ที่อุ้มท้องเธอมา เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด แต่ด้วยเหตุผลและความจำเป็นบางอย่าง แม่คนนี้จึงไม่ค่อยมีเวลาได้เลี้ยงดูแลเธออย่างเต็มที่เท่าที่ควร...  จนกระทั่งสุดท้าย...แม่ได้จากเธอมาต้องโทษในเรือนจำแห่งหนึ่ง ... ตอนนั้นเธออายุเพียง 4 ขวบ โดยที่หนูน้อยไม่รู้เลยว่าแม่หายไปไหน

เธอรู้แต่ว่า ทุกวันนี้เธออาศัยอยู่กับแม่ของหนูอีกคน ซึ่งแท้จริงแล้วแม่ที่เธออยู่ด้วยนั้นคือ ยายที่รับภาระเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย

และทุกครั้งยายจะบอกย้ำกับหนูน้อยว่า นี่แหละแม่....
ปัญหาระหว่างแม่กับยาย...นั้นทวีความรุนแรง จนถึงขั้นยายตัดแม่ตัดลูกกับแม่ของหนูน้อย แต่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างเธอคนนี้ กลับพลอยต้องรับผลจากสิ่งที่เกิดขึ้น....

ผมรู้สึกว่า บางครั้งผู้ใหญ่ก็ชอบจัดวางชีวิตให้กับเด็กโดยเห็นว่าถูกแล้ว..ดีแล้ว แต่ก็ไม่เคยเอ่ยถามความรู้สึกความต้องการของเด็กเลยสักคำ...

จนกระทั่งวันนี้ หนูน้อยอายุได้ 7 ขวบ เธอก็ยังไม่เคยพบเจอแม่แท้ๆ คนรอบข้างบอกเธอว่าเธอมีแม่อยู่อีกคน แต่ยายที่เธออยู่ด้วยกลับไม่เคยแพร่งพรายบอกเล่าให้ฟังและก็ไม่เคยพามาพบเจอแม่สักครั้ง

สถานการณ์บางอย่างมันก็ยากที่จะเข้าใจ หรือไปตัดสินว่าใครถูกใครผิด ถ้าหากว่าเราไม่เจอกับตัวเอง ...ใช่ ในชีวิตของคนเรานั้นบางครั้งก็ต้องรอเวลาในการรักษาเยียวยาจิตใจพอสมควร บางครั้งคนเราก็ต้องยอมรับความจริงและปล่อยให้ใจเจ็บปวดเพื่อที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้   

เรื่องราวระหว่างยายกับแม่ของหนูน้อยนั้น ผมคิดว่าพอจะมีทางออก และทางเลือกที่ดีกว่านี้..เพราะผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าสายสัมพันธ์ความรักระหว่างแม่กับลูกนั้น เป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดให้ขาดได้

อย่างเช่นตอนนี้  หนูน้อยเธอได้แสดงให้ผมเห็นและสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเช่นนั้น...

“หนูมีแม่อยู่สองคนค่ะ” หนูน้อยเชื่อในความรู้สึกข้างในของเธอและเธอก็บอกตัวเองหรือใครๆ อยู่อย่างนี้ตลอดมา        
จนกระทั่งมาถึงวันนี้...วันที่เธอมีความหวังว่าจะได้พบแม่อีกคน.....

2

เหตุเกิดภายในเรือนจำจังหวัดๆ หนึ่ง ณ สถานที่เยี่ยมญาติใกล้ชิด

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ไว้ผมเปียยาวสองข้าง แต่งชุดนักเรียน กำลังพูดคุยยิ้มแย้มกับอาจารย์ผู้หญิงที่พามาอย่างสนุกสนาน แกมความไร้เดียงสา  เธอไม่ได้คิดว่าช่วงเวลาต่อจากนี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น…หรือจะต้องเตรียมตัวอย่างไร

รู้แต่ว่าครูบอกจะพามาพบแม่….แม่มาทำงานฝึกอาชีพอยู่ที่นี่  แม่…ที่จากเธอไปตั้งแต่เธออายุเพียง 4 ขวบ...และแม่คนที่เธออาจจะเคยผวาเรียกตามจิตใต้สำนึกในคืนวันอันฝันร้าย......

ประตูแดนควบคุมหญิงถูกเปิดออก...หนูน้อยกำลังพูดคุยจ้อเหมือนเดิมอยู่บนม้านั่งหินอ่อน หันหลังให้กับประตู   ผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่งสวมชุดนักโทษหญิงสีฟ้า...โผล่พ้นออกจากบานประตู ในมือถือถุงใบใหญ่สีเขียว พร้อมกับผู้คุมหญิงซึ่งเดินตามหลังมา  สายตาเธอพยามมองหาใครซักคน จนกระทั่งเจอสิ่งที่ตามหา…..

นักโทษหญิงไม่รอช้าเธอวิ่งไปยังจุดหมายโดยไม่สนใจผู้คุมหญิงที่เดินตาม  ราวกับนักเดินทางผู้อิดโรย  มาค้นพบธารน้ำใสกลางทะเลทราย ระยะทางจากประตูถึงที่หมายนั้น ราวๆ 10 เมตร ได้ แต่ผมเข้าใจว่าเธอ คงรู้สึกเหมือนกับว่าระยะทางนั้นมันช่างไกลเหลือเกิน...

สิ้นเสียงที่คุณครูบอกหนูน้อยว่า “แม่มาหาหนูแล้วนู้นไง”  หนูน้อยรีบหันหลังไปดูตามที่ครูชี้  เธอลุกขึ้นยืนนิ่งอึ้งไม่ขยับเขยื้อน...ร่างท้วมในชุดฟ้าเริ่มเข้ามาใกล้มากขึ้นๆ

แล้วจู่ๆ หนูน้อยก็ค่อยๆ วิ่งเข้าไปหาเธอ  หญิงในชุดฟ้าคุกเข่าลงสวมกอดหนูน้อย
ทั้งสองต่างกอดกันร่ำไห้  แม่ค่อยๆ ดึงหน้าหนูน้อยออกมา ใช้มือรูปไล้ตามใบหน้าอย่างทะนุทะนอม  ทั้งสองสบตาซึ่งกันและกันไม่มีแม้แต่คำพูดซักคำ...  แม่บรรจงหอมตรงกลางหน้าผากหนูน้อย  ก่อนจะสวมกอดกันแน่นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาผู้คนที่ต่างกำลังมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ….

ภาพที่ปรากฏพบเจออยู่เบื้องหน้านั้น สะกดให้ผมนิ่งอึ้ง…. ราวกับว่าโลกทั้งใบไร้ผู้คน สรรพสิ่งรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว มีเพียงสองแม่ลูกและตัวผมเท่านั้น…

สำหรับผมแล้วมันคือช่วงเวลาแห่งความสวยงาม วินาทีที่สุดแสนประทับใจ… แม้จะถูกฉาบไว้ซึ่งความเศร้าก็ตาม…

 

20080214 หนูน้อยผู้มีแม่อยู่สองคน (1)

 

 

20080214 หนูน้อยผู้มีแม่อยู่สองคน (2)

 

ภายหลังการพูดคุยกันสักพัก ทุกคนต่างพากันเดินออกมาอยู่อีกที่หนึ่ง ปล่อยให้แม่ลูกได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพราะสังเกตได้ว่าสีหน้าท่าทางของหนูน้อยเริ่มเปลี่ยนไป เธอได้แต่เงียบ ไม่ช่างพูดช่างคุยเหมือนเคย หนูน้อยคงอาจกำลังสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือยังปรับภาวะทางอารมณ์ไม่ทัน

เหมือนเธอกำลังคิดหรือบอกกับกับตัวเองซ้ำๆ..ว่านี่คือความจริง ความจริงที่ไม่ใช่ฝัน....ความจริงที่เธอได้เจอแม่คนที่สองของเธอแล้ว....

เรื่องราวของหนูน้อยในวันนี้ถ้าหากเป็นละครเรื่องหนึ่ง  และผมเป็นผู้กำกับผมคงอยากให้ฉากที่แม่ลูกได้พบเจอกันนี้เป็นฉากตอนจบ ทุกอย่างจะได้จบอย่างแฮปปี้เอนด์ดิ้ง....

แต่..ชีวิตจริงที่ไม่ได้อิงนิยาย ชั่วโมงนี้คงเป็นได้แค่วูบหนึ่งของความสุข...
วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนั้น.....ยังยากที่จะคาดเดาได้ ก็คงได้แต่เอาใจช่วยและภาวนาให้เกิดแต่สิ่งที่ดี และงดงามอย่างนี้ ตลอดไป....

เพียงครู่เดียว หนูน้อยกลับมายิ้มพร้อมกับแววตาแห่งความสุขอีกครั้ง  อีกทั้งเริ่มที่จะพูดคุยอย่างสนุกสนานเหมือนเคย  เธอไม่ได้นั่งม้าหินอ่อนแล้ว แต่เธอนั่งตักแม่แทน...พร้อมกับทานขนมจากถุงที่แม่เธอถือออกมาด้วยก่อนหน้านี้  

ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความสุขของเธอภายใต้อ้อมกอดแม่นี้ แต่ก็คงจะไม่เทียบเท่ากับหนูน้อยคนนี้  

ก่อนที่จะถึงเวลาที่ทั้งคู่ต้องลาจากกันอีกครั้ง..ผมบอกกับตัวเองว่าจะต้องพาเธอมาพบแม่อีกให้ได้ และหวังว่าถ้ามาครั้งหน้า แม่อีกคนหนึ่งของเธอจะยอมมาด้วย....

ทุกวันนี้ยายยังใจแข็ง ปฏิเสธการมาพบเจอแม่ของหนูน้อย  นักโทษหญิงเสียใจที่แม่ไม่มาเยี่ยมพร้อมกับหนูน้อย  แต่ลึกๆ แล้วแม่ของเธอคงปวดร้าวไม่ต่างจากเธอเช่นกัน...

เสียงคุณครูบอกหนูน้อย “เราต้องกลับแล้วนะคะ...” เธอทำท่าเหมือนจะร้องไห้
เมื่อรู้ว่าจะต้องจากอ้อมกอดแม่  พร้อมกับแหงนขึ้นไปมองหน้า.... “แม่...” แม่ได้แต่ยิ้มแล้วเอามือลูบหัว น้ำตาเริ่มคลอพร้อมกับเสียงสั่นเครือเบาๆ “หนูจะต้องเป็นเด็กดีและตั้งใจเรียนหนังสือนะ ...แม่รักหนูเสมอ...”  แม่พูดพร้อมบรรจงจูบหน้าผากหนูน้อยและกอดกันอีกครั้ง

หนูน้อยค่อยๆ ลุกจากตักแม่  เดินไปหาครู  ระหว่างที่ครูพาเดินกลับ  เธอหันมามองแม่จนเดินลับผ่านประตูเรือนจำออกไป

ผมหันกลับมามองนักโทษหญิง เธอยังคงยืนนิ่งมองจนหนูน้อยพ้นประตูออกไป  ก่อนที่ผมจะเดินตามหนูน้อยออกไป ผมเห็นว่าน้ำตาเธอได้ไหลเอ่อล้นออกมาอีกครั้งหนึ่ง...  


3


เรื่องราวของเด็กน้อยกับแม่ที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำครั้งนี้....มันทำให้ผมหวนนึกถึงคำพูดของนักโทษวัยรุ่นชายคนหนึ่ง

ในระหว่างการสัมภาษณ์ผู้ต้องขังเป็นรายบุคคล นักโทษชายวัยรุ่นคนหนึ่ง เขาบอกกับผมว่า ข้อดีของการติดคุกสำหรับเขานั้น  มันทำให้เขาได้ครอบครัวคืนมา...

“จากที่แต่ก่อนผมไม่เคยกอดพ่อกอดแม่ ก็ได้มากอดกันที่คุก และรู้ว่าพ่อรักผมแค่ไหนเมื่อได้เห็นน้ำตาของพ่อ ทั้งที่เราสองคนต่างกันคนละขั้ว ไม่เคยลงรอยกันเลยก็ว่าได้ จนทำไห้ผมคิดอยู่เสมอว่าพ่อไม่รักผม แต่การติดคุกครั้งนี้ ได้ทำลายความคิดนี้ของผมไปอย่างสิ้นเชิง”

สิ่งดีๆ ที่คาดไม่ถึงอาจผ่านมาสะกิดหัวใจ...ในชีวิต  สำหรับบางคน....บางครั้งมันสามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งชีวิตได้ในพริบตา โดยที่ไม่ต้องมีใครมาพร่ำบ่น หรือดุ ด่า ว่ากล่าวตักเตือนให้คอยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง แท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มจากข้างในตัวตนของตัวเอง

เหมือนกับที่ เดวิด  วิสคอตต์   เคยบอกเอาไว้

 “ไม่มีใครบังคับให้คุณเปลี่ยนได้
ไม่มีใครหยุดยั้งคุณจากการเปลี่ยนแปลงได้
ไม่มีใครรู้ดีว่าคุณต้องเปลี่ยนแค่ไหน
ไม่แม้แต่ตัวคุณ
ไม่ จนกว่าคุณจะเริ่ม”


ตัวผมเองนั้น...เชื่อในคุณค่าของและศักดิ์ศรีของความเป็นคน คนทุกคนมีศักยภาพและสามารถพัฒนาตนเองได้....เพียงแต่ถ้าเขามีโอกาส...โอกาสที่บางทีมันเข้ามาอย่างแว่วๆ และแผ่วเบา..เราจะทำยังไงให้เขาไขว่คว้าโอกาสเหล่านั้นไว้ได้.....คงไม่มีใครที่เกิดมาแล้วอยากเป็นคนเลวในสายตาของผู้อื่น...เหมือนกับท้องทะเลที่บ้าคลั่ง โหดร้าย...และน่าสะพรึงกล้ว แต่เมื่อคลื่นลมสงบ กลับราบเรียบ สวยงามดังเช่นที่เคยเป็นอีกครั้ง ท่ามกลางความเลวร้าย ทุกสิ่งย่อมมีสิ่งดีงามแอบแฝงอยู่เสมอ...สำหรับผม.....ความเลวร้ายไม่ใช่สิ่งที่ถาวร

เรื่องราวของนักโทษชายกับเรื่องหนูน้อยอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน
แต่สำหรับผมแล้วมันคือ ความเหมือนที่แตกต่าง....

(#นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริงผ่านความคิด ภายหลังจากที่เรือนจำได้ดำเนินการประสานความร่วมมือสร้างเครือข่ายงานสังคมสงเคราะห์ในเรือนจำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - -ขอขอบคุณองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ที่มีส่วนช่วยให้เกิดสิ่งที่สวยงามเหลือเกินสิ่งนี้ขึ้น)

H-FACTOR: where is your heart?

Submitted on 16 January 2008 - 03:27:06.  Category: สังคม.  Tags:

‘ลีนาร์’

“ยามเมื่อเราต่างพูดถึงความสุข จะเกิดพลังขึ้นและสร้างคุณค่าขึ้นมาได้”

คำกล่าวจากใบหน้ายิ้มแย้มของ ลิซ่า คาเมน เจ้าของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง H-FACTOR: where is your heart? ที่เธอและลูกสาวสำรวจธรรมชาติของความสุขของผู้คนข้ามทวีปผ่านคำถามง่าย ๆ

‘ความสุขของคุณคืออะไร’

ย้อนไปในวันหนึ่ง ขณะที่ลิซ่าปั่นจักรยานผ่านตอนเหนือของประเทศอินเดีย เธอฉุกคิดขึ้นมาว่าจะทำอย่างไรให้ชาวอินเดียจะแสดงออกถึงความสนุกและความสุขอย่างแท้จริงท่ามกลางความอัตคัดขัดสนที่ยังคงดำเนินอยู่ในเวลานั้น

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของหัวข้อหลักของสารคดีซึ่งเธอและเคย์ล่า ลูกสาววัย 9 ขวบของเธอ ร่วมกันแบกกล้องค้นหารูปแบบความสุขของผู้คนหลากหลายเพศ วัย อาชีพ และสถานะ จากทั่วอินเดียจนถึงสหรัฐอเมริกา โดยมีเวลาให้แต่ละคนเพียง 60 วินาทีที่จะตอบคำถามนี้ออกมาอย่างอิสระ ซึ่งหลายคนยอมรับว่าไม่เคยปล่อยให้คำถามนี้เข้ามาในความคิดตัวเองเลยแม้ครั้งเดียว และคำถามหนึ่งคำถามนั้นก็นำมาซึ่งหลายคำตอบ ด้วยอิสระทางความคิดของผู้คนทำให้เราสามารถมองเห็นความสุขในหลาย ๆ แง่มุม

มีคนจำนวนมากที่สามารถหาความสุขได้จากรอบ ๆ กาย โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ เพียงแต่ปล่อยให้อะไรต่าง ๆ คงอยู่ในแบบนั้น มีหลายคนที่ตอบว่ามีความสุขเพราะได้ทำให้คนอื่นยิ้มหรือหัวเราะ การได้พูดคุย ท่องเที่ยว สร้างสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นหรือได้อยู่ใกล้คนที่รัก ทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง และคนรัก ก็เช่นเดียวกัน มีจำนวนมากที่ชี้ไปหาคนใกล้ตัวและบอกว่านี่คือความสุขที่สุดในชีวิต ทั้งนี้ รวมถึงการได้ทำสิ่งที่รักด้วยเช่นกัน

ศาสนาก็เป็นอีกหนึ่งหนทางของผู้คนที่นิยามความสุขเป็นความสงบที่ได้จากการพูดคุยกับพระเจ้า รวมถึงการเข้าใจหลักธรรมและปฏิบัติตาม เพื่อเป้าหมายทั้งความสงบในจิตใจและเป้าหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้าก็ตาม

มีจำนวนไม่น้อย ที่ตอบว่าความสุขคือการมีเงินมาก ๆ เพื่อนำไปปลดเปลื้องทุกข์จากความยากจน ความลำบากต่าง ๆ ซึ่งคงทำให้ความสุขแท้จริงเกิดขึ้นได้ในชีวิตของพวกเขา

นักจิตวิทยาคนหนึ่งบอกว่า เงินซื้อความสุขได้ หลายคนคงเถียงคำพูดนี้ เพราะเราต่างเคยได้ยินว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่นักจิตวิทยาก็บอกเพิ่มว่า นั่นเป็นเพียงความสุขระยะสั้น ความสุขชั่วครั้งชั่วคราว ในสภาพสังคมทุกวันนี้ที่การดำรงชีวิตอยู่มีเงินมาเป็นส่วนหนึ่ง และก็เป็นส่วนสำคัญในชีวิตใครหลายคนจริง ๆ

นอกจากความสุขที่หาได้จากรอบ ๆ ตัวแล้ว ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มที่พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ความสุขเกิดจากข้างใน ความสุขที่ไม่ต้องสร้างแรงบันดาลใจจากที่ไหน แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปและอยู่ร่วมกับทุกสิ่งได้ ความสุขก็จะบังเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

หลายครั้ง ที่เราอาจคิดว่าหากมีหรือไม่มีสิ่งนั้นสิ่งนี้เราก็จะมีความสุข เช่น “ถ้าเรามีบ้าน มีลูก มีครอบครัว ได้ท่องเที่ยวรอบโลก ก็คงจะมีความสุขนะ”   สิ่งเหล่านี้ ทั้งนักจิตวิทยาและพระที่ ลิซ่าสัมภาษณ์กล่าวว่า การคิดในรูปแบบนี้จะสร้างความคาดหวังให้กับตัวเอง และยามเมื่อยังไม่บรรลุผลตามที่ต้องการ ความสุขก็ยังไม่อาจเกิดขึ้น แม้จะเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่แน่นอนว่าจะทำให้เกิดความสุขได้ตลอดไปหรือไม่ ดังนั้น ความคิดว่า “ถ้าเรามี” หรือ “ถ้าเราไม่มี” จึงเป็นการสร้างทุกข์ให้ตัวเองมากกว่าเดิม

พูดง่าย ๆ ก็คือ หากเราพยายามมีความสุข เราก็ไม่อาจมีได้อย่างแท้จริง

เพราะการคาดหวังนี้ หากเราผิดหวัง หรือยังไม่ได้ตามที่ต้องการ เราก็ยังไม่มีความสุขเสียที และไม่แน่ว่าเมื่อเราได้อย่างนั้นแล้ว ความสุขจะเกิดขึ้นกับเราและคงอยู่ตลอดไป

ดังนั้น เราควรปล่อยให้อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีชีวิตร่วมกับสิ่งเหล่านั้น
หรือที่ภาษาอังกฤษบอกว่า “Let it be” นั่นเอง

นอกจากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ลิซ่ายังเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้ถ่ายทอดและแบ่งปันความสุขกันผ่านเว็บไซต์ www.whatisyourhappiness.com เพราะเธอถือว่ายังคงมีความสุขมากมายหลงเหลืออยู่ในโลกนี้

เพียงแต่เราต่างมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

 

อาลัย "ซูกรี" สาวปกาเก่อญอเจ้าของเพลง "แพลาเก่อปอ"

Submitted on 11 December 2007 - 12:28:08.  Category: สังคม.  Tags:

‘โถ่เรบอ’

หนังสือนวนิยายขนาดสั้น เรื่อง  “เพลงรักช่อดอกไม้” ของ ‘พิบูลศักดิ์ ละครพล’ ที่เคยตีพิมพ์เป็นตอนๆ ใน ‘สกุลไทย’ เมื่อปี 2520 ก่อนสำนักพิมพ์จันทร์ฉายจะนำมารวมเล่มครั้งแรก ในปี 2521 นั้นเปิดฉากด้วยเนื้อเพลงปกาเก่อญอ ที่ชื่อ “แพลาเก่อปอ”

“แพลาเก่อปอ ในคืนพระจันทร์ส่องแสง
ฉันนั่งเหม่อมอง คอยจ้องแทะนาเต่อกา
ฉันคอยแสนคอย บะฉ่าเตอถี่บะนา
เส่ นอ ถ่อแย เมื่อฉันเคียงคู่กับเธอ
แมแหม่แคอี ฉันต้องอยู่เดียวเปลี่ยวดาย
มองหาคู่เคียง บะฉ่าเตอถี่เลอบา
โอ้ยอดดวงใจ  แคอีเนอโอะแพแล
โปรดจงเห็นใจ เกอหน่าเยอพอคีลา”

เพลงนี้ติดหูชาวปกาเก่อญอยาวนานมากว่าสามสิบปี
ถือได้ว่าเป็นเพลงยุคแรกๆ ที่นักร้องชาวปกาเก่อญอนำเพลง มาใส่เนื้อร้อง ทำนองเข้ากับกีต้าร์

แม้เพลงในชุดนี้จะมีเครื่องดนตรีเพียงกีต้าร์ตัวเดียวก็ตาม
แต่เจ้าของเสียงเพลงและเนื้อเพลงในชุดนี้  ผู้ร้องได้ถ่ายถอดออกมาด้วยน้ำเสียงอย่างได้อารมณ์  
มีเสน่ห์ครองใจชาวปกาเก่อญอมายาวนาน จนกลายเป็นเพลงอมตะของชนเผ่าไปแล้ว  

เพลงในอัลบั้มชุด “ใต้แสงจันทร์” หรือ “แพลาเก่อปอ”
นอกจากเพลงใต้แสงจันทร์ที่มีเนื้อร้องผสมระหว่างภาษาปกาเก่อญอกับภาษาไทย  ทำให้คนไทยก็หลายคนชื่นชอบ และยังมีเพลงอื่นๆ อีกหลายเพลง ที่เป็นเพลงรักเพลงอกหัก ซึ่งตรงกับชีวิตผู้ร้อง ซึ่งถูกชายคนรักในเผ่าพันธุ์เดียวกันทอดทิ้ง

การที่ลูกสาวถูกชายคนรักทำให้เจ็บช้ำใจ
ผู้เป็นพ่อจึงต้องพาลูกสาวย้ายจากถิ่นเกิดบ้านน้ำลัด จังหวัดเชียงราย
พาลูกสาวหลบรักษาแผลใจไกลยังเมืองสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ทิ้งไว้เพียงอัลบั้มเพลงชุดเดียวที่ยังมีเปิดให้พี่น้องในเผ่าพันธุ์ได้ฟังกันอยู่จนทุกวันนี้
ที่ สวท.เชียงใหม่ ภาคภาษากะเหรี่ยง

ตอนหัวค่ำวันที่ 8 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา
เจ้าของเพลง “ใต้แสงจันทร์ แพลาเก่อปอ” ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่สังขละบุรี
หลังจากต่อสู้กับโรคภัยนานนับปี

มิตรรักแฟนเพลงชาวปกาเก่อญอของ “เส่อหระหมื่อซูกรี”
ขอรำลึกถึงมา ณ ที่นี้ด้วยความอาลัย

* ลาเก่อปอ = แสงจันทร์

'ฟ้า พูลวรลักษณ์' หนทางแห่ง 'แคนโต้' กับ 'โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก'

Submitted on 06 December 2007 - 02:00:30.  Category: สังคม.  Tags: fah_pulworaluk

‘ฐาปนา’

รูป

ผมพบเขาในวันที่เชียงใหม่ยังเปียกปอนจากสายฝน เขาแต่งกายเรียบง่าย บุคลิกคล้ายนักบวช ดูแข็งแรงเหมือนคนอายุสามสิบกว่าๆ  เมื่อได้สนทนา แม้น้ำเสียงเป็นกันเอง แต่ก็แฝงความเคร่งครัดไม่น้อย

เขาคือผู้ริเริ่มการเขียน “แคนโต้” บทกวีสามบรรทัดจำนวนสี่ร้อยบทเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ,เป็นผู้ก่อตั้งเวบไซต์ ไทยแคนโต้ (www.thaicanto.com) เมื่อสองปีที่แล้ว และกลายเป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุดของบทกวีสามบรรทัด มีแคนโต้นับพันนับหมื่นบท ปรากฎอยู่ในเวบไซต์แห่งนี้

ล่าสุด เขามีผลงานวรรณกรรมขนาดยาวแปดร้อยหน้า ที่ชื่อ “โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก”โดดเดี่ยว และ เด็ดเดี่ยว น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ชัดเจนที่สุดสำหรับตัวเขา “ฟ้า พูลวรลักษณ์” ศิลปินคนนั้น

เวบไซต์ไทยแคนโต้เปิดมาได้ประมาณสองปีแล้ว คุณฟ้ามองช่วงสองปีที่ผ่านมาของเวบไซต์อย่างไรบ้าง
จริงๆ การทำเวบอันนี้มันก็เป็นการเริ่มทำจากที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ตอนทำก็อยากให้เป็นเวทีของคนรุ่นใหม่ที่สนใจ เพราะหนังสือมันขายลำบาก ก็คิดว่า...ตอนแรกคือโครงการแรกที่คิดจะพิมพ์หนังสือไปเรื่อยๆ ดูแล้วคงทำไม่ได้ แต่เมื่อทำไม่ได้ จะล้มเลิกความคิดที่จะสนับสนุนคนรุ่นใหม่ ก็ไม่อยากจะล้มเลิก ก็คิดว่า ทางออกก็คือทำเวบไซต์ เมื่อตอนทำนั้นก็คิดว่า สิ่งไหนที่เราจะทำเราต้องให้โอกาสมันเยอะสักหน่อย สัก 2-3 ปี ถึงมันไม่ดีก็จะทำมันไปเรื่อยๆ แต่เท่าที่ดูผลออกมา ก็คิดว่า เออ...มันก็ไปได้ดีพอสมควร ก็มีคนเข้าๆ ออกๆ สนใจ อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

คนที่เข้าเวบไซต์ โพสต์ข้อความ หรือ เขียนแคนโต้ มีความหลากหลายทางความคิดพอสมควร คุณฟ้ามีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร
คืออย่างที่บอก ผมก็ไม่มีประสบการณ์ ไม่ได้รู้ ไม่ได้ตั้งเป้าว่าอย่างไหน อย่างไร คิดแต่เพียงว่า มันก็เป็นเหมือนร้านกาแฟเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งมีคนเข้ามา มีขาประจำเข้ามา ดูเขาก็มีความสุขดี เหมือนกับมันก็เป็นโลกๆ หนึ่ง จุดที่ผมพอใจก็คือ...เหมือนกับเขาสื่อสารกันด้วยบทกวีแคนโต้ เหมือนคนที่ส่งเมสเสจคุยกันทางมือถือ แทนที่เราจะส่งข้อความอะไรก็แล้วแต่ เขาก็ส่งแคนโต้ไปหากัน ซึ่งจุดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ผมชอบ ผมอยากเห็นปรากฎการณ์อย่างนี้เยอะๆ ในโลกสมัยใหม่...จริงๆ การส่งเมสเสจหากันทางโทรศัพท์มันมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บังเอิญแคนโต้นี่มันเป็นอะไรที่ใช้คำพูดน้อย  หากจะส่งเมสเสจหากันด้วยแคนโต้ มันก็ลงตัว แต่แทนที่จะส่งข้อความธรรมดา มันมีอะไรเพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง คือแคนโต้มีความอ่อนหวานบางอย่าง ซึ่งในโลกปัจจุบันเป็นโลกที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเด็กรุ่นใหม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่คนกลุ่มน้อย ถ้าพวกเขามีใจส่งข้อความหากันด้วยบทกวีแคนโต้ โลกนี้มันก็เหมือนกับมีความหวัง เหมือนมีดอกไม้เล็กๆ เบ่งบานในที่แห้งแล้ง ผมก็อยากเห็นปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นเยอะๆ

แคนโต้ที่ดีในความรู้สึกของคุณฟ้า ควรจะเป็นอย่างไร
ถ้าถามคุณภาพของงานแคนโต้ส่วนใหญ่ที่เขียนกันอยู่ จริงๆ ผมก็ยังไม่พอใจ ก็ยังถือว่ายังอ่อนอยู่ แต่ว่าผมไม่ซีเรียส เพราะผมมองอะไรนั้น ผมมองกว้างๆ บางคนอาจจะบอกว่า เอ...ไปเขียนแคนโต้แบบนี้มันเหมือนกับไปทำลายความหมายของแคนโต้หรือเปล่า เพราะมันดูเขียนง่ายไป ความหมายก็อาจจะไม่ลึกซึ้งพอ แต่สำหรับผม ผมคิดว่า เรามองอะไรคงต้องมองหาสิ่งที่เป็นบวก ผมคิดว่า มันอุปมาเหมือนกับเรามีคลับเล่นฟุตบอล เราอาจจะกำหนดให้มีคลับเล่นฟุตบอลประจำตำบล ประจำอำเภอ เด็กๆ ก็มาเล่นกัน เพราะว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เราไม่มีการสอน และมันก็ไม่ควรสอน คือคุณมีใจเล่นก็มาเล่น ภายใต้กติกาไม่กี่อย่าง ทีนี้ความสำคัญอยู่ที่ว่า มีเด็กมาเล่นเยอะมั้ย เขามีความสุข กระตือรือร้นที่จะเล่นหรือเปล่า เมื่อเรามีเด็กเล่นเยอะๆ ผมก็เชื่อว่า มันก็ต้องมีเด็กที่มีพรสวรรค์ เราก็ค่อยๆ แบ่งไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็เกิดฟุตบอลดิวิชั่นสาม ดิวิชั่นสอง ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมา จนวันหนึ่งก็อาจจะมีคนที่เล่นเก่งมากๆ แต่ความสำคัญขณะนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่า มีใครเก่งมากน้อย แต่อยู่ที่ว่า มีคนสนใจมากน้อย มากกว่า มันเหมือนกับประเทศบราซิลทำไมเขามีนักฟุตบอลที่เก่ง ก็เพราะชาวบ้านหรือเด็กๆ เขาชอบเล่นฟุตบอล เขาเล่นเหมือนกับเป็นเรื่องประจำวันไป เมื่อเป็นอย่างนี้มันก็ต้องมีนักฟุตบอลเก่งๆ เกิดขึ้น

ถ้ามีใครสักคนได้อ่านแคนโต้แล้วอยากเขียนขึ้นมา แต่เขาไม่เคยเขียนอะไรมาก่อนเลย คุณฟ้าพอจะแนะนำวิธีเขียนและวิธีพัฒนาการเขียนของเขาได้หรือไม่
คือผมว่าจุดเด่นของแคนโต้อยู่ที่มันง่าย นี่คือเหตุที่ทำให้มีคนสนใจเยอะ เขียนเยอะ มันง่ายจนกระทั่ง...เหมือนกับเกือบจะไม่มีกติกาอะไรเลย ทีนี้เราก็เอาจุดเด่นคือความง่ายอันนี้มาใช้เป็นประโยชน์ คือผมอยากให้ทุกคนเขียนอย่างที่ตัวเองอยากเขียน แต่อย่างไรก็แล้วแต่ โดยธรรมชาติของวัตถุมันจะต้องมีระเบียบของมันเอง เหมือนสิ่งมีชีวิตมันมีระเบียบของมันเอง เพราะฉะนั้นเมื่อเขียนไปๆ ในที่สุดมันจะเริ่มมีการแยกแยะบทที่ดีกับไม่ดีโดยเริ่มจากตัวคนเขียนก่อน ถ้าคนเขียนแยกแยะไม่ออกแสดงว่าเขายังไม่เข้าใจ ยังไม่มีเซนส์ สมมติเขาเขียนขึ้นมาพันบทเขาก็ไม่รู้ อะไรดีไม่ดี หรือถ้าสมมติเขาทึกทักว่าพันบทดีหมด เอ..มันจริงหรือเปล่า มันก็น่าจะให้คนอื่นรับรู้ ถ้าคนอื่นเห็นด้วยกับเขาหลายๆ คน ก็แสดงว่าของเขาอาจจะดีจริง แต่ถ้าคนอื่นไม่รู้สึกอย่างนั้นล่ะ งั้นก็แสดงว่าเขาไม่เข้าใจ คือเขาไม่สามารถสื่อสาร

งานเขียนทุกชนิด แม้แต่แคนโต้ไม่ว่ามันจะง่ายเพียงไหนมันก็คืองานประพันธ์ชนิดหนึ่งซึ่งเขียนให้คนอื่นอ่าน ผมเขียนแคนโต้ผมก็เขียนให้คนอื่นอ่าน นักเขียนทุกคนสิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือเราไม่ได้เขียนให้ตัวเองอ่าน ในกรณีที่เขียนให้ตัวเองอ่านมันไม่มีปัญหา คุณเขียนให้ตัวเองอ่านรู้เรื่องคุณก็เขียนไป

นักเขียนที่เก่งคือนักเขียนที่สามารถอ่านงานตัวเองได้ และตัดสินได้อย่างเป็นภววิสัย คือเขาอ่านงานตัวเองได้เหมือนกับเป็นคนนอก ตั้งแต่เด็กที่ผมเขียนหนังสือ ตัวผมเองจะต้องพิจารณาตัวเองได้ อย่างแคนโต้หมายเลขหนึ่งตอนนั้นผมอายุสิบเก้า ผมก็แยกแยะเอง ตอนนั้นไม่มีคนอื่นมาช่วยผมนะ ผมก็เลือกของผมเอง แล้วคุณภาพของงานที่ออกมามันก็สะท้อนกลับว่า อย่างน้อยตอนเขียนหนังสือ ผมจะต้องสามารถเป็นกลางได้ เพราะฉะนั้นนักเขียนแคนโต้ควรจะมีคุณสมบัติอันนี้คือจะต้องอ่านงานตัวเองออก ต้องเลือกได้ว่างานตัวเองบทไหนดีบทไหนไม่ดี เหมือนกับตัวคุณเองจะต้องกรองมันได้ แล้วจากนั้นที่จะดีขึ้นไปคือกรองมันละเอียดขึ้นเป็นชั้นๆ  ยิ่งคุณกรองได้ละเอียดเท่าไร ก็แสดงว่า งานคุณก็จะสามารถพัฒนาได้ดีขึ้น

ทีนี้สิ่งอื่นๆ ที่ตามมาคือประสบการณ์ชีวิต อย่างวันนี้คุณอายุสิบเจ็ด คุณกรองตัวเองได้ดีที่สุดในวัยสิบเจ็ดของคุณ แต่อย่าลืมว่าสิบเจ็ดก็มีขอบเขตของเด็กอายุสิบเจ็ด การเข้าใจชีวิต การเข้าใจโลก สำหรับเด็กอายุสิบเจ็ดความเข้าใจตัวเองก็ยังเลือนๆ ลางๆ จริงมั้ยครับ เพราะฉะนั้นดีที่สุดในวันนั้น เราก็อย่าพึ่งไปตกใจ ถ้าสมมติว่าชีวิตมันพัฒนาไป วันหนึ่งเมื่ออายุมากขึ้น มาตรฐานการกรองอันนี้มันก็เปลี่ยนไป

งานชิ้นล่าสุด (โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลกเล่ม 1-2) เป็นงานที่ความยาวมากที่สุดของคุณฟ้า อะไรที่เป็นความคิดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจให้เกิดงานชิ้นนี้
จริงๆ จุดกำเนิดของมันก็เหมือนกับสิ่งทั้งหลายที่กำเนิดจากจุดเล็กๆ ...มีวันหนึ่ง คุณเอื้อ อัญชลี เขามาบอกกับผมว่า เขาอยากจะขอบทความจากผมสักบทหนึ่งที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งหนึ่งในดวงใจ เพื่อลงในหนังสือชุมนุมเรื่องสั้นของเขา ผมก็นั่งคิดดูว่า หนังสือเล่มนี้เป็นชุมนุมเรื่องสั้น คุณจะมาขอบทความผมทำไม เอาอย่างนี้ดีกว่า ผมเขียนเป็นเรื่องสั้น ถ้าเขียนได้ก็คือได้ ถ้าไม่ได้ก็จะตอบปฏิเสธไป แต่ก่อนอื่นขอให้ผมคิดเต็มที่สักครั้ง

ผมก็ไปนั่งคิดถึงสถานที่แห่งหนึ่งในดวงใจของผม ผมคิดถึงงานคอนเซปชวลชิ้นหนึ่งที่ผมเคยทำก็คือ ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ซึ่งมันก็คือห้องเรียนที่ผมทำขึ้นมา คือผมเอาห้องนอนของผม ซึ่งปกติก็เป็นห้องนอนเรียบๆ แล้วผมก็ใส่เก้าอี้นักเรียนไปแปดตัว เอากระดานดำมาตั้ง มีโต๊ะเก้าอี้พร้อมทุกอย่าง แล้วผมก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องเรียนนี้เป็นเวลาเดือนสองเดือน กินนอนอยู่ในนั้น แล้วผมก็นั่งอยู่ในห้องนั้น จินตนาการตัวเองเป็นนักเรียนแปดคน มันก็คืองานคอนเซปชวลชิ้นหนึ่งในวัยเด็กนั่นเอง งานในวัยนั้นดีอย่าง คือผมทำอะไรก็ไม่ได้คิดมาก แทบจะเรียกได้ว่า มีคนเห็นแค่ไม่กี่คนก็พอ ผมเคยชวนเพื่อนไม่กี่คนมาดูงานชิ้นนี้ เด็กก็คือเด็ก เล่นอย่างสนุกสนาน มีความสุข แล้ววันหนึ่ง แน่ละ มาถึงจุดหนึ่ง ผมก็เก็บ ยกโต๊ะ ยกเก้าอี้ ยกกระดานดำออก มันก็จบไป

แต่เมื่อคุณเอื้อมาถามผม ผมก็คิดถึงสถานที่แห่งนี้ ถ้ามีคนมาถามถึงสถานที่แห่งหนึ่งในดวงใจ บางคนอาจจะคิดถึงที่อื่นๆ เช่นว่า สยามสแควร์ ถนนพระอาทิตย์ แต่ผมรู้สึกนั่นเป็นเรื่องสามัญเกินไป ที่ผมคิดคือห้องนี้ต่างหาก แล้วผมก็เลยแต่งเรื่องสั้นที่มีความยาวแปดบท จริงๆ แปดบทมันยังยาวเกินไปสำหรับจะลงในหนังสือเล่มนั้นด้วยซ้ำ ผมก็เลยให้เขาลงแค่ครึ่งเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมรู้สึกว่า สถานที่แห่งนี้มันน่าสนุกนะ ผมก็เลยเขียนต่อเป็นสิบหกบท หลังจากนั้นมันก็ยังสนุกอยู่ อย่ากระนั้นเลย ผมเขียนเป็นเรื่องยาวดีกว่า ก็เขียนมาเรื่อยจนเป็นร้อยสิบหกบท ซึ่งก็คือโรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลกสองเล่มนี้

ในฐานะผู้เขียน คุณฟ้าคาดหวังอะไรจากผู้ที่ได้อ่านโรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
งานชิ้นนี้เป็นนิวเคลียสของผม เพราะฉะนั้นปฏิกิริยาที่คนอ่านมีต่อมัน ก็คือปฏิกิริยาที่มีต่อตัวตนของผม ต่อนิวเคลียสผม หรือจะพูดว่า มันคือปฏิกิริยาที่ผู้อ่านมีต่อหัวใจผม มันก็บ่งบอก...เหมือนกับตัวตนผมทั้งหมด  ถ้าคุณถามว่า ผมคาดหวังอะไร ผมคาดหวังสูงสุดคือหัวใจคุณ พูดง่ายๆ คือผมหวังให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือในดวงใจของคุณ ผมอาจจะไม่สนใจปริมาณ อาจจะมีคนอ่านแค่ห้าร้อยคน แต่ผมอยากให้ห้าร้อยคนนั้นรักมัน เป็นหนังสือในดวงใจของเขา และโรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนในดวงใจเขา เป็นสถานที่ที่เขาเคยไปแล้วเขาไม่อาจลืมในชั่วชีวิตของเขา

แรกเริ่มเดิมที ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก มีนักเรียนเพียงแปดคนคือ ฟ้า บึง ไฟ ฟ้าร้อง ลม น้ำ ภูเขา และดิน ห้องเรียนนี้สอนด้วยการไม่สอน มาก็ได้ ไม่มาก็ได้ จะมาตอนไหนก็ได้ จะเรียนวิชาอะไรก็ได้ และไม่ต้องส่งการบ้าน เพราะถึงส่งครูก็ไม่ตรวจอยู่ดี

กาลล่วงผ่านไป วันหนึ่ง ห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก ก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกเจ็ดห้อง พร้อมกับมีนักเรียนเพิ่มขึ้นมาอีกห้าสิบหกคน
จากห้องเรียนที่เงียบที่สุดในโลก กลายเป็น โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
พวกเขาเหล่านั้นอยู่ที่นี่ เป็นทั้งความไม่จริงอย่างที่สุด และความจริงอย่างที่สุด

นี่คือสถานที่ชั่วนิรันดร์ ที่รอให้คุณไปเยือน

**************************

โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
ฟ้า พูลวรลักษณ์ ,พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2550

 

“มันดูเหมือนน้อย แต่ไม่น้อย มันแน่นไปด้วยพลังงานของฉัน พวกเธอคิดดูซี่ สิ่งที่มีน้อยกลับมีค่า และอยู่ในความทรงจำอย่างยาวนาน เริ่มจากตัวฉันก่อน เพราะฉันรู้ว่านี่เป็นหนึ่งวันเท่านั้นในหนึ่งปีที่ที่ฉันจะมาโรงเรียน วันนี้มีความหมายสำหรับฉันมากเลย ทุกย่างก้าวทุกวินาทีมีความหมาย”

(ตอนที่ 79 ดิน ใจกลางโลก)

ถัดไป »

 

ที่ว่างและเวลา

ที่ว่างและเวลา

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ