มองแล้วยิ้ม
เดือนเมษายน
เมื่อฉันกลับไปยังศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านอีกครั้ง ภาพของผืนดินแล้ง หญ้าแห้ง และต้นไม้ใบร่วงยืนโดดเดี่ยวเดียวดายที่เห็นชินตาก็แปรเปลี่ยนไป
สายฝนที่สาดเทลงมาเพียงไม่กี่ครั้งได้ลบล้างโลกสีน้ำตาลให้หายไป สองข้างทางระหว่างที่รถสามล้อเครื่องนำพาไปมีทิวหญ้าสีเขียวระบัดใบตลอดทาง ต้นไม้ใบแห้งผลิใบเขียวชะอุ่ม และผืนดินแล้งก็มีพุ่มไม้ใบขึ้นเป็นกอเล็กกอน้อย
นับว่าชวนตื่นตาตื่นใจไม่น้อยสำหรับเวลาที่หายไปเพียงยี่สิบวัน ผืนดินก็เปลี่ยนแปลงได้เพียงนี้
ตลอดทางที่นั่งรถผ่านมีกอดอกไม้ชนิดหนึ่งออกดอกสีขาวขึ้นกระจัดกระจายทั่วไป ดอกสีขาวสะอาดดีเหลือเกิน หมายตาหมายใจไว้ว่าจะหาโอกาสไปถ่ายรูปมันสักวัน
ดอกไม้แปลกหน้า มีชื่อเรียกขานจากคนพื้นถิ่นว่า โมกนา

เช้าวันอากาศอบอ้าว ฟ้าหลัว ฉันชวนเพื่อนตัวน้อยมุดรั้วลวดหนามของสำนักงานออกไปถ่ายรูปโมกนาที่ชูช่อรับอรุณ
โมกนาเป็นดอกไม้ที่คนท้องถิ่นคุ้นเคยและเห็นเจนตาในยามฤดูกาลผัดเปลี่ยนจากร้อนสู่ฝน
เมื่อเด็ดดอกไม้ ยางสีขาวก็ซึมออกจากก้านของมัน และเพียงเดี๋ยวเดียวมันก็คอพับ ดอกเฉา เด็ดครั้งเดียวฉันจึงเป็นอันเข้าใจได้ว่าโมกนาไม่เหมาะที่จะอยู่ในแจกันเลย ดีที่สุดแล้วที่จะให้มันอยู่กลางทุ่งนาเปล่งสีขาวบริสุทธิ์กลางท้องนาบริสุทธิ์
นอกจากโมกนาแล้ว ยังมีไม้ยืนต้นอีกต้นที่ออกดอกสีขาวดอกเล็กๆ เด็กหญิงไพจิตรบอกฉันว่า มันคือดอก ยอกขี้หมา ส่งกลิ่นหอมชื่นใจรอบๆ บริเวณ

ช่วงนี้คล้ายว่าดอกไม้สีขาวจะพากันออกดอกอย่างพร้อมเพรียง ไม่ว่าดอกพุด พุดซ้อน โมก ดอกแก้ว ดอกปีบ ที่ปลูกอยู่ในสำนักงาน ส่วนดอกไม้พื้นถิ่นก็อย่างโมกนา ยอกขี้หมา และยังมีอีกต้นหนึ่งออกดอกสีขาวเหมือนกันกลีบดอกคล้ายลำดวน แม่เด็กหญิงไพจิตรบอกกับฉันแล้วว่าชื่ออะไร แต่ฉันลืมไป
สายฝนเป็นเหมือนน้ำทิพย์ พลิกผืนดินสีแดงให้กลายเป็นเขียวไสวและดอกไม้เบ่งบาน
ป่าหินดินแล้งไม่ได้แปลว่าป่าแห่งนี้ไม่สมบูรณ์ ลักษณะทางธรณีศาสตร์ของที่นี่เป็นอย่างนี้ แต่เพียงแค่ฝนมา ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป
ท่ามกลางความยากจนกลางผืนดิน ป่าหิน น้ำใส ของดินแดนที่ได้ชื่อว่ามีอายุกว่าสี่พันปีจากภาพเขียนประวัติศาสตร์บนผาแต้ม ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตไปเพื่อให้อยู่รอด แม้การทำนาหาปลายังคงเป็นหลักสำคัญสำหรับชีวิตที่นี่ แต่ยามพ้นหน้าฝน ต้นไม้ทนแล้งอย่างยูคาลิปตัสก็ทำให้ชาวบ้านหันมาไถกลบผืนป่าเพื่อต้นไม้ที่ได้ชื่อว่าทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเอกอุ อย่างยูคาลิปตัส
แม้ไม่เห็นมีใครร่ำรวยจากการปลูกยูคาลิปตัสนอกจากโรงงานกระดาษ แต่ชาวบ้านก็รู้สึกว่ามันดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
คนจนรังเกียจความจน เขาอยากกินอิ่ม อยากมีบ้านแข็งแรง มั่นคง มีความสะดวกสบาย แต่การแก้ปัญหาความยากจนไม่ใช่การแจกคูปองคนจนหรือแจกจ่ายเงินทองในนามกองทุนหมู่บ้านละล้านสองล้าน หรือแม้กระทั่งบอกให้เขารู้จักพอขณะที่พวกเขาขาดแคลน
การแก้ไขปัญหาความยากจนที่ดีที่สุดคือ การให้พื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ ให้อำนาจในการจัดการ และให้ความเชื่อมั่นในวิถีที่เคยดำเนินมาต่างหาก
ไม่มีเงิน แต่มีป่า มีที่นา มีแม่น้ำ พวกเขาก็จะรู้เองว่าจะหลีกพ้นความขาดแคลนได้อย่างไร
[ Permalink ] . [ 5 ความคิดเห็น ]
มีข่าวว่าสร้อยแก้วกลับมาเขียนประชาไทป้าจึงตื่แต่เช้ามาอ่าน ได้กลิ่นดอกไม้สีขาวเลยค่ะ
ป้าไม่ค่อยได้ไปอีสานยังไม่เคยเห็น อยากเห็นกลีบดอกชั้น ๆ
จึงของสร้อยแก้ว
การแก้ปัญหาความยากจนไม่ใช่การแจกคูปองคนจนหรือแม้กระทั่งบอกให้เขารู้จักพอขณะที่พวกเขาขาดแคลน
จึงแท้ ๆ
สบายดี
เข้ามาอ่านแล้วครับ สงสัยอยู่ว่าต้นโมกนาต้นนี้มันอยู่ตรงไหรของศูนย์ครับพี่
"ไม่มีเงิน มีแต่ป่า มีที่นา พวกเขาก็จะรู้เองว่า จะหลีกพ้นความขาดแคลนได้อย่างไร " ใช่แล้ว จ้า หากมนุษย์มีรากเหง้าวิถีชีวิต ก็อยู่รอด โลกร้อนขึ้นทุกทีแล้ว
โมกนา คงกลิ่นหอมเช่น โมกบ้านเช่นกัน อ้ายก็ปลูกโมกที่บ้านดินอยู่มิใช่ โมกนาหรือ โมกนา เธอจะอยู่เพียงที่ทุ่งนาอิสานเท่านั้น?
ดีใจที่สร้อยแก้วกลับมาเขี่ยนที่นี่อีกคราหนึ่ง บุญฮํกษา จ้า
สวยจังโมกนา อยากเห็นใกล้ๆ รู้สึกคุ้นมากทีเดียว น่ารักมาก
เขียนบ่อยๆ นะจ๊ะ จะรออ่าน
สวัสดีค่ะ ทุกๆ คน
ขอบคุณสำหรับการแวะมาเยี่ยมเยือนเด้อค่ะ อบอุ่นและสุขใจจัง
โมกนาบ่มีกลิ่นหอม มีแต่ดอกสีขาวกลีบสวย ขึ้นกระจัดกระจายกลางผืนนา
แต่ดอกยอกขี้หมา ไม้ยืนต้นจะมีกลิ่นหอม หอมไปไกลเลย หอมชื่นใจมาก
เอาไว้ตอนที่ห้าที่หก จะเขียนเรื่อง เอื้องดอย แต่ขึ้นในนาอีสานอีกน่ะแหละ
ขึ้นหน้าฝน (ช่วงนี้) เพิ่งไปถ่ายมาเมื่อเช้า ดอกซ้วย สวย จ้ะ
คิดถึงทุกคนนะคะ อ้ายแสงดาว ป้ายาย กาเกต์ และสุมาตร
สุมาตร-ดอกโมกนามันอยู่ในนา ต้องมุดรั้วออกไปถึงจะเห็น ในศูนย์บ่มีจ้ะ
คิดถึงเด้อ คงสบายดีนะ
ปล. จริงๆ ส่งรูปโมกนาระยะใกล้อยู่นะ เว็บมาสเตอร์จ๋า เอามาลงอีกได้ไหมนี่