เรื่องเล่าจากคนลาว
สมสีเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของพ่อเผย ชาวบ้านต่างกล่าวขานกันว่า เป็นผู้หญิงที่สวยเพียบพร้อมด้วยสมบัติบารมี ตรงตามตำราโบราณ รูปร่างสมส่วน ผิวขาวเหมือนไข่ปอก เข้ากับภาษิตที่ว่า ‘ตีนมือสวยลงน้ำหมานปลา ตีนมือหว้าลงนาหมานข้าว ไผได้เอาฮ่วมซ้อนคำไร้แม่นบ่มี’ เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันดีของชาวบ้านห้วยจิก
วันนี้จ่อยกลับจากไปสู่ขวัญบ้านใต้ มองเห็นพ่อเผยกำลังนั่งเหลาตอกอยู่เพียงลำพัง จึงร้องทักอย่างคนคุ้นเคย
“พ่อเผยเอ้ย! ข้อยขอเป็นลูกเขยได้บ่” จ่อยทั้งร้องทักทั้งส่งเสียงหัวเราะแหะๆ
“บักจ่อย! มึงกล้าแต่ฮ้องใส่กูนี้แล้ว ถ้ามึงกล้าเว้ากับอี่สี แล้วมันตกลงแต่งงานกับมึง กูจะบ่ขัดทั้งสิยกให้มึงโลด”
พูดจบ พ่อเผยดึงบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อยัดใส่ปากแล้วจุดไฟดูดควันเข้าปอดเต็มแรงแล้วพูดขึ้นอีกว่า
“มึงมาแต่ทางใดจึงมาฮ้องใส่กู?” พ่อเผยพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“ข้อยมาแต่บ้านใต้ ไปมัดแขนหลานน้อยเฮือนป้าจัน”
จ่อยผ่อนแรงเดินให้เฉื่อยลงแล้วเดินเข้าไปหาพ่อเผยช้าๆ เพื่อแสดงความรักนับถือที่มีต่อกัน ไม่ได้มีเจตนาล่วงเกินแม้แต่น้อย ถึงแม้นว่าไม่ได้คิดเกินเลยไปจากความรักนับถือกัน บางครั้งจ่อยก็คิดว่า หากได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับพ่อเฒ่าคงมีความสุข
นอกจากจ่อยแล้ว ยังมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่บ้านใกล้บ้านไกล ต่างก็พากันสุมหัวซุบซิบยื่นหน้าลอยตาอย่างออกรสชาติ เพราะปรารถนาตำแหน่งลูกเขย ดูไปแล้วก็คงเป็นวาสนาของพ่อเผยแท้ๆ เพราะหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่มาตามตื้อสมสีไม่มีใครขี้เหร่แม้แต่คนเดียวรวมทั้งจ่อย ถึงแม้ว่าจะมีรูปร่างไม่ต่างกับชื่อก็ตาม
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 7 Comments ]
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 12 Comments ]
เศษขี้ตะกอนจากแสงพระอาทิตย์เป็นสีสนิมเหล็ก เรี่มหยอดเป็นจุดเล็กจุดใหญ่ตามหุบเขาด้านทิศตะวันตก มองดูไกลๆโน้นเหมือนกับนางระบำในเทพนิยายของชาวตะวันตก เสียงสะอื้น และเสียงก่นด่าราวกับโกรธเกลียดตัวเองมานับพันปีของผู้หญิงคนหนึ่งดังลอดออกมาจากพุ่มไม้ท้ายวัดด้านทิศตะวันออกให้ได้ยิน
“เอื้อยขอโทษ เอื้อยบ่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแนวนั้น! บ่แม่นเอื้อยบ่อยากให้น้องเป็นแนวนั้น! เอื้อยบ่ได้ต้องการให้น้องมาตายจากเอื้อยไป น้องฮู้บ่?”
ฟังจากเสียงร้องไห้แบบนี้ก็คงพอเดาได้ว่าผู้ตายต้องเป็นญาติใกล้ชิดกับเจ้าของเสียงร้องไห้นั้น เธอร้องไห้โหยหวนเหมือนกับว่าเธอได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งผิดพลาดอย่างร้ายแรงไว้กับผู้ตาย
ถึงแม้ว่าตะวันสีแดงช้ำจะลับหายไปจากขอบฟ้า แล้วปล่อยให้ความมืดเข้ามาเป็นตัวกำหนดเวลาในดินแดนแห่งนี้ เสียงร้องไห้ครวญครางนั้นก็ยังคงดังทั้งเบาและแรงสลับกันไป บางครั้งเหมือนกับจะขาดใจ และเงียบไป แต่แล้วก็ค่อยๆ ดังกลับมาให้ได้ยินอีกครั้ง
บริเวณท้ายวัดเงียบสงบวังเวงอ้างว้าง เหลือเพียงแต่เงามืดขมุกขมัว มีบางครั้งเหมือนกับว่ากำลังมีบางสิ่งเคลื่อนไหวไปมา มีบางครั้งเหมือนกับว่ามันยืดตัวสูงขึ้นเกือบถึงปลายต้นมะม่วงแล้วต่ำลง เสียงร้องไห้นั้นยังคงดังลอดกิ่งไม้ใบหญ้าในบริเวณนั้นดังออกมาเป็นครั้งคราว...
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 7 Comments ]

มองฟากฟ้า นพาแจ่ม กระจ่าง ทางเบื้องบน
เหมือนดั่งคน พ้นเคราะช้ำ ในกรรมเก่า
พ้นจากทุกข์ พ้นจากเวร พ้นจากความเหงา
ทำให้เรา และท่าน เบีกบานใจ
วันนี้แจ่ม วันหน้าหมอง ครองคู่กัน
ผ่านคืนวัน ที่เศร้าหมอง แล้วสุขใจ
สลับเปรียน หมูนเวียน เช่นนี้ไป
พอทนได้ เพราะคู่กัน ดังฉันและเธอ
แต่ฟ้าแจ่ม เพียงหน้อยนิด ซิคิดมาก
ทนลำบาก เพราะฟ้าครื้ม กระหื่มฝน
ขู่คำราม แผดเสียง อยู่เบื้องบน
ทำเอาคน ใต้ล้า หน้าเศร้าหมอง
หลายคนแล ดูฟ้า นพาสลับ
นอนนั่งนับ เดือนปี ให้เปรียนผล
เปรียนจากฟ้า คะนองกระหื่ม อยู่เบื้องบน
ให้เป็นผล งอกงาม ตามกฎเกณท์
วันใดหนอ ฟากฟ้า จะสดใส
พอให้มวล พืชไม้ ได้เกีดผล
เกีดไปตาม กฎเกณท์ ของความเป็นคน
ให้หลุดพ้น จากกงกรรม และกงเกวียน
[ Permalink ] . [ 8 Comments ]
[ Permalink ] . [ 8 Comments ]

ให้สัญญาว่าจะทำทุกอย่างที่ดี
ให้สัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี
ให้สัญญาว่าจะไม่บิดเบี้ยวความจริง
แต่แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ใจเขาอยากทำ
แล้วจะทำอย่างไร?
บอกกับประชาชนว่าเพื่อประชาชี
บอกกับประชาชนว่าเพื่อความอยู่ดีกินดี
บอกประชาชนว่าเพื่อชาติย่อมต้องพลีชีพ
แล้วในที่สุดก็กดขี่ประชาชีและประชาชน
ดั่งสำนวนกวีลาว กล่าวอ้าง
แปลกใจคือเพี่นเว้า เฒ่าแก่โบรานจา
เป็นสัตว์สาคือควาย บ่ก้มหัวกินหญ้า
เป็นปลาบ่อลอยลื่น กระแสสินธุ์ห้วยฮอง
พัดไปเยาะย่องยื้ โปโลพ้นอยู่โพน
หมายเหตุ : โพน หมายถืง (เนิน) ดั่งภาษาอังกฤษที่ว่า termite mound
[ Permalink ] . [ 6 Comments ]
รักเผ่าพันธุ์ รักเพื่อนผอง ต้องรักป่า
รักอาป้า พนาไพรเหมือนหัวใจตน
รักพี่น้องทุกแห่งหน บนด่านด้าว
ประคองเอาพนาไพร ไม่ทำลาย
รักแม่น้ำ แมกไม้และเขาเขียว
ยามท่องเที่ยว บนภูเขาอย่าละเลย
ที้งของเสียให้รกร้างดั่งที่เคย
ความสวยงามก่อนนี้เอ๋ย ให้เสื่อมโทรม
ให้รักป่าเท่าชีวิต คิดให้ใกล
บ่อนเรไรร่ำร้อง พงพนา
ถิ่นภูเขาเลากา และสัตว์ป่า
บนผืนแผนสนธยา น่าอยู่กิน
หน้าที่เราทุกเผ่าพันธุ์ขันอาสา
ป้องผืนป่าให้พ้นภัยอันตราย
ทุกผืนที่ในแดนลาวมิวอดวาย
คนและป่าอยู่ร่วมกันไป นานเท่านาน
หากคนเรารักป่าอย่างจริงจัง
แม้กระทั้งพลีชีพชีวาวาย
เพื่อผืนดินและผืนป่าคู่คนไป
แม้ตัวตาย ขอผืนป่าและสายน้ำค้ำจุนโลก
ดงดานบ่อนเรไรร่ำร้อง ที่ก่อเกิด
ถิ่นกำเนิดของแม่น้ำ พงพนา
เราหากผลาญผืนป่า น่าใจหาย
ไม่มีน้ำ ทุกชีวิต คงวอดวาย เลื่อนลางหายจากโลกไปไม่กลับมา
ไม่มีน้ำ ไม่มีป่า นานๆ ไป
ทะเลทรายกายก่อเกิดให้พบเห็น
ไม่ใช่ใครสร้างก่อทำกรรมเวร
เรานั้นเอง ทำกรรมทำลายตัว
นั้นแหละจริงกล่าวเตือน เพื่อนพวกพ้อง
ให้พี่น้องคิดคำนึงถึงชีวี
มีผืนป่า จริงมีน้ำล่องไหลอยู่แรมปี
คน สัตว์ป่าเปรมปรีย์ มีสุขเอย
[ Permalink ] . [ 11 Comments ]
เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผมเขียนขื้นเมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ ในขณะที่ผมเดินทางไปรอบๆ เมืองปากเช แขวงจำปาสัก เป็นระยะแห่งการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ลงพิมพ์ที่วารสารวัณนศิล เมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ และลงพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เวียงจันท์ใหม่เมื่อปี คศ. ๒๐๐๐ แปลโดย ทองคร้าม ทองขาว เรื่องสั้นเรื่องนี้จะรวมเล่มเรื่องสั้นที่มีภาษาไทย ลาว และภาษาอังกฤษด้วย โดย Mekong Post
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 0 Comments ]
แรกๆ ผมว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ICT camp ต่อ แต่เมื่อตอนค่ำของวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เป็นตอนจบของเรื่อง “เพลงดินกลิ่นดาว” ละครโทรทัศน์ช่อง ๗ ทำให้ผมเปลี่ยนใจ หันมาเขียนเรื่องนี้จนได้ กรณีที่ผมนำเรื่องนี้ขื้นมาพูดไม่ใช่เป็นทัศนะของวิชาการ แต่เป็นทัศนะส่วนตัวมากกว่า

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 8 Comments ]
ขณะที่เดินทางไปพัทยา ผมมองดูกระเป๋าเดินทางของตัวเองด้วยความกังวลใจอยู่ลึกๆ
“ขออย่าได้เป็นอะไรเลย ประเดี๋ยวจะขายขี้หน้าหมด”
“อ้ายกลัวกระเป๋าเดินทางแตกใช่มั้ย?” น้องคนหนึ่งถาม
“ก็....กลัวนะ....”
“แต่ดูแล้วน่าจะไม่เป็นไรนี่”
“ใช่.....”

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]