เรื่องเล่าจากคนลาว

มองฟากฟ้า นพาแจ่ม กระจ่าง ทางเบื้องบน
เหมือนดั่งคน พ้นเคราะช้ำ ในกรรมเก่า
พ้นจากทุกข์ พ้นจากเวร พ้นจากความเหงา
ทำให้เรา และท่าน เบีกบานใจ
วันนี้แจ่ม วันหน้าหมอง ครองคู่กัน
ผ่านคืนวัน ที่เศร้าหมอง แล้วสุขใจ
สลับเปรียน หมูนเวียน เช่นนี้ไป
พอทนได้ เพราะคู่กัน ดังฉันและเธอ
แต่ฟ้าแจ่ม เพียงหน้อยนิด ซิคิดมาก
ทนลำบาก เพราะฟ้าครื้ม กระหื่มฝน
ขู่คำราม แผดเสียง อยู่เบื้องบน
ทำเอาคน ใต้ล้า หน้าเศร้าหมอง
หลายคนแล ดูฟ้า นพาสลับ
นอนนั่งนับ เดือนปี ให้เปรียนผล
เปรียนจากฟ้า คะนองกระหื่ม อยู่เบื้องบน
ให้เป็นผล งอกงาม ตามกฎเกณท์
วันใดหนอ ฟากฟ้า จะสดใส
พอให้มวล พืชไม้ ได้เกีดผล
เกีดไปตาม กฎเกณท์ ของความเป็นคน
ให้หลุดพ้น จากกงกรรม และกงเกวียน
[ Permalink ] . [ 7 Comments ]
[ Permalink ] . [ 8 Comments ]

ให้สัญญาว่าจะทำทุกอย่างที่ดี
ให้สัญญาว่าจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี
ให้สัญญาว่าจะไม่บิดเบี้ยวความจริง
แต่แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ใจเขาอยากทำ
แล้วจะทำอย่างไร?
บอกกับประชาชนว่าเพื่อประชาชี
บอกกับประชาชนว่าเพื่อความอยู่ดีกินดี
บอกประชาชนว่าเพื่อชาติย่อมต้องพลีชีพ
แล้วในที่สุดก็กดขี่ประชาชีและประชาชน
ดั่งสำนวนกวีลาว กล่าวอ้าง
แปลกใจคือเพี่นเว้า เฒ่าแก่โบรานจา
เป็นสัตว์สาคือควาย บ่ก้มหัวกินหญ้า
เป็นปลาบ่อลอยลื่น กระแสสินธุ์ห้วยฮอง
พัดไปเยาะย่องยื้ โปโลพ้นอยู่โพน
หมายเหตุ : โพน หมายถืง (เนิน) ดั่งภาษาอังกฤษที่ว่า termite mound
[ Permalink ] . [ 6 Comments ]
รักเผ่าพันธุ์ รักเพื่อนผอง ต้องรักป่า
รักอาป้า พนาไพรเหมือนหัวใจตน
รักพี่น้องทุกแห่งหน บนด่านด้าว
ประคองเอาพนาไพร ไม่ทำลาย
รักแม่น้ำ แมกไม้และเขาเขียว
ยามท่องเที่ยว บนภูเขาอย่าละเลย
ที้งของเสียให้รกร้างดั่งที่เคย
ความสวยงามก่อนนี้เอ๋ย ให้เสื่อมโทรม
ให้รักป่าเท่าชีวิต คิดให้ใกล
บ่อนเรไรร่ำร้อง พงพนา
ถิ่นภูเขาเลากา และสัตว์ป่า
บนผืนแผนสนธยา น่าอยู่กิน
หน้าที่เราทุกเผ่าพันธุ์ขันอาสา
ป้องผืนป่าให้พ้นภัยอันตราย
ทุกผืนที่ในแดนลาวมิวอดวาย
คนและป่าอยู่ร่วมกันไป นานเท่านาน
หากคนเรารักป่าอย่างจริงจัง
แม้กระทั้งพลีชีพชีวาวาย
เพื่อผืนดินและผืนป่าคู่คนไป
แม้ตัวตาย ขอผืนป่าและสายน้ำค้ำจุนโลก
ดงดานบ่อนเรไรร่ำร้อง ที่ก่อเกิด
ถิ่นกำเนิดของแม่น้ำ พงพนา
เราหากผลาญผืนป่า น่าใจหาย
ไม่มีน้ำ ทุกชีวิต คงวอดวาย เลื่อนลางหายจากโลกไปไม่กลับมา
ไม่มีน้ำ ไม่มีป่า นานๆ ไป
ทะเลทรายกายก่อเกิดให้พบเห็น
ไม่ใช่ใครสร้างก่อทำกรรมเวร
เรานั้นเอง ทำกรรมทำลายตัว
นั้นแหละจริงกล่าวเตือน เพื่อนพวกพ้อง
ให้พี่น้องคิดคำนึงถึงชีวี
มีผืนป่า จริงมีน้ำล่องไหลอยู่แรมปี
คน สัตว์ป่าเปรมปรีย์ มีสุขเอย
[ Permalink ] . [ 11 Comments ]
เรื่องสั้นเรื่องนี้ ผมเขียนขื้นเมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ ในขณะที่ผมเดินทางไปรอบๆ เมืองปากเช แขวงจำปาสัก เป็นระยะแห่งการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ลงพิมพ์ที่วารสารวัณนศิล เมื่อปี คศ. ๑๙๙๕ และลงพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์เวียงจันท์ใหม่เมื่อปี คศ. ๒๐๐๐ แปลโดย ทองคร้าม ทองขาว เรื่องสั้นเรื่องนี้จะรวมเล่มเรื่องสั้นที่มีภาษาไทย ลาว และภาษาอังกฤษด้วย โดย Mekong Post
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 0 Comments ]
แรกๆ ผมว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่อง ICT camp ต่อ แต่เมื่อตอนค่ำของวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๑ เวลาประมาณ ๒ ทุ่มครึ่ง เป็นตอนจบของเรื่อง “เพลงดินกลิ่นดาว” ละครโทรทัศน์ช่อง ๗ ทำให้ผมเปลี่ยนใจ หันมาเขียนเรื่องนี้จนได้ กรณีที่ผมนำเรื่องนี้ขื้นมาพูดไม่ใช่เป็นทัศนะของวิชาการ แต่เป็นทัศนะส่วนตัวมากกว่า

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 8 Comments ]
ขณะที่เดินทางไปพัทยา ผมมองดูกระเป๋าเดินทางของตัวเองด้วยความกังวลใจอยู่ลึกๆ
“ขออย่าได้เป็นอะไรเลย ประเดี๋ยวจะขายขี้หน้าหมด”
“อ้ายกลัวกระเป๋าเดินทางแตกใช่มั้ย?” น้องคนหนึ่งถาม
“ก็....กลัวนะ....”
“แต่ดูแล้วน่าจะไม่เป็นไรนี่”
“ใช่.....”

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]
ถือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่มีเพื่อนพ้องน้องพี่มากพอสมควร แต่ละคนชอบส่งข่าวให้กันและกันบ่อยๆ เวลาที่มีเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ
เรื่องไอชีที ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนส่งข่าวให้รู้ว่า “....คนจากลุ่มน้ำโขงจะมารวมตัวกันที่ ICT Camp มากมาย...เป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตาจากประเทศพม่า กัมพูชา เวียดนาม ไทย ลาว .....” ทุกคนดูตื่นเต้นเอามากๆ

เมื่อมีคำบอกเช่นนั้นจากเพื่อนๆ ผมจึงตกลงใจว่า “ไป”
อีกประการหนึ่งก็คือ มีน้องๆ จากองค์กรเดียวกันไปร่วมด้วยเช่นกัน เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน ะในโปรแกรมบอกว่ามีทั้งเรื่อง ไอที ข้อมูลข่าวสาร และเรื่อง Advocacy
งานนี้จัดขื้นที่ Learning Resort ที่พัทยา มีผู้เข้าร่วมจำนวน 60 ถืง 70 คน ผมบอกกับน้องๆ ในองค์กรเดียวกับผมว่า “ดีแล้ว....เราคงต้องเรียนรู้เรื่อง Advocacy ให้มาก เพราะงานของพวกเราจะเป็นเรื่องนี้เสียมากกว่า”

ตอนแรก ผมว่าจะไม่ไป แต่น้องๆ ก็บอกว่า “พี่ไปด้วยกันเถอะ....หนูไม่เคยไปต่างประเทศ หนูจะไปคนเดียวได้ไง” ในที่สุดผมจึงจำเป็นต้องไปด้วยกับน้องจากลาวประมาน 7 คน
การเดินทางก็ต้องนั่งรถตุ๊กๆ จากบ้านถืงสะพานมิตรภาพลาว-ไทย จ่ายค่าแท็กชี่จากด่านฝ่ายลาวไปถืง ด่านฝ่ายไทย 250 บาท จากนั้นก็มีรถมารับจากสะพานมิตรภาพไปที่สนามบินอุดรธานี มุ่งสู่บางกอก แล้วนั่งรถอีกทีหนึ่งกว่าจะถืงพัทยา
การเดีนทางจากอุดรธานีถืงบางกอกคราวนี้ด้วยสายการบินแอร์เอเชีย เวลาลงจากเครื่องที่บางกอก กระเป๋าแตกกระจุยกระจายไปหมด เสียงบ่นจากคนหนึ่งที่ยืนข้างๆ ผมว่า “แอร์เอเชียไม่ค่อยรับผิดชอบอะไร ของเสียหายหมด....”

“เป็นเพราะว่าราคาถูกมั้ง...ถืงไม่รับประกันไอ้เรื่องเสียหายอย่างงี้”
“แต่บางครั้งของที่เราๆ ถือมาด้วยนี้น๋ะ....มันราคาแพงกว่าราคาตั๋วด้วยช้ำ”
“ก็จริงนะ....”
“แต่ไม่ใช่ว่าราคาตั๋วไม่แพงแล้วจะไม่มีหลักประกันความเสียหายให้ผู้โดยสาร มันก็ไม่ถูกนะ”
“ใช่...แต่จะทำไงล่ะ?”
“จะทำไงได้ล่ะ.....?”
“ได้แต่บ่นไปนั่นแหละ....”
“ใช่....ไม่ได้อะไร...ก็แค่ได้แต่บ่นอย่างเดียว”
แล้วทุกคนก็เถือกระเป่าเดีนออกจากสนามบินไปคนละทาง
[ Permalink ] . [ 8 Comments ]

ข่าวการสั่งห้ามชาวบ้านที่หลวงพระบางทำกิจการให้ชาวต่างประเทศหรือนักท่องเที่ยวเช่าจักรยานและจักรยานยนต์ ได้ส่งผลลบมาสู่การท่องเที่ยวอีกครั้งหนึ่ง หนังสือพิมพ์บางฉบับในไทยได้ลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากกลัวว่าอาจทำให้ความน่าสนใจ น่าเชื่อถือที่จะมาเยือนหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกลดลงไป
การสั่งห้ามไม่ให้ชาวบ้านทำเช่นนั้น เป็นเพราะอะไร หลายคนเข้าใจว่า จากการหยุดไม่ให้ชาวบ้านทำ แต่มอบให้บริษัทเป็นคนทำ อาจทำให้ชาวบ้านสูญเสียรายได้ แล้วกลายเป็นการส่งเสริมนายทุนเพียงฝ่ายเดียว ชื่งไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน
ผู้นำเที่ยวท่านหนึ่งบอกผมว่า “การห้ามชาวบ้านทำ เพราะไม่มีประกันความปลอดภัย เมื่อนักท่องเที่ยวไปใช้การบริการ ที่ผ่านมามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์ โดยไม่รู้หรือไม่ได้สนใจการจราจร ไม่สนใจทางขื้น หรือทางล่อง จึงเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อเกิดอุบัติเหตุขื้นมาก็สร้างความเสียหายทั้งกับนักท่องเที่ยว ข้าวของเสียหาย บ้านเมืองก็ไม่มีระบบระเบียบ และหากนักท่องเที่ยวเกิดตายขื้นมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้? ใครจะเป็นคนจ่ายค่าหัว? ชาวบ้านธรรมดาจะมีเงินขนาดนั้นไหมล่ะ?”
ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวให้ผมฟังว่า “การให้บริการการเช่าจักรยาน หรือจักรยานยนต์ ไม่เกียวข้องกับเรื่องวัฒนธรรม เรื่องนี้เป็นเรื่องวัตถุนิยมเท่านั้นเอง หรือถ้าเป็นก็เป็นวัฒนธรรมแบบใหม่แล้ว การจัดการเพื่อความเป็นระเบียบก็ควรจัดการ ในเวลาเดียวกันก็ให้มีหลักประกันให้กับชาวบ้าน เพื่อการดำเนินการที่ถูกต้อง”
การมาเที่ยวหลวงพระบางของนักท่องเที่ยว ไม่ได้หมายความว่า นักท่องเที่ยวต้องการเห็นความทันสมัยของเมืองหลวงพระบาง แต่เป็นความต้องการอยากเห็นสีสันทางวัฒนธรรมของคนหลวงพระบาง ผู้นำเที่ยวท่านหนึ่งกล่าวว่า “ชาวต่างประเทศเข้ามาหลวงพระบางเพื่อการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ฉะนั้นชาวหลวงพระบางต้องเข้าใจในเรื่องการบริการด้านนี้ให้ดี การทำบุญตักบาตร ต้องทำตามประเพณีที่เคยทำมา แต่บางครั้งชาวบ้านก็ทำเกินความเป็นจริงที่มี เช่น การนำเอาเครื่องต่างๆ ไปขายให้นักท่องเที่ยว จนทำให้นักท่องเที่ยวไม่พอใจ การทำเช่นนี้เหมือนกับว่า เรามองเห็นแต่ไอ้เรื่องเงินๆ ทองๆ แต่ไม่ได้มองตรงที่วัฒนธรรมที่เราเคยทำกันมา”
ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า “บ้านเรือนที่อยู่ในเมืองหลวงพระบางจำนวนมากถูกชาวต่างประเทศเช่า ซึ่งส่งผลทำให้ไม่มีใครมาใส่บาตรกันเลย แล้วทีนี้ประเพณีของคนหลวงพระบางก็จะหายไป เรื่องการเช่าจักรยาน หรือจักรยานยนต์เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการดำเนินทางธุรกิจเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนหลวงพระบาง”
หมายเหตุ: ภาพจาก
http://www.terragalleria.com/asia/laos/luang-prabang-monasteries/luang-prabang-monasteries.html
[ Permalink ] . [ 5 Comments ]
วันที่ผมรู้สึกอบอุ่นมาก ก็คงหนีไม่พ้นงานพบปะของคอลัมนิสต์ประชาไท.....ที่เชียงใหม่
เพราะผมไม่ได้นึกว่าจะมีโอกาสมาเจอเพื่อนสหาย นักเขียนไทยมากหลายเอาขนาดนี้ ส่วนมากก็คงเป็นคนเชียงใหม่
....รอยยี้ม...เสียงหัวเราะ....ไม่ได้ต่างกันแม๋นิดเดียว
....อาจจะต่างภาษา...แต่เรื่องนี้ก็ไม่แปลก เพราะเผ่าพันธุ์ต่างๆ ล้วนมีภาษาที่เป็นตัวของตัวเอง
....สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเข้าใจที่มีต่อกัน และเป็นสิ่งนี้เองที่บ่งบอกถึง “มิตรภาพ” ซึ่งสื่อออกมาได้จากภาพที่ผมเก็บไว้
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 8 Comments ]