กระต๊อบ "ตูบตีนดอย"
สีแดงมาจากไหน ล่องหนอยู่ในน่านฟ้าหรือ?... เริ่มละเลงลงบนใบหูกวาง ชมพูแซมแทรกด้วยแดง ระบายจุดสีคล้ำตามใบ ก่อนเคลือบด้วยน้ำตาล ฤดูกาลคืบคลานมาช้า ๆ อากาศอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงขีดสุดกลางเดือนเมษาฯ
เหยี่ยวดำคู่ผัวเมียแห่งเชิงผาหายไปไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดุเหว่าร่อนร้องทั้งยามเช้าและเวลาเย็น ...กาเว๊า ๆ เหยี่ยวทุ่งสีขาวเทาเยี่ยมหน้า โฉบร่อนตามแนวถนน บนกิ่งไม้และเหนือทุ่ง ผืนดินเริ่มแห้ง ต้นหญ้าสลดเฉาดุจเดียวกับพืชผล มะเขือเทศข้างร่องน้ำผลิลูกเล็ก ๆ สีอ่อน ไม่ทันไรก็สุกแดง แห้งเหี่ยวหมดทั้งต้น ฟักทองลูกสุดท้ายสุกเหลืองก่อนโตเต็มขนาด
ไล่เลี่ยกับแคแสดดอกบานเบ้อเริ่มตามขอบทุ่ง กัลปพฤกษ์ในดวงใจชมพูสะพรั่งที่โน่นที่นี่ ดอกไม้อะไรอย่างนี้ ตลอดปีมีเพียงใบเขียว ๆ กับฝักเก่าๆ แขวนระย้า เมื่อมีนาคมปรบมือเรียกฤดูร้อนย่างกรายมา รากและลำต้นก็ไหวตัว กระซิบบอกเนื้อเยื่อ สั่ง ‘ชีวิต’ ที่อยู่ภายใน...ได้เวลาผลิดอกแล้ว สีชมพูถูกส่งมาแล้ว แล้วเมื่อดอกสีชมพูบานพราวออกมาพร้อมกัน คุณเคยเห็นไหม? ภาพพีชบล็อสซัมในชุดสวนผลไม้เบ่งบานของแวนโกะห์ ต้นไม้สีชมพูที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ สีสันของมันส่งความรู้สึกมายังเรา เลยไปถึงฟากฟ้า พื้นถนน และแมกไม้ใกล้ ๆ
บนภูเขามีดอกเสี้ยวขาว ขณะใบไม้มากมายถูกบ่มด้วยแสงแดดและความร้อน จนกระทั่งผืนป่าเขียวสดเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนแก่ และน้ำตาล ไม้ป่าที่ออกดอกหน้าร้อนทยอยผลิช่อ เป็นดอกไม้ขาวหรือเหลืองละออ รวมทั้งเถาช่อชมพูฝาดเลื้อยพัน
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 1 Comments ]
นับแต่วันแรกจนถึงวันนี้ที่เรารู้จัก ฉันรู้สึกเหมือนปาฏิหาริย์ คนบางคนเหมือนสิ่งไม่คาดฝัน อยู่ตรงหน้า พบเห็นเจนตา ทว่า เมื่อคลี่เผยตัวตนออกมากลับงดงามยิ่ง
................................................................
พี่ดีใจที่ได้รู้จักและสนิทสนมกับน้อง แม้ว่าสายตาหลายคู่ที่มองผ่านอาจเห็นเพียงหญิงสาวกะโปโลเริงร่า ทว่า พี่ได้พบหลายสิ่งหลายอย่างไม่ธรรมดาในตัวน้อง
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 5 Comments ]
“ตื่นมาทุกเช้า อย่าลืมทำดีให้ตัวเอง” ประโยคนี้นึกขึ้นเมื่อสาย
ยังดีเป็นสายที่มีแดดส่อง ไม่ใช่สายเกินไป สายเกินการณ์......
“เขียนหนังสือ” เขียนทุกวันไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ยากเนื่องจากเรารู้ และคิดหัวข้อเรื่องไว้มากมาย แต่ที่ไม่ง่ายคือ แรงบันดาลใจสดใหม่ขณะเขียน
สำหรับฉันแล้ว “แรงบันดาลใจ” คือความรู้สึกล้นปรี่ที่ขับความปรารถนา ความสุข และความกระหายภายในพรั่งพรูออกมาเป็นตัวอักษร ความรู้สึกเช่นนั้นเป็นความรู้สึกของความสุขหรรษา และการสร้างสรรค์อันเบิกบาน วันใดที่เริ่มต้นยามเช้าด้วยความขุ่นข้องหมองจิต ไม่อาจสรรหาแรงบันดาลใจ- แรงดลล้นปรี่แห่งความสุขภายใน
.............................................

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 5 Comments ]
มีตาน้ำในตัวฉันไหม ผุดพุ่งเป็นตัวอักษร สายน้ำน้อยๆที่ใสสะอาด ดื่มกินได้ ชะล้างร่างกายและจิตวิญญาณ ลำธารที่ไม่มีวันหมดสิ้น ซับน้ำริน ๆ ที่มองไม่เห็น ซึ่งผุดขึ้นมาจากมหาสมุทรชีวิตใต้พื้นพิภพ
............

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]
เธอบอกให้ฉันเขียนถึงความรื่นรมย์ ฉันกล่าวตอบเธอในใจ
“ความรื่นรมย์ที่ขมขื่นจะเอาไหม?” ความจริง ฉันมีความรื่นรมย์ที่เผาไหม้ สนุกสนานสำราญใจที่ถูกแผดเผา
.........................................................................
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]
...ไม่กี่วันมานี้พบว่า การอาศัยอยู่ที่นี่เหมาะแก่การอ่าน วอลเดน* อย่างยิ่ง มีสิ่งร่วมในความคิดและประสบการณ์หลายอย่างบรรจุอยู่ในหนังสือเล่มที่เคยอ่านมาเนิ่นนาน ข้ามผ่านกาลเวลานับร้อย ๆ ปี ไม่น่าเชื่อเลยว่า บันทึกการใช้ชีวิตอย่างสมถะริมบึงชายป่าของธอโรจะหวนกลับมาสัมผัสใจ ทั้งที่ต่างยุคห่างสมัย
.........................................................

ฟ้าเย็นวานกว้างใหญ่ไพศาล แถบแสงจากดวงตะวันหลังเขาระบายเมฆเป็นขีดสีชมพูยาว ลูกสาวคนโตเมียงมองจากอ่างล้างจาน ร้องเรียกแม่ให้รีบมาดูก่อนเลือนหาย โลกเบื้องบนเปลี่ยนสีไปทีละน้อย ความมืดเติมส่วนผสมลงไป แปรเปลี่ยนสีสันของฟากฟ้า ค่อย ๆ เจือจาง เกลี่ยแทรก ไม่ให้รู้สึกว่าถูกจู่โจม ฝีเท้าของรัตติกาลแผ่วเบานัก
เรายังยืนคุยกันอยู่นอกบ้าน ระหว่างที่ฉันเตรียมน้ำอุ่นให้ลูกอาบ สามีนำรถเข็นไปเก็บไว้ในเพิง ลูกคนเล็กคราดหญ้าแห้งที่พ่อเพิ่งตัดมาสุมรวมเป็นรังหมาในหลุมที่พวกมันขุดเล่น เพียงครู่เดียวเมื่อหันไปมองฟ้า ดาวดวงเล็ก ๆ สดใสหลายดวง จุดตัวเองแล้วที่ขอบโลก เปล่งประกาย พริบพราวเหมือนเพชรเม็ดใหม่
เมื่อยามบ่าย เรานั่งหย่อนขาอยู่นอกชาน สายลมพัดหมู่เมฆลอยข้ามท้องฟ้า ทัพเมฆยาตราเคลื่อนพลข้ามสนามประลองท้องนภาอย่างรวดเร็ว ไปสู่ที่ใด แห่งหนไหน ในโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ หากความงามตระการตรงหน้าแปลงเปลี่ยนเป็นเงินตราได้คงดี ในใจรู้สึกราวคนเกียจคร้าน มันอิ่มเอิบ เป็นสุขเสียจนนึกสงสัยว่า นี่ฉันต้องดิ้นรน ไขว่คว้าหาสิ่งใด...
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 10 Comments ]
เรามาอยู่ที่นี่ใช่โดยน้ำพักน้ำแรงเราลำพัง กว่าจะปลูกสร้างกระต๊อบได้ทั้งหลัง อาศัยน้ำจิตน้ำใจและการหยิบยื่นไมตรีจากหลายชีวิต
ขอขอบคุณคุณแม่ของเราทั้งสองที่เลี้ยงดูเรามา ให้ได้รับการศึกษาอย่างดี จากสถาบันที่มีเนื้อหา มีทรัพยากรและประวัติศาสตร์ซึ่งเอื้อโอกาสให้เราได้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ ขอบคุณที่แม่ไม่เคยปล่อยให้เราอดอยาก แม้จะมีช่วงเวลายากลำบาก แต่ก็ได้เรียนรู้ ฝ่าฟัน เข้าอกเข้าใจ (ลูกขอบคุณและซาบซึ้งใจอย่างที่สุดที่แม่เพียรพยายามแม้จะยากลำบากเพื่อที่จะเข้าใจวิถีของลูก และปล่อยให้ลูกได้เลือกเส้นทางชีวิตของตนอย่างอิสระ)

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 9 Comments ]

บางครั้งหมอกก็ไหลมาตั้งแต่ดื่นดึก ห้อมล้อมบ้านของเราไว้เหมือนกองทัพสีขาวหนาวเย็น แล้วเมื่อแสงแรกจากเรือนจุดสว่างขึ้นยามสาง ลำแสงสีส้มก็ผ่าละอองหมอกออกเป็นทาง
ธรรมชาติของหมอกนั้นอย่างไร บางคราว เราตื่นขึ้น แลเห็นรอบตัวได้ชัดเจนเป็นรูปเป็นร่าง เห็นชายฟ้าด้านตะวันออกหลังแนวไผ่คู่หน้าประตูเป็นสีชมพูอ่อนๆ แต่แล้วไม่นาน สายธารแห่งหมอกกลับไหลรินสู่หุบเขา ทั้งจากด้านดงดอย ยอดเขาสูง แม่น้ำ ที่ลุ่ม และถนนจากเมือง ดาหน้ามาจากทุกทิศทาง ปิดกั้นบ้านน้อยของเราไว้
บางทีความคิดของเราก็ทำทีอย่างหมอก มียามที่มองอะไรไม่เห็น นอกจากฝ้าละอองเปียกชื้นเยียบหนาว ยามเดินออกจากตัวบ้าน จับมือลูกเล็ก ๆ ออกไปรอรถรับส่งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เราเดินไปยังไม่ถึงประตูรั้วดี พอหันหลังกลับ บ้านก็หายวับเสียแล้ว เมฆหมอกมากมายในชีวิตยามพร้อมใจรินไหล ทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งใดดุจกัน
ความหวาดหวั่นพรั่นใจในยามยาก ทำให้เรามองไม่เห็นหลักที่ตั้งของตัวเอง แม้ภูเขาจะยังอยู่ ดอยหลวงเชียงดาวสูงตระหง่านเด่นสง่าไม่เคยวับหาย บ้านที่ปลูกสร้าง รวงรังทั้งหลังยังตั้งมั่นอยู่ ทว่า หมอกสีเทาในรอยต่อของรัตติกาลและรุ่งอรุณกลับปิดบังทุกสิ่ง ทุกทัศนียภาพคือกลุ่มหมอก เหน็บหนาว อับจน ไร้หนทาง ไม่ว่าจะเดินไปทิศใด
กระนั้น สายหมอกก็อยู่เพียงชั่วครู่ ไม่ช้าไม่นาน เพียงสองสามชั่วโมง ดวงตะวันก็เป็นฝ่ายชนะ ริ้วหมอกขาวลอยรี่ราวถูกขับไล่ ถอยร่นหวั่นหวาด สะเปะสะปะ เหนือพื้นหญ้ารอบบ้าน ละไอหมอกสลายเป็นควันขาวอยู่ทุกหย่อม บนยอดดอย หมอกหลอมละลาย รวมเป็นเมฆก้อนย่อม รุกไล่กันลงมาตามไหล่เขา แล้วลอยหาย เผยโฉมหน้าขุนเขาอย่างรวดเร็ว ในที่สุดแสงสว่างก็แผ่เต็มที่ราบ ตะวันดุจกระจกส่อง ทำให้เรามองเห็นขุนเขาได้กระจ่าง เห็นชัดทั้งริ้วทิวธงบริเวณจุดพักแรม เห็นร่องเหลี่ยมผาสีส้ม และสันเขาสูงต่ำเหยียดชัน
..................................................
เรามาอยู่ที่นี่ มิใช่เยี่ยงผู้ยึดมั่นอุดมการณ์ เราเพียงใช้ชีวิตตามที่คิด เชื่อ และรู้สึก บางคราวรู้สึกมาดมั่น บางครั้งถูกป่าหมอกห้อมล้อม ละอองหมอกแห่งความสับสนอันเหน็บหนาว สายหมอกที่พันริ้วปิดบังนัยน์ตา และบางคราวรัดรอบหัวใจ ที่เราทำทั้งหมดนั้นเต็มที่ดีชอบทั่วถ้วนแล้วหรือไม่ จะทำเช่นไร หากปราศจากอาหารยาไส้ ไม่มีขนมนมเนยให้ลูกยา?
เวลาเช่นนั้นหลงลืมว่า เคยรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้น จนร้องเอ็ดอึงอยู่ในใจ ที่นี่ที่ไหนกัน ถ้าหากไม่ใช่สรวงสวรรค์ เราคงได้ประกอบคุณงามความดีที่ตัวเองไม่รู้มาก่อนหรือคิดไม่ถึงเป็นแน่ ถึงได้มาอยู่ในที่ที่งดงามดุจดั่งสรวงสวรรค์เช่นนี้
ยามเช้า อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ แสงแดดอบอุ่นสาดส่องเข้าไปถึงใจ นกน้อยร้องรำพัน จนถึงยามสาย โผบินเริงร่า ร่อนระบำให้เราดู ร่าเริงเสียจนการตื่นขึ้นเพื่อจิกหาอาหารประทังชีวิตของมันเหมือนเป็นคนละสิ่งกับการทำมาหาเลี้ยงชีพของมนุษย์ มันร้องว่า ฉันไม่กังวล ไม่มีภาระ ไม่หนักใจ และก็ไม่ทอดถอนใจว่า ...เฮ้อ! อีกวันแล้วหรือนี่ วันนี้จะหาอะไรกินดี ถ้าหากไม่มีหนอนแถวนี้ เราจะทำอย่างไร
กลางวัน... กลางวัน เสียงระฆังชายคากรุ๋งกริ๋งกังวาน สายลมหอบเสียงใสเหมือนแก้วพลิ้วเสนาะทั่วทุ่ง สายลมโชยพัดไม่หยุด จากฟากดอยเทือกโน้น ส่งข่าวสารสู่สันเขาเทือกนี้ ลอยข้ามชายแดนไปไกลก่อนวกกลับมา ระเรื่อยแผ่วผิวเนื้อตลอดบ่าย ไม่ให้รุ่มร้อนจากแรงตะวัน เย็นย่ำเมื่อพระอาทิตย์ลับลา แมวหมาพากันออกมานอกชาน นอนบิดตัวเหยียดยาว ดูเกียจคร้านและสุขสงบ พวกมันมาส่งอำลาวันแสนดีงามอีกวันหนึ่ง สนธยาซึ่งสงบ ลาละ วางมือและประโลมใจ งดงามไม่แพ้ยามอื่น เย็นพิเศษบางวัน เด็กน้อยได้โลดเต้นกับเมฆดอกกุหลาบที่ปลิดออกจากสวรรค์ ระบายด้วยสีแสงตะวันที่สะท้อนดวงจากหลังภูเขา เป็นสีกุหลาบแก่ก่ำงามวิจิตร ฟ้าเหนือดอยหลวง หนึ่งวันในหนึ่งปี หรือสิบปี ร้อยปี มีดอกกุหลาบที่เทวีแห่งเบื้องบนปลิดโปรยเล่นให้คนชม
มียามเช้า สาย บ่าย กลางวัน กลางคืน และฤดูกาล หมอกสีขาวละลายเป็นไอต่อหน้าต่อตาเราทุกเช้า แล้วความทุกข์ความหวั่นใจของเราเล่า กาลเวลาทำให้เราเป็นทุกข์ หรือว่าการรับรู้ถึงเวลาที่ทำให้เป็นทุกข์? สรรพสิ่งหมุนวนไป ไม่มีอะไรคงรูปถาวร เมื่อเราพยายามหยุดบางอย่างไว้ด้วยความคาดหวัง นั่นหาใช่นิรันดร์ ไม่ใช่ปัจจุบัน ไม่อนิจจัง เรากลายเป็นทุกข์
ฉันต้องก้าวออกมา สายหมอกอยู่ที่นั่น แต่ไม่ช้าไม่นานมันจะสลายไป บ้านของเรายังอยู่ เบื้องหลังเมฆหมอกมืดทึบ สิ่งที่ได้เลือกโดยผ่านกระบวนการตรวจสอบจากชีวิตดีแล้วย่อมทนทานไม่อาจเปลี่ยนแปร ทางของฉันซึ่งไม่แตกต่างจากของเธอ และทุกคน เราล้วนมองหาเส้นทางที่สามารถเดินไปด้วยหัวใจเป็นสุข ทางซึ่งชีวิตทุกวันไม่ต้องฝืนใจ การงานที่ไม่ต้องอดทนทำไปเพื่อความสุขในวันข้างหน้า ทว่า ทุกข์ทรมานและเสียน้ำตาในวันนี้
ความลับของชีวิตมีหลายข้อเสียจนผู้คนพากันกล่าวว่า “ชีวิตคือสิ่งลี้ลับ มหัศจรรย์” เมื่อเราคิดว่าได้ยินเสียงเรียก และก้าวตามมันไป บางครั้งกลับมีทางแยกสายเล็กสายน้อยลวงให้เราเลือก เธอจะเดินทางใดล้วนไม่ผิด หากแต่ละทางย่อมนำพาไปสู่สิ่งหนึ่ง แล้วพอเราคิดว่า อืม ..ฉันพอจะรู้แล้วล่ะว่า ทางไหนจะนำไปสู่สิ่งที่ปรารถนามากที่สุด มันกลับเฉลยขึ้นว่า ถนนทุกสายมุ่งไปสู่สิ่งเดียว ซ่อนที่หมายและไม่ใช่ที่หมายไว้ในหนทางเสียอย่างนั้น...
ถึงอย่างไร เราคงไม่อาจพลัดหลงไปไหน นอกเหนือจากบ่อโคลนดูดแห่งการลืมหรือทะเลทรายแห่งความไร้ชีวิต เราอาจหยุดพัก สับสน หรือมึนงงบ้าง
อย่างไร เรายังคงสัญจรไปใน “ชีวิต”
[ Permalink ] . [ 6 Comments ]

หากเราจะรู้จักกัน ฉันขอรู้จักเธอในฐานะมนุษย์ได้ไหม?
ไม่ใช่อะไรที่แวดล้อมเธอ ภาพลักษณ์ บทบาท ตำแหน่ง สถานะ ไม่ว่าเธอจะเป็นดารา นักร้อง นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ครู ผู้มีอำนาจ ผู้ทรงความรู้ ที่ฉันอยากรู้จักจริง ๆ คือมนุษย์คนหนึ่ง ก็เมื่อเราปอกเปลือกหุ้มออกจนหมดสิ้นแล้ว เธอ ฉัน เราทุกคนจะเหลือสิ่งใดเล่า นอกจากความเป็นมนุษย์ เปล่าเปลือยล่อนจ้อน เธอย่อมรู้สึกหิวเหมือนที่ฉันหิว ทุกข์สุขโศกเศร้าเหมือนที่ฉันรู้สึก เธอมีความรักเหมือนเช่นที่ฉันรัก เคยผิดพลาดเหมือนฉันก้าวพลาด และมีความหวังตั้งใจอยากมีชีวิตที่ดีกว่าในทุก ๆ ทาง ทั้งรูปร่าง หน้าตา ชีวิตความเป็นอยู่ อุปนิสัยใจคอ พฤติกรรมเช่นเดียวกับฉัน
หากเธอเป็นหญิง เป็นผู้หญิงโบราณ เมื่อสมัยสี่สิบห้าสิบปีที่แล้วหรือกว่านั้น ในยุคที่สตรีแทบทั้งโลกปราศจากสิทธิเสียง หากเธอสนใจวรรณคดีปรัชญา และศึกษามันอย่างลึกซึ้ง ฉันย่อมชื่นชมเธอในฐานะมนุษย์-สตรีผู้ทรงปัญญา หากเธอมีความสามารถถึงขั้นขับเครื่องบิน ประดิษฐกรรมใหม่ที่น่าตื่นใจแห่งยุคสมัย ฉันย่อมจินตนาการไปว่า เธอเก่งกล้าสามารถยิ่ง เธอเป็นหญิงก้าวหน้ากว่าเพื่อนสตรีในยุคเดียวกัน เธอเป็นหญิง เป็นมนุษย์เช่นเดียวกับฉัน ทว่ามีชีวิตน่าค้นหาน่าเรียนรู้ยิ่งนัก แต่ฉันกลับได้รับข้อมูลให้รู้จัก เพียงที่ถูกกำหนดไว้ว่าสมควรรู้จัก
สถานะ บทบาท หน้าที่ ตำแหน่ง อำนาจ หรือเงินตรา ไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นสิ่งนั้น หัวโขนที่เราสวมใส่ ภาพลักษณ์ หรือบทบาทที่เราเล่นเป็นของชั่วครู่ ถูกกำหนดไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แต่แล้ว ต่อมาภายหลังกลับครอบงำเรา ทำให้เราเชื่ออย่างเป็นจริงเป็นจัง เราคิดว่าเราเป็นสิ่งนั้น เราคือความมั่งคั่ง คือความรู้ คืออำนาจ หาใช่มนุษย์ธรรมดาสามัญ
อันที่จริงเราเองแตกต่างกันโดยกำเนิด ทว่าเป็นความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์แต่ละคนที่งดงามตามธรรมชาติดุจเดียวกับพืชพรรณส่ำสัตว์ อันหลากหลายรูปลักษณ์เผ่าพันธุ์บนโลกใบเดียว เราบางคนอาจมีนิสัยคล้ายสุนัข เชื่องเชื่อและจงรักต่อผู้ที่เราถวายใจ บางคนคล้ายแมว หรือกระต่ายป่า หวาดระแวง ตื่นกลัว เราแตกต่างกันไป เป็นดอกไม้ เป็นต้นหญ้า ไม้ผล ไม้ประดับ หรือไม้ป่า ในสายตาของพระเจ้า- พระธรรมชาติ ไม่มีสิ่งไหนดีเลิศ หรือสูงส่งกว่ากัน ทุกชีวิตเสมอหน้า มีสิทธิเต็มที่ที่จะมีชีวิต หายใจและเริงร่าอยู่บนโลกอย่างเท่าเทียมกัน
สิ่งที่เรียกว่าจรรยามารยาทสังคม ถึงที่สุดแล้วกลายเป็นการดัดจริตอย่างหนึ่ง เราจำต้องปรับหรือดัดจริตกิริยาทั้งหลายทั้งปวง ทั้งท่วงทำนองการพูด การเลือกสรรถ้อยคำ ท่าทีกิริยา ให้เป็นไปตามข้อกำหนด หากแม้นใครสักคนแสดงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ พูดจาสบาย ๆ ยืนสงบ สง่า มั่นใจ ไม่ค้อมหลัง ไม่กุมมือไว้ สุภาพนุ่มนวลแต่พูดไม่มีหางเสียง เขากลายเป็นคนเถื่อน ขาดมารยาท
มนุษย์จะเรียกร้องความเคารพจากกันไปไย ในเมื่อเราทุกคนล้วนน่าเคารพอยู่แล้ว
เราคือมนุษย์ คือชีวิตศักดิ์สิทธิ์ ดุจเดียวกับดวงอาทิตย์ พืชและสัตว์ หรือว่าบางที เราอาจเคารพตัวเองไม่มากพอ ยามมีเงินน้อย เรารู้สึกยากจนต่ำต้อย เมื่อปราศจากตำแหน่งหน้าที่ ไม่มีองค์กรสังกัด เราขาดความมั่นใจ เรากลับรู้สึกดี มองตรงไปข้างหน้า ก้าวเดินอย่างสง่า หากบอกได้ว่าเราเป็นใคร เราไปไหนโดยรถยนต์ส่วนตัว มีเงินมากมายในบัญชีธนาคาร (ถึงไม่มีงานทำ ไม่มีองค์กรสังกัดก็ไม่เป็นไร เราเป็นคนรวย มีเงินตราให้สังกัด) หรือเป็นพนักงานบริษัท เจ้าหน้าที่ราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ (เรามีสถาบันสังกัด ไม่ใช่แค่นายนางบ้าน ๆ ธรรมดา) ...
ฉันเองบางครั้งก็รู้สึกว่าเคารพตัวเองไม่มากพอ แล้วเมื่อรู้สึกด้อยก็พลอยไม่เคารพคนอื่น ไม่เคารพหมา ไม่เคารพเด็ก หรือคนที่อ่อนแอ คนที่ดูโง่กว่า รวมทั้งใครที่คิดต่าง แล้วยังรู้สึกถูกดูถูก เมื่อแต่งตัวปอน ๆ แล้วได้รับการปฏิบัติทางสายตาที่ไม่น่าสบายใจตามที่ทำการต่าง ๆ เช่นสถานีขนส่ง ที่ทำการไปรษณีย์ ที่ว่าการอำเภอ ธนาคารหรือโรงพยาบาล ถ้าฉันเคารพตัวเองมากพอ มั่นใจในคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของฉันแล้ว คงไม่รู้สึกหวั่นไหว
ผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้น่าเคารพยิ่งไปกว่าชาวไร่ธรรมดาคนหนึ่ง ครูบาอาจารย์ผู้ทรงความรู้ ซึ่งร่ำเรียนมาจากเมืองนอกเมืองนาก็ใช่ว่าจะมีความเป็นมนุษย์น้อยไปกว่าคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเรา
บางทีสิ่งที่เรากำหนดไว้แต่ไรมา จะเพื่อหวังผลเพียงความเป็นระเบียบเรียบร้อยในฉากหน้า แต่เพื่อควบคุมทุกอย่างไว้ในมือในเบื้องลึกก็ตาม อาจเป็นสิ่งที่เราต้องรื้อฟื้นและทบทวนใหม่ ด้วยว่าวันนี้ มนต์คาถาของมันได้เสื่อมลงไปแล้ว อำนาจที่กำกับด้วยความรู้ ความสามารถ เงินตรา หรือว่าประเภทใดก็ตามล้วนสั่นคลอน อันที่จริงมันสั่นคลอนมาตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยขัดขวางกับธาตุฐานตามธรรมชาติของมนุษย์
เด็กไม่เคารพครูบาอาจารย์ พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ประชาชนไม่นับถือพระเจ้า ผู้ถูกปกครองไม่ยอมรับผู้ปกครอง สัญญาณเหล่านี้เข้มข้นขึ้นทุกวัน ในซีกโลกตะวันตก มันกลายเป็นความรุนแรงถึงชีวิต โลกเก่ากำหนดคุณค่าให้คนโลกใหม่ เป็นคุณค่าที่สั่นคลอนง่อนแง่น ไม่ทนทานต่อการตรวจสอบ เมื่อเด็กที่กำลังเติบใหญ่ทั้งหลายไม่อาจยอมรับด้วยใจ การขบถจึงเกิดขึ้น ปราศจากความเข้าใจ และไร้ทิศทาง
...................................................................................................
“เธอ” แม้ฉันไม่มีโอกาสพบ แต่ก็ปรารถนาที่จะรู้จัก เสียดายที่สิ่งต่าง ๆ ซึ่งพวกเขานำเสนอ หรือที่ตัวเธอเผยตามที่คิดว่าตัวเองเป็นนั้นไม่ใช่เนื้อใน ไม่ใช่เธอ
เรามารู้จักกันเถอะนะ ไม่ว่าเธอจะเป็นใคร จะอายุมากน้อยแค่ไหน หรืออยู่ในชนชั้นใด
(ทุกอย่างเป็นแค่สิ่งสมมติเท่านั้น มันเปลื้องออกได้) เธอที่เป็นเธอ ซึ่งร้องไห้ได้ เสียใจเป็น โกรธ ขี้เกียจ อิจฉาริษยา แล้วจากนั้น เราค่อยมาเรียนรู้กันต่อไปว่า เธอรู้สึกคิดนึกกับสิ่งต่าง ๆ อย่างไร ผ่านชีวิตมาอย่างไรบ้าง เพื่อเราจะได้แลกเปลี่ยน แบ่งปันชีวิตต่อกัน เราจึงจะเคารพ ซาบซึ้ง
ถูกแล้ว เราพึงได้รู้จักกันในฐานะเพื่อนมนุษย์...
[ Permalink ] . [ 12 Comments ]
เริ่มแรกที่เขียนทำให้ได้พบว่า ฉันไม่เคยสื่อสารในลักษณะนี้มาก่อน
ฉันพูดกับตัวเองมาตลอด เขียนบันทึก ห้วงรำพึง โดยไม่ได้คำนึงว่ากำลังพูดอยู่กับใคร ไม่เคยหวั่นว่าเนื้อหาจะลอย ข้ามไปข้ามมา อ่านไม่รู้เรื่อง เรื่องสั้นหรือบทกวีที่เคยเขียนล้วนแต่เป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง เหมือนเล่าออกไปในน่านฟ้าอากาศ เป็นรูปแบบที่เมื่อเผยแพร่ออกไปแล้วมีผู้คนมากมายได้อ่าน แต่ก็เสมือนผู้อ่านนามธรรม จนกว่าเราจะรู้จักกันจริง ๆ
ฉัน ซึ่งคิดว่าการเขียนเป็นเรื่องง่ายดายเมื่อรู้แน่ว่าจะกล่าวสิ่งใด จึงรู้สึกติดขัด ไม่ลื่นไหล
คิดถึง “ต้นไม้” แต่ก็ไม่รู้แน่ว่าอย่างไร ฉันปล่อยให้ตัวอักษรนำพา ให้ความรู้สึกเคลื่อนไป
มันจะต้องนำไปสู่สิ่งใดสักสิ่งแน่ละ ดูสิว่า การเขียนอย่างไม่ควบคุมจะเป็นไปได้แค่ไหน
เรามีความอึดอัด และใฝ่ฝันมาตลอดที่จะเขียนแบบไร้พล็อต มันอาจมีพล็อต แต่ต้องไม่ใช่พล็อตที่มาจากการวางแผนไว้ล่วงหน้า หรือคิดสาระตะเสร็จแล้ว
ฉันเคยทดลองเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งแบบที่ว่า ปรากฏว่าเรื่องราวได้เรียบเรียงตัวมันเอง กับงานร้อยแก้วชิ้นหนึ่ง ซึ่งออกมามีเนื้อหาใจความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงสรุปกับตัวเองว่า ที่แท้ในหัวสมอง ทุก ๆ วันมันคิดต่อเนื่องกันมานาน เพียงแต่ลึกขึ้น ๆ และแตกรายละเอียดไปเรื่อย ๆ ตามวันเวลา พอลงมือเขียน เจ้าความคิดความรู้สึกเหล่านั้นก็หลั่งไหลออกมา
....................................................................
ที่หน้าบ้านมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มันเก่าแก่โบราณมาก ยังคงลักษณะไม้ป่า เป็นไม้ประดู่หุ้มด้วยไทร ต้นไม้นี้โดดเดี่ยว สูงใหญ่ มองเห็นได้แต่ไกล
เราสามารถมองดูต้นไม้นี้ได้เต็มตา ตั้งแต่จากโคนจรดเรือนยอด เนื่องจากไม่มีไม้อื่นนอกจากลำไยตัดแต่งพันธุ์ต้นเตี้ยเว้นที่อยู่ห่าง ๆ มันทาบลำต้นและกิ่งก้านสาขาเต็มฟ้า ยืนหยัด เด่นสง่า ทั้งกลางวันกลางคืน แน่วนิ่ง เปียกปอนอยู่ในสายฝน เลือนรางกลางป่าหมอก และส่งเสียงเปาะแปะเหมือนฝนตกยามรุ่งสาง เมื่อหมอกยามอรุณกลั่นตัวลงเป็นหยดน้ำกระทบกับใบ
มันอยู่ห่างจากรั้วบ้านของฉัน ในเขตสวนของใครบางคน ซึ่งความหวาดผวาจับติดใจไม่จางว่า สักวันหนึ่ง ไทรสูงสง่าต้นนี้จะล้มลงมาทับลำไยน้อย ๆ ซึ่งจะนำเงินหลักแสนมาให้
ครู ,สถาปนิก ,มนุษย์ แสงอรุณ รัตสิกร รักต้นไม้มาก ท่านซื้อที่ดินเมืองเหนือผืนหนึ่ง เพียงเพื่อรักษาต้นไม้ใหญ่ที่รู้สึกรักราวกับปู่ ไม้นั้นขึ้นอยู่กลางที่ดินผืนนั้น
เพื่อนคนหนึ่งบอกฉันว่า หากเจ้าของคิดจะโค่น ให้ฉันขอร้องเขา ถ้าเขาไม่ยอมก็ให้ขอซื้อ เธอจะพยายามรวบรวมเงินอย่างสุดความสามารถเพื่อให้มันได้มีชีวิตสืบไป
ใช่แต่เธอคนเดียวหรอกเพื่อนเอ๋ย...
ต้นไม้อายุยืนกว่าพวกเรามากมายนัก
ไม้ชราล้วนแต่อยู่ในป่าเหลือเพียงไม้ต้นนี้
ฉันมีเพียง ต้นไม้ต้นนี้แทนสายใยสุดท้าย...
ฉันเห็น วันหนึ่ง ขบวนต้นไม้พากันวิ่งออกจากเมืองตอนฟ้าสาง
มันเตลิดร่อนไปบนถนนอย่างอิสระ และป่าเถื่อน
เขาเป็นพวกต้นไม้ที่ถูกล้อมไปขายตลาดต้นไม้ในเมืองที่ฉันนั่งรถผ่าน
และเห็นเขากำลังจะตาย ด้วยเหลือวิญญาณอยู่เพียงหนึ่งส่วน
บนต้นไม้ใหญ่ของฉันมีรังนกหลายร้อยรัง กระจิบกระจาบ ต้อยตีวิด ปิ๊ดตะลิว นกปีกสีฟ้าที่ฉันจำชื่อไม่ได้ รวมทั้งดุเหว่า ใต้โคนต้นมีนกกระปูดปีกส้มมันปลาบตัวเขื่อง บินเรี่ย ๆ กระโดดจิกหาอาหารไปมาเวลาเช้า เย็น ยังเป็นที่อยู่ของตุ๊กแก เป็นที่ที่อีกาไล่ล่าเหยื่อ และเหยี่ยวแดงสองผัวเมียบนเชิงผาที่ชอบบินโฉบมาหยอกพวกปักษี
ฟ้าเหนือดอยใสกระจ่างอยู่เสมอ โดยเฉพาะฤดูหนาว ฟ้าสีครามเหมือนเพิ่งลงสีใหม่นั้นจะดูสดสว่างงามจับตาเมื่อทาบด้วยเรือนยอดสีเขียวเลื่อมพราว กลางคืนดื่นดึก ดวงดาวห้อยย้อยลงมาจวนเจียนจะถึงดิน เด็ก ๆ พากันเรียกว่าต้นไม้คริสตมาส ด้วยมีดาวเล็กดาวน้อยชำแรกส่องแสงอยู่ตามกิ่งก้านเต็มไปหมด รวมทั้งดวงดาราหนึ่งที่สุกใสส่องประกายเหนือยอด ดาวเหนือ เข็มทิศของคนเดินทาง ดาวประกายพรึก ดาวประจำเมือง หรือดาวอะไรก็ตาม ความสุกสว่างของมันทำให้จิตใจของเราเฟื่องฟูด้วยความหวัง
ขอบคุณจ้ะต้นไม้... ฉันดีใจที่เธออยู่ที่นี่ แม้เธออาจจะรู้สึกเศร้าเมื่อหวนนึกถึงความหลัง ที่นี่เคยเป็นดงเสือดุ ผู้คนไม่กล้าผ่าน รอบตัวเธอคงแน่นขนัดด้วยเพื่อนไม้ใหญ่ กลิ่นอายไพรพฤกษ์คงเข้มข้น น่าหวั่นเกรงสำหรับมนุษย์ ถึงแม้ ต่อมาไม่นาน เธอจะได้รู้ในที่สุดว่าท่ามกลางบรรดาสัตว์เล็กสัตว์น้อย มนุษย์อันตรายที่สุด ...
มนุษย์ได้รับเกียรติจากพระเจ้า ให้สามารถคิด สงสัย และตัดสิน เราได้รับเสรีภาพให้คิดโดยอิสระ ปราศจากรูปแบบตายตัวกำหนด แต่แล้ว เรากลับเข้าใจผิด แยกตัวเองจากแหล่งที่มา สร้างความคิด ผลิตสิ่งต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อโลก ชีวิต และตัวเอง เราคือธรรมชาติ เช่นเดียวกับต้นไม้ เป็นส่วนหนึ่งของชีวาลัย เราเป็นอีฟและอดัมไม่เคยเปลี่ยน แท้จริงเราหาได้อาศัยเพียงคาร์บอนมอนนอกไซด์จากต้นไม้เท่านั้น ทว่า ในร่างกาย สายเลือด สมอง เซลล์ทุกเซลล์ ทุกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกของเราอิงอาศัยพวกเขา ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ ท้องฟ้า ผืนดิน จักรวาลและดวงดาวทั้งปวง ความรู้บนความเข้าใจผิดไม่อาจแยกเราออกจากธรรมชาติได้
ฉันพบว่า ความน่าเกลียดทั้งหลาย จากสิ่งก่อสร้าง เคหาสถ์ อาคารสถาน และจากดวงจิตมนุษย์ เช่นความทุกข์ ความโกรธเกลียด ริษยาขัดแย้ง เกินกว่าครึ่งสามารถสลายไป พลันที่ได้เข้าไปอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เข้าไปนั่งเล่นใกล้ ๆ ต้นไม้ หรือพยายามปลูกต้นไม้ ดอกไม้ให้มากที่สุด ทุก ๆ ที่ ทุกหนแห่ง
ครูแสงอรุณ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นนักเรียนฝึกงานในสำนักของสถาปนิกแฟรงค์ ลอย ไรท์ผู้ยิ่งใหญ่ คือผู้สามารถสัมผัสวิญญาณป่าและเข้าใจภาษาต้นไม้ มีคนไม่กี่คนที่ได้ยินเสียงเรียกของต้นไม้ เขามีอาการเหมือนเดินละเมอ ตรงเข้าไปโอบกอดต้นไม้ ลืมความเก้อกระดาก เมื่อคิดว่า คนอื่นอาจเข้าใจไปอย่างหมั่นไส้ว่า เขาเป็นพวกโรแมนติก รักธรรมชาติ หรือแสดงอาการเกินเหตุ ทว่า เขาก็ไม่สามารถหักห้ามใจ ต้นไม้แสนดีเหลือเกิน อบอุ่นภายใต้เปลือกสัมผัสขรุขระกระด้าง เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างข้างใน พลังบริสุทธิ์ สะอาด และเยียวยาจากธรรมชาติ ที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นอีกคนภายหลังกลับจากป่าไม้
................................................................................
หน้าหนังสือพิมพ์วันนี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข้อมูลเรื่องโลกร้อนที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกห่วงใย และคำชักชวนให้ช่วยกันแก้ไข กับอีกข่าวหนึ่ง ...ขอโทษด้วยนะจ๊ะต้นไม้ ในนามของมนุษยชาติ พวกเขาหยอดยาฆ่าหญ้าชนิดดูดซึมเข้มข้นเข้าไปในสักทองต้นตรงสูงใหญ่ กรีดเซาะโคนต้น ผ่าแยกแหวกเป็นโพรง แล้วโยนยาพิษเข้าไป คอยให้ต้นไม้ตายทั้งเป็น สะดวกแก่การลากพาออกจากป่า
เมื่อไหร่เราถึงจะรู้ว่า เรากำลังทำลายชีวิตตัวเอง เราพากันควงสว่านยักษ์ บุกตะลุยเจาะพื้นโลกจนพรุนเพื่อขุดหาน้ำมันและสินทรัพย์มีค่า เรากวัดแกว่งเลื่อยเหล็กตัดไม้ทุกต้นที่เอื้อมถึงได้ในป่า หว่านยาพิษลงบนพื้น ทิ้งสารเคมีและสิ่งโสโครกลงสู่ทะเลและแม่น้ำ พ่นควันพิษปริมาณมหาศาลขึ้นไปในอากาศ ทุกวัน ทุกเวลา จากนั้นก็บอกว่า... “ช่วยไม่ได้! วิถีของโลกเป็นไปอย่างนี้ นี่คือธุรกิจ นี่คือระบบเศรษฐกิจ นี่คืออารยธรรม”
อารยธรรมแบบไหนกันที่เผาบ้าน ทำลายฐานที่มั่นของตัวเอง จากนั้นชิงหนีโลกไป ปล่อยให้ลูกหลานไปตายเอาดาบหน้า !
ขอโทษจ้ะต้นไม้ ขอโทษอีกครั้ง ความกราดเกรี้ยวรุนแรงไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับมนุษย์ เมื่อถูกพรากจากตัวเองไปเป็นเวลาสองพันปี สองพันปีแห่งอารยธรรมที่เราคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง และมีอำนาจจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถึงอย่างไร เรา –ฉัน จะทำเท่าที่ทำได้ จะคิดไปให้สุดความคิด รู้สึกให้เต็มความรู้สึก เพื่อที่จะประกาศ กระทำ ชักชวน บอกเล่า ให้โลกธรรมชาติรอบ ๆ ตัวฉันและคนใกล้ชิดเยียวยาฟื้นคืน ให้ทุกคนที่ฉันรู้จัก จดจำและตระหนักได้ว่า เราทำอะไรลงไป
ขออย่าให้ความรักต้นไม้นี้เป็นเพียงอารมณ์โรแมนติก สายลมพัดกิ่งไม้ไหว ดอกไม้ ผีเสื้อ
แต่จงเป็นเชื้อเพลิงแห่งปาฏิหาริย์เรียกความเป็นมนุษย์กลับคืน
เป็นเผ่าพันธุ์ซึ่งตระหนักขึ้นในที่สุดว่าตนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
และ เรา- ผู้ซึ่งได้รับอภิสิทธิ์ในการถือคฑาแห่งสวรรค์ และอาวุธทำลายล้างของซาตาน
ไม่อาจอยู่ได้โดยปราศจากป่าไม้ สายน้ำ ผืนดินอุดม และท้องฟ้าสวยบริสุทธิ์
[ Permalink ] . [ 4 Comments ]