หวันตั้งดาน
ผมว่างเว้นจากการเขียนบทความมานานกว่าสองเดือนแล้ว จนอันดับบทความของผมที่เรียงตามเวลาที่เขียนในเว็บไซต์ “ประชาไท” ตกไปอยู่เกือบสุดท้ายของตารางแล้ว สาเหตุที่ไม่ได้เขียนเพราะผมป่วยเป็นโรคที่ทันสมัยคือ “โรคคอมพิวเตอร์กัด” ครับ มันมีอาการปวดแสบปวดร้อนไปทั่วทั้งหลัง พอฝืนทนเข้าไปทำงานอีกไม่เกินห้านาทีก็ถูก “กัด” ซ้ำอีก ราวกับมันมีชีวิตแน่ะ
ที่นำเรื่องนี้มาเล่าก่อนในที่นี้ไม่ใช่อยากจะเล่าเรื่องส่วนตัว แต่อยากนำประสบการณ์ที่ผิดๆ ของผมมาเตือนท่านผู้อ่านโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเก็บเรื่องของผมไปเป็นบทเรียน โปรดอ่านที่หมายเหตุในตอนท้ายบทความนี้ก็แล้วกันครับ
เมื่อเริ่มกลับมาเขียนใหม่ จะเขียนเรื่องพลังงานตามที่สนใจก็ขาดข้อมูล เพราะไม่ได้ติดตามมานาน จึงขอนำเรื่องใกล้ๆตัวมาเล่าสู่กันฟังก็แล้วกันครับ คือเรื่องงานปัจฉิมนิเทศนักศึกษาของภาควิชาทีผมทำงานอยู่ คือภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ปีนี้เรามีว่าที่บัณฑิตประมาณ 90 คน แต่เข้าร่วมงานได้จริงเพียง 75 คน บางคนติดสอบเรียนต่อ บางคนญาติเสียชีวิต บางคนเบี้ยวเอาดื้อๆ สิ่งที่ผมจะนำมาเล่าเป็นเพียงบางส่วนของงาน ไม่ใช่ทั้งหมด
ในช่วงเช้าภาควิชาฯได้เชิญอาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ มาบรรยายเรื่อง “เติมเต็มประสบการณ์ชีวิต จากศิลปินแห่งชาติ ถึง บัณฑิตวิทยาศาสตร์”
ความจริงแล้วอาจารย์สถาพร พักอาศัยอยู่ในวิทยาเขตเดียวกับว่าที่บัณฑิตมาร่วม 30 ปีแล้ว แต่ทั้งอาจารย์และนักศึกษาเกือบทั้งหมดของภาควิชาไม่มีใครรู้จักอาจารย์สถาพรมาก่อน ทั้งๆ ที่เป็นคนดังระดับชาติ


อาจารย์สถาพรเริ่มต้นด้วยความคาดหวังว่านักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์จะต้องสามารถนำวิชาการที่ร่ำเรียนมาไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศได้ พร้อมเล่าว่าตนในฐานะที่เล่าเรียนมาทางสังคมศาสตร์แต่มีความประทับใจนักคณิตศาสตร์อยู่ 3 ท่าน
ท่านแรกคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ อาจารย์สถาพรได้บอกว่าท่านประทับใจประโยคที่ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” แล้วอาจารย์ก็เชื่อมโยงไปถึงความแตกต่างระหว่างงานเขียนทางวิทยาศาสตร์กับงานวรรณกรรม
งานเขียนทางวิทยาศาสตร์เป็นงานเขียนที่เกี่ยวกับความจริงและความคิดสร้างสรรค์ แต่งานทางวรรณกรรมนั้นนอกจากต้องมีความจริงและความคิดสร้างสรรค์แล้วต้องมีอารมณ์ด้วย (ผมไม่แน่ใจว่าฟังมาถูกหรือไม่) ท่านเขียนเป็นสมการว่า
Scientific writing = Fact + Creation
Literary writing = Fact + Creation + Emotion
นักวิทยาศาสตร์ท่านที่สองคือ ฟริตจ๊อฟ คาปร้า ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “เต๋าแห่งฟิสิกส์” ที่สามารถนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกับหลักการทางศาสนาพุทธนิกายเซน
นักคณิตศาสตร์ท่านที่สามที่อาจารย์สถาพรประทับใจมาก คือ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี แล้วท่านก็เล่าประวัติอาจารย์ธีรยุทธให้นักศึกษาฟังว่า เป็นคนที่สอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้ที่หนึ่งของประเทศไทยรุ่นเดียวกับท่านและรุ่นเดียวกับผมด้วย อาจารย์ธีรยุทธ จบปริญญาตรีทางวิศวกรรม เป็นคนที่ชอบคณิตศาสตร์มาก ทุกวันนี้แม้จะเป็นนักมานุษยวิทยาแต่ก็ยังสนใจอ่านตำราคณิตศาสตร์อยู่เป็นประจำ
ตอนที่อาจารย์ธีรยุทธมาประชุมเตรียมงานรำลึก 25 ปี 14 ตุลา หลังการประชุมเครียดๆ อาจารย์ธีรยุทธจะขอคลายเครียดด้วยการคุยเรื่องเบาๆ เช่น เรื่องคณิตศาสตร์ ผมเองถูกอาจารย์สถาพรแนะนำให้คุยกับอาจารย์ธีรยุทธ ปรากฏว่าเรื่องที่อาจารย์ธีรยุทธสนใจคือ Differential geometry ผมเองไม่รู้เรื่องเลยครับ
อาจารย์สถาพรเล่าว่า อาจารย์ธีรยุทธเคยบอกว่า “สถาพร นายมีหน้าตาคล้ายกับนักคณิตศาสตร์คนหนึ่ง แต่นึกชื่อไม่ออกวะ”
ในวันนั้น โดยบังเอิญผมพกหนังสือคณิตศาสตร์อยู่เล่มหนึ่ง(ซึ่งผมกำลังแปลให้มูลนิธิเด็ก) ผมก็รีบคว้าออกมาแล้วฉายภาพให้ดูทันที ดังในภาพข้างล่างนี้

เหมือนไหมครับ?
นักคณิตศาสตร์คนนี้เป็นชาวกรีกชื่อ Thales of Miletos (เกิด 624 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ก่อนพีทากอรัสที่คิดเรื่องสามเหลี่ยมมุมฉากเกือบร้อยปี) เขาเป็นผู้นำเรขาคณิตของชาวอียิปต์มาอธิบายปรากฏการณ์ของธรรมชาติ (ตามที่อาจารย์สถาพรคาดหวัง)
เล่ามาถึงตอนนี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่า อาจารย์ธีรยุทธเป็นจิตกรวาดรูปสีน้ำฝีมือดีด้วย และต้องขอชื่นชมอาจารย์ธีรยุทธว่านอกนอกจะเป็นคนที่ดื่มด่ำกับคณิตศาสตร์แล้วยังเป็นคนช่างสังเกตมากทีเดียว
ในฐานะนักเขียนและสอนวิชาที่เกี่ยวกับการเขียน อาจารย์สถาพรได้บอกหลักการเกี่ยวกับการเขียนหนังสือว่า “เขียนตามแนวของหนังสือที่เราชอบที่สุด แต่ต้องเขียนให้ดีกว่า และถ้าไม่รู้จะเขียนอะไรก็ให้เขียนเกี่ยวกับตัวเอง”
ในตอนท้ายท่านได้ร่ายบทกวีที่เขียนเกี่ยวกับตัวเองให้ที่ประชุมฟัง แม้จะเป็นเรื่องของตัวเองแต่ก็อยู่ในประเด็นที่ท่านนำเสนอ หลังจากจบการบรรยายแล้วมีอาจารย์ผู้หญิง 3 คนมาเล่าให้ผมฟังอย่างสั้นๆ ว่า “เมื่อกี้หนูน้ำตาซึมเลยคะ”
ก่อนจะร่ายบทกวีดังกล่าว อาจารย์สถาพรได้เล่าเหตุการณ์ประกอบว่า วันนั้นเป็นวันเกิดครบ 3 ขวบของลูกชาย ตนได้สัญญากับลูกชายว่าจะพาลูกไปกินไอศครีม แต่เนื่องจากวันนั้นมีเพื่อนมาหา (คือหงา คาราวาน) กว่าจะนึกว่ามีนัดกับลูกชายก็ปาเข้าไป 3 ทุ่มแล้ว มาถึงบ้านก็เกือบ 4 ทุ่ม ลูกชายเพิ่งเข้าไปนอน
อาจารย์สถาพรรู้สึกผิดมาก จึงหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนบทกวี ท่ามกลางแสงจันทร์นอกบ้าน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวต่างๆให้ลูกชายทราบ ผมนึกในใจว่าคงจะเขียนขอโทษมั่ง แต่แล้วมันเป็นมากกว่านั้น ตั้งแต่ความหมายและที่มาของชื่อลูกชายที่คนมักเรียกว่า “เมา” รวมถึงสภาพสังคมที่ค่อนข้างมืดมิดในยามนั้น (ปี 2528)
บทกวีนี้ค่อนข้างยาวครับ ผมจำไม่ได้ ถ้าจะไม่กล่าวถึงก็รู้สึกเสียดาย จึงพยายามค้นหาจากเว็บไซต์ ในที่สุดก็พบจนได้ จึงขอลอกมาใส่ไว้ที่นี่ หากผิดพลาดประการใด ขออภัยด้วย บทกวีนี้ชื่อ “ตำนานดาว” ครับ
“ตำนานดาว”
หนึ่ง
พ่อนั่งดูดาวเมื่อดื่นดึก
พ่อหวนย้อนนึกถึงคืนหนาว
ครั้งกระโน้นนานแล้ว - ตำนานดาว
ก่อสานเรื่องราวขึ้นมา ฯ
สอง
สันดอยภูเหนือเมื่อครั้งนั้น
หวนถึงคืนวันยังคงค่า
ภาพเพื่อนพ่อ - ลุงเจ้า, ยังแจ่มตา
ยัังแต้มติดทาในหัวใจ
ลุงเจ้าดั่งดาวคืนเดือนดับ
พรายแสงวับวับให้ฟ้าใส
ส่องพื้นทึมทึบสู่ทางไท
สาดชี้ทางชัย - ประชาชน
นานนัก - นานเนิ่น, เมื่อครั้งนั้น
ช่วงแห่งคืนวันแผ่นดินหม่น
ลุงเจ้ากับพ่อ - เพียงสองคน
ทอดเท้าดั้นด้นบนป่าภู
เป็นฤดูเต็งรังปลิดใบร่วง
ลมเหนือทิ้งช่วงอยู่หวิวหวู
ฟ้าดำเดือนดับ - ไม่น่าดู
พ่อกับลุงเจ้าอยู่ที่หน้าปาง
ลุงเจ้าก่อไฟไล่ลมหนาว
พ่อนั่งดื่มเหล้าอยู่ข้างข้าง
ไม้เกี๊ยะเชื้อไฟที่สุมวาง
โชนแสงสว่างขึ้นวาววาว
เหมยหนาหมอกหนักที่ภูเหนือ
บาดริ้วผิวเนื้อจนเหน็บหนาว
หัวดึกค่ำนี้ - ไม่มีดาว
ทั่วแดนแผ่นด้าวจึงด่างดำ
บัดดลเกิดดาว - ที่ราวฟ้า
ดวงเดียว, แต้มตา - แต้มฟ้าค่ำ
ลุงเจ้าเพ่งมองแล้วพึมพำ
ขณะพ่องึมงำ - ท่องบ่นเพลง
เป็นเพลงชาวเขา - เผ่ายางขาว
พ่อร้องเศร้าเศร้า - ไม่เร้าเร่ง
ลุงว่าพ่อเสียงกร้านยานโตงเตง
เลยร้องเสียเองให้พ่อฟัง
ว่า "ฌาโป ดาวน้อยนั่นลอยฟ้า
ไยมิร่วงลงมาแผ่นดินมั่ง
ให้คนจนคนทุกข์ได้ประทัง
อิ่มแววสุกปลั่งอันเปล่งทอ"
ลุงเจ้าร้องจบแล้วจิบเหล้า
ทอทอดตาวาวมาที่พ่อ
บอก "หากมีเวลาเนิ่นยาวพอ
มีลูกชายจะขอ ให้ชื่อฌา
ฌา คือนิมิตรดาวแห่งชาวบ้าน
ที่มือหนาตีนด้านทุกย่านท่า"
นานนักพ้นผ่านเนิ่นนานมา
คำลุงเจ้า, คุณค่า - หรือยังคง
ยังคงคุณค่าแห่งความหวัง
ที่เปี่ยมด้วยพลังอันสูงส่ง
และเมื่อลุงเจ้าอุทิศชีวิตลง
หรือสิ้นเจตจำนง แต่เพียงนั้น ฯ
สาม
พ่อนั่งดูดาวในคืนนี้
วูบคิดทุกทีแล้วหวั่นหวั่น
กับความคาดหวังไปวันวัน
จักได้ใดกันกลับคืนมา
ลุงเจ้านั้นกล้าจนดูกร้าน
ใจซื่อทุกด้าน - ใครรู้ค่า
ตาจริงลุงเจ้ายังติดตา
พ่อของเจ้ามา - จนบัดนี้
ฌาโป - โตเติบจะเต็มร่าง
สามขวบผ่านย่างเข้าสู่สี่
พ่อทำใดได้ - ยังไม่มี
ให้แผ่นดินที่เจ้าเติบโต
ประชาสามัญยังรันทด
คนโกงคนคดยังอ่าโอ่
และเข็มแห่งนาฬิกายังเฉโก
ยังอดโซเวลานาที
ดอกไม้ยังมิได้บานดอกกว้าง
ดินดอนยังด่างยังร้างสี
มันสมองหัวใจ - ยังขายดี
แพร่พันธุ์อึ้งมี่ทั้งแผ่นดิน
พ่อนั่งดูดาวในคืนนี้
เห็นแววหม่นมีไม่รู้สิ้น
หรือคนต้องราดน้ำตาริน
ลงรดแผ่นดินอีกเนิ่นยาว ฯ
สี่
พ่อนั่งดูดาวเมื่อดื่นดึก
ใครบ้างหนอนึกถึงคืนหนาว
ใครหนอจักสาน - ตำนานดาว
พ่อหวัง, เพียงเจ้า - ได้รู้จำ
รำลึก นิสิต จิระโสภณ - ในวันครบ ๓ ปีของลูกชาย
"ฌาโป"
๒๕๒๘
จากหนังสือ "ทะเล ป่าภู และเพิงพัก"
โดย พนม นันทพฤกษ์
ในตอนท้ายของการบรรยาย อาจารย์สถาพรได้มอบคาถา 2 ข้อให้นักศึกษา คือ
(1) อย่าเอาเรื่องเล็กมาบดบังเรื่องหลักการ พร้อมยกตัวอย่างประกอบที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน
(2) จงเข็มงวดต่อตนเอง แต่ผ่อนปรนต่อผู้อื่น
หลังการบรรยายอาจารย์หลายท่านบอกผมว่า “เราน่าจะเชิญอาจารย์มาปฐมนิเทศด้วยนะ”
ในภาคบ่ายและภาคกลางคืน งานปัจฉิมนิเทศได้ย้ายไปจัดที่เกาะแห่งหนึ่งในทะสาบสงขลา ผมเองได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรด้วย ในหัวข้อเรื่อง “เล่าคร่าวๆให้เจ้าฟัง” ผมเตรียมไป 3 เรื่อง คือ (1) ปัญหาในทะเลสาบสงขลาและโครงการธรรมยาตราเพื่อทะเลสาบสงขลา (ที่ผมเขียนเป็นหนังสือแล้ว) (2) ประสบการณ์ในช่วง 4 ปีแรกของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย และ (3) บุคคลที่น่าสนใจ อาจารย์ที่จุดประกายให้ผมเป็นคนชอบคิด นอกจากนี้ผมยังเล่าถึงคนร่วมสมัย เช่น คุณมด (วนิดา) และรวมถึงคุณวิจักษณ์ พานิช คอลัมนิสต์ประชาไทด้วย
แต่ละเรื่อง ผมเล่าคร่าวๆ ด้วยหวังว่าจะให้นักศึกษาถามแล้วได้ขยายความ ปรากฏว่านักศึกษาไม่ถามเลยครับ นักศึกษาระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งคนหนึ่ง กล่าวกับผมในตอนดึกว่า “ความรู้ทั่วไปของหนูมีน้อยมาก หนูไม่ได้อ่านหนังสืออื่นเลยนอกจากตำราเรียน”
ผมนั่งดูกิจกรรมของนักศึกษาอย่างครุ่นคิดตลอดรายการ แต่พอถึงตอนการแสดงบนเวทีของนักศึกษา ผมทนดูได้เพียงครึ่งฉากเท่านั้น เพราะเน่าพอๆกับละครทีวี
ผมพูดกับตนเองว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้ คงต้องคิดการใหญ่ สงสัยต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั่ง”
หมายเหตุ : สาเหตุการป่วยของผม
บ่อยครั้งมากที่ผมใช้คอมพิวเตอร์วันละกว่านับสิบชั่วโมง โดยแทบไม่หยุดเลยยกเว้นเวลากินข้าวและเข้าห้องน้ำ นอกจากนี้ผมยังวางแป้นพิมพ์ไม่ถูกวิธีอีกต่างหาก กล่าวคือวางเอียงไปทางซ้ายแทนที่จะตรงกลางเพราะโต๊ะทำงานผมรกมาก และวางแป้นพิมพ์สูงกว่าระดับข้อศอกแทนที่จะให้ข้อศอกสูงกว่าเล็กน้อย
แรกๆ สายตาของผมมันออกมาเตือนก่อน ด้วยอาการแสบตา น้ำตาไหล ผมก็แก้ไขด้วยการเปลี่ยนแว่น เปลี่ยนจอให้ใหญ่และชัดขึ้น ตาก็รอดไปได้สักพักหนึ่ง แต่แล้วหลังก็มารับเคราะห์กรรมแทน
หลังจากปวดหลังอย่างชนิดที่มิอาจทนทานต่อไปได้แล้ว ลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นแพทย์ก็สั่งให้ผมไปโรงพยาบาล ตรวจไปตรวจมาหลังจากต้องเข้าอุโมงค์เพื่อทำ MRI แล้วก็พบโรคใหม่ คือหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท อาการสำคัญของโรคนี้คือมีอาการชาที่ปลายมือข้างซ้าย (ข้างที่ทับ) สิ่งที่หมอกังวลก็คืออาการอ่อนแรงซึ่งขณะนี้ยังไม่มีครับ
ผมเข้าใจว่าสาเหตุมาจากการที่ผมชอบทำอะไรเอียงไปทางซ้ายเป็นเวลายาวนานมากแล้ว ตอนนี้หมอสั่งให้ทำกายภาพบำบัดด้วยการดึงคอและทำกายบริหารทุกวัน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็อาจจะต้องผ่าตัด ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะคอเป็นที่รวมของเส้นประสาท แต่ทราบว่าในปัจจุบันนี้เขามีเทคโนโลยีใหม่ที่ผ่าตัดผ่านกล้องที่ทำให้เกิดแผลขนาดเล็กเท่าด้ามดินสอ ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่เหมือนแต่ก่อน ปลอดภัยกว่า อยู่โรงพยาบาลแค่คืนเดียว
อีกครั้งครับ ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้คนหนุ่มคนสาวต้องผิดพลาดซ้ำรอยผม ขอได้โปรดให้ความสำคัญกับการป้องกันไว้ก่อนด้วยการอย่าหักโหมเกินไป รู้จักพักทุกชั่วโมง รู้จักการออกกำลังกายและกายบริหารเหมือนกับตอนที่เราเคยเรียนในชั้นประถม ร่างกายของเราสมดุลอยู่ได้ ด้วยกระดูก กล้ามเนื้อและเอ็น ถ้าสามอย่างนี้หนุนช่วยกัน โอกาสที่จะเป็นเหมือนผมก็น้อยลงครับ
ขอบคุณครับที่อ่านมาถึงตรงนี้
[ Permalink ] . [ 11 ความคิดเห็น ]
อาจารย์ครับผมวรัญญู ครับ ผมติดตามงานเขียนของอาจารย์มาตั้งแต่อาจารย์เป็นที่ปรึกษา Project ได้อ่านบ้าง ไม่ได้อ่านบ้าง แต่สิ่งที่ผมติดตามผลงานของอาจารย์นั้นมาตลอดเป็นเพราะ ผมรัก และศรัทธา ในอาจารย์คนนี้ของผม อาจารย์เป็นคนมองโลกไม่ได้มองเพียงแค่ผิวเผิน มักจะมองอย่างละเอียด รอบคอบ คิด และพิจารณา มองถึงประโยชน์ในอนาคต รักการมีส่วนร่วม สอนลูกศิษย์ให้รู้จักคิดเป็น และนำไปสู่หนทางในการปฏิบัติ ตอนนี้ผมเป็นครูผมก็มักจะเอาเรื่องที่อาจารย์เขียนไว้ไปบอกกล่าวกับเพื่อน ๆ และลูกศิษย์ของผมอยู่เสมอ ให้ลูกศิษย์และเพื่อน ๆ ได้เกิดแนวคิดที่ดี ๆ สู่สังคม สำหรับบทความครั้งนี้ผมได้อ่านแล้วนะครับ สุดท้ายนี้ขอให้อาจารย์มีอาการดีขึ้น จะได้มีโอกาสเขียนบทความดี ๆ ขึ้นมาอีกเยอะ ๆ นะครับ
อาจารย์เป็นโรคเดียวกับในหลวงไหมครับ..."ไม่ธรรมดานะเนี่ย" (ขำๆครับ)
อาจารย์คร๊าบ ออกกำลังกายเข้าไว้ เล่นซี่กงง่ายๆเข้าไว้ ตอนเช้าก็รับแสงตะวันอ่อนนหน่อย วัยของเรามักจะเป็นโรคกระดูกพรุน รับแสงแดดทั้งตอนเช้าและตอนเย็น รำลึกอาจารย์ เสมอ ฝากคารวะคุณหมอทั้งสองท่าน และพี่น้องทุกคนทางใต้ด้วย ขาดครูเปลื้องคงแก้ว เทมือกบรรทัดก็เหงาเหมือนกัน
รักษาสุขภาพ คับ พวกเรายังต้องอยู่ร่วมกันต่อไป เป็นกำ
ลังใจให้กัน
สวัสดีค่ะอาจารย์ ไม่ธรรมดาจริงๆค่ะอาจารย์ ผู้รู้จริงมักจะข้ามศาสตร์เสมอและผู้เห็นความเกี่ยวโยงจะเห็นถึงความงามในทุกสิ่งไปพ้นกรอบจำกัด
โอมาร์ คัมยัม ก็เป็น mathematician และยังเขียนความงามอมตะมาให้เราได้ชื่นชมกันกับรุไบยาตอันลือลั่น ไอน์สไตน์เป็นนักฟิสิกส์จริง แต่มีความคิดทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่น้อยเลย ผู้รู้จริงมักไปพ้นกรอบความรู้สาขาตนเองค่ะ ฟริตจอฟ ค่าปร้าทำได้เพราะเขาก็ไปพ้นกรอบ ที่ชอบอีกคนคือ David Suzuki ค่ะ นักพันธุศาสตร์ที่อกหักกับศาสตร์ตัวเอง และการแหกกรอบทำให้มีความสุขขึ้น
บางทีความรู้ในสาขาก็เป็นกรอบเหล็กและกระจกสีชาครอบเราอีกทีนะคะ
สมาการคณิตศาสตร์ยังมีความงาม เคยทราบว่ามีนักศึกษาป.เอกคณิตศาสตร์คนหนึ่งที่ฝรั่งเศส ตอนสอบวิทยานิพนธ์ถูกถามว่า ทำไมจึงเลือกใช้สมาการหรือทฤษฎีนี้ คำตอบก็คือ "มันงดงามมาก" เป็นอันว่าผ่าน
อาจารย์รักษาสุขภาพนะคะ พักผ่อนมากๆค่ะ
คิดถึงนิสิต จิรโสภณ
ก้อคิดถึง อ้าย นิสิต จิระโสภณ เหมือนกัน คิดถึง อ้าย สถาพร ศรีสัจจัง ตวย ที่เป็นสหายแห่ง อ้ายนิสิตฯ ... ในปรัตุยุบันนี้ ประชาชนต้องสู้กันต่อไป ตราบชีวาวาย
ขอบคุณทุกท่านครับ
ขอบคุณมาก อ้ายแสงดาว
หาเวลาลงมาเยี่ยม คุณสถาพร และพักพวกทางนี้บ้าง ครับ
ประสาท
Sawasdee ka' Arjarn, Orawan(Sao) ka'. Sorry to hear that you are not well. Take care na ka.
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
:)...ว่าแล้ว ทำไมหนูไม่ค่อยมีความรู้........(ขำๆนะค่ะ)......
อาจารย์รักษาสุขภาพ+พักผ่อนมากๆนะค่ะ
อาจารย์คะ พอดีทางทีมงานอยากติดต่ออาจารย์แต่ไม่ทราบจะติดต่ออย่างไร
คือ ทางทีมงานกำลังจะไปจัดอบรมการทำหนังสั้น ที่มอ. หาดใหญ่ เห็นอาจารย์สนใจด้าน
วัฒนธรรมอยู่ อยากให้อาจารย์ช่วยประชาสัมพันธ์ให้น้องๆ นักศึกษาลองเข้ามา workshop ดูค่ะ ในวันที่ 4 กันยายน เวลา 13.00-16.00 น. ทีมงานคิดความไม่มีหมด และน่าสนุกที่จะมาลองเล่นภาพเคลื่อนไหว ฝึกจินตนาการได้ค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ
ทีมงานอบรมหนังสั้น
เอ่อ หากอาจารย์สนใจติดต่อได้ที่ เบอร์ 086-4485139
สถานที่คือ ห้องประชุมราชาวดี คณะศิลปศาสตร์
และขอให้อ.สุขภาพแข็งแรงค่ะ
ขอบคุณค่ะ