กวีประชาไท

หากดอกไม้มีความหมายว่างาม ดวงดาวที่วาววามคือความสุกใส
ปีกผีเสื้อคือสีสันที่โบกไกว ยอดหญ้าคือความอ่อนไหวแห่งโลก
สายน้ำคือเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยง หมู่นกขับเสียงกล่อมโศก
ต้นไม้ต้านทานวิปโยค แผ่นดินร่วมขานโศลกร้อยโครงคำ
ยังมีอะไรอีกหลายอย่างบนทางมนุษย์ ผู้ค้นหาที่สุดความลึกล้ำ
ก้าวล่วงไปสู่ความมืดดำ เป็นก้าวที่ย่ำอย่างคลอนแคลน
หากการเดินทางมีความหมายว่าแสวงหา การค้นพบคือปัญญาวิเศษแสน
ล้มเหลวคือเรียนรู้มิดูแคลน สุ่มเสี่ยงคือเขตแดนแห่งเรียน
คล้ายคำถามมากมายระหว่างนี้ เดินอยู่บนวิถีการแปรเปลี่ยน
ซึ่งเป็นทางที่วกเวียน ขัดเกลาเข่นเฆี่ยนอัตตาตน
นั่นคือที่สุดหรือมิใช่ หรือแท้แล้วหาไม่ ไฉน-ฉงน
เพียงภาวะหนึ่งนั้นในเงามืดมน ท่ามกลางความอึงอลปรากฏการณ์
หากภาพชีวิตเป็นดั่งดอกไม้ งามหรือมิได้เพียงพบผ่าน
ร้อยเรียงดั่งดาวเล่าตำนาน ดำรงอยู่กาลนาน-นิรันดร์ไป
อาจมิอาจเป็นได้ดั่งนั้น มิอ่อนน้อมต่อคืนวันดั่งหญ้าไหว
ทั้งมิได้หล่อเลี้ยงพฤกษ์ไพร และขาดความใส่ใจต่อโศกนาฏกรรม
ใช่...ยังมีอะไรอีกมากบนทางมนุษย์ และมันอาจไม่มีที่สุดอันลึกล้ำ
เป็นเพียงกระบวนการเคลื่อนโน้มนำ เดินทาง กระทำชีวิตเอง
นาโก๊ะลี
[ Permalink ] . [ 3 ความคิดเห็น ]
ดอกไม้ที่เห็นในภาพเส้นทางที่สวยงามนี้ ถ้าจำไม่ผิด ทางเหนือเรียก ดอกก๋าว ทางกลางเรียก ดอกทองกาว ทางอิสานเรียก ดอกจาน ( ยังจำเพลงนั้นได้ที่ขึ้นต้นว่า... "ดอกจานที่บานบนเนิน คือดินแดนระอุเดือด อิสานที่แห้งแล้ง ฯลฯ (จำต่อไปบ่ได้แล้วเพราะนานเหลือเกิน รู้สึก วงคาราวาน จะเล่น)
บทกวี สวย คับ ให้ข้อคิด ปรัชญา ภาษางาม ฯลฯ
อ้ายยังติดหนี้ นาโก๊ะลี อยู่ สองปีกว่าแล้ว (มิใช่สะตังเน้อ) แต่เป็นการรวบรวมความงดงามในบทกวี ของ นาโก๊ะลี รู้สึกผิดในสำนึก ไว้จังหวะดีๆ นะ คับ บุญฮักษา คับ
คิดถึงเพลงอ้าย อภิธาน สมใจ ดอกจานบนลานทองกาว ผมนายแพทย์ฯ (ฮาฮา)พลัดถิ่น ยังคงใช้เสียงแคนรักษาวิญญาณและใช้หนี้คำถาม ปัจจุบันขณะผมระทดท้อและหมดศรัทธาต่ออำนาจที่เหนือธรรมชาติ ความรู้มาก(สักแต่รู้)เป็นสิ่งสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ์ผมเหลือแต่ลูกกะตาเนื้อที่เอาไว้สาแก่ใจกับความจริงที่จริงกว่า
เสียงจากแคนทำให้ผมรู้สึกว่ายังมีลมหายใจอยู่ ...............................
...................ชีวิตกำลังวิ่งอยู่ในท่อไม้ไผ่ เพื่อฝากตัวเองปลิวไปกับสายลม และหวังว่าเสียงชีวิตนั้นอาจจะไปสัมผัสคลื่นชีวิตที่คล้ายๆกัน เพื่อนิ่งฟังอย่างเป็นสุข
ระฤกถึงเสมอ
จอมยุทธผู้ใช้ตะเกียบคีบตำบักหุ่ง
แวะมาเที่ยวบ้าง คึดถึง (โดยสภาวะซึมเทา ผมห่อเหี่ยวเหลือเกิน)
คิดถึงบรรยากาศ... การร่ายบทกวีของอ้ายแสงดาว ที่สุดสะแนน คิดถึง เสียงแคน ที่พลิ้วไหว ของ ป.เปือย คิดถึงบทเพลงสะท้อนวิถีชีวิต และวัฒนธรรม ของ อ.อภิธาน คิดถึงความละไมของมิตรภาพ เมรัย และเรื่องเล่าที่ร้านสุดสะแนน .....
สวิง (อุบลราชธานี)