Music
ช่วงที่ผ่านมาผมขอลาพักจากการเขียนคอลัมน์ไปชั่วคราว ไม่ได้ลากิจ และยังไม่ได้ลาออกจากการเขียนคอลัมน์แน่นอน เพียงแต่หลบจากความเหนื่อยล้าจากหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อไปเติมพลังให้ตัวเองเท่านั้น
ในช่วงที่พักจากการเขียนคอลัมน์ไป ก็คิดว่าจะลองหลบมุมสงบ ๆ อยู่ ปิดหูปิดตาตัวเองจากสิ่งรอบข้างดูสักพัก … แต่แล้วก็ไม่สำเร็จ ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมามีข่าวบางอย่างที่ทำให้ผมต้องรู้สึกถึงความย่ำแย่ น่าเบื่อหน่ายไม่รู้จบของประเทศที่ผมอยู่อีกครั้ง
จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง (ซึ่งสื่อบางแห่งดูจะพยายามแปลงให้เขากลายเป็นเพศอื่นอยู่เสมอ…ซึ่งผมว่าเขาคงไม่เดือดร้อนอะไร) เขาไม่ได้เป็นคนดีอะไรนักหนา แต่ก็ไม่ได้เป็นคนเลวขนาดที่ว่าเห็นแล้วต้องเบือนหน้าหนี เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ที่บังเอิญมีโอกาสสวมสูทออกทีวีให้พวกท่านได้หาเรื่องด่าอยู่เสมอเท่านั้น
สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดคือ เขาถูกรังแกด้วยเรื่องที่ฟังดูขำขันเหลือเกินในโลกที่ Freedom of Speech ควรจะเป็นของประชาชนได้แล้ว เป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐบาล แต่ไม่เห็นมีใครออกมาวิจารณ์พวกนี้ในพื้นที่สาธารณะบ้าง การวิจารณ์รัฐบาล (ที่แม้จะมาจากการเลือกตั้ง) เป็นเรื่องดี ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างอำนาจรัฐมันมีมากกว่ารัฐบาล มันยังมีผู้ที่คอยออกมาโจมตี ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายแค้นหรือพวกขุนนางกังฉินทั้งหลาย ซึ่งพวกหลังนี้รอดพ้นการวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ทุกครั้ง
เป็นเรื่องธรรมดาในวงการนี้ที่มีแพ้มีชนะ ท่ามกลางผู้คนที่ต้องสูดกลิ่นเน่าเหม็นของมันต่างรู้เรื่องนี้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ถูกรังแกไล่ต้อนจนมุมโดยพวกขุนนางอำนาจนิยมจะแพ้พ่ายเสมอไป เพราะปลาบางตัวมันทำเบ่งใหญ่ได้แต่ในหนองน้ำเล็ก ๆ ที่มันคิดว่านั่นเป็นทั้งโลกของมันแล้ว แต่ไม่รู้หรอกว่าเมื่อหนองน้ำเล็ก ๆ นั่นกลายเป็นบึงใหญ่ขึ้นมา มันอาจจะต้องเจอปลาอีกกี่ตัวที่ใหญ่กว่ามันโดยไม่ต้องเบ่ง
“You might be a big fish
In a little pond
Doesn’t mean you’ve won
‘Cause along may come
A bigger one”
- Lost!
สิ่งที่พอจะทำให้ผมมีอารมณ์คึกกลับมาเขียนเรื่องเพลงได้อีกครั้งคืออัลบั้มใหม่ของวงบริทป็อบแห่งยุคอย่าง Coldplay หลังจากที่งานของพวกเขาอาจจะดูเนื่อย ๆ ลงไปบ้างในอัลบั้มก่อนหน้านี้ (แต่ยังคงความไพเราะอยู่เช่นเคย) อัลบั้มนี้ดูเหมือนพวกเขาจะกลับมามีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่ากันอีกครั้ง แค่เห็นชื่ออัลบั้มอย่าง “Viva la Vida or Death and all his friends” และปกอัลบั้มที่แปลกตาไปก็พอจะรู้แล้วว่าจะต้องเตรียมตัวพบอะไรใหม่ ๆ จากวงนี้อย่างแน่แท้
คำว่า Viva la Vida (แปลว่า “สดุดีชีวิต” ไม่ก็คำอื่นที่ใกล้เคียงกัน) มาจากชื่อรูปวาดของศิลปินหญิง ฟรีดา คาห์โล (ใครอยากรู้เรื่องราวชีวิตอันฉูดฉาดของเธอคงต้องลองหาภาพยนตร์ที่ชื่อ “ฟรีดา” มาดู) ขณะที่รูปปกเป็นรูปวาดของศิลปินฝรั่งเศสที่มีชื่อว่า “Liberty Leading the People” เป็นรูปที่เขียนถึงการปฏิวัติต่อต้านพระเจ้าชาร์ลที่สิบ หรือที่เรียกกันว่า “การปฏิวัติเดือนกรกฎา”
หากจะให้อธิบายเกร็ดต่อเล็กน้อย (เท่าที่ข้อมูลและความรู้อย่างงู ๆ ปลา ๆ ของผู้เขียนจะมี) การปฏิวัติในครั้งนี้ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปส์ ขึ้นครองราชย์ต่อและทำให้เกิดการแบ่งฝักฝ่ายชัดเจนระหว่างฝ่ายสนับสนุนราชบัลลังค์และฝ่ายสนับสนุนสาธารณรัฐ แต่กระบวนการทางประวัติศาสตร์ก็ค่อย ๆ ขับเคลื่อนมาเรื่อย ๆ จนถึงการปฏิวัติครั้งสำคัญในปี คศ.1848
ก่อนที่คอลัมน์นี้จะกลายเป็นคอลัมน์ประวัติศาสตร์ ผมก็อยากพูดถึงความสงสัยของตัวเองอยู่หน่อยว่า การเปลี่ยนรูปแบบปกอัลบั้มจากเดิมของพวกเขาต้องการจะสื่ออะไรมากกว่าการเปลี่ยนแปลงทางดนตรีหรือเปล่า เพราะทั้งสามอัลบั้มก่อนหน้านี้ปกจะออกเรียบง่าย นิ่ง แต่แฝงความหมาย ขณะที่ปกอัลบั้มแบบ “การปฏิวัติเดือนกรกฎา” นี้ดูอล่างฉ่างผิดวิสัย Coldplay (ไม่นับว่ามี Reference งานจิตรกรรมถึงสองชิ้น)
แล้วผมก็พบว่ามีเพลงหนึ่งที่พูดถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของฝรั่งเศส คือเพลง Viva la Vida ซึ่งเป็นเรื่องเล่าผ่านมุมมองของราชาผู้เคยมีอำนาจมาก่อน แล้วพบว่าวันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของบ้านเมืองก็มาถึง เมโลดี้ทั้งจากเครื่องสายและจากเสียงร้องของ Chris Martin สวยได้อารมณ์มาก ทั้งตัวดนตรีและเนื้อเพลงไม่แฝงความโกรธแค้นใด ๆ ไว้เลย ดู ๆ ไปออกจะเป็นมุมมองที่เข้าใจโลกเสียด้วยซ้ำ
“Just a puppet on a lonely string
Oh who would ever want to be king?”
- Viva la Vida
บรรยากาศของการใช้เครื่องสายสร้างอารมณ์โออ่าแต่ก็ยังไม่ลืมความไพเราะดั้งเดิมของ Coldplay เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งเท่านั้น สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งน่าจะมาจากโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้คือ Brian Eno ผู้เคยทำหน้าที่เดียวกันนี้กับวงอย่าง U2 (ไม่รู้ Coldplay ประชดที่ถูกหาว่าเริ่ม U2 เข้าไปทุกวันแล้วหรือเปล่า) Talking Head และเคยมีผลงานแนวอิเล็กโทรนิคของตัวเอง คงต้องบอกว่า Eno มีส่วนสำคัญในการช่วยปั้นซาวน์ของ Coldplay ที่พยายามจะฉีกไปจากสามอัลบั้มก่อนให้เป็นรูปเป็นร่างได้ไม่ “หลุด” จนเกินไป
นอกจาก U2 แล้ววงที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับพวกเขาคือ Radiohead ซึ่งช่วงต้นของเพลง 42 ลูปของเปียโน เสียงร้องและเนื้อเพลง มันก็ชวนให้นึกถึง Radiohead อย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะตัดบทเปลี่ยนจังหวะกระทันหันไปสู่อีกอารมณ์ ซึ่งมุขตัดบทนี้ยังมีในอีกหลาย ๆ แทรก บางแทรกก็ใช้วิธีซ้อนเพลง ทำให้รู้สึกแปลก ๆ ไปบ้าง และบางเพลงก็ชวนให้อึดอัดไปหน่อย
(โดยส่วนตัวผมไม่ชอบเพลง Yes! ที่ คริส มาร์ติน พยายามจะร้องเสียงโทนต่ำ แต่ชอบ Chinese Sleep Chant ที่ซ่อนอยู่หลังเพลงนี้อีกที…ลำบากใจไม่น้อยเวลาจะฟัง)
ก่อนหน้าอัลบั้มนี้จะออกมามีเพลงหนึ่งที่เปิดเป็น Single ให้ดาวน์โหลดฟรีคือเพลง Violet Hill เป็นเพลงที่มีดนตรีหนักแน่น แต่มีจังหวะเน้น ๆ และริฟฟ์กีต้าร์ทรงพลัง พูดถึงสงครามและศาสนาแบบกี๊ก ๆ แต่พอเข้าใจได้
“I don’t want to be a soldier
Who the captain of some sinking ship
Would stow, far below
So if you love me why’d you let me go?”
- Violet Hill
ที่ผ่านมางานของ Coldplay หลายเพลงมักจะแฝงเรื่องหนัก ๆ ไว้ภายใต้ดนตรีที่ฟังดูตรงกันข้ามคือฟังดูเบาสบาย แต่ใน Viva la Vida or Death and All His Friends ดูจะปรับตัวดนตรีให้มีความหนักตามเนื้อหาและบางเพลงก็ออกโทนหม่นหมอง (เว้นเพลง Viva la Vida ที่พูดถึงการเมืองแบบลึกลงไปในมิติความเป็นมนุษย์) ขณะเดียวกันก็ไม่ลืมเพลงเบา ๆ ที่ชวนให้หลบหนีจากโลกน่าเบื่อนี้ไปชั่วคราว
เพลงที่พูดถึงคือสองเพลงสุดท้าย คือเพลง Strawberry Swing และ Death and All His Friends เพลงแรกมีเสียงกีต้าร์ที่ได้อิทธิพลจากดนตรีพื้นบ้านแอฟริกัน บวกกับซาวน์ไซคีเดลิกหน่อย ๆ จังหวะจะโคนของกลองรวม ๆ ทำให้เพลงนี้ดูสดใสไม่น้อย เนื้อหาเป็นเรื่องหวนหาอดีตอยู่กลาย ๆ
ขณะที่ Death and All His Friends ในโครงสร้างของเพลงที่ค่อย ๆ บิวท์ช้า ๆ จากเปียโนนุ่ม ๆ ไปสู่จังหวะที่เร่งเร้าเรื่อย ๆ จนถึงท่อนร้องประสานเสียง ก็แฝงความหมายอย่างมีมิติไว้ภายใต้เนื้อเพลงเรียบ ๆ
“I don’t want a cycle of recycled revenge
I don’t want to follow death and all of his friends”
- Death and All His Friends
นัยหนึ่งอัลบั้ม “สดุดีชีวิตหรือความตายกับผองเพื่อนของเขา” เหมือนได้เข้าไปสำรวจ เผชิญหน้ากับบางด้านของชีวิต ขณะเดียวกันก็แอบแฝงการพยายามหนีและปฏิเสธอีกด้านอยู่เงียบ ๆ
ในท้ายเพลง Death and All His Friends ก็มีเพลงซ่อนไว้คือ The Escapist ซึ่งบอกว่าในที่สุดแล้ว การหนีมันก็เป็นเพียงความฝัน ทุกคนล้วนติดอยู่ในบ่วงที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง เต็มไปด้วยการต่อสู้ไม่รู้จบ และชีวิตนี่เองคือสิ่งที่น่าถนุถนอมรักษา ไม่ให้อำนาจใด ๆ มาฉกชิง
[ Permalink ] . [ 15 ความคิดเห็น ]
เขียนได้ดี เขียนได้ถูกต้อง เราชอบมาก
ชอบงานเขียนคุณมาก
เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ reference ทุกอย่างอยู่บนปกแล้ว
แทรค viva la vida รำพึงรำพันถึงตัวตนในแง่ลึกของมนุษย์
ขนานไปกับภาพบรรยายของ king louis xiv และ french revolution
เมื่อรัฐภายใต้การปกครองของ king ล่มสลาย ประชาชนที่จงรักภักดีต่อ king ถูกจับกุม กักขัง ทรมานและสังหาร โดยเฉพาะการล้มล้าง 'CATHOLICISM' ซึ่งในเพลงอิงคำทางศาสนามากมาย
ขณะที่ king ต้องทิ้งอาณาจักรและทุกสิ่ง หนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่กับครอบครัวของ queen ในออสเตรีย
ทางดนตรีของ coldplay เองก็เป็นดราม่ามากขึ้น เหมือนกำลังรับชมละครเวที
แรกๆ ฟังเหมือนผู้เข้าใจในชีวิตสามัญ แต่ฟังไปฟังมามันดูจงใจที่จะเสแสร้ง (ซึ่งถือว่าคมคายมาก)
เหมือนความจงใจใน verse สุดท้าย
จากเดิมที่มีแค่ I hear Jerusalem bells were ringing.
Roman Cavalry choirs were singing.
แต่กลับเพิ่ม I know St. Peter won't call my name. ลงไปเฉพาะส่วนจบของเพลง
ถ้ามองอย่างไม่ยี่ระสิ่งใด นี่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์อันใหญ่อะไรเลย
เป็นแค่การอุปโลกอำนาจใหม่ภายใต้ชื่อว่า revolution
เขียนได้เจ๋งงงงงงงงงง
เขียนได้เจ๋งงงงงงงงงง
เขียนได้เจ๋งงงงงงงงงง
ถ้าการใช้ Freedom of Speech เป็นไปในทางมีนัย และกล่าวพาดพิงบุคคลที่ 3 โดยที่เขาไม่สามารถออกมาโต้ตอบได้ ยังจะเป็นเรื่องที่ดีอยู่หรือเปล่า?
เพลงมาก strawberry swing เท่มาก ทำให้คิดถึงวงวงนึงในประเทศไทย
ชอบทำเพลงแนวเหมือนจะ คันทรี่ แต่จริงๆ มันอินดี๊ดี้
เพราะค่ะ viva la vida เจ๋งมาก
เขียนได้ดีมากค่ะ
แล้วก็ชอบอัลบั้มนี้ของColdplayมาก
ซื้อแผ่นเก็บไว้แล้วตั้ง 770 แน่ะ -*-
แต่ก็คุ้มค่ากับงานเพลงดีๆชิ้นนี้จริง
เเฟนเก่าเเก่มาเเล้วครับ งานนี้เเผ่นมีเเเต่ Import ขาย เพราะ EMI เจ๊งไปเเล้ว
เเนะนำให้ไปหามาฟังกันครับ ;)
2008 Coldplay
Coldplay fans, the seemingly endless wait is over Coldplay is finally releasing an album and going on a
world tour! 2008s Viva La Vida or Death And All His Friends is their first full-length album since
2005s platinum-selling X&Y, and fans are clamoring to see it performed live. The Viva La Vida
World Tour starts this summer, and as always, Coast to Coast has the tickets to get you there.
Theyre already going fast though, so dont wait, get your <a
href="http://www.musiccosmo.com">Coldplay tickets</a> today!
Coldplay LyricsList all music lyrics for Coldplay , sort by album's release date with album cover and track list at www.musiccosomo.com
เขียนได้น่าอ่านมากค่ะ
กำลังติดอัลบั้มนี้งอมแงม
เป็นคอลัมภ์ที่ดีคะ
Viva La Vida = Long Live Life
เพิ่งไปซื้อมาค่ะ หลังจากโหลดมาฟังบางเพลง 389 ที่บีทูเอส ของ emi local