blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

แย้ง อดอร์โน (2) : โลกหลังปี 1970’s ที่หน้าต่างแคบ ๆ บน “หอคอย” มองไม่เห็น

ส่งมาเมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 07:33:43.  หมวด: วิพากษ์  ป้าย:

    

Arnold Schoenberg

(นักประพันธ์เพลงคนโปรดของ Adorno)

ดูเหมือนความตายของ Adorno ในปี 1969 จะทำให้ผู้ที่ใช้แนวคิดของ Adorno มาวิพากษ์ Popular Music หยุดเติบโตไปด้วย พวกเขามักจะมองดนตรีที่มีอิทธิพลตั้งแต่ยุค 70's เป็นต้นมาอย่างเหมารวมและติ้นเขิน พวกเขาถึงขั้นจัด The Beatles, Nirvana และ Linkin Park ไว้ในประเภทเดียวกัน

ผมไม่ปฏิเสธความเป็นป็อบและร็อคของทั้งสามวงที่ยกตัวอย่างมานี้ หากความเป็นร็อคคือความหนัก และการมีจังหวะที่ชัดเจน หากความป็อบคือความติดหู ฟังง่าย ผมก็เชื่อว่าทั้ง สี่เต่าทอง, กรันจ์เจอร์นิพพาน และ สวนสาธารณะของลินคอร์น ต่างก็มีความเป็นป็อบและความเป็นร็อคทั้งสิ้น (หลายเพลงของ Nirvana ฟังแล้วติดหูมาก ผมยอมรับตรงนี้เหมือนกัน) เพียงแต่การนำคุณสมบัติบางอย่างที่เหมือนกันมาตัดสินว่าดนตรีร็อค ไม่ว่าจะในยุค 60's, 90's หรือยุคปัจจุบัน ล้วนเป็น Popular music ที่ผลิตอะไรซ้ำๆ เหมือนๆ กันไปหมด มันก็ฟังดูทุเรศทุรังไม่น้อย

ดนตรีพวก Classical music เองก็หยิบยืมอะไรจากกันและกันมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ แม้ผมไม่อาจจะชี้ชัดในรายละเอียดแบบลึกๆ ลงไปได้ แต่ขอบอกด้วยสามัญสำนึกของคนธรรมดาทั่วไปก็ได้ว่า สำหรับคนที่เคยฟัง Popular music มาตั้งแต่เกิด (ไม่ต้องไปหาที่ไหน คนที่เราเดินเฉียด เดินสวนกัน 98 ใน 100 ล้วนเป็นผู้ที่ฟัง Popular Music มาตั้งแต่เกิดทั้งสิ้น) จะแยกไม่ออกว่าเพลงคลาสสิคเพลงนึงเป็นของยุค Baroque (ค.ศ.1600-1750) หรือยุค Renaissance (ค.ศ.1450-1600) ก็เป็นเรื่องธรรมดามาก ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่ไม่ได้ฟังดนตรี Rock อย่างจริงจังจะเห็นว่า Nirvana กับ Linkin Park มันก็เหมือนๆ กันก็ไม่แปลก

พวกที่เอาแนวคิดของ Adorno มาจับ Popular music ของยุค 70's เป็นต้นไปนั้น ก็มักจะมองด้วยกรอบที่ตีมาแล้วว่า "ขึ้นชื่อว่าเป็น Popular music มันต้องเหมือนกันแน่ๆ" โดยไม่เคยได้สนใจบริบททางวัฒนธรรมที่ประกอบสร้างดนตรีแนวย่อยๆ ทั้งหลายขึ้นมาเลย

พวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่าเหตุใดวัยรุ่นชนชั้นล่างในอังกฤษถึงลุกขึ้นมาเล่นเพลงง่ายๆ แต่งตัวแสบๆ จนกลายเป็นแนวพังค์

พวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่าทำไมถึงชอบมีคนโยงดนตรี grunge (ดนตรีร็อคแบบของ Nirvana, Pearl Jam ฯลฯ ) เข้ากับ Generation X

พวกเขาจะรู้หรือเปล่าว่าทำไมทั้ง Damon Albarn (ตอนนั้นเป็นนักร้องนำวง Blur) และ Noel Gallagher (แห่ง Oasis) ต่างพร้อมใจพากันออกมาด่าพวก grunge ถ้าไม่ทางตรงก็แอบสอดลงไปในเนื้อเพลง

แน่นอน...ไม่ว่าพวกเขาจะปฏิเสธเรื่องความเป็น Elite ในแนวคิดของ Adorno มากขนาดไหน แต่การละทิ้ง ไม่ยอมลงมาศึกษาสิ่งที่พวกเขาเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์อยู่บนหอคอย มันก็โชยกลิ่น Elite มาให้เหม็นหืนอย่างช่วยไม่ได้

สิ่งที่ Adorno เชิดชูเป็นอย่างมากอีกอย่างหนึ่งในดนตรีคือ Atonality ซึ่งพูดง่ายๆ คือดนตรีที่ไม่มีฐานตัวโน๊ตและบันไดเสียงหลัก บ้างก็เรียก Twelve-tone คือ บันไดเสียง 12 เสียง และทั้ง 12 เสียงมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เวลาบรรเลงจึงทำให้เกิดซาวน์ดนตรีที่มีลักษณะขัดหู หัวเรือใหญ่ของดนตรีแนวนี้คือนักประพันธ์ที่ชื่อ Arnold Schoenberg และอีกคนที่ผมพอจะเคยฟังบ้างคือ Bela Bartok ซึ่ง Adorno รวมถึงผู้ที่เชื่อใน Adorno บางคน ได้เชิดชูดนตรีที่มีลักษณะนี้ไว้ว่าเป็นดนตรีที่ช่วยปลดปล่อย (Liberate) ออกจากแบบแผนการวางตัวโน๊ตแบบเดิมๆ ซึ่งหมายความว่า มันคือดนตรีที่เต็มไปด้วยเสรีภาพ และจิตวิญญาณอิสระ ไม่ได้ทำการล้างสมองใครด้วยสรรพสำเนียงซ้ำซาก

ผมขอขยายความก่อนหน้าที่จะพูดถึงนิทานกล่อมเด็กอันแสนยิ่งใหญ่ของ Adorno เขาได้เขียนถึง Popular Music ไว้ว่า มันเต็มไปด้วยการเรียบเรียงแบบซ้ำๆ (Repetitive) และทำให้คนฟังติดอยู่กับการฟังตัวโน้ต- คอร์ด-จังหวะหรืออะไรก็ตามแบบซ้ำๆ ตรงนี้ไม่ต่างจากการบริโภคผลผลิตที่ซ้ำซากจากโรงงานอุตสาหกรรม และข้อความที่แฝงมาในเนื้อหาของเพลงประเภทนี้ก็เป็นการบีบให้ผู้ฟังได้แต่รับสารโดยไม่ต้องตีความ เนื่องจากทำนองเพลงอันมีลักษณะตายตัวช่วยทำให้ผู้ฟังเคลิ้มไปกับมันจนไม่ต้องได้ตีความใดๆ - นี่คือสิ่งที่ผมเรียบเรียงได้จากความพยายามใช้โวหารรำพึงรำพันของ Adorno เพื่อดิสเครดิตดนตรีป็อบ 

 

Bela Bartok

ผมได้บอกไว้ในคราวที่แล้วว่า Adorno ดันตายไปก่อนในปี 1969 การที่ผู้ศึกษา Adorno เอาแนวคิดเขามาพูดถึงดนตรีหลังยุค 70's จึงชวนให้ต้องชั่งใจเสียเล็กน้อย มีดนตรีอยู่แขนงหนึ่งที่ค่อยๆ เฟื่องฟูขึ้นมาในช่วงต้น 70's มันคือดนตรีที่เรียกว่า Progressive Rock ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม Adorno ถึงคิดว่าผู้บริโภคดนตรีทั้งหลาย มันจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า "ความเบื่อหน่าย" เอาเสียเลย จากดนตรีพวก Folk-rock , Blues-rock , Psychedelic ในช่วงก่อนหน้า ทำให้มีศิลปินบางกลุ่มเริ่มอยากจะหลุดจากพื้นที่ตรงนั้น และก้าวเดินต่อไปเพื่อปลูกสร้างสิ่งใหม่โดยอาจจะทั้งหยิบยืมและต่อต้านสิ่งเดิม พลวัตทางศิลปะวัฒนธรรมมันมีตรงนี้อยู่ทั้งสิ้น

โดยเริ่มต้นแล้วดนตรี Progressive Rock มีส่วนหนึ่งของความทะเยอทยาน ในการที่จะทำให้ดนตรี Rock เทียบชั้นได้กับพวก (ที่เขาเรียกกันว่า) Art Music อย่างดนตรี Classic หรือดนตรี Jazz บางสายที่เต็มไปด้วยความแพรวพราว คุณสมบัติของดนตรีดังกล่าวจึงถูกผสมผสานลงไปในดนตรี Rock สมัยนั้นได้อย่างกลมกลืน จนทำให้เกิดวงอย่าง Yes, Genesis, King Crimson หรือบ้างก็พัฒนามาทางสาย Psychedelic อย่าง Pink Floyd ฯลฯ

ฟังดูแล้วเหมือนดนตรี Progressive จะเป็นเพลงของคนหัวสูง ต้องปีนกระไดฟัง (ข้อหาเดียวกับดนตรีคลาสสิก) แต่เท่าที่ผมพบเจอมา คนฟังแนวนี้ก็เป็นคนฟังเพลงธรรมดา ฟังป็อบ ฟังร็อค อะไรทั่วไป เพียงแต่อาจจะมีจำนวนน้อยหน่อย บางคนเคยฟัง Classic บางคนก็มาจากสาย Jazz บางคน (ส่วนใหญ่) ซึ่งรวมผมด้วยเป็นพวก Rock เพียวๆ มาก่อน บางคนเคยเป็น Metalhead ดุๆ แต่เบื่อหน่ายการพยายามจะแข่งกัน "โหด" อย่างเดียวเลยหันมาหาอะไรวิจิตรๆ เสียบ้าง

ผมอยากรู้ว่า Adorno จะอธิบายปรากฏการณ์ตรงนี้ว่าอย่างไร?

และคนฟัง Prog (ชื่อเรียกย่อของ Progressive Rock) ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ปิดกั้นตัวเองเลย พวกเขายังคงฟัง Pop Rock ฟัง Jazz ฟังอะไรที่ตัวเองเคยฟังมาก่อนโดยไม่จำเป็นต้องสมาทานตัวเองแบบคนฟังดนตรี Classic บางคนที่ถึงขั้นไม่อยากแตะแนวอื่น หรือคนฟัง Extreme Metal บางคนที่คอยแต่จะด่าเหยียดดนตรีแขนงอื่น

นั่นอาจจะเป็นเพราะ Progressive Rock เป็นแนวดนตรีที่ไม่มีรูปแบบการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม พวกเขาคิดว่าดนตรีก็คือดนตรี ก็คือศิลปะ ขณะเดียวกันก็เป็นความบันเทิง คอนเสิร์ตสำหรับพวกเขามันก็คือโชว์อย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีก็มีการประดิษฐ์ประดอยเวทีจนราวกับฉากโรงละคร ไม่ได้เป็นพิธีกรรมอะไรมากกว่านั้น

Adorno จะอธิบายว่าอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าคนฟังดนตรี Pop ที่เขาเคยด่า ไม่ได้กลายเป็นทาสอุตสาหกรรมวัฒนธรรมอย่างที่เขาพูดถึง?

และยิ่งกว่านั้น Adorno จะอธิบายอย่างไร หากเขามีโอกาสได้มาฟังเพลงบางเพลงของ King Crimson แล้วพบว่ามันเป็น Atonal music ที่เขาชื่นชมนักชื่นชมนักหนา... ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรนัก เพราะนักวิจารณ์เองยังบอกเลยว่าวงนี้ได้รับอิทธิพลบางส่วนมาจาก Bela Bartok นั่นแหละ!!

King Crimson

(ไม่ใช่ Line-up ในปัจจุบันแน่นอนเพราะวงนี้เปลี่ยนสมาชิกบ่อยมาก)

ก่อนที่ผมจะโดนข้อหา Romantized ดนตรี Prog (ฮิๆ) ผมก็ขอออกมาบอกว่า ไอ่ดนตรีที่ไม่มีฐานตัวโน้ตแน่นอน ไม่ได้มีแต่ใน Progressive หรือ Avant-garde (ดนตรีแนวทดลอง) เท่านั้น แม้แต่ในพวก Noise rock, Brutal, Grindcore หรืออะไรอีกหลายๆ แนวที่ผมอาจจะตกสำรวจไป มี Atonality นี้อยู่เต็มไปหมด

หากทุกท่านจำได้จากตอนที่แล้ว Adorno ได้บอกไว้ว่าดนตรี Popular Music นั้น มันได้สร้างแต่มวลชนที่เฉื่อยชา ไม่สนใจสังคม ไม่คิดจะลุกขึ้นมาปลดปล่อยตัวเองหรืออะไรอื่น

ผมอยากรู้ว่า Adorno จะอธิบายอย่างไรเมื่อได้เห็นวัยรุ่นมีการศึกษาจำนวนหนึ่ง เริ่มลุกขึ้นมาท้าทายค่านิยมเก่า เดินขบวนต่อต้านสงคราม เอาดอกไม้ทัดหูเป็นบุปผาชน พวกนี้ "เลือก" ใช้ Folk-Rock, Pop-Rock เป็นพื้นที่ประท้วง เป็นสาส์นของความรักและสันติภาพ ขณะเดียวกันก็ "เลือก" Psychedelic เป็นพาหนะเพื่อการปลดปล่อยตัวเอง

เขาจะอธิบายอย่างไรเมื่อรู้ว่าพวกพังค์ดั้งเดิมชวนกันทำอะไรห่ามๆ ท้าทายอำนาจรัฐกันอย่างกระจัดกระจาย

เขาจะอธิบายอย่างไรเมื่อได้ยินว่าชาว Black Metal ผู้อยู่ในประเทศที่ถูกกดขี่ทางศาสนามาก่อนพากันออกไปเผาโบสท์

ทั้งหมดนี้ หากเป็นพวกที่มัวเชิดชูแต่ดนตรีคลาสสิค ไม่ได้เป็นผู้ที่มาศึกษารับรู้เรื่องดนตรีป็อบจริงๆ คงเอาแต่มองว่า "พวกนี้มันหัวรุนแรง" บ้างล่ะ "ถูกดนตรีครอบงำ" บ้างล่ะ โดยไม่สนใจศึกษาเลยว่ามันมีบริบทแวดล้อมทางสังคมอยู่ด้วย แล้วอย่าทำเป็นลืมไปว่า เพลงคลาสสิคบางเพลงมันก็กลายเป็นเพลงเชิดชูสงครามและเผด็จการทหารมาเหมือนกัน

แล้วผมก็ไม่รู้ว่าทำไม Adorno ถึงโยงเรื่องความเป็น Atonality กับการปลดแอก หรือการหลุดพ้น ไปได้

เพราะไม่ว่าจะเป็น Hippies, Proghead, Metalhead, Punk, Grunger, Hardcore, Nu Metal, Emo ฯลฯ

พวกนี้เขาก็ล้วนพยายามจะ "หลุดพ้น" ไปจากอะไรบางอย่างทั้งนั้น

เพียงแต่ไอ่อะไร บางอย่าง' นั่นมันต่างกันเท่านั้นเอง

 

-------------

เนื่องจาก Blogazine ใส่เพลงไม่ได้ ผมจึงขอทำลิ้งค์คลิป youtube มาให้ดูและฟังแทน

คลิปเพลงของวง King Crimson ที่ผมอยากแนะนำให้ฟัง

http://www.youtube.com/watch?v=DJQHOFJs6mw

อันนี้ของ Bela Bartok ครับ

http://www.youtube.com/watch?v=A1PK3lkIAI4

 

 

 

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 13:02:25 - ip: 124.157.152.36  

หงุดหงิด หงุดหงิด

ยังไม่ได้อ่านบลอกนี้ แต่มาท้ายต่อยก่อน

ขอเวลาอ่านแปร๊บ

ส่งมาโดย ท่านโอยาชิโร่ เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 15:32:32 - ip: 118.172.34.58  

^
^
^
(-_-")

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 16:16:23 - ip: 124.157.152.36  

1.
งานช่วงหลังของไอ้หนูคนนี้ ปัญญาอ่อนน้อยลงมาก รู้จักเชื่อมโยงดนตรีปัญญาอ่อนเข้ากับสังคมปัญญาอ่อน ได้มากขึ้น

ว่าด้วยงานชิ้นนี้แล้วกัน ไอ้สัตว์อะดอน่อ มันเป็นต้นตำหรับไอ้สัตว์ปัญญาอ่อนชนไทยที่เหยียดหยามวัฒนธรรมคนจน และพวกไอ้สัตว์อินดี้ส้นตีน ที่ดูถูกคนฟังโลโซ ที่ดูถูกคนฟังกร๊อฟ ไม้ค์ ดูถูกคนฟังเพลงลูกทุ่ง ดูถูกคนฟังอาร์เอสแกรมมี่ว่าเป็นทาสทุนนิยม ว่าเป็นเสี่ยว

พวกมันชอบหาเพลงแนวๆ แบบวงอินดี้ส้นตีน ชื่อแนวๆ แบบ หอพักคุณยาย , SAฎฌ๋ษYYM (จะมีความหมายยังไง มันรอให้ไปถามพวกมันเอง เพราะมันตั้งชื่อไว้รอให้คนไปถาม) ฯลฯ และหากลุ่มตลาดแนวๆ ที่มีกำลังบริโภคหน่อย มีคลาสแบบเด็กชนชั้นกลาง มหาลัยใหญ่ๆ ถ้อแก๊งค์ปาหิน เด็กแซ๊บ หรือเด็กปั๊ม ปลื้มพวกมันนี่พวกมันแทยจะเอาหน้ามุดแผ่นดินหนี

รวมถึงไอ้สัตว์บ๋อย กับไอ้สัตว์ปอด ชอบโชวพาวขายความเป็นอาร์ต ถุย ทำค่ายเล็กๆ ไม่มีใครบงการได้ ดูตอนนี้สิ ทำเพลงให้มือถือ ให้ท่านเจ้าสัวสนตะพายไปเสียแล้ว

ไอ้บ่อยโหนกระแสดังใหญ่ มีเพลงหนึ่งที่เขาเปิดกันทั้งบ้านทั้งเมือง นี่แหละศิลปะอินดี้ของพวกมึงที่ต้องเลียตีน “ซาก ดิ นา” เข้าไว้

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 16:24:25 - ip: 124.157.152.36  

2
ไอ้พวกแนวโครงสร้างแบบไอ้สัตว์อะดอน่อ มันดูถูกความเป็น “คน” ถูกต้องในสังคม โครงสร้างเป็นเบ้าหลอมให้มันเกิดอะไรต่ออะไร ทุนนิยมสร้างให้เกิดความห่าเหวอย่างไร แต่ทำไมมันจึงมีคนลุกขึ้นมาเป็นขบถล่ะ มาร์ก เช ทักษิณ ปรีดี เสก โลโซ คนเหล่านี้ทำไมไม่เห็นงี่เง่า ตามเบ้าหลอมทุนนิยม ตามวัฒนธรรมอุตสาหกรรม ในคำตอบของคำถามนี้ก็คือ

หนึ่ง วัฒนธรรมทุนนิยมมันรู้จักความเป็นมนุษย์ ส่งเสริมให้มนุษย์มีความคิดหลากหลาย มากกว่าสังคมยูโทเปียของพวกมึง ไอ้สัตว์ทั้งหลาย

สอง คน ถึงแม้จะถูกบีบรัดแค่ไหน คนก็ยังมีความเป็นคน รู้จักต่อสู้ หาความสุขในสิ่งที่พึงมีได้

ไอ้สัตว์อะดอน่อดังนั้นถ้ามึงโปรเพลงคลาสิคของมึง แล้วว่าอันอื่นกระจอกหมด กูก็มีสิทธิ์ถ่อยต่อความสุภาพของคนอื่นได้เหมือนกัน แต่เสียดายอย่างเดียวกูไม่ดังเท่ามึง

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 16:26:10 - ip: 124.157.152.36  

เด๋วดึกๆ จะมาคอมเมนท์ต่อ

ต้องช่วยยายไปขายพวงมาลัยที่สี่แยกแป๊บ

ส่งมาโดย ท่านโอยาชิโร่ เมื่อ 19 ม.ค. 2008 - 17:14:55 - ip: 118.172.34.58  

วันนี้คุณเกรียนสาด โหดจังค่ะ

เค้ากลัวแว้ว
Hauauauu~~~

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 20 ม.ค. 2008 - 00:19:58 - ip: 124.157.206.116  

3
กรณีนี้และก็กรณีไหนก็ตราม

แนวคิดของ ฟรูโกร น่าจะถูกที่สุด มันเป็นเรื่องของอำนาจ ไอ้พวกมีกำลังทางเศรษฐกิจอย่างชนชั้นกลางมันสร้างอำนาจทางรสนิยม

ไอ้พวกชนชั้นกลางเคร่งตรำรามันก็จะว่าสิ่งที่พวกมรันชอบนั้นแน่ มันสร้างอำนาจผ่านราคา ใบปริญญา เพลงที่แม่ค้าส้มตำหาซื้อมาไม่ได้ง่ายๆ ดังนั้นถ้ามันวิเคราะห์การเมือง พวกมันย่อมคิดว่าพวกมันวิเคราะห์ได้เจ๋งกว่าแม่ค้าอ่านไทยรัฐ --- ถุย

ไอ้พวกหน้าส้นตีนที่ชอบใช้แนว trans ทั้งหลาย เอาเพลงสวดจากเคนย่ามาฟังทำเท่ เอาเห็ดสดส้นตีนจากทิเบตมาสูบ แล้วเหยียดคนฟังวงสแตมป์ ที่สูบม้า ว่าไม่เข้าใจศิลปะ กับเข้าไม่ถึงรสชาติของความปลดปล่อย --- ไอ้หน้าส้นตีน มันก็ขี้ยาเหมือนกันแหละว๊า

รสนิยมทางหนัง ทางดนตรีนี่ก็อีกอย่าง เห็นจะๆ เรื่องการสร้างอำนาจ เพราะพวกมึงฐานะทางเศรษฐกิจดี มีทางเลือกมากกว่าคนจน พวกมึงจึงไม่อยากเกลือกกลั๊ว คนจน หันไปเสพย์อะไรแนวๆ

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 20 ม.ค. 2008 - 00:28:43 - ip: 124.157.206.116  

4
พอพี่ พจ อ๋านน ทำหนังกระเทย พวกมึงก็ด่าเขาว่าไร้รสนิยม ไปชูหนังอินดี้ส้นตีนที่ขายให้คนจนไม่ได้ เพราะกั๊กไว้ให้พวกมึงไว้ดูกลุ่มเดียว แสงส้นตีนสะหัสสะวัด ไรนั่นแหละ

พวกมึงชนชั้นกลางที่ว่าตัวเองเจ๋ง เข้าใจศิลปะ ขอร้องเหอะว่ะ ดีไม่ดีพวกเอ็งยังสะเก๊ตรูปมะพร้าวเบี้ยวกว่าเด็กวัดด้วยซ้ำ มีแต่ทำตัวอาร์ตๆ หาสื้อผ้าส้นตีน ทำผมทรงส้นตีน (แต่ราคาแพง) มาใส่อวดเขาเท่านั้น

เพลง หรือ หนัง อินดี้ที่พวกมึงว่าพวกมึงเข้าถึงน่ะ อยากจะถามกหน่อยว่าเข้าถึงอะไร ทุกอย่างในโลกนี้มันมีอะไรเป็นตัวชี้วัด ว่าวัฒนธรรมของคนกลุ่มหนึ่งเหนือกว่าคนกลุ่มหนึ่ง

ไอ้สัตว์อะดอน่อ มึงอธิบายได้ป่าว? พวกที่อยู่ในวัฒนธรรมอุตสาหกรรมผลิตซ้ำ กับพวกอินดี้ (อุตสาหรรมผลิตซ้ำนิดๆ หน่อยๆ แต่แพง) ฟังแจ๊สกับฟังคลาสสิค Atonalityกับการที่ขี้เหล้าตบมือร้องเพลง ที่มึงวัดว่าอะไรเหนือกันมึงเอาอะไรมาวัด

กูคิดให้แทนมึงก็คือ อำนาจ ที่มึงและชนชั้นที่เหนือกว่าชนชั้นล่าง สร้างมากดหัวพวกกูแหละ อีกอย่างพวกมึงอยากยืนเหยียบหัวพวกไพร่แบบพวกคนจนๆ แบบกู ไอ้สัตว์อะดอน่อ ไอ้สัตว์อินดี้ ไอ้สัตว์แนวอาร์ตๆ ทั้งหลาย

ส่งมาโดย ท่านโอยาชิโร่ เมื่อ 22 ม.ค. 2008 - 13:57:51 - ip: 118.172.22.167  

คุณเกรียนสาด ชามะนาว พลาดไปอย่างค่ะ (จริง ๆ หลายอย่าง แต่ขอบกอกแค่อย่างเดียว)
ที่แสงส้นตีนสะหัสสะวัตนั่นไม่ได้ฉายในวงกว้าง เพราะการเซนส้นตีนเซอร์นั่นล่ะค่ะ ไม่เห้นเกี่ยวอะไรกับชนชั้นแล้วก็ความเป็นอินดี้เลย
ไปทำการบ้านมาใหม่ดี ๆ นะคะ
ฮุ ๆๆๆๆ

ส่งมาโดย เกรียนสาด ชามะนาว เมื่อ 22 ม.ค. 2008 - 15:49:30 - ip: 222.123.64.233  

ปกป้องกันดีนัก ไอ้หนังส้นตีนพวกนั้น

แหวะ ...... มาเชิดชูกัน

มันแค่หนังสั่วๆ แหละว๊า

ส่งมาโดย ท่านโอยาชิโร่ เมื่อ 22 ม.ค. 2008 - 16:15:48 - ip: 118.172.22.167  

อ้าวแหม...พอมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็มาหาว่าปกป้องกันซะงั้น
ไม่ไหวเลยน้า เลยน้า

เถียงได้เบาหวิวดีจัง ฮุๆๆๆ

ส่งมาโดย SiamCollective เมื่อ 26 ม.ค. 2008 - 14:26:15 - ip: 64.62.138.102  

น่าสนใจ ขำ ฮา มัน จริงๆเอ็นทรีนี้

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.62) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

ภฤศ ปฐมทัศน์

ภฤศ ปฐมทัศน์

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ