Music
Magic เป็นชื่ออัลบั้มล่าสุดของ Bruce Springsteen (หรือที่เรียกกันว่า The Boss*) ในอัลบั้มนี้เขากลับมาร่วมงานกับวงแบ็คอัพที่ชื่อ E Street band อีกครั้ง ทำให้ทิศทางของอัลบั้มนี้เน้นไปที่แนวทางของร็อคอีกครั้ง หลังจากอัลบั้มที่แล้วคือ Devils and Dust ออกเป็นงานแนวโฟล์คมากกว่า
แต่ไม่ว่าจะเป็น Bruce Springsteen ในแบบของโฟล์คหรือ Bruce Springsteen ในแบบของร็อค ผมก็รู้สึกว่าดนตรีของ The Boss ผู้นี้ก็ช่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นอเมริกันอยู่เสมอมา
ซึ่งดนตรีในอัลบั้ม Magic นี้ไม่เพียงแค่กลิ่นของความเป็นอเมริกันที่ยังคงมีอยู่ถ้วนทั่วอย่างเดียวเท่านั้น แต่ละเพลงที่ถ่ายทอดออกมาจาก The Boss กับวง E Street Band นี้ ยังคงอวลไปด้วยซาวน์แบบเก่า ๆ ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก
ทีแรกผมคิดว่าการคงทีไม่เดินไปไหนต่อแบบนี้มันน่าเอามาด่าในคอลัมน์นี้อยู่เหมือนกัน แต่ฉันทาคติในตัวผมเองมันได้ครอบครองพื้นที่ความคิดของผมไปสิ้นแล้ว (จะว่าไป...การยึดถือความคิดที่ว่าดนตรีต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ก็เป็นความ "ยึดติด" อย่างหนึ่งได้เหมือนกัน)
ฉันทาคติมันมาจากความปลาบปลื้มในดนตรี ...โดยจริง ๆ แล้ว อัลบั้ม Magic แม้ยังจะคงความเก่า แต่มนต์ขลังในดนตรีนั้นก็เจือจางลง จนอาจชวนตั้งคำถามว่า มันเป็นที่ตัวของ Springsteen เอง หรือตัวผมเองกันแน่ ที่เปลี่ยนไป
แม้มนต์ขลังจะเจือจางลง แต่อัลบั้มนี้ก็ทำให้ได้รู้ว่า The Boss คนนี้ก็ยังคงเป็น The Boss คนเดิม คนเดียวกับที่ทำร็อคทรงพลังอย่าง Born to run ที่เนื้อหาเกี่ยวกับการชวนกันออกหนีเที่ยวของคู่รักที่เป็นระดับล่างในสังคม The Boss คนเดียวกับที่ทำเพลงโหยเศร้า ด้วยเสียงฮาร์โมนิก้า อย่าง The River เพลงนี้ผมมีโอกาสได้ฟังจากเทปรวมฮิตตั้งแต่สมัยวัยกระเตาะ และหลงเสน่ห์มนต์ขลังของมันเข้า จนถึงขั้นพยายามแปลเนื้อเพลงทั้งหมดทั้งที่ภาษาอังกฤษยังเสน็ค ๆ ฟิชช์ ๆ (งู ๆ ปลา ๆ)
เรื่องราวในเนื้อเพลงของ The River พูดถึงหนุ่มสาวที่รักกันมาตั้งแต่สมัย high school แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในสมัยนั้น (ซึ่งตรงกับสมัยของ ปธน. โรนัลด์ เรแกน) และสถานะที่ยากจน ทำให้ทั้งคู่ไม่มีเงินสำหรับการแต่งงาน ที่ซึ่งเปรียบเสมือนสถานวิวาห์ของทั้งคู่ จึงกลายเป็น "แม่น้ำ" ที่พวกเขาเคยลงไปใช้เล่น และใช้เวลาร่วมกัน
"...No wedding day smiles, no walk down the aisle
No flowers, no wedding dress
That night we'd go down to the river
And into the river we'd drive
Oh down to the river we did ride"
- The River
แม้ Springsteen จะแอบกัดเรื่องเศรษฐกิจยุครัฐบาลเรแกนไว้ แต่เรแกนก็เคยชมว่า The Boss นี้ช่างเต็มไปด้วยความรักชาติ (Patriotic) เพราะเข้าใจผิดว่าเพลง Born in the U.S.A จากอัลบั้มชื่อเดียวกันนั้นเป็นเพลงเชิดชูความเป็นอเมริกัน แต่จริง ๆ แล้วเพลงนี้เขาได้แต่งให้กับเพื่อนทหารผ่านศึก ที่ไปรบในสงครามเวียดนาม แล้วต้องกลับมาพบเจอกับความยากลำบากหลังกลับมาจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์แย่ ๆ ที่ติดตัวมา ภาวะการว่างงาน หรือ ความรู้สึกแปลกแยก
"Down in the shadow of the penitentiary
Out by the gas fires of the refinery
I'm ten years burning down the road
Nowhere to run ain't got nowhere to go"
- Born in the U.S.A
ผมไม่รู้ว่า Bruce Springsteen นั้น Patriotic ขนาดไหน แต่ผมเชื่อว่าชายผู้นี้คือคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดอุดมคติแบบอเมริกัน (American Ideal) และอุดมคติแบบอเมริกันนี้ได้แฝงฝังอยู่ในเนื้อหาเขาอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพลงสะท้อนชีวิตคนสามัญทั่วไป เพลงเชิงสังคมการเมือง หรือแม้กระทั่งเพลงรัก
แต่เนื้อหาในอัลบั้ม Magic นี้ ฟังดูแล้วราวกับว่า Bruce กำลังพยายามสื่อถึงความผิดหวัง อเมริกาในทุกวันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอย่างอุดมคติวาดไว้
การเชิดชูและตอบแทนคนทำงานหนัก ถูกเอามาปั้นให้เป็นอเมริกันดรีมส์ล่อหลอกผู้คน
การยึดมั่นในเสรีภาพ ก็พบแต่เสรีภาพลวงตา ในระดับตื้น ๆ
ความรักชาติและความหวาดกลัวถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำสงคราม แย่งชิงทรัพยากร
แต่ใช่ว่าอเมริกาสมัยก่อนจะเต็มไปด้วยความดีงาม ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด อุดมคติแบบอเมริกันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการไม่รู้จบของคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น เหล่าผู้ที่เชื่อในอุดมคติดีงามเหล่านั้นจริง ๆ ถ้าไม่ได้ถูกหลอกใช้ ก็จะรู้สึกสับสนในสิ่งที่ตนเชื่อ เพราะ "นักมายากล" ทั้งหลายช่างบิดเบือนพลังทางนามธรรมให้กลายเป็นอาวุธของตนเองได้เก่งกาจ ราวเสกเหรียญให้หายไป เสกกระต่ายให้ออกมาจากหมวก
"I got a coin in your palm
I can make it disappear
I got a card up my sleeve
Name it and I'll pull it out your ear
I got a rabbit in the hat
If you wanna come and see
...
And the freedom that you sought
Driftin' like a ghost amongst the trees
This is what will be
This is what will be (This is what will be)"
- Magic
ในเนื้อเพลง Long Walk Home มีฉากที่พ่อพูดกับลูก ถึงความสวยงามของประเทศที่ธงโบกสะบัดเป็นดาวเท่าจำนวนรัฐ "พ่อ" ในเพลงนี้คงเป็นคนยุคก่อนที่ความเชื่อในอุดมคติแบบอเมริกันยังไม่เลือนหาย ขณะที่ "ลูก" ผู้เป็นเด็กหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันคงยากที่จะกลับไปเชื่ออะไรแบบนั้นได้อีก เพราะโลกนอกประตูบ้านที่เขาพบเจอ มันช่างไม่อะไรที่ตรงกับอุดมคติเหล่านั้นอยู่เลย และเส้นทางที่จะย้อนกลับบ้าน ย้อนกลับไปสู่อุดมคติในจุดนั้น มันช่างแสนยาวไกล
"My father said ‘Son, we're lucky in this town,
It's a beautiful place to be born.
It just wraps its arms around you,
Nobody crowds you and nobody goes it alone'
‘Your flag flyin' over the courthouse
Means certain things are set in stone.
Who we are, what we'll do and what we won't' "
- Long Walk Home
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ผมมีต่ออัลบั้มนี้คือ ในช่วงครึ่งแรกของอัลบั้มเพลงของ Springsteen ยังคงมีความสดใสในแบบของตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงถึงประธานาธิบดีบุชอย่าง You'll be comin' down เพลงที่พูดถึงสถานการณ์สงครามอ้อม ๆ อย่าง Your Own Worst Enemy เพลงชื่อน่ารัก ๆ ที่มีเมโลดี้ไพเราะน่ารักไม่แพ้กันอย่าง I'll Work for Your Love เพลงที่พูดถึงความรู้สึกแปลกแยกกับยุคสมัยแบบหยิกแกมหยอกด้วยจังหวะสนุก ๆ อย่าง Girls in Their Summer Clothes ขณะที่ Livin' in the Future เพลงกลื่น Soul ที่มีจังหวะสนุกไม่แพ้กัน แม้เนื้อหามันจะชวนหลบลี้จากโลกปัจจุบัน เฝ้าฝันถึงอนาคตที่เปี่ยมด้วยอุดมคติ แต่ก็ยังคงท่วงถ้อยแบบประชดประชัน ไม่เชื่อถือตัวเองอยู่ในที
"Woke up election day
Sky's gunpowder and shades of grey
Beneath the dirty sun
I whistle my time away
Then just about sun down
You come walkin' through town
Your boot heels clickin' like
The barrel of a pistol spinnin' round"
- Livin' in the Future
มาจนถึงช่วงหลังของอัลบั้มความสดใสก็หดหายไป ความซีเรียสจริงจังเข้ามาแทนที่ ไม่ว่าจะกับเพลง Last to die ที่เอามาจากคำพูดของ John Kerry วิจารณ์ทั้งสงครามเวียดนามและสงครามอิรัก เพลงช้าหม่น ๆ อย่าง Devil's Arcade ก็ยังไม่วายพูดเรื่องบรรยากาศของสงคราม จากมุมมองของทหาร เช่นเดียวกับ Devils and Dust จากอัลบั้มที่แล้ว
"The cool desert morning
And nothing to say
Just metal and plastic
Where your body caved"
- Devil's Arcade
แม้ The Boss จะเป็นเหมือนเช่นนักอุดมคติผู้เคว้งคว้างหลงทาง เพราะความคิดที่ตนยึดกุมอยู่นั้นได้ถูกสั่นคลอนครั้งแล้วครั้งเล่า จนพอรู้ตัวโลกที่มองเห็นก็กลายเป็นอื่น เสียงที่ดังเข้ามาในหู ก็ไม่ใช่เสียงอันคุ้นเคยที่อยากได้ยิน เราควรจะโทษยุคสมัย? โทษความแปลกแยกของตัวเอง? โทษอุดมคติที่แม้ว่าเราจะเต็มใจเดินตามมันเสมอมา?
การบิดเบือนของอุดมคติ เป็นเรื่องห้ามไม่ได้ในโลกที่สิ่งที่เห็นและสิ่งที่เป็น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ส่วนตัวผมเชื่อว่านักอุดมคติ ที่จริงจังและจริงใจในความคิดของตัวเองก็ยังคงมีอยู่ และเขาคงไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าการที่ใครจะเข้าใจในสิ่งที่เขาเป็น พวกเขาเปรียบเสมือนคลื่นวิทยุในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก คอยกระจายเสียงเรียกหาผู้ร่วมเส้นทางความคิด This is Radio Nowhere , is there anybody alive out there (ที่นี่คือสถานีไร้ถิ่นฐาน มีใครยังอยู่แถวนี้บ้าง) หรือหากไม่มีใครจริง ๆ อย่างน้อยก็ขอเสียงจังหวะปลุกเร้าพลังชีวิตให้กลับมาก็ยังดี!
"I want a thousand guitars
I want the pounding drums
I want a million different voices speaking in tongues
....
I just wanna hear some rhythm
I just wanna hear some rhythm
I just wanna hear some rhythm
I just wanna hear your rhythm"
- Radio Nowhere
เมื่อได้ฟังอัลบั้มนี้แล้ว ยังไงผมก็ยังคงยืนยันว่า Bruce Springsteen คือชาวอเมริกัน ผู้ที่มีความคิดอุดมคติแบบอเมริกัน ทำเพลงขายคนอเมริกันเดินถนนทั่วไป และด้วยแนวเพลงร็อคในแบบอเมริกันแต่กระนั้น ก็ไม่อยากให้ลืมว่า
เขาก็คืออเมริกัน ในแบบของตัวเขาเอง
(*The Boss ฟังดูเป็นฉายาขาใหญ่ แต่จริง ๆ แล้วฉายานี้ได้มาตั้งแต่ยังตระเวนเล่นตามผับกับวง เพราะ Bruce Springsteen มีหน้าที่เป็นคนรับเงินแล้วนำมาเฉลี่ยให้คนในวง จึงได้มีคนเรียกว่า The Boss ... แล้วก็เรียกกันจนทุกวันนี้)
[ Permalink ] . [ 3 Comments ]

ในคืนวันที่ 10 ของเดือนที่แล้ว (ตุลาคม)...
ผมนั่งหน้าจอคอมพ์ใจจดใจจ่ออยู่กับเว็บไซต์ http://www.inrainbows.com/ เพราะได้ข่าวว่าวง Radiohead จะประกาศขายเพลงแบบ Digital Download ผ่านทางเว็บไซต์นี้
และที่ทำให้คนตื่นเต้นกันอย่างหนึ่งก็คือ การที่ทางวง Radiohead ประกาศว่า จะสามารถสั่งซื้อในแบบที่ผู้ซื้อสามารถให้ราคาเองได้ตามใจชอบ ...ตามใจชอบในที่นี้หมายความว่า แม้แต่จะใส่เงินเป็น 0.00 (ซึ่งก็เหมือนขอโหลดมาฟรี ๆ นั่นแหละ) ก็สามารถทำได้ !
ซึ่งจะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ขนาดนั้น เพราะผมเคยเจอวงที่ชื่อว่า Craw เปิดเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อง่าย ๆ ว่า http://www.craw.com/ เพื่อให้คนสามารถเข้ามาดาวน์โหลดเพลงได้ฟรี โดยที่ผู้ฟังสามารถบริจาคเงินสมทบทุนวงนี้ได้ตามกำลังทรัพย์และความพอใจ (เพลงวงนี้เป็นแนว Post-Hardcore ที่โหดเอาการทีเดียว)
ในวันนั้นซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดขายแบบ Digital Download มีคนเข้าไปกันเยอะมาก ทำให้เซิร์ฟเวอร์ยุ่งเหยิงจนเว็บแทบจะติด ๆ ดับ ๆ ทำให้ผมต้องรอให้การแห่แหนไปดาวน์โหลดนี้ซาไปสักระยะนึงก่อน ค่อยเข้าไปใช้บริการทีหลัง
ถ้าจะว่าไป Digital Download เริ่มจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ จนบางคนหวาดกลัวว่ามันจะเข้ามาแทนที่ CD หรือการฟังแบบ Analog อื่น ๆ ในอนาคต เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาก็ตอบรับกับการเล่นไฟล์เสียงแบบดิจิตอลไม่ว่าจะเป็น Mp3 Players หรือ iPods แม้แต่เครื่องจำพวก Handy drive หรือ Thumb drive ที่ใช้กันแพร่หลายก็มีฟังค์ชั่นการทำงานตรงนี้
แต่เท่าที่เห็นก่อนหน้ากรณีของ Radiohead การซื้อขายเพลงด้วยไฟล์แบบดิจิตอลนั้นดูจะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากเท่า CD อยู่ดี อาจจะเป็นเพราะความไม่คุ้นเคย การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ยังไม่มากพอ หรืออาจจะเป็นเพราะความรู้สึกส่วนตัวของผู้เสพย์ดนตรีเองก็ได้ โดยส่วนตัวผมเองก็ยังรู้สึกดีกับการมีอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้อย่าง CD มากกว่าการมีเพียงไฟล์ดิจิตอลซึ่งจับต้องไม่ได้แต่เพียงอย่างเดียว (ยังไม่นับที่ว่า CD เพลงนั้นมี Cover Art / Booklet อะไรต่อมิอะไรอื่น ๆ ที่เป็นตัวชูรสในการฟัง)
อีกนัยหนึ่ง เท่าที่ผมได้ทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมการฟังเพลงจากไฟล์ Digital ไม่ว่าจะมาจากการแชร์ไฟล์หรือดาวน์โหลด (โดยการสำรวจและอาศัยข้อจากสื่อต่างประเทศ) ก็ได้รู้ว่าผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมการฟังแบบ Analog ตัวดีคนนึงเลยคือค่ายเพลง โดยเฉพาะค่ายเพลงใหญ่ ๆ ทุนหนา ๆ ที่สามารถใช้ลูกเล่นกับ CD เช่นการใส่ไวรัส หรือการสกัดไม่ได้มีการ Rip ไฟล์ลงเครื่อง (คนซื้อ CD บางคนเป็นคนรัก CD มาก เขาบอกผมว่าชอบ Rip มาฟังในเครื่องมากกว่า เพราะกลัวว่าฟังจาก CD บ่อย ๆ แล้วมันจะสึก) ฯลฯ โดยพวกเขาลืมไปว่าผู้ที่ฟังเพลงโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้นมีมากขึ้นในปัจจุบัน ทางเดียวที่เหลือที่พวกเขาได้เพลงมาคือการหาฟังแบบ Digital File
ค่ายเพลง Major Label ทั้งหลายยังก่อวีรกรรมมากกว่านั้น การที่พวกเขาคอยตามจับกุมคนแชร์ไฟล์หรือการได้ดิจิตอลไฟล์มาโดยมิชอบทางอินเตอร์เน็ตแล้วอ้างมาตรการทางกฏหมายลิขสิทธิ (ถ้าเป็นในบ้านเราคงอ้างคำว่า "คุณธรรม" เสริมไปด้วย) เอาผิดกับผู้บริโภครายย่อย ๆ ที่อาจจะแค่อยากฟังเพลง หรืออาจจะไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลยด้วยซ้ำ
ค่ายเพลงคิดแบบตื้น ๆ ว่าการใช้มาตรการเด็ดขาดแบบนี้จะช่วยลดการแชร์ไฟล์หรือดาวน์โหลดแบบผิดกฏหมาย แต่หารู้ไม่ว่ามันยิ่งสร้างความรู้สึกแย่ ๆ ให้กับผู้บริโภครายย่อยทั้งหลาย โดยที่ไม่ได้ทำให้สิ่งที่พวกเขาคิดกันเอาเองว่ามัน "ผิด" (เพราะทำให้พวกเขาเสียผลประโยชน์) ลดลงเลย
ทางออกที่น่าจะดีกว่าคือการตามให้ทันเทคโนโลยีแบบดิจิตอล ใช้มันให้เป็นประโยชน์ และในขณะเดียวกันก็ควรประนีประนอมกับผู้ฟังไปด้วย
ผมจึงแอบดีใจเล็กน้อยเวลาได้ยินว่าศิลปินวงใด ๆ จะออกอัลบั้มโดยไม่อาศัยค่ายเพลง นัยหนึ่งมันให้ความรู้สึกชิดเชื้อกันมากกว่า แต่อีกนัยหนึ่งมันก็อาจจะทำให้คุณภาพของเพลงไม่สามารถเทียบเท่างานจากค่ายเพลงได้ในแง่ของ Mastering และในแง่ของยอดขาย เพลงที่ไม่ได้อาศัย Major Label น่าจะเผยแพร่ไปในวงกว้างได้ยากกว่า จนอาจต้องอาศัยการสนับสนุนจากกลุ่มวัฒนธรรมย่อยแบบพังค์ หรือ เมทัล (ซึ่งบางคนเขาก็มีความสุขกันดีกับการไม่ต้องออกไปในวงกว้างก็มี)
การออกมาจากค่ายใหญ่ เพื่อจัดการเผยแพร่ผลงานด้วยตัวเองของ Radiohead ในครั้งนี้อาจจะทำให้หลายคนรู้สึกว่าเป็นความอาจหาญ รวมถึงการขายเพลงแบบ Digital Download โดยผู้บริโภคสามารถให้ราคาเองได้ก็ดูจะท้าทายการตลาดจากค่ายเพลงอยู่ไม่น้อย
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการที่ Radiohead ทำแบบนี้ได้ก็เพราะเป็น Radiohead
วง Radiohead ออกอัลบั้มมาหลายอัลบั้มก่อนหน้านี้ ทั้งยังมีบางอัลบั้มที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักวิจารณ์ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นวงที่มีแฟนเพลงอยู่เป็นจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะจ่าย กับคนที่ไม่เคยฟัง Radiohead หรือฟังผ่าน ๆ ก็จะรู้สึกว่าวงนี้มีอะไรการันตีคุณภาพให้เชื่อใจได้ในระดับนึงอยู่ จึงมีคนที่พร้อมจะจ่ายให้อัลบั้มนี้แน่ๆ ไม่ว่าจะด้วยความรู้สึกผูกพันในฐานะผู้ติดตามผลงาน ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ฟังใหม่ หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆ ก็ตาม
ลองคิดดูว่าถ้าเป็นวงใหม่ ๆ เล็ก ๆ ก็คงยากที่จะมีคนกล้าเสี่ยงให้เงินไป ยังไม่นับเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งวงใหม่ ๆ ไม่มีชื่อนี้ คงไม่อาจดึงดูดสื่อนำเสนอได้มากเท่ากรณีของ Radiohead
ผมจึงมองว่าการขายเพลงในครั้งนี้ของ Radiohead เป็นกลยุทธ์ใหม่ ในเชิงที่ท้าทายพื้นที่ใหม่ มากกว่าจะเป็นการเสียสละ หรือเป็นของกำนัลแก่ผู้ฟัง (แม้ผู้ฟังอย่างผมจะโหลดฟรีเลยก็ตาม ฮ่า ๆ)
แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการดีที่จะเริ่มต้นกับพื้นที่ใหม่นี้ เพราะมันเป็น "การประนีประนอมกับผู้ฟังในยุคดิจิตอล" ซึ่งค่ายเพลงใหญ่ ๆ แทนที่จะปรับตัวเข้าหาผู้ฟัง พวกเขากลับแห้งแล้งในเรื่องนี้มาก
ผมเองในฐานะผู้ติดตามงานเพลง Radiohead (อาจจะไม่เรียกว่าเป็นแฟนเพลงได้เต็มปาก) มา ก็ตื่นเต้นกับปรากฏการณ์นี้พอสมควร และยังคงตื่นเต้นอยู่ว่าเมื่อแก้ Zip ไฟล์ที่ได้จากการดาวน์โหลดมาแล้ว เสียงดนตรีแบบไหนกัน ที่จะออกมาจากอัลบั้มนี้... In Rainbows อัลบั้มซึ่งพวกเขาได้พ้นพันธนาการจากค่ายเพลงแล้ว
เมื่อผมลองได้ฟังทั้ง 10 เพลงนี้ดูแล้ว ก็บอกได้โดยรวม ๆ ว่า ดนตรีของอัลบั้มนี้ฟังดูปลดปล่อย ผ่อนคลาย ไม่ซีเรียสเท่าอัลบั้มอื่น ๆ ก่อนหน้านี้
ดนตรีของพวกเขายังคงเป็น Art Rock ที่ใช้องค์ประกอบจากซาวน์ Electronic หลาย ๆ เพลงก็ยังคงออกเป็น Space Rock กับบางเพลงก็เสริมด้วยอิทธิพลจากดนตรีแบบ Minimalist* เสียงร้องของ Thom Yorke ยังคงโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ลูกเล่นของซาวน์สังเคราะห์ดูเป็นที่เป็นทางดี แต่อาจจะไม่จัดจ้านเท่า Kid A หรือหากจะเทียบกับ OK Computer แล้ว การเรียบเรียงดนตรีของ In Rainbows ก็ยังไม่แน่นเท่า
เปิดตัวมาด้วย 15 Step ที่เล่นกับจังหวะสลับกับสไลด์กีต้าร์ดูมีชีวิตชีวา เพลงอย่าง Bodysnatcher เหมือนเพลงติดเครื่องที่คงทำให้พอคิดถึง Radiohead แบบร็อค ๆ ได้บ้าง ก่อนจะพาผู้ฟังแล่นไปสู่ดนตรีช้า ๆ เบาสบายคล้ายอยู่ท่ามกลางสายรุ้ง กับเสียงออเครสตร้าและเสียงโหยหวนของ Yorke ใน เพลง Nude ก่อนจะเคลื่อนที่ต่อไปกับ Weird Fishes/Arpeggi ที่มีกีต้าร์โน๊ตสวย และเอฟเฟกท์ชวนให้ล่องลอย
เพลง All I Need ฟังดูค่อนข้างธรรมดา ขณะที่ Faust Arp มีเสียงร้องให้ความรู้สึกหวาดระแวง คลอไปกับเสียงออเครสตร้านุ่มนวล ซึ่งขัดกันในตอนแรก และคลี่คลายสอดประสานกันในตอนท้าย Reckoner เป็นเพลงที่ฟังดูเด่นมากในอัลบั้มนี้ นอกจากเสียงร้องความรู้สึกดั้งเดิมของ Thom Yorke แล้วทั้งเมโลดี้และเสียงประกอบอื่น ๆ ก็เรียบเรียงมาเป็นอย่างดี เสียงร้องของ Yorke กลับมาเบาสบายในเพลง House of Cards กับเสียงกีต้าร์ใส ๆ ของ Greenwood เนื้อหาพูดถึงเรื่องการนอกใจในมุมมองของผู้กระทำ ด้วยน้ำเสียงปะปนกันหลายความรู้สึก (คำว่า House of Cards เป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งที่เปราะบาง พังทลายง่าย ๆ ในที่นี่น่าจะหมายถึงการแต่งงานที่ไร้ความรู้สึกรัก)
"The infrastructure will collapse
From carpet spikes
Throw your keys in the bowl
Kiss your husband ‘good night'
Forget about your house of cards
And I'll do mine
Forget about your house of cards
And I'll do mine"
- House of Cards
เร่งจังหวะขึ้นมาในเพลง Jigsaw Falling Into Place แต่ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ จบลงที่ Videotape ที่เมโลดี้และบรรยากาศของมันชวนให้นึกถึง Neon Bible ของ Arcade Fire ในบางช่วงเสียงเอฟเฟกต์แปลก ๆ จากเครื่องเคาะจังหวะที่ใส่เข้ามาช่วงกลางก็หลอนหูพิกล
อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า โดยส่วนตัวยังคงชอบอะไรที่จับต้องได้ จึงถือว่าโชคดีที่ Radiohead ยังไม่ละทิ้งการขายแบบ Analog คือ Discbox ที่พวกเขาจะออกกันอีกครั้งในวันที่ 3 ธันวาฯ ซึ่ง Discbox นี้นอกจากจะมีเพลง 10 เพลงเดิมจากการซื้อแบบดาวน์โหลดแล้ว ก็ยังจะมีเพลงเพิ่มเข้ามาอีก 8 เพลง พร้อมทั้งรูปและ Artwork ของวงด้วย (ซึ่งผมสัญญากันตัวเองว่าจะซื้อแน่นอน)
In Rainbows ฉบับโหลด 10 เพลงอาจจะไม่เลิศเลอเพอร์เฟคนัก แต่ก็เป็นก้าวแรกที่น่าจับตาว่า พวกเข้าจะก้าวไปทางใดต่อไป ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะต้องกลับเข้าไปสู่ระบบค่ายเพลงอีกครั้ง หรือหากพวกเขาจะยืนยัดอยู่อย่างเป็นอิสระจากระบบแล้วนั้นจะสามารถสร้างสรรค์งานที่มีคุณภาพมากกว่าเดิมหรือเปล่า
ขอแค่อย่ามัวฉลองอิสรภาพ พักผ่อนอยู่ในสายรุ้งชวนเคลิ้มนี้จนเผลอหยุดอยู่กับที่ ไม่อยากออกไปไหนแล้วกัน
(*ดนตรีที่อาศัยปรัชญา "น้อยแต่มาก" คือ ไม่ใช้องค์ประกอบอะไรมาก เน้นความเรียบง่าย โน๊ตซ้ำๆ จังหวะเรียบๆ หรือไม่มีเสียงเคาะจังหวะเลย ฯลฯ)
[ Permalink ] . [ 5 Comments ]
"ความฉาบฉวยและความสับสนอาจจะทำให้บางคนคิดว่ามันเวอร์ไปหรือเปล่า ยุคสมัยมันหม่นมืดขนาดนี้จริงๆ หรือ ต้องไม่ลืมว่าวง Porcupine Tree มาจากประเทศอังกฤษ มิวสิควีดิโอเพลง Fear of a Blank Planet เองก็อาจชวนให้นึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริง (หลายครั้ง) ในสหรัฐฯ และที่สำคัญคือการเล่าของพวกเขาก็ไม่ได้ตัดสินอะไรแทนเราว่าสิ่งที่บอกผ่านออกมานี้ดีหรือไม่ดี"
วง Porcupine Tree อาจจะเป็นที่รู้จักน้อยมากสำหรับคนทั่วไป และอาจจะเป็นที่รู้จักบ้างพอสมควรสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงแนว Progressive Rock ซึ่ง Porcupine Tree ถือเป็นวงที่มีแนวทางของ Psychedelic/Space อันหลอนและล่องลอยแบบ Pink Floyd เป็นหลัก โดยเจือความเป็น Metal เข้าไปผสมได้อย่างกลมกลืน
อัลบั้มล่าสุดของพวกเขาคือ Fear of a Blank Planet ก็ยังคงรักษาความหลอนล่องลอย มืดมน เอาไว้ได้เหมือนเดิมโดยไม่ได้ถูกท่วงทำนองกีต้าร์หนัก ๆ ทำลายไป ซึ่งต้องขอบคุณมือคีย์บอร์ดอย่าง Richard Barbieri ผู้สร้างเสียงสังเคราะห์เป็นพื้นผิว (Texture) ของดนตรีได้อย่างเยี่ยมยอดและความหม่นครึมที่แทรกอยู่แทบทุกอณูของอัลบั้มนี้ ก็ช่างเหมาะเจาะไปกันได้กับคอนเซปต์เนื้อหาของมันเหลือเกิน
Steve Wilson มือกีต้าร์และนักร้องนำของวง เป็นผู้วางคอนเซปต์อัลบั้มนี้ เขาบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรหลาย ๆ อย่าง
อย่างแรกซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในอัลบั้มนี้เลยคือเรื่องของการที่คนเราเมื่ออายุมากขึ้นเริ่มรู้สึกแปลกแยกกับเด็กในยุคปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าช่องว่างระหว่างวัยเป็นปกติธรรมดาซึ่งอาจจะมาพร้อมกับช่องว่างระหว่างยุคสมัย แต่ในปัจจุบันดูเหมือนว่าช่วงเปลี่ยนผ่านของ Generation มันหดสั้นลงกว่าเดิม จนอาจทำให้คนที่อายุมากกว่าอาจจะรู้สึกแปลกแยกแบบนี้กับเด็กอายุห่างกันสองสามปีได้เลยทีเดียว
แรงบันดาลใจที่สำคัญอีกอย่างซึ่งเจ้าตัวได้เปิดเผยออกมาเองคือนิยายเรื่อง Lunar Park ของ Bret Easton Ellis คนเดียวกับที่เขียนเรื่อง American Psycho (ซึ่งถูกทำเป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา) สะท้อนภาพความเหลวไหลไร้สาระของ Yuppie อเมริกันชนยุค 80's ภายใต้เรื่องแนวเขย่าขวัญ
ขอโน๊ตไว้อีกว่าถ้าใครจำได้อัลบั้ม Weekend in the City ของวง Bloc Party เองก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนิยายอีกเรื่องของ Bret Easton Ellis เช่นกัน คงเป็นธรรมดาที่หนังสือของนายคนนี้จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินหลายวง เพราะเนื้อเรื่อง จากนิยายของเขาเหมือนจะสามารถทำหน้าที่เป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยแสนว่างเปล่าผ่านผันมาได้จนถึงยุคปัจจุบัน
Lunar Park เป็นนิยายกึ่งอัตชีวประวัติของตัว Ellis เอง ซึ่งเรื่องในนิยายจะถูกเล่าจากมุมมองของตัวละครผู้เป็นพ่อ ที่มีชื่อว่า Ellis เหมือนกัน ขณะที่ในอัลบั้ม Fear of a Blank Planet จะเปลี่ยนมาเล่าจากมุมมองของ Robby ผู้เป็นลูกแทน เว้นแต่ในเพลง My Ashes เพลงเดียว ที่เล่าผ่านมุมมองของ Ellis
Fear of a Blank Planet จึงเป็นเหมือนบทบอกเล่าจากเด็กชาย Robby และก็เป็นเหมือนเรื่องราวจากสายตาของเหล่าวัยรุ่นผู้ "หวาดกลัวดาวเคราะห์อันแสนว่างเปล่า" ในขณะเดียวกัน
ความประทับใจของผมอย่างหนึ่งที่มีต่อวงนี้ คือการที่พวกเขาพยายามทำอัลบั้มที่มีคอนเซปต์โดยอาศัยมุมมองจากผู้อื่นนอกจากตัวพวกเขาเอง ซึ่งหลายเพลงทำได้ลึกซึ้งทีเดียว แน่นอนว่านี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่วง Porcupine Tree ทำคอนเซปต์แบบนี้ออกมา ในปี 2001 พวกเขาก็มีอัลบั้ม In Absentia ที่แทบทุกเพลง สื่อให้เห็นการมองโลกโดยใช้มุมมองของผู้คนที่ถูกสังคมเรียกว่า "ฆาตกรโรคจิต" ซึ่งไม่ได้เล่าอย่างตัดสินพิพากษาขณะเดียวกันก็ไม่ได้เชิดชู เว้นช่องว่างไว้ให้ผู้ฟังจะได้ตัดสินดีเลวด้วยตนเอง
แต่ขณะที่ In Absentia เป็นอัลบั้มที่หนักและสามารถสร้างความประทับใจได้เพียงแรกสดับ Fear of a Blank Planet กลับเป็นอัลบั้มที่ต้องยิ่งฟังมากครั้ง ถึงยิ่งรู้สึกถึงความลึกซึ้งของมัน อาจจะไม่ใช่เพราะเนื้อหาของมันอย่างเดียว (ซึ่งจะว่าไปเนื้อหาส่วนมากก็เป็นเชิงแสดงความรู้สึก ไม่ได้ตีความยากอะไร) แต่เป็นตัวดนตรีด้วยที่นักวิจารณ์บางคนถึงขั้นบอกว่า เจ้าพวกนี้พยายามจะทำ "Dark side of the Moon" (หนึ่งในอัลบั้มมาสเตอร์พีชของ Pink Floyd) แห่งสมัยปัจจุบันกาลขึ้นมา
เพลง Fear of a Blank Planet ที่เป็นไตเติ้ลแทรกเปิดอัลบั้มและเพลงยาวเหยียดอย่าง Anesthetize บอกเล่าชีวิต ความคิดอ่าน และความรู้สึกผ่านสายตาของวัยรุ่นผู้อยู่ในโลกแสนว่างเปล่า ไร้ความหมาย ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยสิ่งที่กระตุ้นเร้าต่างๆ นานา แต่เนื้อเพลงมันก็ไม่ได้ชวนให้จมกับความเศร้าอะไร ในบางช่วงมันฟังดูฮาดีด้วยซ้ำ (เป็นตลกร้ายที่บางคนอาจจะไม่ฮาด้วยก็เป็นได้)
I'm stoned in the mall again
Terminally bored
Shuffling around the stores
And shoplifting is getting so last year's thing
Xbox is a god to me
A finger on the switch
My mother is a bitch
My father gave up ever trying to talk to me
ฉันมึนงงอยู่ในห้างอีกแล้ว
เกิดเบื่อขึ้นมาเฉย ๆ
เลยหมุนผลัดไปตามร้านค้า
แล้วก็ฉกเอาไอ่ของที่ออกเมื่อปีที่แล้วมา
เอ็กบอกซ์เป็นพระเจ้าสำหรับฉันเลย
จิ้มนิ้วลงไปบนปุ่มสิ
แม่ฉันมันก็แค่นังตัวดี
พ่อฉันเลิกพยายามที่จะพูดกับฉันไปนานแล้ว
- Fear of a Blank Planet -
Fear of a Blank Planet เป็นเพลงจังหวะเร็ว มีการร้องแบบรีบเร่ง ขณะเดียวกันก็มีการสับจังหวะในบางจุด ซึ่งตรงนี้ช่วยขับความรู้สึกจากเนื้อเพลงที่พูดโลกที่ฉาบฉวย พร้อมจะทิ้งอะไรไปได้ทุกวินาทีออกมาได้เป็นอย่างดี ขณะที่เพลง Anesthetize ได้ Alex Lifeson (วง Rush) มาโซโล่กีต้าร์ โดยส่วนตัวผมรู้สึกว่าเพลงนี้มันยาวเกินความจำเป็นไปนิด ขณะที่ดนตรีในบางส่วนฟังดูซ้ำๆ ซากๆ แต่ถ้ามองในอีกแง่ ดนตรีซ้ำๆ ซากๆ มันช่วยสร้างความรู้สึกร่วมกับเนื้อเพลงที่พูดถึงชีวิตอันไร้ความหมายวนเวียนไปไม่รู้จบ ก่อนดนตรีจะคลี่คลายในช่วงท้ายเหมือนพบทางออก ...แต่ขณะเดียวกันก็ยังไม่แน่ใจว่านั่นเป็นทางออกที่แท้จริงหรือเปล่า
The water so warm that day
I was counting out the waves
And I followed their short life
As they broke on the shoreline
I could see you
But I couldn't hear you
ในวันนั้นห้วงน้ำช่างแสนอุ่น
ฉันกำลังนั่งนับกระแสคลื่น
และได้ลอยตามชีวิตอันแสนสั้นของมันไป
เช่นเดียวกับที่มันได้แตกซัดตามแนวหาด
ฉันเห็นคุณ
แต่ไม่ได้ยินคุณ
- Anesthetize (ช่วงสุดท้าย)
ความฉาบฉวยและความสับสนอาจจะทำให้บางคนคิดว่ามันเวอร์ไปหรือเปล่า ยุคสมัยมันหม่นมืดขนาดนี้จริงๆ หรือ ต้องไม่ลืมว่าวง Porcupine Tree มาจากประเทศอังกฤษ มิวสิควีดิโอเพลง Fear of a Blank Planet เองก็อาจชวนให้นึกถึงเหตุการณ์บางอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริง (หลายครั้ง) ในสหรัฐฯ และที่สำคัญคือการเล่าของพวกเขาก็ไม่ได้ตัดสินอะไรแทนเราว่าสิ่งที่บอกผ่านออกมานี้ดีหรือไม่ดี
นอกจากนั้นอัลบั้มนี้ก็ไม่ได้สื่อแต่ด้านความว่างเปล่าของโลกจากสายตาวัยรุ่นเพียงอย่างเดียว เพลงอย่าง Sentimental ก็เปลี่ยนอารมณ์กลับมาสู่การครุ่นคิดและทบทวนความรู้สึก ซึ่งถึงมันจะเป็นการทบทวนที่ไม่ลึกซึ้งมาก แต่ก็ทำให้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ที่น่าจะทำให้เข้าใจความรู้สึกกันมากขึ้น เมื่อพวกเขาบอกว่าสับสนกับวัยและยุคสมัย ขณะเดียวกันก็ไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่มากไปกว่านี้ เสียงคอร์ดของเปียโนที่เล่นคลอในเพลงช้าๆ เพลงนี้ ทำให้บรรยากาศความหม่นมีความละมุนเจืออยู่บางๆ
I never want to be old
And I don't want dependants
It's no fun to be told
That you can't blame your parents anymore
ฉันไม่อยากจะเป็นผู้ใหญ่ไปกว่านี้
และขณะเดียวกันก็ไม่อยากเป็นภาระใคร
มันไม่สนุกเลยที่จะมีคนมาบอก
ว่าจะไม่สามารถโทษพ่อโทษแม่ได้เช่นเดิมอีกแล้ว
- Sentimental -
เพลงที่ใช้เสียงเปียโนได้อย่างเข้าท่าอีกเพลงหนึ่งคือ My Ashes ที่เป็นบัลลาดพลิ้วๆ และประดับด้วยเสียงเครื่องสายออเครสตร้าอย่างงดงาม เนิ้อเพลงเป็นมุมมองของตัวละครผู้เป็นพ่อ ที่แม้ตายไปแล้วเถ้าถ่านของตัวเองก็ยังคงตามดูความเป็นไปต่างๆ อยู่ ซึ่งเพลงนี้นับว่าใช้ภาษาได้สวยมาก
And my ashes drift beneath the silver sky
Where a boy rides on a bike and never smiles
And my ashes fall over all the things we've said
On a box of photographs under the bed
- My Ashes
บรรเลงมาจนถึงบทเพลงโกรธเศร้าอย่าง Way out of here ที่ได้ Robert Fripp แห่งวง King Crimson มาช่วยสร้าง Soundscapes เนื้อเพลงพูดถึงการหาทางออกท่ามกลางโลกที่ว่างเปล่า หลายต่อหลายคนพากันบอกว่าเพลงนี้พูดถึงการฆ่าตัวตาย ซึ่งถ่ายทอดผ่านไปถึงเพลงสุดท้ายคือ Sleep Together ที่ดนตรีออกเป็นอิเล็กโทรนิคแอมเบี้ยนเวิ้งๆ ชวนให้นึกถึงนักบินอวกาศที่กำลังเข้าสู่สภาวะจำศีล (Hibernation) ขณะที่กำลังเดินทาง (หนี) ออกจากโลกนี้ไป
I can't take the staring
And the sympathy
And I don't like the questions,
"How do you feel?
How's it going in school?
Do you want to talk about it?"
ฉันทนไม่ได้กับการถูกจ้องมอง
กับการที่คนอื่นเห็นอกเห็นใจ
แล้วฉันก็ไม่ชอบคำถามจำพวก
"รู้สึกยังไงบ้าง
เจออะไรที่โรงเรียนมาบ้าง
ต้องการพูดถึงมันไหม"
- Way Out of Here -
ชื่อเพลง Sleep Together ถ้าเป็นในบ้านเรามันคงต้องมีใครออกมาบอกว่าสองแง่สามง่ามสิบเ-ยน อะไรก็ว่าไป แต่ตามความเห็นของผู้ฟังส่วนใหญ่แล้ว กลับบอกว่ามันพูดถึงการฆ่าตัวตายที่ถ่ายทอดต่อมาจาก Way Out of Here อีกทีหนึ่งต่างหาก มีบางส่วนเท่านั้นที่บอกว่ามันพูดถึงเรื่องการมีเซ็กส์เพื่อหนีโลกความจริง และอีกส่วนก็ตีความว่ามันไม่ได้มีนัยแฝงอะไร ก็แค่พูดถึงการนอนหลับกันธรรมดาๆ เพื่อหนีเข้าไปในโลกความฝันนั่นแหละ
ความเห็นที่แตกต่างหลากหลายนี้แหละคือเสน่ห์ของศิลปะ! น่าเศร้าที่ในบ้านเรายังคงมัวเอาแต่เป็นห่วงสถาบันนั่นนู่นนี้โน่น แล้วสั่งตรวจสอบ สั่งเก็บ สั่งแบน สั่งเซ็นเซอร์ หรือใช้วิธีใดๆ ก็ตามที่จะกำจัด สิ่งที่พวก "ท่าน" ไม่พึงปรารถนา ด้วยข้ออ้างเดิมๆ เรื่องสร้างความแตกแยกบ้าง พูดถึงแต่ในด้านร้ายๆ บ้าง (สันดานนกกระจอกเทศจริงๆ) ฯลฯ แทนที่จะทำให้คนในสังคมได้ทำความเข้าใจมัน ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมหรือปฏิเสธมันโดยไม่กระทบกับคนที่เห็นต่าง
ตราบใดที่ท่านทั้งหลายยังคงเห็นว่าคนในสังคมเป็นแค่ "เด็กโง่" ที่ต้องฟูมฟักแบบไข่ในหิน คอยปิดบัง (สิ่งที่พวกท่านคิดว่าเป็น) ความเลวร้ายทั้งหลาย จนเมื่อความจริงกระแทกโครมเข้ามา มันคงยิ่งกว่าเจ็บปวด ยังไม่นับว่าความคิดแบบนี้ของท่านทั้งหลาย มันจะนำไปสู่การทำให้ให้เด็กๆ ในวันพรุ่งนี้เผชิญกับความมืดมิดตามลำพัง โดยไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ (สิ่งที่พวกท่านคิดว่าเป็น) อันตรายร่วมกันเลยแม้แต่น้อย
ทางออกของเด็ก ๆ ที่นอกเหนือจากการ "นอนหลับ(หลับนอน)ร่วมกัน" (เพื่อหนีโลกออกไป) นั้น
มันถูกพวกท่านขวางกั้นอยู่นั่นแหละ !
(ชื่อเต็มๆ ของเอนทรีนี้ - Fear of a Blank Planet โลกจากสายตาหนุ่มสาว ผู้หวาดกลัวดาวเคราะห์อันแสนว่างเปล่า)
[ Permalink ] . [ 1 Comments ]

Sum 41 เป็นอีกหนึ่งวงที่อยู่ในธารสายเชี่ยวของ Punk ร่วมสมัยไม่นานมานี้ ในแง่ของดนตรียังคงอิทธิพลส่วนหนึ่งจาก Metal โดยเจือไว้ในโครงดนตรี Pop Punk สมัยนิยม ซึ่งอิทธิพลความหนักส่วนหนึ่งคงมาจากมือกีต้าร์ที่เพิ่งออกจากวงไปอย่าง Dave Baksh อัลบั้มล่าสุด Underclass Hero จึงลดทอนซาวน์แบบ Metal ลงไป และกรุยทางอย่างเต็มที่ในความเป็น Punk ดนตรีแบบ Punk ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของการลุยไปข้างหน้านี้เองที่เหมาะกับการประท้วงดีแท้ แต่จะว่าไปความ Punk ของวงในอัลบั้มก่อนๆ ก็มากพอจะ "ประท้วง" ได้อยู่แล้ว
จึงไม่ใช่ว่ารูปแบบของดนตรีในแง่นี้จะเกี่ยวข้องกับทิศทางเนื้อหาที่เปลี่ยนไป ทางวงได้ออกมาบอกชัดเจนว่าเนื้อหาของอัลบั้มนี้จะหันมาพูดเรื่องสังคมการเมือง ขณะที่ในอัลบั้มก่อนๆ Sum 41 มีภาพของวงขวัญใจวัยรุ่นอยู่พอสมควร
ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะวง Pop Punk ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง Green Day เองก็ได้เขียนเพลงเกี่ยวกับ ชีวิต สังคม การเมือง และสร้างผลงานชุดดังอย่าง American Idiot ออกมาแล้ว ไม่นับวง Political Punk อื่นๆ ที่มีแนวทางของตัวชัดเจน
แต่น่าสนใจตรงที่ว่า นอกจาก Linkin' Park แล้ว วง Sum 41 เองก็เริ่มทำท่าว่าอยากจะหันมาสร้างงานที่ทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่า Linkin'Park ยังทำตรงนี้ได้ไม่ดีนัก เลยจะลองมาดูกันว่า Underclass hero อัลบั้มล่าสุดของ Sum 41 จะแสดงมุมมองต่อโลกนี้อย่างไร และทำได้ดีแค่ไหน
จะว่าไปชื่ออัลบั้มนี้ชวนให้นึกถึงชื่อเพลง Working Class Hero ของ John Lennon อยู่บ้าง คำว่า Working Class นั้น แปลตรงตัวได้ว่า ชนชั้นแรงงาน ถึงแม้ชื่อเพลงมันอาจจะชวนให้เข้าใจว่าเชิดชูผู้ใช้แรงงานก็ตาม แต่จริงๆ แล้วมันฟังดูเป็นเพลงวิจารณ์ระบบการศึกษามากกว่า และคำว่า Hero ก็ใช้อย่างประชดประชัน ไม่ได้นำมาใช้เชิดชู
ส่วนคำว่า Underclass มีความหมายกว้างกว่ามาก เพราะมันเป็นคำที่หมายรวมชนชั้นใต้ถุนสังคมผู้ไร้โอกาส ตั้งแต่คนจนข้ามรุ่น คนจรข้างถนน คนติดยา คนตัวเล็กที่ไร้กำลังในโลกของธุรกิจมืด ไปจนถึงคนไข้โรคจิต
เพลง Title Track ซึ่งขึ้นมาเป็นเพลงแรกของอัลบั้ม แม้ยังคงให้ความรู้สึกแบบ Pop Punk อยู่ แต่หากตัดอคติเรื่องความเป็นผู้ใหญ่ในเนื้อหาออกไป เนื้อเพลงมันก็สื่ออารมณ์แบบอนาคิสต์ผู้ป่าวประกาศต่อต้านรัฐและความเป็นสถาบันอย่างตรงไปตรงมาดี ติดตรงที่ดนตรียังฟังดูทรงพลังไม่มากพอ ทำให้รู้สึกว่ามันไม่ค่อยไปด้วยกันกับเนื้อหาเท่าไหร่
"Well i wont be caught living in a dead end job
or pray to a government guns and gods
now its us against them
we're here to represent
stare right in the face of the establishment
and i dont believe
stand on my own
wasting the use
speak for yourself"
- Underclass Hero
แต่ขณะเดียวกันไม่รู้ทำไม เมื่อผมได้ฟังอัลบั้มนี้แล้วกลับไม่รู้สึกนึกถึง Underclass ในภาพเดียวกับที่เขียนถึงในข้างต้นเลยแม้แต่น้อย อาจจะเว้นไว้หน่อยให้กับชนชั้น "วัยรุ่นมีปัญหา" ซึ่งก็ไม่ได้ถึงขั้นเป็น Underclass จริง ๆ
ส่วนตัวผมเองแล้วชอบเพลงที่สะท้อนความรู้สึกสับสน เจ็บปวด เคียดแค้น ของวัยรุ่นที่อยากจะบอกอะไรต่อโลกและคนรอบข้างอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหากับเนื้อหาแบบนี้สักเท่าไหร่ เพียงแต่ราคาคุยของ Sum 41 ที่บอกว่าจะเป็นแนวสังคมการเมืองอาจจะเสียไปบ้าง เพราะเพลงที่มีเนื้อแบบ "วัยรุ่นมีปัญหา" อย่าง Count Your Last Blessing . Walking Disaster หรือ Dear Father (Complete Unknown) นั้นฟังดูสื่อออกมาได้จริงใจกว่าเนื้อเพลงที่พูดถึงเรื่องราวอื่นๆ ในอัลบั้ม
โดยเฉพาะเพลง Dear Father (Complete Unknown) ที่ Deryck Whibley มือกีต้าร์และนักร้องนำ เขียนถึงพ่อของตัวเขาเองที่ไม่เคยได้เห็นหน้าเลย เพราะเขาเป็นเด็กที่เกิดจากแม่อายุ 17 และพ่อก็ทิ้งเขาทั้งสองไป จะว่าไปเพลงนี้น่าจะทำให้วง Sum 41 ดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเพลงอื่นๆ เสียอีก เพราะเนื้อหามันก็ไม่ได้คร่ำครวญอะไรมากมาย และดูจะท้าทายผู้เป็นพ่อที่ทิ้งเขาไปหน่อยๆ ด้วย
"I addressed this letter to ‘dear father'
I know you as complete unknown
I guess it's better you don't bother
All our truth should be left alone"
- Dear Father (Complete Unknown)
ขณะที่เพลงอย่าง Pull the Curtain นั้นทำท่าว่าจะดีในช่วงต้นๆ เพลง แต่ตัวดนตรีกลับดูยืดยาวเกินความจำเป็นและพูดอะไรซ้ำซากไปหน่อย ส่วนเพลง Confusion And Frustration In Modern Times ที่ชื่อเพลงก็ประกาศอยู่แล้วว่า จะพูดถึง "ความสับสนและวิตกกังวลในโลกสมัยใหม่" นะ มันคงฟังดูน่าสนใจหากมีแง่มุมใหม่ๆ เกี่ยวกับผู้คนในยุคสมัยปัจจุบัน แต่กลายเป็นว่าเนื้อเพลงฟังดูโหวง ๆ ดนตรีก็ไม่ได้มีอะไรชวนให้รู้สึกถึงสิ่งที่พวกเขาบอก หรือแม้แต่พวกเขาเองจะรู้สึก Confuse หรือ Frustrate จริงๆ หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
หรือถ้าไม่คิดมาก การที่หลายเพลงดูจืด ๆ และสื่ออารมณ์ยังไม่ "ถึง" อาจจะมาจาก เสียงร้องนำของ Deryck Whibley เองที่ไม่ว่าจะเป็นเพลงเศร้า เพลงโกรธ หรือเพลงประชด ก็มีน้ำเสียงคล้ายกันไปหมดจน ทำให้อารมณ์ร่วมดูเจือจางไป
ไม่ต้องกลัวว่าจะลืมพูดถึงเพลงประท้วง แต่จะเรียกว่าเป็นเพลงประท้วงก็เรียกได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่ เพราะเพลงโจมตีผู้นำ (แน่นอน...โดยเฉพาะ ผู้นำอเมริกา) คือ March of the Dogs , The Jester และ King of Contradition ฟังดูเป็นเพลงสาปแช่งมากกว่าจะเป็นเพลงที่พูดถึงปัญหาที่เกิดจากตัวคนที่พวกเขาโจมตี ตัวเพลงเองก็ดูจะมีแต่น้ำและไม่ได้มีท่าทีจะสะท้อนอะไรจาก Underclass เลยจริง ๆ
ผมเองพยายามจะไม่คิดอะไรมากกับมันและนึกเสียว่ากำลังฟังเพลงสาปแช่งเพื่อความสะใจของตัวเองอยู่ แต่จะว่าไป มันก็ยังมีเพลงสาปแช่งที่มันส์สะใจกว่านี้หลายเท่าอยู่นี่นา... ทำไมผมถึงต้องมามัวฟัง (Political?) Punk อยู่ด้วยเล่า
"I hope you burn like a cigarette in ashes
As your head comes down an crashes
Your throat pours blood from slashes
And I hope you never forget like a tatoo of regret this time, this time"
- King of Contradition
ให้ตายสิ...ทั้งที่ Sum 41 ตั้งมั่นไว้ว่าจะกรุยทางไปสู่เนื้อหาประท้วงสังคม แต่เพลงที่ผมชอบกลับเป็นเพลงที่สุดแสนจะปัจเจกอย่าง Best of Me ที่เป็นเพลงช้าได้อารมณ์ (โชคดีที่ Backing Vocal ช่วยกลบเสียงชืดๆ ของ Deryck ไว้ได้ในบางช่วง) เนื้อหาของเพลงนี้มันพูดถึงการสำรวจตัวเอง ที่สามารถตีความเป็นเพลงรักได้ ถ้าให้บอกกันจริง ๆ เนื้อหาสุดแสนจะปัจเจกบางเพลง มันกลับบอกอะไรจากสังคมได้ดีกว่าเพลง (พยายาม) ประท้วง เสียอีก
Sum 41 กลายเป็นอีกวงหนึ่งที่พยายามเปลี่ยนตัวเอง แต่กลับไม่สามารถก้าวข้ามอะไรบางอย่างไปได้ หากจะเรียก Underclass Hero ว่าเป็นอัลบั้มความหวังใหม่ของพังค์การเมือง มันก็จะกลายเป็นอัลบั้มที่เต็มไปด้วยรอยตำหนิและไปไม่ถึงสิ่งที่อยากจะเป็น หรือแม้กระทั่งจะคิดว่ามันก็คืออีกอัลบั้มหนึ่งของศิลปินพังค์วัยรุ่น ก็จะกลายเป็นอัลบั้มที่ดูด้อยพลังลงกว่าแต่ก่อนอยู่ดี
หาก Angry Young Men ทั้งหลาย อยากจะพูดถึงสังคมอย่างจริงจังบ้างมันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อยากลองให้พวกเขาไปศึกษาวง Political Punk บางวงดูเสียหน่อย อาจจะทำให้เห็นแนวทางได้มากขึ้น อย่างวง Anti-Flag ที่ประท้วงได้อย่างมีแนวทางชัดเจน หรือวง Propagandhi ที่เนื้อเพลงเสียดสีอย่างน่าคิด และแม้กระทั่งวงอื่น ๆ ที่ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรลึกนัก แต่ก็มีพลัง และอย่างน้อยก็เข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการประท้วง
อีกนัยหนึ่ง การเป็น Angry Young Men มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะบางเพลง แม้มันจะไม่ใช่เพลงประท้วงหรือเพลงที่มุ่งสะท้อนสังคมอย่างจริงจัง แต่มันกลับสามารถถ่ายทอดอะไรจากสังคมออกมาได้ดีกว่าเสียอีก ที่สำคัญคือ ถ้าความโกรธเกรี้ยว หรือเศร้าโศกมันถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม และออกมาจากใจจริง มันก็ยังคงคุณค่าในความเป็นศิลปะอยู่ดี
[ Permalink ] . [ 1 Comments ]

Scorpions อัลบั้มล่าสุด Humanity - Hour I เป็นอัลบั้มที่วงแมงป่องได้กลับมาผยองเดชอีกครั้ง ซึ่งดนตรีในแบบของสกอร์เปี้ยนส์ยุคเก่าได้ผสานกับดนตรียุคใหม่อย่างกลมกลืน แม้จะมีเสียงกีต้าร์หนักแน่น มีพลัง แต่เมโลดี้สวยๆ ในแบบของ Scorpions ก็ยังคงไม่เสื่อมคลายไป และแน่นอนว่าเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Klaus Meine ซึ่งอาจจะโรยไปบ้างตามอายุไข แต่ก็ยังคงมาตรฐานและความเป็น Klaus Meine ได้อย่างเต็มเปี่ยม
หากแฟนๆ ยุคเก่าของ Scorpions ได้มาฟังอัลบั้มนี้คงอาจจะทำให้ไพล่รู้สึกคิดถึงบรรดาบทเพลงสุดคลาสสิกของพวกเขาขึ้นมา ซึ่งเพลงเหล่านั้นถึงขั้นมีออกมาให้ร้องเป็นคาราโอเกะ ไม่ว่าจะเป็น Wind of Change, Always Somewhere, You and I, Holiday หรือแม้กระทั่ง Still Loving You
แต่ด้วยอะไรรอบตัวในตอนนี้ เพลงที่ผมนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ กลับเป็นเพลงเศร้าๆ อย่าง Send me an Angel, Under the same sun และ White Dove จะว่าเศร้า หดหู่ จนไร้ความหวังก็ไม่ใช่ จะว่ามีความหวังก็ไม่เชิงนัก แต่สิ่งที่บทเพลงเหล่านี้ขับขานออกมาได้เป็นอย่างดีคืออารมณ์ความรู้สึกร่วมทุกข์แบบที่ไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ และจริงอยู่ความเห็นใจอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหา แต่บทเพลงเหล่านี้ โดยเฉพาะเพลง White Dove ก็ได้เปรียบเหมือนตัวแทนบอกความรู้สึกของคนที่ได้แต่มองสถานการณ์อยู่ห่างๆ เช่นเดียวกับพวกเขา …เช่นเดียวกับผม
“And now you’re telling me
You’ve seen it all before
I know that’s right but still
It breaks my heart
Well, the golden lamb we’ve sent
Makes us feel better now
But you know it’s just a drop
In a sea of tears”
“และตอนนี้คุณก็บอกฉันว่า
คุณได้เห็นมันมาหมดแล้ว
ฉันรู้คุณพูดถูกแต่ว่า
มันยังคงทำให้ฉันเจ็บปวดอยู่ดี
แกะทองคำที่เราส่งไป
ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นในตอนนี้
แต่คุณก็รู้สุดท้ายมันเป็นได้เพียงแค่
หยดหนึ่งในทะเลแห่งน้ำตา”
- White Dove -
ท่อนนี้ของเพลง White Dove (พิราบขาว) สะเทือนใจผมมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังอยู่ในสมัยเรียนมัธยม ในตอนนั้นจะยังคงไม่อาจตีความอะไรจากเพลงนี้ได้ เพราะผมยังเป็นเด็กโง่ ยังไม่รู้ว่าการต่อสู้ของประชาชนเพื่อเสรีภาพในหลายๆ ประเทศมันมีราคามากกว่าการเสี่ยงชีวิตจากกระสุนปืนของทรราชย์ มันทำให้เกิดผู้ลี้ภัย เกิดความรู้สึกไม่มั่นคง การขอความช่วยเหลือที่ยากจะมาถึง ฯลฯ และแกะทองคำ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ความสงบสุขกลับมาได้จริงๆ
Klaus Meine เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ตัวเขาเองก็อยากจะทำเพลง ให้คนที่ได้ฟังเพลงของเขามีความหวัง เด็กหนุ่มสาวในประเทศที่ยังคงมีสงครามกลางเมืองบอกว่า พวกเขาที่มีไฟฟ้าใช้แค่วันละชั่วโมง ได้มีโอกาสฟังเพลงของ Scorpions แล้วรู้สึกมีกำลังใจ
จึงไม่แปลก ที่หลายเพลงของวง Scorpions จึงกล่าวถึงเด็กและคนรุ่นต่อไปอย่างเปี่ยมไปด้วยความหวัง แม้บางเพลงอย่าง Moment of Glory จะดูเป็นความหวังที่ดูยิ่งใหญ่เกินไปก็ตาม
ในอัลบั้มล่าสุด Humanity - Hour I นี้ก็มี Desmond Child หนึ่งในโปรดิวเซอร์มาช่วยคิดคอนเซปต์ให้ ซึ่งดูเหมือนว่ากาลเวลาที่ผันผ่านคงเริ่มทำให้พวกเขาสิ้นศรัทธาในอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าบทเพลงที่พวกเขาทำออกมา ให้กำลังใจแก่ผู้คนได้ก็จริง แต่ผู้คนในมุมต่างๆ ของโลกยังคงต้องประสบกับความเลวร้ายเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่เลย ในอัลบั้มนี้ พวกเขาจึงเริ่มหันมาพูดถึง “การล่มสลายของมนุษย์ชาติ”
เปิดมาด้วยเพลงที่ค่อนข้างหนักแน่นดุดันอย่าง Hour I ที่เนื้อหาพูดถึงการที่เครื่องจักรหันกลับมาทำลายมนุษย์ ซึ่งฟังดูออกจะเป็นเนื้อหาแนวนิยายวิทยาศาสตร์ที่ Cliche ไปหน่อย ในตัวเพลงนี้ก็ได้พูดถึงเด็กเอาไว้เหมือนกัน แต่ในคราวนี้ Scorpions ไม่ได้พูดถึงเด็กในมุมมองเดิมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้ให้กำลังใจ ปลอบขวัญ หรือตั้งความหวังกับเด็กๆ อีกแล้ว
แต่ Hour I บอกให้เด็ก ๆ ทั้งหลาย … รีบๆ หาที่ซุกหัวเอาตัวรอดซะ !!
“So here we are
It’s hour one
And it’s a nightmare
There’s nothing left
And yet it’s good to be alive
There’s no use crying
Cause the universe is not fair
The wicked and the innocent
Are fighting to survive”
- Hour I -
จริง ๆ แล้วเพลงนี้อาจจะตีความไปได้หลายแง่นอกจากจะอิงคอนเซปต์เดิมของเพลง ฉะนั้น The Wicked (ผู้ร้าย) ในที่นี้อาจจะไม่ได้หมายถึงหุ่นแอนดรอยด์เพียงอย่างเดียว แต่เราอาจจะตีความมันเป็น ‘นายพลเหลิงอำนาจผู้เหี้ยมโหด’ บางคนก็ได้
เพลงของ Scorpions โดยเฉพาะในอัลบั้มนี้ ไม่ได้มีแต่ Hour I เท่านั้นที่สามารถตีความไปได้หลายแง่
เพลงหลายเพลงมันอาจจะฟังดูเป็นเพลงรักก็ได้ หรือเป็นเพลงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในแบบอื่นก็ได้ You และ I ในแต่ละเพลงจึงอาจจะเป็นมิตรสหาย เพื่อนร่วมชาติ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมโลก
และแน่นอนว่า มีบ้างที่ “ฉันและเธอ” ในบางเพลงได้แสดงความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน และไม่ว่าความขัดแย้งนั้นมันลึกล้ำฝังรากมาขนาดไหนก็ตาม หากเรายังคงยึดติดอยู่ในสิ่งที่ตนเชื่อโดยไม่ยอมทำความเข้าใจกับสิ่งอื่นที่ (เราเชื่อว่า) เป็นฝ่ายตรงข้ามกับเราเลยนั้น เราก็อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือประหัตประหารคนด้วยกัน เช่นเดียวเหตุการณ์บางอย่างในอดีต แม้มันจะถูกอะไรบางอย่างแอบบิดเบือนไปในทางประวัติศาสตร์ แต่ภาพความโหดร้ายนั่น มันไม่ควรจะเป็นสิ่งที่ “มนุษย์” กระทำต่อกันเลย
“You were once a friend to me
Now you are my enemy
Passion turns to hate and you make
Hate worth fighting for
I will re-write history
And you will not exist to me
On the day you crossed the line
I found out love is war”
- Love is War -
เมโลดี้ของ Scorpions ในอัลบั้มนี้หวานหอมน้อยลง เนื้อเพลงบางเพลงยังคงอารมณ์หวานซึ้งอยู่บ้าง เพียงแต่ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่า เหมือนพวกเขาพูดถึงมันได้ไม่เต็มปาก เพลงอย่าง Love will keep us alive (ซึ่งเหมือนของวง Eagles แค่ชื่อ) ฟังดูเฉยๆ ชาๆ The Future never dies หรือ We were born to fly อาจฟังดูมีพลังขึ้นมาหน่อย แต่มันก็ไม่อาจทำให้รู้สึกตามสิ่งที่มันสื่อได้มากนัก
ขณะที่ เพลงอย่าง Love is War , Your Last Song และ The Cross ซึ่งพูดถึงความขัดแย้ง ฟังดูหนักแน่นในอารมณ์มากกว่า อาจจะเป็นเพราะตัวดนตรี ที่ทางวง Scorpions เองยังสรรอารมณ์ของทั้งอัลบั้มได้ยังไม่ลงตัวนัก หรืออาจจะเป็นเพราะโลกในตอนนี้ก็ได้ ที่ผลักให้บรรยากาศของเพลงมันเป็นไปตามสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ในสิ่งที่พวกเขารู้สึกจริงๆ
“How dare you use my shame
To play your wicked games
With the mask you’re wearing
And now you gotta make amends
For the demons in my head
I’ll nail you to the cross
The cross I’m bearing”
- The Cross -
แม้จะไม่ใช่อัลบั้มที่สมบูรณ์หมดจด แต่ Humanity - Hour I ก็ทำให้ขาร็อคแฟนเพลงวง “แมงป่องผยองเดช” ยุคก่อนๆ ออกมาชูฮกว่าแมงป่องได้กลับมาผยองเดชอีกครั้งจริงๆ แล้ว
ในขณะเดียวกัน สำหรับบางคน (รวมถึงผมเอง) แล้ว อาจรู้สึกได้ว่า Scorpions ในบางด้านได้จืดจางหายไx
เป็นไปได้ว่า…เพราะยังคงคิดถึงเพลงที่พูดถึงแสงสว่างในดินแดนที่มืดมน
เพราะยังคงมีความถวิลหา “สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง” ครั้งเก่าก่อน แม้สายลมนั้นจะไม่ได้ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ทุกคนฝันกันไว้จริงๆ ก็ตาม
หรือเพราะ…ยังคงปรารถนาที่จะได้เห็น (หรือได้ยิน) ว่า “พิราบขาว” สัญลักษณ์ของสันติและเสรี จะบินพาดผ่านนำความหวังกลับมา
ซึ่งมันคงเป็นไปไม่ได้…ที่จะหา “พิราบขาว” พบใน Humanity - Hour I
“Run and hide there’s fire in the sky
Stay inside
The water’s gonna rise and pull you under
In your eyes I’m staring at the end of time
Nothing can change us
No one can save us from ourselves”
- Humanity -
เพราะแม้แต่ในเพลงสุดท้ายคือ Humanity ที่เป็นเหมือนบทสรุปของเนื้อหาทั้งหมด ก็ยังคงไม่วายพูดถึงความพินาศย่อยยับ และย้ำเตือนว่า ถ้าหากมนุษย์ยังไม่ได้เปลี่ยนตัวเองจากข้างใน อะไรก็คงมาเปลี่ยนไม่ได้
ช่างเป็นบทสรุปที่ฟังดูสิ้นหวังเหลือเกิน
[ Permalink ] . [ 0 Comments ]