บันทึกจากหุบเขาผาแดง
‘…เรารู้ซึ้งถึงสิ่งนี้ โลกนี้มิใช่ของมนุษย์ มนุษย์ต่างหากที่เป็นสมบัติของโลก สิ่งนี้เรารู้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันเหมือนดังสายเลือดในครอบครัวเดียวกัน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรธิดาของโลกด้วย มนุษย์ไม่ใช่ผู้สานทอใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงเส้นใยหนึ่งในนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขาทำต่อข่ายใยนั้น ก็เท่ากับกระทำต่อตนเอง...’
จดหมายโต้ตอบของหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ซีแอตเติ้ล
จากหนังสือ ‘ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป’
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : แปล และเรียบเรียง



อย่างที่บอกมาแต่ต้นนั้นแหละว่า โครงการขนาดใหญ่ที่กำลังก่อร่างขึ้นมาอย่างเงียบเชียบราวงูใหญ่ที่เลื้อยคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ เช่นนี้ ย่อมทำให้ชาวบ้านคนต้นน้ำ คนลุ่มน้ำ ต้องตื่นตกใจและเต้นไปตามๆ กัน
ค่ำคืนนั้น, ที่หมู่บ้านป่าตึงงาม ชุมชนปวาเก่อญอที่อาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผืนดอย ผืนป่าและสายน้ำมาเนิ่นนาน ผมนั่งอยู่ใต้ถุนบ้านของ ‘ทองคำ กาทู’ ซึ่งเป็นสมาชิก อบต.ปิงโค้ง และเป็นตัวแทนชาวบ้าน ได้บอกกับผมว่า...ที่ผ่านมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลเหล่านี้มาก่อนเลยว่าจะมีโครงการผันน้ำจากแม่น้ำกกผ่านอำเภอแม่อาย ฝาง ไชยปราการ ก่อนปล่อยลงแม่น้ำปิงในเขตพื้นที่ อ.เชียงดาว
“จู่ๆ ก็มีข่าวมาว่าจะมีการผันน้ำ มีการเจาะภูเขาเป็นอุโมงค์ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าจะลงที่บ้านป่าตึงงาม โดยปากอุโมงค์ จะอยู่บริเวณห้วยเมี่ยง บริเวณหัวฝาย-ดอยหัวโท แล้วไหลลงแม่น้ำป๋ามให้เป็นที่พักน้ำโดยเขาอ้างว่าจะสร้างกระแสไฟฟ้าด้วย ซึ่งตนเห็นว่า ถ้ามีการผันน้ำกกมาลงแม่น้ำป๋าม ก่อนไหลลงไปสู่แม่น้ำปิงซึ่งถือว่าเป็นการผันน้ำมาผ่านบ้านเรา ชาวบ้านไม่เห็นด้วย เพราะอาจจะเกิดปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะขนาดเมื่อปี 2548 เฉพาะน้ำแม่ป๋าม ยังมีปริมาณน้ำมากจนเกิดน้ำท่วม ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่นี่จะเอาน้ำกกมาลงที่นี่อีก”
ด้านผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม ก็ออกมาโวยว่าที่ผ่านมามีการแอบส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาช็อตปลา เจาะทุ่งนา โดยไม่มีการบอกกล่าวอีกด้วย
‘เสาร์แก้ว มูแป’ ผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม บ่นให้ฟังว่า ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งขับรถตู้เข้ามา 4-5 คนเข้ามาเจาะที่นาของนายพล พะโย นอกจากนั้นยังมีสำรวจพื้นที่ป่า ลำห้วยตอนกลางคืน เข้ามาช็อตปลา ชาวบ้านจึงแจ้งประสานไปยังทหาร ร.7 เข้ามาตั้งด่าน ร่วมกับชุดชรบ.เพื่อเข้าไปเคลียร์ และทำการปรับ ก่อนปล่อยตัวไป หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 11-12 มี.ค.ที่ผ่านมา ทางกรมน้ำได้เชิญตนให้ไปเข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อย ที่ อ.ไชยปราการ ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็นการประชุมมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว จึงรู้ว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ขนาดยักษ์เพื่อผันน้ำจากแม่น้ำกกลงแม่น้ำปิง ซึ่งการประชุมที่ผ่านมา ก็มีการพูดกันแต่ผลดีของตัวโครงการ แต่ไม่ได้พูดถึงผลเสียผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“ซึ่งผมเชื่อว่าที่แน่ๆ มี 3 หมู่บ้านที่จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ก็คือบ้านป่าตึงงาม บ้านออน และแม่ป๋าม ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ท้ายน้ำของอุโมงค์ เพราะในวันที่ประชุม มีคนตั้งคำถามว่า ถ้าทางชุมชนลุ่มน้ำเสียหายจะรับผิดชอบให้หรือไม่ เขาก็เลี่ยงไม่ตอบ”
ผมนิ่งฟังและจ้องดูสีหน้าของทั้งสองคนบอกเล่าถึงความแปลกเปลี่ยนที่กำลังรุกคืบเข้ามา แล้วเข้าใจความรู้สึกนั้นดี นั่นคือคำพูดที่วิตกกังวล และสีหน้านั้นดูหวาดหวั่นกับสิ่งที่จะมากระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขาในอนาคต
นอกจากนั้น ผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม ยังได้ตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยด้วยว่า การสร้างโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้จะกระทบต่อผืนป่าบริเวณนี้หรือไม่ เพราะถือว่าป่าผืนนี้อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าชั้น 1 เอ และอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนาอีกด้วยนั้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ที่นำเสนอในที่ประชุมกลับบอกว่าป่าไม้ไม่เกี่ยว อุทยานไม่เกี่ยว เราเข้ามาทำได้เลย
“จากการที่ผมดูข้อมูลในเอกสารแล้ว จะรู้เลยว่าพื้นที่ป่าจะเสียหายมาก เพราะเขาบอกว่าจะมีการเจาะอุโมงค์กว้างมาก ขนาดรถสิบล้อวิ่งผ่านเข้า-ออกได้สบาย ซึ่งสรุปแล้วหมู่บ้านเราไม่เห็นด้วยแน่นอน รวมทั้งหมู่บ้านออน ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และผลกระทบที่คิดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน ก็คือ พื้นที่ทำกิน ที่นา รวมทั้งผืนป่าซึ่งเป็นป่าต้นน้ำของแม่น้ำปิงจะต้องได้รับความเสียหาย และถ้ามีการเจาะดินข้างล่าง อาจจะทำให้ป่าล่ม ดินพังได้”
นี่คือความรู้สึกความคิดเห็นของผู้คนท้องถิ่นที่นั่น ที่ไม่ไว้ใจว่า สุดท้ายแล้ว โครงการขนาดใหญ่แบบนี้ มันไม่ได้ช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาชาวบ้านได้เลย
และชาวบ้านกำลังจะบอกว่า โครงการนี้คือตัวส่งเสริมทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านและจะทำลายทรัพยากรสำคัญอันมีค่า ในพื้นที่แถบนี้พังและย่อยยับลงไปในไม่ช้าเสียมากกว่า
[ Permalink ] . [ 3 ความคิดเห็น ]
เห็นด้วยทุกประการ พวกเราต้องต้าน เหมือนเรื่องการที่จะสร้างกระเช้าขึ้นดอยหลวงเชียงดาว และ ฯลฯ นั่นแหละ ฮักษาสุขภาพ เน้อ ภู
โอ้หนอ เจ้าพ่อ เม็กกะโปรเจ็คท์
ทำหมกเหม็ด ถือเคล็ดทุน ไว้เหนือหัว
ผลประโยชน์ ใช่ของใคร แต่ของตัว
ตามืดมัว กลัวฟ้า เท่าทันกล
ใครจะทุกข์ ใครจะยาก ไม่เคยเห็น
ใครจะเป็น ใครจะตาย ไม่เคยสน
ใครจะใหญ่ ใครจะรวย ใครจะจน
ก็แค่คน ปล้นทรัพย์ แผ่นดินไท
ต้องใช้ความเข้มแข็งขนาดไหนล่ะค่ะพี่ภูถึงจะต่อต้านได้
ถ้าสามารถต่อต้านได้แบบการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยหลวงฯ ได้มันคงดีมากๆ
แต่เรื่องของเรื่องคือ พักหลังๆ มานี่สื่อก็จ้องแต่จะนำเสนออะไรที่ให้ประโยชน์กับองค์กรตนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
และถ้าสื่อกลางไม่เล่นฯ ต่อให้คนในพื้นที่เข้มแข็งเท่าไหร่เสียงนั่นก็ยากที่จะยับยั้งสิ่งใด