มองทางไม่เห็นทาง
“ต้นไม้ไม่ต้องการคำภาวนา มันต้องการน้ำ”
อาการห่อเหี่ยวของเรียวใบยังคงอยู่ บางต้นปลิดใบสีน้ำตาลร่วงพราวเกลื่อนพื้น
........แม้แต่ความรัก ก็ยากจะเยียวยา.....ไม่ว่าฉันจะพูดปลอบประโลมอย่างไร มันก็ไม่อาจฟื้นคืนมาสู่ความสดใสได้อีกแล้ว
ฉันสิ ที่ต้องคร่ำครวญและพาลโมโหตัวเองที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชาวสวน แต่ไม่เคยมีวิชาทำสวนติดตัวสักกระผีกริ้น สิ้นลมหายใจพ่อ เหมือนสิ้นคู่มือชีวิต เรื่องของต้นไม้และเม็ดดินกลายเป็นความลี้ลับ ที่ต้องใช้เวลา และสติปัญญา มาถอดรัสลับ ซึ่งไม่รู้ว่าชาตินี้ฉันจะทำสำเร็จหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องดินฟ้าอากาศ ที่สัมพันธ์กับอารมณ์ของต้นไม้แต่ละชนิด
แม้เวลานี้ ยังได้ชื่อว่าเป็น “ฤดูหนาว” แต่ยามหลังเที่ยงวันไปแล้ว บรรยากาศร้อนอบอ้าวราวกับอยู่ในเตาอบ มหึมา ต้นไม้ของฉันจึงต้องการน้ำ น้ำ และน้ำเท่านั้น
สายลมหนาวแผ่วผ่านมาแล้ว ในยามเย็น คล้ายปลอบประโลมเรียวใบที่หรุบหรู่ให้อดทน
“แน่จริงก็ปล่อยให้แผ่นดินเลือกสรรพันธุ์ไม้ แล้วปล่อยให้โลกนี้ฟูมฟักหน่ออ่อนด้วยวิถีทางของมันเองสิ” เสียงหนึ่งตะโกนก้องท้าทาย ล่องลอยมากับสายลมเอื่อย
“แล้วฉันจะได้อะไร จากการเป็นผู้เฝ้าดู” ใจที่กระด้างโต้ตอบ
“ก็ได้ชีวิต ได้ความสุขตามที่อยากได้ไงเล่า” เสียงนั้นยังท้าทาย
ฉันนิ่งเงียบ ครุ่นคิด จริงหรือ การที่ไม่จัดการสิ่งใดๆ คือการเข้าถึงชีวิตและความสุข ก็ฉันต้องการปลูกต้นไม้เพื่อโลกนี้
“อะฮ้า อะฮ้า อาจหาญจริงนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “ เสียงนั้นหัวเราะเยาะ จนฉันรู้สึกตัวลีบเล็กลงฉับพลัน รู้สึกคล้ายมีบางอย่างจ้องมองมาจากเบื้องไกล ด้วยความเวทนาสงสาร จึงเหลียวหลัง เงยหน้ามองหาที่มาแห่งดวงตาลึกลับนั่น ฉันเห็นพระจันทร์ค่อนดวง ลอยเด่นเหนือแนวไม้ป่าทางทิศตะวันออก ทั้งที่พระอาทิตย์ยังคงระบายริ้วสีส้มเหนือฟากฟ้า ยังส่องแสงเจิดจ้าอาบแนวไพร และยังส่งประกายอันอบอุ่นอ่อนโยนมาถึงฉันด้วย
ยามนั้นฉันรู้สึกว่าความสุข มันช่างเป็นเสี้ยวเวลาที่สั้นแสนสั้น จากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนผ่านไปสู่ค่ำคืนที่เหน็บหนาวอ้างว้าง เพราะโลกนี้ถูกจับจองแล้วด้วยจันทราที่มีแสงกระด้างชืดชา เป็นนัยยะที่ถากถางหยามหยันชีวิตคนอย่างฉัน
“ฉันไม่ชอบพระจันทร์” ฉันพึมพำอยู่ข้างใน ตั้งใจให้อีกเสียงหนึ่งนั้นรับรู้
สูดลมหายใจเข้าอย่างล้ำลึก แล้วค่อยๆผ่อนออกช้าๆ จนเห็นความร้าวรวดที่ดิ้นรนอยู่ภายใน และยอมจำนนต่อความเยือกเย็นที่ส่งผ่านมา ยอมรับว่าแสงจันทร์ คล้ายสายตาของครูบาอาจารย์ที่เคารพรักยิ่งที่คอยติดตาม ทวงถามว่า
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ”
คำตอบจึงไม่เคยส่งผ่านไปที่ใด นอกจากย้อนคืนสู่หัวใจตัวเอง
“ฉันเพียงต้องการมีชีวิตอยู่ ในท่ามกลางสรรพสิ่งที่ควรมีอยู่” เป็นคำตอบที่มีแรงปรารถนาหนุนเนื่องอยู่เต็มเปี่ยม
ดังนั้น เพื่อการมีชีวิตอยู่ ต้นไม้จึงจำเป็นต้องมีน้ำ และฉันจำเป็นต้อง “ภาวนา”
[ Permalink ] . [ 7 ความคิดเห็น ]
สวัสดีครับเงาศิลป์
เยี่ยมเลยละ.....บอกได้เลยว่าผมชอบตรงที่ว่า
ต้นไม้ไม่ต้องการคำภาวนา มันต้องการน้ำ
มันประกอบมีความแข็งกระด้างในตัวของภาษา....แต่แฝงไว้กับความเศร้าหมอง
ตั้นไม้ ลำธรๆลๆ มันคงร้องไห้ และบอกว่า อยุดเถอะมนุษย์ ถ้าหากมันพูดได้เหมือนกันคน.......
มาให้กำลังใจลูกสาวชาวสวน
ไม่อยากเกินไปสำหรับเธอ
ขอบคุณสหายทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้ชาวสวนต้องประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างยิ่ง
จึงไม่สามารถเดินทางไปคุยในเรื่องราวของคนอื่นได้
ขอโทษด้วย
เข้าเมืองคงได้สนทนากันมากกว่านี้
คุณภาวนาด้วยกิเลสหรือด้วยปัญญา
เถิดชีวิตเป็นไปเช่นนั้นเอง ขอให้กำลังใจผู้เขียน จ้า
ถ้าจะภาวนาก้อต้องภาวนาธรรมด้วยปัญญา ซี จ๊ะ เรายังอยู่ในโลกโลกียะ มิใช่โลกุตระ ก้อต้องมีกิเลศอยู่ ขึ้นอยู่กะว่า จะมากหรือน้อย
ภาพสวยงามมาก เป็นพระอาทิตย์ หรือ พระจันทร์ จ้า
ขอบคุณทุกท่านค่ะ ที่ทักทายถามไถ่
คำตอบคงไม่ใช่สิ่งจำเป็น สำหรับคุณนิรนาม ขอจงรับคำขอบคุณด้วยจิตคารวะ
ขอบคุณ คุณพระจันทร์สีเงินค่ะ
พระจันทร์ค่ะ คุณภาวนาธรรม