blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท
 

ดิบส์ลูกรัก แม่และพ่อขอโทษ

ส่งมาเมื่อ 13 พ.ค. 2008 - 06:22:36.  หมวด: เยาวชน  ป้าย:

“ดิบส์ลูกรัก แม่และพ่อขอโทษ”1 แปลมาจากเรื่อง “Dibs In Search of Self” เป็นหนังสือเกี่ยวกับเด็กที่ไม่ใช่นวนิยายที่จัดได้ว่าเป็น Bestseller  อย่างไรก็ตามหนังสือเรื่องนี้อ่านสนุกน่าติดตามราวกับเป็นวรรณกรรมเยาวชน (จะว่าไปเรื่องราวของเด็ก ๆ ก็เป็นวรรณกรรมในตัวมันเองอยู่แล้ว)

ผมเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญในห้องสมุด อ่านเพียงผ่าน ๆ แต่แรงดึงดูดบางประการทำให้วางไม่ลงและอ่านต่อไปด้วยความเพลิดเพลินจนจบ ผิดกับหนังสือหลายเล่มที่ในระยะหลังผมมักจะอ่านไม่จบ ไม่ใช่ไม่มีเวลา แต่ไม่มีแรงดึงดูดให้อ่าน แต่สำหรับเรื่อง “ดิบส์ลูกรัก แม่และพ่อขอโทษ” นี้เป็นข้อยกเว้นจริง ๆ

“ดิบส์ลูกรัก แม่และพ่อขอโทษ” เป็นบันทึกของนักจิตวิทยาที่ทำการบำบัดเด็กที่ถูกคุณครูและใครต่อใครมองว่า  ”มีปัญหา” แม้แต่พ่อแม่ของเขาเอง

พฤติกรรมที่ไม่คงที่ของดิบส์ทำให้เขาดูคล้ายจะเป็นเด็กที่มีสติปัญญาไม่สมบูรณ์ แต่บางครั้งก็ดูเป็นเด็กเฉลียวฉลาดกว่าใครอื่น เมื่อไหร่ที่ดิบส์คิดว่ามีคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาก็จะก้มหน้า ม้วนตัวหลบทันที และมักจะคลานไปรอบ ๆ ห้อง แล้วก็หลบอยู่ใต้โต๊ะ โยกตัวไปมา เคี้ยวมือหรือดูดนิ้วหัวแม่มือ ถ้ามีคุณครูหรือเด็กคนอื่น ๆ เข้าไปยุ่งด้วย เขาจะทิ้งตัวลงกับพื้นและนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่สนใจใครหรือสิ่งรอบตัวใด ๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าโลกนี้ช่างโหดร้ายและไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

คณะกรรมการบริหารโรงเรียนที่ดิบส์เรียนอยู่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งกับดิบส์ เมื่อผู้ปกครองของนักเรียนคนอื่น ๆ แสดงความไม่พอใจที่มีดิบส์เข้ามาอยู่ในโรงเรียนแห่งนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เด็ก ๆ คนอื่นถูกดิบส์ข่วนและกัดเอา ๆ

ดิบส์ อายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น แต่เขาต้องรับมือกับทัศนคติที่ไม่เป็นมิตรจากคนรอบข้าง พ่อแม่ของเขาเองก็มีความคิดที่จะส่งเขาไปยังโรงเรียนเอกชนสำหรับเด็กพิการทางสมองด้วยซ้ำไป ด้วยเชื่อว่าดิบส์อาจจะเป็นเด็กปัญญาอ่อนหรือไม่ก็สมองพิการ

ปัญหาของดิบส์เริ่มต้นตั้งแต่ที่บ้าน เขามีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์และแม่เป็นศัลยแพทย์ทั้งคู่ต่างกำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  แต่แล้วแม่ก็ตั้งครรภ์ดิบส์โดยไม่ตั้งใจ การถือกำเนิดของดิบส์เข้ามาขัดขวางความก้าวหน้าของทั้งคู่  ผู้เป็นแม่กล่าวถึงเด็กน้อยว่า

“เขาได้ทำลายอนาคตและชีวิตเรา การมีเด็กนับว่าโชคร้ายอยู่แล้วแต่การมีเด็กปัญญาอ่อนเป็นสิ่งสุดจะทนได้จริง ๆ เรามีความอับอายมาก เราเจ็บปวดรวดร้าวมาก ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในตระกูลของเราทั้งสองเลย สามีของดิฉันเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศในความปราดเปรื่องในอาชีพของเขาและประวัติการทำงานของดิฉันก็อยู่ในระดับเยี่ยมยอด” (หน้า 89)

จากคำกล่าวข้างต้น  คนที่เป็นปัญหาและควรที่จะได้รับการรักษาก่อนเด็กน้อยก็คือผู้เป็นพ่อและแม่นั่นเอง!

ดิบส์เป็นเด็กที่ขาดการยอมรับอย่างรุนแรง อารมณ์ของเขาถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนาที่สุดจากคนใกล้ตัว  

เด็กที่ไม่มีความสุขแต่ละคน ล้วนประสบความล้มเหลวกับการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิใจในสังคมหรือโลกใบนี้ เด็ก ๆ ผู้อ่อนต่อโลก จึงได้แต่ดิ้นรนต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อให้อยู่รอดตามวิถีทางที่เขาคิดว่าดีที่สุดแล้ว

ดิบส์ได้รับการ “บำบัดโดยการเล่นสมมติ” จากผู้เชี่ยวชาญ เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ในโลกสมมติของห้องเล่น

ผู้ให้การบำบัดกล่าวว่า “คุณค่าของการบำบัด หรือการรักษาปัญหาทางอารมณ์ขึ้นอยู่กับการที่เด็กจะรู้ว่าตัวเองนั้นเป็นผู้มีความสามารถ และมีความรับผิดชอบซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่การที่ตัวเองจะต้องทำความเข้าใจในความจริงสองประการ ประการแรกคือไม่มีใครจะเข้าถึงโลกภายในของตัวเราเองได้อย่างถ่องแท้เท่ากับตัวเราเอง และอีกประการหนึ่งก็คือความจริงที่ว่าอิสระและเสรีภาพนั้นเกิดจากตัวเราเอง สิ่งแรกที่เด็กต้องเรียนรู้ก็คือ “การเคารพในตัวเอง” และ “การมีความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเด็กจะต้องสร้างขึ้นให้ได้เสียก่อนที่จะเรียนรู้ถึงการให้ความเคารพในตัวบุคคลอื่น ในสิทธิของบุคคลอื่นและในความแตกต่างของบุคคลอื่นได้”  (หน้า 67)

เรื่องราวและปฏิสัมพันธ์ระหว่างดิบส์กับผู้ที่ให้การบำบัดเขานั้นแปลกและสนุก ผู้อ่านจะอดขำไม่ได้กับบุคลิกและพฤติกรรมของดิบส์ บางครั้งเขาจะพูดกับตัวเองบอกให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ผู้ให้การบำบัดจะทวนคำพูดของเขาซ้ำโดยใช้ประโยคคำถาม เป็นการถามเพื่อเปิดทางในการสร้างความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นไม่ใช่ถามเพื่อเพิ่มรสชาติการสนทนา

ดิบส์พูดว่า “ผมจะดูดขวดนมนะครับ”
ผู้ให้การบำบัดจะใช้ประโยคคำถามว่า “หนูจะดูดขวดนมอย่างนั้นหรือจ๊ะ?”

การสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นตลอดกระบวนการบำบัด มันอาจเป็นเรื่องเครียดของดิบส์และผู้ที่ให้การบำบัด  แต่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาได้น่ารักน่าชังและน่าอ่านมาก

การบำบัดดิบส์พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ เขาค่อย ๆ เรียนรู้วิธีการที่จะเข้าใจความรู้สึกตัวเอง เขาเรียนรู้ถึงวิธีที่จะดำรงอยู่กับความรู้สึกของตัวเองและวิธีการควบคุมความรู้สึกเหล่านั้น มีความสามารถที่จะสร้างอิสรภาพให้กับตัวเองได้ เขาไม่ต้องกลัวที่จะเป็นตัวของเขาอีกต่อไป

ในเวลาต่อมา ดิบส์ได้เข้าเรียนในโรงเรียนของเด็กอัจฉริยะ เติบโตเป็นเด็กหนุ่มที่ภาคภูมิ เขาเข้าได้ดีกับครอบครัว เป็นคนอารมณ์ดีและมีความสุขเหมือนเด็กอื่นทั่ว ๆ ไป พลอยทำให้ผู้เป็นพ่อแม่รอดจากคำกล่าวไร้ประโยชน์เมื่อสายไปแล้วว่า “แม่และพ่อขอโทษ”.  

1 ผู้เขียน Virginia M. Axline  ผู้แปล สมลักษณ์ วงลักษณ์ 

 

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.17) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 
 

นาลกะ

นาลกะ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ