blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

หากความหลากหลายคือความงาม

Submitted on 12 February 2008 - 02:40:31.  Category: กวี.  Tags:

นานมาแล้วกระมังที่เราทั้งหลายได้ยินได้ฟังคำกล่าวที่ว่า ความหลากหลายคือความงดงาม  

หมายถึงความหลากหลายในแง่ไหนบ้างเล่าที่ผู้คนกล่าวถึง  ว่าก็คือ ความคิด อุดมคติ อุปนิสัย พื้นเพ ที่มา  วิธีคิด สติปัญญา  ว่าก็คือทุกอย่างมันก็ต่างกันทั้งนั้น  และนั่นก็อาจหมายถึงความหลากหลายด้วย  นั่นก็ใช่ ใช่หรือไม่  ตามคำกล่าวที่ว่า ความหลากหลายนั้นงดงาม  ว่ากันไป เปรียบเปรยถึงป่าเขาลำเนาไพร  หากมีต้นไม้เพียงอย่างเดียว มันก็ไม่งาม เท่านั้นยังไม่พอ มันยังทำให้ผืนดินตรงนั้นสูญเสียความสมดุลไปด้วย  ก็ด้วยป่าที่งามนั้นมันมีต้นไม้นานาพันธ์  ใหญ่น้อย สูง ต่ำว่ากันไป อยู่ตามที่ๆ ตนควรอยู่ ที่ๆ เหมาะสมกับการเจริญเติบโต  ทั้งหมดนั้นก็ถูกแล้วหรือไม่  ท่านทั้งหลาย

ภาวะที่ดีที่สุด

Submitted on 05 February 2008 - 11:26:21.  Category: กวี.  Tags:

เคยได้ฟังมาว่า  ครั้งหนึ่งเออเนส เฮมมิงเวย์ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ภาวะที่ดีที่สุดสำหรับนักเขียน คือภาวะที่เปลี่ยวเหงาโดดเดี่ยว  เมื่อไรก็ตามที่นักเขียนเป็นที่รู้จักของมหาชนมากขึ้น ยื่งมากขึ้นเท่าใด พลังแห่งการสร้างสรรค์ของนักเขียนก็จะยิ่งเหือดหายไป.....................  

เมื่อคราวแรกที่ดูหนังเรื่อง Finding Forester  ก็สงสัยว่า ตัวละครหลักของเรื่องคือ William Forester  ซึ่งเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง เขียนหนังสือเล่มเดียวแล้วก็ไปเก็บตัวอยู่โดดเดี่ยวในห้องเช่าเล็กๆ ในเขตคนผิวดำ  แล้วก็ไม่มีผลงานตีพิมพ์อีกเลย  เมื่อดูหนังเรื่องนี้หลายรอบเข้า  ว่าก็ปาเข้าไป ห้าถึงหกรอบเข้าไปแล้ว ถึงได้รู้ว่า  สาเหตุที่เขาไม่เขียนหนังสืออีก คือ (ในเรื่องเขาเล่าเรื่องนี้ให้ เด็กหนุ่มชื่อ จามอล วอลเลส ฟัง) พี่ชายเขาป่วย เขาพาพี่ชายไปโรงพยาบาล ยามนั้นเขาเป็นนักเขียนชื่อดัง  พยาบาลซึ่งแทนที่จะใช้เวลาดูแลคนป่วย กลับมาถามแต่เรื่องงานเขียน หนังสือ หรือเรื่องราวอื่นๆ กับเขา  หลังจากพี่ชายตาย เขาก็เลิกเขียน หรือเขียนแต่ไม่ได้พิมพ์งาน  แล้วก็มาอาศัยในห้องเช่าเล็ก ๆ  ในเขตบล็อง   

ว่ากันต่อมาว่า  ชีวิตนักเขียนต้องเดินทาง ไปใกล้ไปไกลอย่างไรก็ขอให้ได้ไป  การได้ไปสัมผัสชีวิตในมิติต่างๆ  พบเจอเรื่องราวต่างๆ  ทำให้ได้แรงบันดาลใจ  ทำให้ได้รับฟังและเก็บเรื่องราว  และสิ่งสำคัญก็คือการฟัง  ว่าในแง่การฟังก็เป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งของชีวิต กับการเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้คนและธรรมชาติ
 
ครั้งหนึ่งผู้เฒ่าในเมือง ตั้งคำถามกับผู้เฒ่าบนดอยว่า มีที่ดินสามสิบไร่ในเมืองเป็นที่ยังรกร้างว่างเปล่า  จะทำอะไรในที่ดินผืนนั้น  ผู้เฒ่าบนดอยบอกผู้เฒ่าในเมืองว่า ท่านต้องไปที่นั่นบ่อยๆ อาจจะพักค้างคืนที่นั่นบ้าง แล้วรอฟังเสียง  ฟังว่าผืนดินนั้นจะบอกให้ท่านทำอะไร  ถ้าท่านฟัง  ท่านจะได้ยิน    เวลาต่อมาผู้เฒ่าในเมือง ก็ไปที่ผืนดินนั้น บ่อยเข้า  ในที่สุดที่ดินผืนนั้นก็กลายเป็นทุ่งนา  แม้ว่าชาวบ้านละแวกนั้นจะวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เอาที่ดินราคาหลายร้อยล้านมาทำนาก็ตาม  

เช่นนั้นเอง.....   การเดินทางของนักเขียนจะมีความหมายอะไร  หากว่าเขาไม่ได้ ฟัง  นั่นเพราะว่า นักเขียนก็คือนักเล่าเรื่อง ด้วยอักษร ถ้อยคำอักษร  ความจริงก็อาจจะไม่ต่างจากถ้อยคำที่กล่าวออกไป  ความหมายของมันจึงงดงามในความที่ว่า  เรื่องราวเหล่านั้นถูกร้อยเรียงออกมาด้วยความงดงาม  สิ่งที่ถูกบอกเล่าคือ ภูมิปัญญาบรรพชน  หลอมรวมกับความรู้สึกนึกคิดของผู้เล่า ซึ่งประกอบไปด้วยการเกื้อหนุนมากมาย ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ทุ่งนาป่าเขา แม่น้ำลำคลอง  ทั้งหมดนั้นส่งผ่านวิญญาณนักเล่าเรื่อง  ให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว  เช่นนั้นเอง เรื่องราวที่เล่าก็หาใช่เรื่องราวที่เขาสร้าง  หากแต่องค์ประกอบทั้งหลายนั้นล้วนมีส่วนต่อถ้อยความทั้งหลาย

ในภาวะอันโดดเดี่ยวของนักเขียน  ความจริงจึงมิอาจโดดเดี่ยว  ตราบใดที่เขายังบอกเล่าเรื่องราวทั้งของตัวเอง และของผู้อื่น  เขาจะโดดเดี่ยวไปได้อย่างไร  แต่ความหมายก็คือ  โอกาสในการที่จะได้ฟังเรื่องราวต่างๆ  นั้นจะได้มาอย่างไร  การเดินทางที่สามารถเกื้อหนุนการรับฟังนั้นจะเกื้อกูลอย่างไร  แล้วสภาวะใดเล่าที่ดีที่สุด  คำตอบก็คือ ขณะนี้.........

ความโหยหาอันลึกล้ำ

Submitted on 25 January 2008 - 10:24:28.  Category: กวี.  Tags:

โลกกำลังนำพาข้าฯไปข้างหน้า....
บอกข้าฯว่า
“จงก้าวหน้า”
ไม่รู้หรือ…?
ที่สุดแล้ว...ผองชนล้วนค้นหาวันวานแห่งตน

………………………………………………………………………………………

เวลาและความงาม

Submitted on 18 January 2008 - 09:37:25.  Category: กวี.  Tags:

เรื่องเล่าจีนแต่โบราณเรื่องหนึ่ง  เล่ากันมาว่า  ผู้เฒ่าเซียนหมากล้อมขณะกำลังนั่งเดินหมาก เด็กหนุ่มที่เดินหมากอยู่ด้วยถามขึ้นว่า ผู้เฒ่าท่านรอบรู้ทุกเรื่องหรือเปล่า  ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  ท่านรู้เรื่องการปกครองหรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  รู้เรื่องกฎหมายหรือเปล่า  ผู้เฒ่าบอกไม่รู้ รู้เรื่องดาราศาสตร์หรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  รู้เรื่องศิลปะศาสตร์หรือเปล่า ผู้เฒ่าบอกไม่รู้  แล้วท่านรู้เรื่องอะไรบ้าง ผู้เฒ่าบอก รู้เรื่องเดินหมาก  เราไม่รู้อะไรนอกจากเรื่องเดินหมาก  มนุษย์ควรมีสิ่งที่ศึกษาอย่างลึกซึ้ง จนแตกฉาน  หากรู้ทุกเรื่อง อย่างละนิดอย่างละหน่อยแล้วก็จะไม่แตกฉานสักเรื่อง  ในที่สุดก็กลายเป็นคนตื้นเขิน.....นั่นอาจเป็นอุปมาอุปมัย

เรื่องเล่าปรัมปรา ประวัติศาสตร์ เล่าชวนหัว นิทาน อะไรทั้งหลายเหล่านี้ที่ส่งผ่านมาจากอดีต  ทำให้เราพบว่า  ปวงปราชญ์บัณฑิตทั้งปวงในกาลสมัยนั้นๆ ล้วนดำรงชีวิตอยู่อย่างมีเวลา  พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้นล้วนมีการงานที่มีไว้หล่อเลี้ยงชีวิตเพียงน้อยนิด  และพวกท่านก็ลึกซึ้งในความรู้ที่มี  อย่างนั้นเอง ด้วยภาระที่น้อย ก็ทำให้ท่านทั้งหลายนั้น มีสิ่งที่สำคัญที่สุด  นั่นก็คือเวลา  และอีกส่วนที่สำคัญก็คือท่านเหล่านั้น หรือยุคสมัยนั้นเอื้อให้ชีวิตสัมผัสอยู่กับธรรมชาติ ดิน น้ำ  ต้นไม้ใบหญ้า ป่าเขา ลำธาร  และนั่นคือวิถีแห่งปราชญ์  

นอกจากเรื่องของคน  สิ่งประดิษฐ์  บ้านช่องเรือนชาน ถ้วยโถโอชาม ของใช้ไม้สอย สร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง ธรรมชาติที่งาม  ข้าวของเครื่องใช้ที่งาม  นั่นไยจะไม่ใช่หนทางที่นำพาชีวิตไปสู่ความงาม  และด้วยกิจภาระที่น้อยนั้นเอง เวลาจึงมีเหลือเฟือ  นอกจากการสร้างข้าวของเครื่องใช้วิจิตรอลังการแล้ว  ผู้คนยังสามารถสร้างงานศิลปะล้ำค่า ที่ความงามของงานเหล่านั้นบางส่วนยังคงอยู่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ โน้มนำความดีความงามของผู้คนแม้ปัจจุบัน งานที่บริสุทธิ์ หัวใจผู้สร้างบริสุทธิ์  งานยิ่งใหญ่ราวถูกสร้างจากเทพเทวดา  และบางส่วนเราจะพบว่า งานเหล่านั้นปราศจากลายเซ็น

เวลาที่ไม่เร่งรีบบีบคั้น  ทำให้คนได้มีเวลามองฟ้ามองดิน และรวมถึงมองเห็นผู้คนตามที่เป็นจริง  และแน่นอนว่าการสัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามนั่นเองที่ทำให้หัวใจคนอ่อนโยน  หัวใจที่อ่อนโยนทำให้เรามองเห็นการดำรงอยู่อย่างเชื่อมโยง เกื้อกูลของสรรพสิ่ง  มองเห็นความเชื่อมโยง ทำให้เกิดความเข้าใจ  และเมื่อเข้าใจแล้ว หัวใจก็ก่อเกิดความรัก  ความรักจึงก่อให้เกิดการงานเพื่อรับใช้  อย่างนั้นเองที่มนุษย์จึงได้สร้างความงามที่ยิ่งใหญ่ไว้ประดับโลก  

คลื่นพลังของยุคสมัย  เป็นคลื่นของการไม่มีเวลา  ผู้คนพูดคำนี้วันละหลายๆ รอบ  การจะพบกันของผู้คนกลายเป็นเรื่องที่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขมากมาย  การสนทนาของผู้คนกลายเป็นเรื่องที่ต้องจัดการวางแผนล่วงหน้า  ผู้คนให้ความสำคัญกับบางอย่าง  ที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร (เป็นงานหรือเปล่า ไม่แน่ใจ เพราะบางครั้งผู้คนยังไม่มีเวลาให้กับงาน)  และเป้าหมายในชีวิตของผู้คนก็สลับซับซ้อน และมากมายเกินไป   ความจริง.....ความจริง...ลึกลงไปในหัวใจมนุษย์  ต่างก็โหยหาความงาม  ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

มีผู้คนมากมายบอกเล่าเรื่อง เวลา ว่าง และความงาม  คล้ายใช่ว่าผู้คนจะไม่เห็น ผู้คนจะไม่รู้สึก  และใช่ว่าผู้คนจะไม่ใส่ใจ  เพราะเพียงแต่มองดู  เราจะพบว่ามนุษย์ ต่างกำลังแสวงหาเวลา  เพื่อที่ว่า เวลานั้นจะเปิดพื้นที่ให้มนุษย์เข้าไปสัมผัสความงามอย่างแท้จริง   และแน่นอนว่า มีผู้คนอยู่มากมายในวิถีแห่งการแสวงหาเวลา ที่ได้พบเวลา  และพวกเขาก็พบชีวิตที่งดงาม 

บ้านดินรักดาว... สองปีแล้ว

Submitted on 07 January 2008 - 00:46:22.  Category: กวี.  Tags:

ติช นัท ฮันห์  เล่าไว้ในหนังสือยองท่านตอนหนึ่งว่า  มีคนถามว่า เวลาใดเป็นเวลาที่คนเราจะมาความสุขมากที่สุด  ท่านตอบว่า เวลานี้ไง  เพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ยี่สิบปีข้างหน้า  เราจะรฤกถึงวันนี้อย่างมีความสุข   นี่เองมันจึงหมายความว่า ทุกวันล้วนเป็นวันแห่งความสุข

สิ้นปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ความจริงมันก็คงเป็นวันเหมือนกับวันอื่นๆ  ผ่านมาและผ่านไป  คงมีผู้คนส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ตื่นเต้น กับเทศกาลปีใหม่  ปีนี้  คราวนี้   ขณะที่ผู้คนต่างหา และเฉลิมฉลองตามแบบตนช่วงเทศกาล  พวกเราหลายคน นัดกันที่กลางทุ่งนา หนองจ๊อม แม่โจ้  เชียงใหม่  ทุ่งนาผืนสุดท้ายที่อยู่ใกล้เมืองที่สุด อ้ายไพทูรย์ พรหมวิจิตรว่าไว้อย่างนั้น  เมื่อสองปีก่อน  ปีนี้ เราเห็นป้ายประกาศขายที่ดิน  และข่าวคราวที่มีการขายที่นามากขึ้น  ต่อไปผืนนาก็อาจจะไม่มีอีกแล้ว แล้วยังมีตึกรามใหม่ๆ ผิดโผล่ขึ้นมาในละแวกนี้มากขึ้น  เมืองรุกถึงกลางทุ่งแล้ว  

แต่....อย่างไรก็ตาม วันนี้ ทุ่งนายังอยู่ .....  ค่ำนี้....ฝูงนกกระยางยังบินตัดผ่านฟ้าแม้เราจะเห็นเพียงฝูงเดียวไม่เหมือนเมื่อสองปีก่อน ที่มากันเต็มฟ้า หลายฝูง  หรือบางตัวก็ผ่านมาเพียงลำพัง ไม่มีฝูง  แต่เรายังเห็นนก  แม้ว่าเราจะรู่ว่า อีกไม่นานมันอาจหายไป    สองปีก่อนผู้คนมากมายแวะเวียนมา  ตลอดช่วงเวลาสี่สิบวัน รอยต่อของปีเช่นกันที่พวกเราปักหลักอยู่ที่นี่  ศิลปินน้อยใหญ่ มิตรสหายผู้ใกล้ชิดกับเจ้าของสถานที่  แสงดาว  ศรัทธามั่น  ถึงปีนี้เราอยู่กันไม่กี่คน กับภารกิจ ซ่อมสะพาน  แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเงียบเหงานัก  เสียงกบ เขียด แมลงกลางคืนยังอยู่  คืนที่กำลังก้าวสู่การเปลี่ยนศักราช  เสียงเพลง แสงเสียงพลุ แสงโคม กึกก้องกระจายอยู่รอบตัวเอา ยังเหมือนเมือสองปีก่อน

2

สองปีมานี้  สถานที่นี้ต้อนรับผู้คนมากมาย  บนชั้นมีภาพใหม่ๆ ทั้งภาพถ่าย ภาพเขียน และบทกวี อันเป็นผลงานของผู้มาเยือน  ลานหน้าบ้านที่เมื่อสองปีก่อนเราใช้เป็นที่กางเต้นท์ หรือก่อไฟ ตอนนี้มีต้นไม้และหญ้ารก  จากที่เคยกางเตนท์นอน คราวนี้ต้นไม้บางต้นสามารถผูกเปลได้แล้ว    เนื่องด้วยการได้ตอนรับผู้คนมาหมายนี่เองมันจึงมีเรื่องราวมากมายที่ปราศจากการบันทึกมีบ้างก็คงเป็นภาพถ่าย  และบทกวี  แต่เรื่องเล่า และการสนทนาส่วนใหญ่ก็หายไปในทุ่งนี้    คราวนี้ก็ดั่งเดียวกัน  เรื่องราวการสนทนาก็ดำเนินไป หลายครั้งหลายหนเรามักจะวกเข้ามาถึงเรื่อง บรรยากาศ ของที่นี่ เมื่อสองปีก่อน  แน่นอน...เราพูดถึงมันด้วยความสุข

มีคำหนึ่งที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจ  “ซากปรักหักพังของกาลเวลา”  วูบแรกรู้สึกอยู่ว่ามันมีความหมายเป็นลบ  ก็เลยพยายามหาความหมายของ คำ ซากปรักหักพัง  ดั่งโบราณสถานทิ้งซากปรักหักพังเอาไว้  บอกเล่าความงาม และเรื่องราว  เช่นนั้นซากปรักหักพังของกาลเวลาก็คงเช่นกัน  มันหักพังเพื่อบอกเรื่องราว และความงาม  ด้วยว่า เมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น  สิ่งเก่าก็ต้องผุพังไป แล้วมันก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร  เพราะความงามมันก็ปรากฏอยู่เสมอ ทั้งในความใหม่ และในความเก่า  หรือความงามในความทรงจำในซากปรักหักพังนั้น

1

บ้านดินรักดาว....ณ เวลานี้ ก็ไม่พ้นไปจากความธรรมดาสามัญนั้น  ขณะที่ต้นไม้โตขึ้น ลานก็หายไป  บ่อที่เคยขุดดินย่ำสร้างบ้านก็เก่าแก่ไม่มีใครก้าวลงไปสัมผัสมันอีก  มันจึงเพียงทิ้งรอยเท้ามากมายในทรงจำ  ฝนที่สาดซัดมาแล้วสองฤดูฝนทำให้บางมุมบ้านสีผุกร่อน  ผนังดินที่สร้างไว้นอกบ้าน เปื่อยสลายไปบ้าง  สะพานพังไปเป็นแถบ ต้องค่อยๆ ปะ เพื่อพอใช้งานได้ ..ชั่วคราว  นี่ยังไม่รวมถึงวัยของผู้คนที่มากขึ้น  แล้วที่สุด ก็มีเด็กเล็ก เกิดใหม่เพิ่มขึ้นที่จะแวะมาเยือน

มีหลายคนที่เขียนถึง  สถานที่และเจ้าของสถานที่นี้  ในหลายที่หลายโอกาส   เมื่อคราวที่ครบวาระหนึ่งปีผมก็อยู่ที่นี่  โดยไม่คาดหมาย วาระสองปีก็ได้กลับมาอีก คิดอยู่ว่า ปีหน้าจะมาอยู่ที่นี่อีกหรือเปล่าหนอ  นอกจากเยี่ยมคารวะเจ้าของสถานที่แล้ว  ก็ยังได้กลับมาเสพทรงจำที่ดีงามเนื่องด้วยการสร้างสถานที่นี้นั้นมีผู้คนเกี่ยวข้องด้วยมากมาย และนั่นคือเวลาที่เราต่างมีความสุข  ......

3

คารวะเจ้าของสถานที่ ผู้ที่ผมเรียกจนติดปากว่า ท่านผู้เฒ่า แสงดาว  ศรัทธามั่น

 

เมื่อเราต้องอยู่ร่วมกัน

Submitted on 23 December 2007 - 00:51:14.  Category: กวี.  Tags: Live_Together Social Conflict

ดูเหมือนว่า  บางคราวการอยู่ร่วมกันของผู้คนนั้นเป็นเรื่องยากลำบากนักหนา  ด้วยวิถี วิธีที่ผ่านไปของพวกเขาทั้งหลาย  สิ่งที่ปรากฏดูเหมือนว่าอะไรก็ตามที่มันมากเกินไป ล้วนเป็นเรื่องเลวร้าย  หรือบางอย่างมิได้ถึงขั้นเลวร้ายมันก็เกิดเป็นเงื่อนไขที่นำไปสู่ความล้มเหลว สู่ความขาดพร่องของวิถี หรือการปิดกั้นการเรียนรู้  

ดังว่า...สถานการณ์จำลองหลายครั้งในกิจกรรมการเรียนรู้  ที่เรามักพบเห็นผู้คนผู้....มากเกินไปทั้งหลาย เช่น เงียบเกินไป ก้าวร้าวเกินไป  นั่นก็เป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้ของชีวิต  ทั้งหมดนั้นมันบ่งบอกว่าบางมนุษย์นั้นชอบอยู่คนเดียว  มีความหมายลึกล้ำกว่านั้นหรือไม่  การอยู่คนเดียว เพียงตัดสินใจเอง เผชิญเอง รับผิดชอบเอง อาจจะเป็นเรื่องไม่ยากที่ผู้คนจะกระทำได้  แต่มันจะทำให้เราเติบโตได้อย่างไร เพราะเราจะไม่ได้เห็นความคิด หรือเรื่องราวที่แปลกใหม่เลย

ว่าถึงการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม หรือชุมชน หรือกลุ่มคน แน่นอนอยู่ว่าจะมีบางเรื่องราวที่ไม่ถูกใจเรา บางความเห็นของเราจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ หรือบางเรื่องก็ไม่ได้รับการใส่ใจ  และไม่อาจเลี่ยงว่าบางคราวเราก็แสดงออกถึงความโง่เขลา ซึ่งทุกคนมีภาวะนี้อยู่แล้ว  ทั้งหมดนั้นถ้าเข้าใจมันได้  มันก็จะหมายความว่ากลุ่มต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับกลุ่ม ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับใครคนใดคนหนึ่ง  

แน่นอน...นี่คือสังคมในอุดมคติ  ในสังคมนั้นทุกคนต้องเป็นผู้นำ ทุกคนมีส่วนร่วม  ไม่มีใครหรือกลุ่มใครกุมอำนาจอยู่เพียงคนหรือกลุ่มเดียว ซึ่งก็เหมือนเดิมล่ะว่า ความต้องการของกลุ่มบางเรื่องไม่ตรงกับความต้องการของเรา

หลักการดูว่าไม่ยากนัก รูปแบบทางกายภาพก็ดูไม่ยากนัก ตามเหตุตามผลก็ไม่ยากนัก  ความสำเร็จ ความล้มเหลว วิถีวิธีก็ชัดเจนแล้ว  แต่สิ่งที่ยากคืออะไร...  ส่วนที่ยากที่สุดมนุษย์มีความรู้สึก  มีกิเลสของตัวเอง  มีความปรารถนา ความต้องการส่วนตัว  มีด้านมืดด้านสว่างที่ต่างไป  และนี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง และเมื่อมองตามอุดมคติแล้ว  ความขัดแย้งนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ความสำเร็จหรือล้มเหลวของสังคมนั้นๆ  คืออะไร  มันก็ย่อมจะมาจากว่า  สังคมนั้นๆ  จัดการความต่างความเหมือนอย่างไร  จัดการกับความขัดแย้งของกลุ่มอย่างไร  ที่สำคัญคือจัดการกับความขัดแย้งในตัวเองได้อย่างไร  นี่คือหนทางหรือไม่...

ที่สุดแล้ว  มนุษย์ไม่มีทางเลือกอื่น  นั่นคือการต้องอยู่กันเป็นสังคม ผู้คนจะแสวงหา เรียนรู้ ดำรงอยู่อย่างเป็นสุขได้เพียงใด  ล้วนขึ้นอยู่กับความวางใจ  ว่าจะวางใจไว้ตรงไหน จะจัดการกับความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวง จะจัดการกับความเหมือน ความต่างทั้งปวงนั้นอย่างไร  ว่าตามอุดมคติแล้ว  ผู้คนก็ต้องมีพื้นที่ของตัวเอง  มีพื้นที่ในการแสดงออก  ได้รับรู้วิถีของตัวเอง และผู้คนอย่างแท้จริงนั่นเอง

หรือว่าการอยู่รวมกันของพวกเราทั้งหลายนั้นจะมิใช่บทกวีที่งดงาม...

 

ความอันลึกล้ำ

Submitted on 13 December 2007 - 00:02:30.  Category: กวี.  Tags:

บางเวลา  บางเหตุปัจจัยได้นำพาความคิดคำนึงย้อนกาลสมัยกลับไปยังวัยเยาว์  นั่นย่อมได้พบเห็นการเติบโตของตัวเอง  วันเวลาเหล่านั้นทั้งหมดจะว่ายาวนานก็ยาวนาน  จะว่ารวดเร็วก็รวดเร็วยิ่ง    ภาพของบางช่วงเวลาปรากฎเด่นชัด  ภาพของบางช่วงเวลาก็หลงเหลือเลือนลาง แล้วภาพของบางช่วงเวลาก้ลบหายไปหมดแล้ว  นับรวมไปถึงว่าคุณค่า หรือสูญเปล่าของเรื่องราวทั้งหลายในระหว่างนั้น  นั่นก็อาจเป็นธรรมดาอันหนึ่ง  

ที่สุดแล้ว ภาวะความเป็นไปของเรื่องราว  การแสดงออก หรือถ้อยคำ ล้วนสะท้อนภาพภาวะภายในที่เป็นไประหว่างนั้น  เมื่อค่อยๆ ทบทวนถึงถ้อยคำในแต่ละช่วงวัยของชีวิต  กลับไปดูว่า เวลานั้นเรากล่าวถ้อยคำใด  กล่าวเช่นไร  หลายครั้งที่มิอาจปฏิเสธว่า นั่นเป็นเวลาที่เราช่างโง่เขลาอยู่นัก  คำพูดที่เราคิดว่าดีที่สุดในช่วงนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นถ้อยคำที่โง่เขลาไปเสียแล้ว   หรือว่าความจริงเป็นเช่นนั้น

หากเราได้ศึกษาอีกมิติของชีวิต  ไยมิใช่เส้นทางนี้ที่เป็นเงื่อนไขให้สืบสาวดูว่า  เราเติบโตอย่างไร  ผ่านยุคสมัย ผ่านการเรียนรู้มาอย่างไร  ชีวิตเติบโตมาอย่างไร  นี่ล้วนเป็นเรื่องน่าสนใจมิใช่น้อย ‘อาจารย์’  เคยบอกว่า “เขียนหนังสือด้วยปากกา  จะทำให้เราเห็นพัฒนาการของความคิดของตัวเอง  คอมพิวเตอร์ มันลบ และแก้ไขง่าย  แต่ในลายมือมันอาจมีรอยลบ รอยขีดฆ่า คำตามที่ผุดโผล่จัดวางอยู่ในหน้ากระดาษนั้น ทั้งหมดเราเห็นมัน”  

นี่อาจเป็นเรื่องราวเดียวกันกระมัง เมื่อเรามิได้รังเกียจความโง่เขลาของตัวเอง  เราย่อมมองดูหนทางที่ผ่านมาด้วยความแจ่มใส เมื่อนั้นเราอาจได้ยิ้มให้กับความโง่เขลาและความเปรื่องปราชญ์ของตัวเอง

ทางหนึ่งเราอาจเปรียบเทียบถ้อยคำในเรื่องราวเดียวกันของกาลก่อนกับวันนี้  มีบางสิ่งเพิ่มเข้ามา แล้วอาจมีบางสิ่งหายไป ความหนึ่ง ไม่มากก็น้อยที่เราจะรู้สึกได้ว่า คำของวันนี้ลึกล้ำ  เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิด และประสบการณ์  อาจถึงขึ้นตกผลึกความคิดปรัชญา ก้าวเข้าสู่ภูมิความรู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์  เป็นความเหนือล้ำกว่ากาลก่อนมหาศาล  และนั่นจะนำการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วนี่นับเป็นเวลาอันน่าภาคภูมิใจ  นั่นก็ใช่ หรือว่า กาลเวลาเก่าก่อนนั้น เรามิได้รู้สึกเช่นนี้

เช่นนั้นแล้วเมื่อเรามองออกไป  ในกาลภายหน้า คาดว่าความรู้ การสั่งสมสติ ปัญญาของเราคงมิได้หยุดอยู่เพียงนี้  ทั้งประสบการณ์ และผู้คน เหล่ายอดฝีมือที่เราจะพานพบต่อไป  ล้วนเอื้อต่อการเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป  อย่างไม่หยุดนิ่ง  หากว่านั่นเป็นชีวิตที่ปรกติเรียนรู้อยู่เสมอ  อย่างนั้นในกาลนั้นเราคงได้มองกลับมายังวันนี้  เรื่องราวและถ้อยคำของวันนี้  เราอาจรู้สึกอย่างเดียวกับที่วันนี้เรารู้สึกต่อกาลก่อน

ว่ากันไปอย่างที่ว่ากันมาเสมอว่า โลกและชีวิตล้วนเปลี่ยนแปลง  ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่  ไม่เว้นแม้แต่ความจริง สิ่งที่ดีที่สุดสิ่งหนึ่ง อาจดีที่สุดสำหรับเวลา หรือสถานที่หนึ่ง  และเพียงครั้งเดียว  ดังนั้น โลกจึงมีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่เสมอ ชีวิตเราก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เราจึงมีสิ่งที่ดีที่สุดมากมายนักแล้ว  สิบปีที่แล้ว เราอาจมีถ้อยคำที่ดีที่สุดสำหรับเวลานั้น วันนี้เรามีถ้อยคำที่ดีที่สุดสำหรับวันนี้   และแน่นอนทีเดียวว่า วันต่อไป พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เราก็จะมีถ้อยคำที่ดีที่สุดของเวลานั้น  และทั้งหมดล้วนแฝงความโง่เขลา และเปรื่องปราชญ์ อยู่พอกัน  อย่างนั้นการผ่านกาลเวลาอย่างเข้าใจ  ไม่ใช่ความอันลึกล้ำหรอกหรือ

กองไฟ

Submitted on 06 December 2007 - 02:08:09.  Category: กวี.  Tags: fire

ฟังว่า... นานมาแล้ว นานจนไม่อาจนับว่ามันเป็นเวลากี่ช่วงอายุขัย 

นับแต่กาลนั้น กองไฟลุกสว่างและอุ่น กลางค่ำคืนเหน็บหนาว  ทอดวางตามถิ่นที่อาศัยของมนุษย์  กาลนั้น นอกจากเป็นแสงสว่าง  นอกจากเป็นความอุ่น  นอกจากป้องกันภัยจากสัตว์ร้ายนานา  แต่กองไฟยังกลายเป็นสถานที่สำคัญอันหนึ่ง ว่าก็คือ ผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ใช้พื้นที่ข้างกองไฟนี้ในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ทั้งนิทาน ปรัมปรา จารีต ประเพณี  สัพเพเหระ สารทุกข์ สุกดิบ ข่าวคราว  นั่นคล้ายว่าเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาสู่ชุมชน ล้วนต้องผ่านข้างกองไฟนี้  คืนแล้วคืนเล่า  ผู้เฒ่าได้บอกเล่ากล่าวความผ่านวันเวลามากประสบการณ์  ส่งต่อสืบผ่าน พื้นที่และเวลานี้  ขณะที่เด็กๆ คนหนุ่มคนสาว  ก็เติบโต และเรียนรู้ กล้าแกร่ง สะสมประสบการณ์ ณ พื้นที่ และเวลาข้างกองไฟนี้เช่นเดียวกัน

ภูเขาบางภู บนเทือกเขาบางเทือก ขณะที่เวลาของโลกเคลื่อนที่เร็วขึ้น  ผู้คนหันหาพื้นที่ใหม่ๆ  มากขึ้น  ด้วยว่าการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของเวลานั้น ด้านหนึ่งมันก็คือการเปิดพื้นที่ใหม่ๆ  แต่ทว่า อย่างไรก็ตามกองไฟมันมีพลังเฉกเช่นเมื่อกาลก่อนอย่างไม่เสื่อมคลาย  และมันยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ยังดำรงอยู่ ดำเนินไป ทำหน้าที่ทั้งให้ความอบอุ่น แสงสว่าง และเป็นพื้นที่เล่าเรื่อง  ว่าไปแล้วมันก็คือ รอยต่อแห่งยุคสมัยที่มีพลังอย่างยิ่ง  และนอกจากมันจะเป็นพื้นที่สำหรับส่งผ่านจารีต ประเพณี ความเชื่อของอดีต  มันก็ยังเป็นพื้นที่รับเรื่องราวใหม่ๆ จากโลกใหม่ที่เข้ามาสู่ชุมชนอย่างรวดเร็ว   เช่นนั้นเอง ไม่ว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์จะสามารถสร้างเครื่องให้แสงสว่าง  เครื่องกันหนาว  ทั้งที่ซื้อขาย ทั้งที่แจกจ่ายด้วยโฆษณา แต่กองไฟก็ยังเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตอย่างยิ่ง นี่ก็ว่าในบางที่ ที่ยังสามารถหาฟืนก่อไฟ  เพราะหากว่าถึงมหานครแล้ว กองไฟก็ไม่นับเป็นอย่างไรได้

เพื่อนนักดนตรีจากเทือกเขาคนหนึ่งเคยบอกว่า  ชีวิตของเขานั้นสัมผัสถึงกองไฟอย่างลึกซึ้ง  ด้วยว่ากองไฟทำให้เขารู้สึกถึงพลังแห่งชีวิต ณ ที่นั่น  ไม่ว่าชีวิตจะเปลี่ยวเหงาหรือรื่นรมย์เพียงไร  หรือผ่านภาวะใด เขาก็ยิ่งระลึกถึงกองไฟอยู่เสมอ  ยิ่งแล้วในราตรีเหน็บหนาว ท้องฟ้าจามดาวพราวพร่าง ผ้าห่มใด ห้องนอนใด ไหนจะเท่าข้างกองไฟ ที่เทือกเขา ที่บ้าน  บรรเลงเพลงและร่ำดื่ม ร่ายบทกวีกับสหาย นานใยมิใช่สุขใจนัก  ......บ่อยครั้งยามเยือนเพื่อนคนนี้ เราจึงมีกองไฟอยู่เสมอ

ว่าถึงที่สุดมนุษย์ต่างก็โหยหาพื้นที่แบบนี้  วันนี้เราอาจไม่สามารถก่อกองไฟ  กระนั้นในกระบวนการเรียนรู้บางรูปแบบ ค่าย นักเรียน นักศึกษา  ขาดกองไฟไม่ได้เอาเสียเลย ว่าก็คือ คืนสุดท้าย  นั่นคือการรวบรวมเนื้อหาการเรียนรู้และความสัมพันธ์ทั้งหมด นั่นคือการสรุป นั่นคือพันธะสัญญา  ณ วาระนั้นกองไฟจึงเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์

ปรารถนาอันใดในรัตติกาลเหน็บหนาวจะยิ่งไปกว่าการได้ก่อกองไฟสักดวง  ชักชวนมิตรสหายมาร่วมผิงไฟอุ่น  ไถ่ถามข่าวคราวเรื่องราวชีวิตกันและกัน  จากนั้นสักวัน ได้ไปเยือนกองไฟของเพื่อน สนทนา  เปิดเผยทรงจำ ต่อกองไฟอันทรงพลัง  โอบกอดวิญญาณบรรพชนที่ถ่ายเท ทับถมอยู่ในกองไฟ ไม่ว่ากาลเวลาจะนำมาซึ่งยุคสมัยเช่นไร ขอเพียงวิญญาณไม่มอดไหม้ไปกับไฟฟ้า  คงมีสักหลายคราได้กลับสู้อ้อมกอดบรรพชนอีกครั้ง อีกครั้ง ด้วยพลังแห่งกองไฟ

แรงบันดาลใจอันเปราะบาง

Submitted on 28 November 2007 - 09:29:42.  Category: กวี.  Tags:

เราทั้งหลายต่างรับรู้กันโดยพื้นฐานว่า  เหล่าศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นจิตรกร นักดนตรี กวี หรือแขนงอื่นใดล้วนสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาจากแรงบันดาลใจทั้งสิ้น  

หลายคนให้ค่าคำนี้ยิ่งใหญ่ บางคนอาจน้อยลงไปนิด นั่นก็หาเป็นไรไม่  แต่ความจริงก็คือ ด้วยแรงบันดาลใจนั่นเองที่ส่งผลให้ศิลปินน้อยใหญ่ใหม่เก่าทั้งหลายสร้างสรรค์ผลงานอันมีความหมายและทรงค่า  หากปราศจากแรงบันดาลใจเสียแล้ว ศิลปินก็ไม่อาจสร้างงานได้อีกต่อไป  หรือเมื่อแรงบันดาลใจร่อยหรอลง ศิลปินก็อาจลดสถานะเหลือสภาพเพียงช่าง  แต่กระนั้นแรงบันดาลใจของช่างก็อาจคือการทำมาหาเลี้ยงชีวิต  เป็นสัมมาอาชีวะอันมีความหมาย  นั่นก็อาจเป็นแรงบันดาลใจ แม้สังคมจะมองว่า มันเป็นแรงบันดาลใจที่ปราศจากอุดมการณ์ก็ตาม

มันคงไม่ใช่เท่านี้  นักวิทยาศาสตร์ทั้งหมดของโลกใบนี้ ค้นพบ และสร้างสรรค์นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีทั้งหลาย ก็ด้วยแรงบันดาลใจทั้งสิ้น    ความจริงก็คือมนุษย์ล้วนมีแรงบันดาลใจทั้งสิ้น  ไม่เช่นนั้นแล้วเขาผู้ไม่มีแรงบันดาลใจนั้นคงไม่อาจมีชีวิตได้อีกต่อไป  หรือไม่ก็อาจเป็นชีวิตที่แห้งแล้งเหลือหลาย  

ผู้คนในยุคสมัยบริโภคนิยม  อาจมิค่อยได้ใคร่ครวญถึงวาระนี้  ด้วยว่าการโน้มนำทั้งหลายของการบริโภคได้ดึงชีวิตคนเข้าไปสู่ศูนย์กลางของกระแสของมันเองอย่างลึกล้ำ  ประหนึ่งการจัดวาง ทางที่จะก้าวเดินไป โดยไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ  และนั่นก็คือ ชีวิตสำเร็จรูป  ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บมากมายต่อชีวิตมนุษย์  อันสำคัญก็คือความเครียด  หลายหนที่มีข่าวการฆ่าตัวตายของผู้คนในเมืองใหญ่  แง่หนึ่งก็อาจจะว่าไปตามปัญหาในระดับปัจเจก  แต่ความจริงที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ  ผู้คนทั้งหลายขาดแคลนแรงบันดาลใจต่อการดำรงชีวิต  

สภาวะหนึ่งของชีวิตก็คือคงมีบางครั้งคราว  บางช่วงเวลาของชีวิตที่เราได้สูญเสียแรงบันดาลใจ  เมื่อนั้นเราย่อมเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย ทั้งเรื่องราวของตัวเองและผู้คน  จ่อมจมอยู่กับความทุกข์  ตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาของตัวเอง  รอยยิ้มหายไปจากใบหน้า  เหลือเพียงความหม่นเศร้าเหงาหงอยซึมเซา  ปราศจากความหวัง และความฝัน ปราศจากความมั่นใจ วิตก ลังเล และนั่นก็คือภาวะเวลาอันเปราะบางของชีวิต ช่วงเวลาที่เปราะบางของแรงบันดาลใจ  อาจไม่ง่ายนักต่อการก้าวพ้นภาวะนั้น  ซึ่งมันอาจขึ้นอยู่กับวิถี วิธีการดำเนินชีวิตของแต่ละคน  และทั้งหมดนั้นมันก็อาจไม่ถึงกับยากเกินการแก้ไขเยียวยา  หากเพียงได้ตระหนักในความหมายของวาระนั้นอย่างแท้จริง  และปรารถนาจะสร้างแรงบันดาลใจใหม่  ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้

สิ่งที่มีความหมายอย่างยิ่งจากประสบการณ์ของผู้รู้หลายท่านก็คือ  เดินออกไปจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ หรืออาจต้องเปลี่ยนงาน ย้ายบ้าน เดินทางไปต่างถิ่น จากที่คุ้นเคยไปยังที่ที่ไม่รู้จัก พบประสบการณ์ใหม่ๆ ท่องเที่ยว พบผู้คนใหม่ๆ เสพย์สุนทรียภาพศิลปะ  นั่นก็คือการนำพาตัวเองออกไปจากพื้นที่ และพลังงานอันซึมเซาเปล่าร้างนั่นเสีย  หรือเริ่มหยิบจับทำงานด้วยมือ ใช้ร่างกายประดิดประดอย ขุดดิน ปลูกต้นไม้  นั่นอาจเป็นหนทางหนึ่งในการค้นหาแรงบันดาลใจใหม่  เพื่อก้าวข้ามภาวะความเปราะบางของชีวิตนั้น....

เรื่องเล่าที่มีพลัง

Submitted on 20 November 2007 - 00:01:00.  Category: กวี.  Tags:

นักบริหารท่านหนึ่งกล่าวว่า  “ผู้ที่เรียนรู้จากประสบการณ์ถือเป็นคนฉลาด  แต่ผู้ที่เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นด้วยเป็นคนฉลาดกว่า”  

ในขณะที่ยุคสมัยการเรียนรู้ของมนุษย์ มุ่งเน้นไปที่เนื้อหาวิชาการ ทฤษฎีต่างๆ  แบ่งสายแยกแขนงแตกต่อ สืบค้นต้นตอแสวงหาความรู้ ไม่ก็สร้างความรู้ สร้างทฤษฎีขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรม หรือให้มันรับใช้ความเชื่อของตัวเองหรือกลุ่มของตัวเอง  นั่นก็ว่า ทฤษฎีของใครก็ของใคร  ทั้งนั้นก็คงใช่หรอก ว่าเป็นการแสวงหาความรู้ของมนุษย์  มากกว่านั้นหลายเจ้าทฤษฎีก็ขวนขวายหาวิธี สร้างวิธีเข้าสู่ความรู้โดยวิธีลัด  ด้วยว่าคนร่วมยุคสมัยใช้เวลากันเปล่าเปลือง จึงเหลือเวลาอยู่ไม่มากแล้ว  บางคนเหลือเวลาไว้ใช้เพียงน้อยนิด  หรือบางผู้คนก็อาจไม่มีเวลาเหลืออยู่เลย  เช่นนี้เองผู้คนจึงดำรงอยู่บนวิถีอันสำเร็จรูป แม้แต่ความรู้ก็ไม่ได้รับการยกเว้นว่าต้องทำให้มันเป็นความรู้สำเร็จรูป  ด้วยเมื่อมันเป็นเช่นนั้นแล้ว มันย่อมซื้อหามาได้นั่นเอง

ผู้เฒ่ามักเล่าเรื่องราวได้แม่นยำ  เรื่องราวของชีวิตท่านเอง หรือกระทั่งเรื่องราวของความรู้ และประวัติศาสตร์ก่อนยุคสมัยของท่าน  รายละเอียดมากมายทั้งในเรื่องของคน เวลา และเหตุการณ์  เรื่องราวทั้งหมดนั้นสถิตอยู่ในความทรงจำอันยาวนาน ผ่านกาลเวลามาอย่างมั่นคง แนบแน่น ไม่หล่นหาย  สงบนิ่งอยู่ในความทรงจำ รอการบอกเล่ากล่าวความต่อคนรุ่นหลัง  และเมื่อยามที่เรื่องราวทั้งหลายหลั่งไหลออกมาจากทรงจำผู้เฒ่านี้เอง  มันจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา  มีพลัง แทรกเกร็ด เสริมสร้างแรงบันดาลใจ   แต่ว่าไป ผู้เฒ่าที่สั่งสมเรื่องราวมากมายเหล่านี้ก็มิค่อยได้มีโอกาสเล่าความนี้เท่าไหร่นัก  ด้วยลูกหลานไม่มีเวลา  หรือมีเครื่องมหรสพใหม่ๆ ที่ตรึงตาพวกเขาได้มากกว่า  

ลึกไปกว่าเรื่องราวที่บอกเล่า  ผู้เฒ่าก็บอกเล่าที่มาของเรื่องเล่าเหล่านั้น  มันไม่ได้มาจากการจัดรูปแบบการเรียนรู้  แต่มันมาจากวิถีชีวิต  มันถูกส่งผ่านจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ผ่านกิจกรรมที่ทำร่วมกัน  การงานที่ช้า  ไร่นาเรือกสวน  หรือรวมไปถึงการบีบนวด การรับใช้ปรนนิบัติ  นี่เป็นเวลาแห่งการเล่าเรื่อง ไร้รูปแบบ แต่มันเป็นกระบวนการและในเนื้อหาเรื่องราวนั้น  มันก็มีเรื่องของถ้อยคำ การเรียบเรียง วิธีการเล่า อารมณ์  ซึ่งมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเล่าเรื่องให้สนุก และก่อแรงบันดาลใจ  การเล่าเรื่องของคนเฒ่าเก่าก่อนมันจึงมีทั้งศาสตร์และศิลป์  นอกจากนั้นแล้ว ความใกล้ชิด ก็ก่อให้เกิดการเรียนรู้จากการกระทำ  นั่นคือการเรียนรู้จากวิถีชีวิตโดยแท้

เรื่องเล่าเป็นส่วนสำคัญแห่งการเรียนรู้ที่ต้องใส่ใจโดยปรกติ  โดยไม่ได้ผ่านการสร้างทฤษฎี สร้างระบบ หรือแบบแผน  ทั้งหมดนั้นมันคือการเรียนรู้ทั้งวิถี และวิธี  เช่นนี้เองที่เรามักจะพบว่านักเล่าเรื่องที่ดีนั้น ทั้งหมดเป็นผู้ฟังที่ดีเสมอมา  หรือกระทั่งเป็นผู้รับใช้ที่แข็งขันยิ่งนัก    และในเรื่องเล่าของนักเล่าเรื่องชั้นดีนี่เองที่มักก่อเกิดแรงบันดาลใจต่อผู้คน  ได้สืบค้นวิถีแห่งการเรียนรู้ของตัวเอง  นี่อาจเป็นระบบการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุด และอาจเป็นระบบที่ยั่งยืนที่สุดก็อาจเป็นได้

« ก่อนหน้า | ถัดไป »

 

นาโก๊ะลี

นาโก๊ะลี

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ