blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

เมืองผ่าน

Submitted on 11 July 2008 - 00:00:00.  Category: ชีวิต.  Tags:

เมื่อครั้งยังเด็ก โลกของเราอาจเล็กกระจ้อยร่อย นั่นก็อาจจะมีบ้าน หมู่บ้าน ตลาด และโรงเรียน นานๆ อาจจะสักครั้งที่โลกจะกว้างขึ้นเมื่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมญาติ ในแถบถิ่นต่างบ้านต่างเมือง และช่วงเวลานั้นแต่ละบ้านแต่ละเมืองมันก็ไกลเหลือเกิน ยิ่งการเดินทางไม่ได้สะดวกสบายอย่างปัจจุบันนั้นด้วย บวกกับความเป็นมนุษย์ตัวเอง มันก็ยิ่งชวนให้รู้สึกว่า มันไกลเหลือเกิน และธรรมดาอยู่เองที่ในช่วงเวลานั้น โลกที่ไกลออกไปก็ช่างเป็นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจนักหนา


เมื่อชีวิตเจริญวัย เติบโตตามวิถีของตน โลกของเราก็กว้าง และไกลออกไปเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า..... โลกที่กว้างไกลออกไปนั้น ก็เริ่มเป็นโลกที่เรารู้จักน้อยเหลือเกิน หากเมื่อเทียบกับเมื่อครั้งยังเยาว์ ที่เรารู้จักโลกของเราดีที่สุด โลกที่มีบ้าน หมู่บ้าน ตลาด และโรงเรียน เมื่อเราก้าวออกจากโลกเก่าที่คุ้นเคยไปเรียนรู้เรื่องใหม่ โลกใหม่ ยิ่งนานวัน เราก็พบว่าเรารู้จักโลกอันกว้างใหญ่นั้นน้อยลงไปทุกที ชีวิตก็เข้าสู่กระบวนการแสวงหา หา หา และหา เพื่อจะพบว่า โลกนั้นลึกลับ กว้างขวาง และยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราจะเรียนรู้ได้หมดสิ้น

แสงตะวันในเมฆฝน

Submitted on 25 June 2008 - 00:00:00.  Category: ชีวิต.  Tags:

ฤดูฝน….เท่าที่พอจะจดจำสัมผัสได้ หลายปีมานี้ สายฝนเหือดหายไปจากฟ้ามากมายนักแล้ว แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์เปลี่ยนแปรสภาพไป

หลายปีก่อน....นับไปนับมา มันก็เลยเลขหลักสิบปีขึ้นไปแล้ว ในหมู่บ้านกลางขุนเขาแห่งหนึ่ง ป่าตะวันตกอันอุดมสมบูรณ์นั้น ฝนเริ่มตกลงมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ผืนดินท้องถนนเฉอะแฉะ เละลื่น ณ ช่วงเวลานั้น แสงแดดห่างหายไปจากหมู่บ้าน ผ่านวันไปแต่ละวัน ท่ามกลางสายที่ฝนสาดเท ผ่านวันไปทุกวันเช่นนั้น เริ่มต้นจากฤดูเพาะปลูก ผัก พืชพรรณ และข้าว งอกงาม เติบโต

 

จากฤดูหนึ่ง ผ่านไปสู่ฤดูหนึ่ง ในฤดูเดียวกันนั้น จากปลูก มาเป็นเก็บหญ้า ถางหญ้าในไร่ วันทุกวันผ่านไป ถางหญ้าในสายฝน เปียก แฉะ หนาว กับกองไฟ วันแล้ววันเล่าผ่านไป ที่สุดแล้วช่วงเวลาแห่งฝนก็สิ้นสุดลง ฟ้าร้องคะนองครืนครั่น ลั่นสะท้านสะเทือนสั่งลา สายฝนสุดท้ายแห้งหายไป สายลมอ่อนโชยผ่าน แล้วลมหนาวก็มาเยือน นั่นคือสัญญาณเคลื่อนเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว

มุมที่มองไม่เห็น

Submitted on 18 June 2008 - 12:18:26.  Category: ชีวิต.  Tags:

ภาษาหนังเขาก็คงจะบอกว่า ต้นกำเนิด หรือตำนานฟัด อะไรทำนองนั้นกระมังหากจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ ของเฉินหลง นั่นคือ วิ่งสู้ฟัด หรือชื่อภาษาฝรั้งว่า Police Story ความแรกในหนังเล่าถึงการวิ่งไล่จับผู้ร้ายซึ่งเป็นเจ้าพ่อใหญ่ และพระเองก็สามารถจับผู้ร้ายได้ เรื่องดำเนินไปถึงศาล ในการใต่สวนคดี เจ้าพ่อกลับได้ยกฟ้อง ประเด็นหรือคำถามสำคัญที่ทนายจำเลยกล่าวอ้างคือ ระหว่างที่ไล่จับนั้น จำเลยได้หนีไปอีกทางของรถเมล์ แล้วตำรวจ(คือพระเอก) มองเห็นหรือไม่ว่า ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือไม่เห็น คำถามต่อว่า เช่นนั้นแล้ว เมื่อไม่เห็นจะตัดสินได้อย่างไร ว่าจำเลยทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ประเด็นโต้เถียงเป็นไปทำนองนี้ ในที่สุดศาลสั่งยกฟ้อง......


พวกเขาทั้งหลายนั่งล้อมอยู่เป็นวงกลม มีสิ่งของหลายอย่าง เช่น แจกันดอกไม้ โถใส่เครื่องดื่ม และอะไรอีกสองสามอย่าง ตั้วอยู่ตรงกลางวงพวกเขาทั้งหลายวาดรูปสิ่งที่อยู่ครงกลางนั้น เมื่อเสร็จ ก็ส่งรูปที่ตนวาดไปด้านข้าง และส่งต่อไปเรื่อยๆ จนทุกคนได้ดูรูปทุกรูป และสิ่งที่พวกเขาทั้งหลายเห็นก็คือ รูปที่ไม่เหมือนกับของตน บางคนซึ่งเป็นเด็กเล็ก พลั้งพูดออกไปว่า “นี่วาดผิด” แต่เมื่อดูไปจนหมด เขาจึงเข้าใจ


ในการสนทนา ประเด็นสำคัญที่หลายคนกล่าวถึงคือ การได้เห็นอีกมุมที่ต่างออกไป ภาพเดียวกันจากฝั่งหนึ่งหรือหลายฝั่งหลายมุมที่เรามองไม่เห็น ว่าก็ว่าที่สุดแล้ว เราก็เห็นเพียงมุมเดียว จากจุดที่เราอยู่ เช่นนั้นแล้ว เราจะสามารถชี้ชัด ตีค่า หรือ สรุปสิ่งต่างๆ ได้อย่างไรว่านั่นคือ ใช่ หรือไม่ใช่ จากเพียงมุมของเราเพียงมุมเดียว


อีกประเด็นสำคัญในการสนทนาคือ การมีคนอื่นที่คอยมองอีกมุมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดั่งเดียวกับกระบวนการเรียนรู้ของู้คน ความรุ้ที่สำคัญทั้งหลาย วิถี วิธีต่างๆ ในการแสวงหาความรู้นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน เกี่ยวร้อยเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนภาพปรากฏที่แตกต่างในมุมตน มากไปกว่านั้น การทีคนอื่นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมนุษย์ผู้หนึ่งไม่อาจมีศักยภาพอันสมบูรณ์แบบ ว่าก็คือ นอกจากเห็นได้ไม่ทั้งหมด ยังกระทำได้ไม่ทั้งหมด


เป็นไปได้หรือไม่ว่า หากเฉินหลง กับตำรวจคนอื่นๆ ช่วยกันวิ่งไล่จับผู้ร้าย กระจายกันออกไปอย่างเชื่อมโยง สัมพันธ์ ก็จะหักล้างคำถามของทนายจำเลยที่ว่า เขาไม่สามารถมองเห็นอีกฟากหนึ่งของรถเมล์ได้ การมีคนหลายคน จะทำให้พวกเขาสามารของเห็นในหลายมุมได้ นั่นเอง

ลึกลงไปใต้สันดาน

Submitted on 11 June 2008 - 00:52:40.  Category: ชีวิต.  Tags:

เมื่อกว่าสามสิบปีที่แล้ว มีหนังฝรั่งเรื่องหนึ่ง  เข้าใจว่าในช่วงเวลานั้นมีคนกล่าวขวัญถึงหนังเรื่องนี้กันพอสมควร  ด้วยมันเป็นหนังที่คาดการณ์ความเป็นไปในช่วงล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นั่นก็คือ 2001A Space Odyssey 

เนื้อหาของหนังคงไม่ได้เอามาเล่า ณ ที่นี้  แต่ในภาคแรกของหนังเรื่องนี้นั้นมีประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง นั่นก็คือ  เรื่องราวเริ่มขึ้นในโลกมนุษย์ ช่วงเวลาที่ยังไม่มีมนุษย์เกิดขึ้นมา  ลิงฝูงหนึ่ง ซึ่งตัวหนังเล่าว่า ลิงพันธุ์นี้เองที่กำลังจะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ ช่วงเวลานั้น ลิงฝูงนี้ก็เริ่มมีปัญหากับลิงพันธ์อื่น  เค้าลางแห่งความขัดแย้ง ปรากฏชัดเจน จนในที่สุดก็เกิดการต่อสู้  จากการใช้เขี้ยวเล็บในการต่อสู้ ลิงฝูงนี้ก็เริ่มคิดเป็น และสิ่งแอรกที่มันคิดได้ก็คือ จับไม้มาเป็นอาวุธในการต่อสู้  นั่นหมายความว่า สิ่งที่อยู่ลึกลงไปถึงก้นบึ้งของหัวใจมนุษย์นั้น มันคือการทำลาย ฆ่า หรือเอาชนะ  อย่างนั้นหรือเปล่า  แล้วหนังก็ตัดไปในปี ค.ศ. 2001

แนวโน้มที่จะเป็นไป

Submitted on 16 May 2008 - 11:41:25.  Category: ชีวิต.  Tags:

เมื่อมีโอกาสมองเข้าไปในการรับรู้ของผู้คน ในภาวะหรือในประเด็นของความขัดแย้งทั้งหลาย ดูเหมือนว่าโดยธรรมชาติ เราทั้งหลายถูกครอบงำจากวัฒนธรรมของตัวเองบางส่วน มันคล้ายเป็นความทรงจำของชนชาติ ว่าก็น่าจะประมาณนั้น นั่นคือว่า เรามีแนวโน้มที่เกลียดชังบางชนชาติที่ต่างไปจากเรา โดยว่าอันที่จริง เมื่อแรกที่เราเริ่มรู้สึกเกลียดนั้น เราก็อาจจะยังไม่ได้รู้จักกับผู้คนในชนชาตินั้นๆ เลยด้วยซ้ำไป มันมีแต่เพียงข้อมูลที่เราไม่รู้แน่ชัด เป็นแต่เพียงการได้ยินได้ฟังมาเท่านั้นเอง และนั่นเอง เราก็ปักใจ เชื่อ และมันก็กลายเป็นความเชื่อที่ฝังแน่นเหลือเกิน จนเมื่อเติบโตขึ้น เราก็พบว่า ความรู้สึกนั้นมันแน่นหนา จนยากจะคลี่คลาย หรือบางครั้งมันก็เป็นปราการที่ทำให้เราไม่อาจเข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรมของชนชาติที่เราเกลียดชังนั้น แม้ว่าเราจะมีโอกาสอยู่ก็ตาม

คำอันคมความ

Submitted on 25 April 2008 - 07:26:19.  Category: กวี.  Tags:

อยู่บนโลกใบนี้สักกี่นาน
ที่ประสบพบผ่านบนยุคสมัย
กี่คลื่นลมทะเลคลั่งเป็นอย่างไร
กี่ขอบฟ้าภูไพรเคยผ่านมา
เพื่อจะได้บอกกล่าวเล่าความ
เพื่อจะนำเสนอนิยามแห่งคุณค่า
เพื่อจะเขียนชีวิตธรรมดา
เป็นหนทางแห่งกาลเวลาที่ทอดทอ
ความจะคมเป็นคำโครงคอยขับเคลื่อน
กระบวนการอันตอกเตือนเป็นทางต่อ
พบอยู่ใช่ไหมบางถ้อยที่คอยรอ
เป็นคำที่ชูช่อต่อยอดความ
ลึกตื้นก็ตื่นตาเต็มรู้สึก
หรือก่อร่างตกผลึกครุ่นไถ่ถาม
เรียนรู้เรียบเรียงต่อติดตาม
ทั้งหมดในการพยายามของชีวิต
………………………..


ดิ่งด่ำสู่ผลึกรู้สึกเมื่อนั่งอยู่ตรงหน้าบทกวีมากมาย  ทั้งกวีรุ่นใหม่ กวีรุ่นเก่า  เห็นอะไรอยู่บ้างเล่าในบทกวีเหล่านั้น  ว่าไปก็เหมือนกับเห็นรอบทางของเส้นทางของกวีทั้งหลาย  ยิ่งเดินอยู่ในหนทางนี้นานเพียงใด ความล้ำลึกคมคายก็มีมากขึ้นเท่านั้น  ผู้ที่เดินมายังไม่นานนักนั้นเล่า ก็ใช่ว่าจะไม่มีคำอันเข้มคม  แต่มันก็คือคำในวาระของพวกเขาทั้งหลาย พวกท่านทั้งหลาย

ดอกไม้หลากพันธุ์ และสีสัน  แต่ดอกไม้ทั้งหมดงดงามตามวาระของตัวเอง  
ผีเสื้อหลากหลายร้อยพันธ์ แต่ผีเสื้อก็งดงามตามวาระของตัวเอง
บทกวีนั้นเล่า  ยังหลากหลายร้อยวิถี  แต่บทกวีก็งดงามตามวาระของตัวเอง

 

เรื่องของเด็กกำพร้าสองคน

Submitted on 16 April 2008 - 04:14:12.  Category: กวี.  Tags:

ไม่ว่ายุคสมัยใด ตลอดช่วงเวลาของมนุษยชาติบนโลกใบนี้มีเรื่องราวมากมาย  แน่นอนว่าหลายเรื่องราวนั้นได้รับการบอกเล่ากล่าวขาน  บางเรื่องราวก็กลายเป็นตำนาน  ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องราวเหล่านั้นถูกใครนำมาบอกเล่า หรือถูกนำมาบอกเล่าในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี  มีเรื่องที่คล้ายกันนี้มากมายนัก  

สมัยหนึ่งมีเพื่อนบอกว่า มีคนหน้าตาดีอีกมากมายที่ไม่ได้เป็นดารา  แม้ในยุคที่ดาราเกิดขึ้นมามากมายเท่าไหร่ก็ตาม  และมีคนที่ร้องเพลงเพราะมากมายที่ไม่ได้ประกอบอาชีพนักร้อง  หรือมีคนที่ประกอบอาชีพนักร้องมากมายที่ไม่ได้มีชื่อเสียง  เช่นกันว่า เรื่องราวที่นักเขียนบางคนนำมาบอกเล่า กลายเป็นเรื่องราวที่ผู้คนรู้จัก  และบางเรื่องราวของนักเขียนบางคนก็หายไปกับกาลเวลา....   

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของเด็กกำพร้าสองคน....

ผู้คนเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ มีคนบอกอีกเหมือนกันว่า  คนฉลาดเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และคนที่ฉลาดกว่าสามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของคนอื่นด้วย  อย่างนั้น.... ความนัยของเรื่องนี้ก็คือ มีประสบการณ์มากมายของผู้คนมากมายที่หล่นหายไปตามกาลเวลาโดยไม่ได้ถูกยกมาเป็นเรื่องราวให้ผู้คนได้เรียนรู้  หรือชีวิตของคนธรรมดาในซอกหลืบของแผ่นดินที่ไม่มีใครเอามาเล่า  ว่าในแง่มุมที่น่าสนใจ  แง่มุมที่บางครั้งแม้คนใกล้ชิดก็มิได้มองเห็น  ใช่อยู่ว่า แง่มุมของคนดังก็มีเรื่องน่าสนใจ  แล้วในแง่มุมของคนไร้นามแล้วนั้นก็อาจมิได้ไร้เรื่องให้เรียน  อย่างนั้นกระมัง.....
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องราวของเด็กกำพร้าสองคน.....

เทียบเคียงเรื่องเล่าของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคารพ มาอย่างนี้ว่า  

เด็กกำพร้าคนที่หนึ่ง ชีวิตของเขาคือ
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงต้องหม่นเศร้า และเดียวดาย  
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงประกอบกิจส่วนใหญ่ล้มเหลว
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงขาดแคลนความรัก
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงไม่มีความรักให้เพื่อนมนุษย์
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงก้าวร้าวต่อโลก
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเรียนรู้ชีวิตได้น้อยเกินไป
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงขาดโอกาสเหมือนคนอื่นๆ
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเปราะบางและคลอนแคลน
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึง.........................

เด็กกำพร้าคนที่สอง  ชีวิตของเขาคือ
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงดูแลความสดชื่นเบิกบาน
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมุ่งมั่นกระทำการงานด้วยความตั้งใจ และประสบผลสำเร็จ
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเข้าใจว่ามีคนหลายคนรัก และเมตตาฉัน
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมีพลังที่จะรักเพื่อนมนุษย์
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงอ่อนโยนต่อโลก
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงแสวงหาความรู้ได้มากมาย
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงมีโอกาสบางอย่างนอกเหนือจากคนอื่นๆ
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึงเข้มแข็งและมั่นคน
เพราะฉันเป็นเด็กกำพร้า ฉันจึง......................................


เราทั้งหลายเป็นผู้มีชีวิตอยู่บนโลกอย่างขาดวิ่นอยู่บางส่วน พอกัน…….
ประสบการณ์จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราให้ความหมายมันยังไง........

บาดแผลของชีวิต

Submitted on 09 April 2008 - 02:20:53.  Category: กวี.  Tags:

เพื่อนคนหนึ่งเคยเชื้อเชิญให้พวกเราได้มีเวลาสำรวจบาดแผลของชีวิต  เบื้องแรกหลายคนคิดว่าให้สำรวจบาดแผลของจิตใจ  ความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญในช่วงเวลาที่ผ่านมา  แต่เพื่อนคนนั้นยืนยันว่า ให้สำรวจบาดแผลทางร่างกายจริงๆ  นั่นก็อาจหมายความว่า ให้เราได้กลับมาสำรวจ และเรียนรู้บาดแผล เพราะนั่นมันอาจเป็นความทรงจำอันดี  เพราะบาดแผลแต่ละครั้ง มันคือการเรียนรู้  มันเป็นประสบการณ์ของชีวิต แผลคือการจารึกเรื่องราว  เพราะทั้งหมดนั้นวันหนึ่งมันจะกลายเป็นทรงจำที่อาจประทับใจ

ใช่แต่บาดแผลเท่านั้นกระมัง  การเผชิญเรื่องราวอันตื่นเต้น  ความเจ็บปวดร้าวในแต่ละครั้ง  ณ ขณะนั้นมันอาจเป็นภาวะที่เลวร้ายยิ่งนัก  แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว  เรื่องราวทั้งหมดมันก็จะกลายเป็นเรื่องเล่าอันน่าประทับใจ เจ้าตัวอาจนำมาเล่า  ครั้งแล้วครั้งเล่า และมันก็จะกลายเป็นประสบการณ์อันน่าเรียนรู้  อันไม่รู้จบ

ช่วงเวลาเช่นนี้มันจึงเป็นช่วงเวลาที่มีความหมาย ว่าก็คือช่วงแห่งความทุกข์ยาก เจ็บปวด อันไม่ว่าจะในระดับใด ทั้งเรื่องส่วนตัว ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ หรือกระทั่งโลกใบนี้นั่นเอง  ในภาวะเช่นนี้ บางคราวเราก็รอ รอให้มันผ่านไป  และมันเป็นไปไม่ได้หรอกกระมังที่มันจะไม่ผ่านไป  เพราะไม่ว่าอะไรมันก็จะผ่านไป  ไม่ว่าบางสิ่งเราอยากจะยึดมันไว้แค่ไหน  มันก็จะไม่สามารถดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดไป  ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดีงามหรือเลวร้าย  

บาดแผลที่สำคัญส่วนหนึ่งนั้นก็คงเป็นบาดแผลของวัยเยาว์  วัยที่สามารถเข้าไปคลุก ขลุกกับอะไรก็ได้โดยปราศจากความหวาดหวั่นใดใด  ความซุกซน อาจเป็นตัวแทนของความอยากรู้อยากเห็น  ความตื่นตาตื่นใจ  และนั่นเองก็คือสาเหตุของบาดแผลมากมาย  เมื่อฟังเรื่องคราวเป็นเด็กของหลายๆ คน  มักมีการบาดเจ็บ  ที่มาของบาดแผลคล้ายๆ กัน  เช่น แผลเป็นที่เข่า  อันเกิดจากการหกล้มครั้งแล้วครั้งเล่า  หรือการตกจากที่สูง มีดบาด หัวแตก  บางอย่างมันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคของความตื่นตาตื่นใจเลย  ตรงกันข้าม ในวัยเด็กเราได้เข้าไปผจญกับภัยอันตรายเล็กๆ น้อยๆ เสมอ อย่างไม่หวาดหวั่น  และในความตื่นตาตื่นใจนั่นเองที่เป็นสื่อกลางในการทำความรู้จักกับโลก

ผู้คนมากมายตามหาวัยเยาว์ของตัวเอง  ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม   ผู้คนมักมีความสุขเสมอเวลาที่พูดถึงวัยเยาว์ของตัวเอง  แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะค้นพบหัวใจของวัยเยาว์นั้นในตัวเอง  ยิ่งก็โดยเฉพาะเมื่อเราอายุสูงวัยมากขึ้น  หลายครั้งที่เราจะพบว่า  เราไม่ค่อยตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่นัก เวลาที่พานพบเรื่องราวที่น่าสนุกสนาน  เราไม่ตื่นเต้นเวลาเห็นอะไรใหม่ๆ  และนั่นก็อาจหมายความว่าสื่อที่จะนำเราไปทำความรู้จักกับโลกนั้นมันหดหายไปนั่นเอง

เช่นนั้นแล้ว....  การกลับไปสำรวจบาดแผลของชีวิต  ก็อาจเพื่อการนำเราไปสู่บาดแผลใหม่ๆ  ซึ่งมันหมายถึงความกล้า ที่จะเรียนรู้ อย่างนั้นหรือเปล่า...มั้ง

กระบี่ในมือจอมยุทธ

Submitted on 21 March 2008 - 10:21:01.  Category: กวี.  Tags:

จอมยุทธผู้หนึ่งกล่าวกับขุนศึกผู้ท้อแท้ทอดอาลัยต่อการศึกและการฆ่าฟันในสมรภูมิที่ยังไม่สิ้นศึกว่า      “ท่านสามารถเลือกได้ว่าท่านจะใช้กระบี่เพื่อปกป้องหรือเพื่อทำลาย”  ด้วยคำพูดนี้ ขุนศึกก็กลับสู่สมรภูมิอีกครั้ง

ชายหนุ่มปกาเกอะญอเล่าเรื่องการเรียนดาบว่า  เมื่อเริ่มเรียน ทุกคนเข้าไปอยู่ร่วมกันในป่า ผู้เรียนทุกคนต้องร่วมพิธีกรรมบางอย่าง นั่นก็คือการเรียนรู้กันและกัน สืบค้นความเมตตาในใจ เปิดเผยตัวตนของตัวเองต่ออาจารย์และเพื่อน ปลดเปลือยตัวเอง เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรียนวิถีดาบ ในกระบวนการเรียนรู้นั้นห้ามคนนอกเข้าไปเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้ไว้วางใจกันและกัน  บางคนเมื่อเข้าไป ด้วยพกความแค้นบางอย่าง และหวังว่าความรู้เชิงดาบจะทำให้เขาสามารถต่อสู้  แต่เมื่อเวลาผ่านไป จวบจนการเรียนจบลง พวกเขาพบว่า ทุกคนกลายเป็นคนใจเย็น และเปี่ยมไปด้วยความสุขุม และเมตตา  

อาจารย์ของจอมยุทธเมื่อแรกสอนวิชากระบี่ กล่าวกับศิษย์ว่า ความหมายของกระบี่คือความรัก  ความเมตตา นัยหนึ่งของการฝึกกระบี่ก็คือการเจริญเมตตาภาวนา และที่สุดของวิชากระบี่ คือการทำให้กระบี่กับตัวเราเป็นสิ่งเดียวกัน  กระบี่หาใช่สิ่งของภายนอก แต่มันคือแขนที่ยาวขึ้นของเรา

จอมยุทธหนุ่มกล่าวว่า  เมื่อเขาฝึกยุทธ เขาพบว่า มันคือการฝึกฝนขัดเกลาภายใน พร้อมกับการส่งเสริมดูแลสุขภาพร่างกาย  นั่นเองเขาพบว่า มีความปรารถนาใหม่และงดงามก่อเกิดขึ้นช้าๆ ในใจ  นั่นก็คือความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้คน  บัดนั้นเขาพบว่า ในศิลปะการต่อสู้ทั้งหลายนั้น หากมันเป็นไปในทางที่ดีงามแล้วไซร้ ศิลปะการต่อสู้ทั้งหมดก็คือการเจริญเมตตาภาวนานั่นเอง

“ท่านสามารถเลือกได้ ว่าท่านจะใช้กระบี่เพื่อปกป้องหรือเพื่อทำลาย”

รูปแบบของอาวุธ รูปแบบของกระบี่ของวันนี้อาจเปลี่ยนไป  เมื่อทอดตามองออกไปในมือของผู้คนทั้งหลายต่างก็ถืออาวุธอยู่ในมือ เช่นนั้นหรือเปล่า...มั้ง....  

ในมือของบางคนคือ ปากกา ถ้อยคำ  ในมือของบางคนคือดนตรี ในมือของบางคนคือกองกระดาษที่เรียกว่ากฎหมาย ในมือของบางคนคือเงิน  หรือในมือของบางคนมันคือนามธรรมที่จับต้องไม่ได้  เราอาจเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า อำนาจ  หรืออาจคือตำแหน่งหน้าที่ การงาน ชาติตระกูล หรืออะไรต่อมิอะไร..... ในมือของผู้คน หรือกระทั่ง ปืน

แต่ทั้งหมดนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าท่านจะใช้อาวุธที่อยู่ในมือ เพื่อปกป้องหรือเพื่อทำลาย

การกลับมาของกวีหนุ่ม

Submitted on 13 March 2008 - 11:54:40.  Category: กวี.  Tags:

เมื่อการกลับมาครั้งที่หนึ่ง
กวีหนุ่มเล่าว่า....หลังจากเดินทางไปเมืองไกลหลากหลายเมือง หลากหลายชนบท  หลากถิ่นฐาน พานพบผู้คนมากมายทั้งในระหว่างทาง และในจุดหมายมากมายหลายแห่งนั้น  หลายคราวก็มักมีเรื่องราวให้เรียนรู้ ใคร่ครวญ  บางคราวก็พบเรื่องราวเล่าขาน  และบางคราวเหล่านั้นก็ได้เก็บสะสมเรืองราว อารมณ์ ความรู้สึกจากหลากที่ถิ่นทางเหล่านั้นนั่นเอง  และการเดินทางทั้งหมดนั้น....นานแสนนานกว่าจะได้กลับมา  และในคราวนั้นเอง เขาเล่าเอาไว้ว่า  ปั่นจักรยานออกจากบ้าน   ถึงร้านรวงหลายแห่ง  ผ่านถนนหลายสาย  ล้วนร้านรวง และถนนที่เขาเคยผ่านในวัยเยาว์  นั่นจึงคล้ายกับการได้กลับมาบอกกล่าวส่งข่าวคราวของการเดินทางไกล  บอกกับถนนหลายสายนั้น  บอกกับร้านรวงเหล่านั้น บอกกับต้นไม้ใบหญ้า ทุ่งนาเรือกสวนเหล่านั้น  ว่า ณ วันนี้ เขากลับมาแล้ว......กวีหนุ่ม ได้กลับมาเดินทางในถนนสายเดิมอีกครั้ง  ทักทายต้นไม้ ใบหญ้า ดอกไม้ เก่าหรือใหม่ แต่ในผืนแผ่นดินเดิม   แล้วในที่สุดด้วยการท่องท่อมไปบนถนนแห่งวัยเยาว์เหล่านี้  เขาได้พบตัวเองกลับมา....และคล้ายต้นไม้ ใบหญ้า ถนน หนทางทางได้บอกกล่าวกับเขาว่า  “ถึงบ้านเสียทีนะกวี”

« ก่อนหน้า | ถัดไป »

 

นาโก๊ะลี

นาโก๊ะลี

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ