นิทานจากบ้านสี่ขา
สายหมอกสีขาวนุ่มห่มคลุมยอดดอย ในเช้าที่ฉันนั่งรถเข้าหมู่บ้าน ไร่ยาสูบและไร่ข้าวโพดสองข้างทางดูเลือนลางอยู่ในแสงสลัวของดวงตะวัน ที่พยายามแทรกผ่านลมหนาวอย่างสุดความสามารถ
“หนาวไหม หนาวเนาะ”
พ่อเฒ่าสวมหมวกไหมพรมสีแดงทักถาม ฉันกอดอกแน่น ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก เพราะหนาวจนพูดไม่ออก ควันกรุ่นสีขาวพรูออกทางจมูกเหมือนลมหายใจมังกรไฟในนิทาน คนที่เคยชวนฉันมาเมืองพร้าวไม่เคยเล่าว่าบ้านเกิดของเธอหนาวขนาดนี้
สำหรับบางคน ความทรงจำอาจอบอุ่นตลอดกาล
แมวลายสามตัวที่นอนอาบแดดกลางลานบ้านวิ่งกันกระจายเมื่อเห็นคนแปลกหน้า เหลือแมวอ้วนสีส้มหมอบอยู่บนอานรถเครื่องคันเก่า
“ขอถ่ายรูปหน่อย อยู่นิ่งๆ นะ มือใหม่หัดถ่ายนะ” ฉันบอกแมว มันชายตามองเหมือนรำคาญ แต่ก็ไม่ขยับเขยื้อน พี่อารีผู้เป็นเจ้าของค้อนแมวอย่างหมั่นไส้แกมเอ็นดู
“ปกติบ่เคยอยู่นิ่งๆ หื้อไผนะ สงสัยอยากถ่ายฮูป”

เมืองพร้าวมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่หลายสิบครอบครัว กระจายอยู่ในหลายตำบล วันที่ฉันเข้าไปเก็บข้อมูลนั้น จึงได้พบกับสมาชิกจากหลายบ้านทั้งใกล้และไกล ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสเมื่อเล่าถึงวิถีชีวิตที่ได้เลือก
“แต่ก่อนใช้สารเคมีแล้วมีแต่ทุกข์ มันเจ็บไข้นัก เป็นโรคหอบหืด เสียทั้งค่ายาคน ค่ายาต้นพืช เดี๋ยวนี้แข็งแรงสบายดี ได้กินแต่พืชผักดีๆ ที่เราปลูกเอง” พ่อต๋าจากบ้านป่างิ้วเล่าให้ฟัง พ่อนวลคนบ้านดอกคำรีบสนับสนุน
“บ่มีเงินก็บ่เคยอด มีกินแล้วยังมีเหลือได้ขาย เฮาก็สบายใจที่ได้ขายผักดีๆ ไม่มีพิษให้คนอื่น”
ตกบ่าย อากาศยังไม่คลายหนาว พ่อแก้วพาฉันไปเดินเล่นในสวนผักที่บ้านน้ำแพร่ มีหมาหน้าตารับแขกวิ่งตามเราไปด้วยตัวหนึ่ง คอยเงี่ยหูฟังว่าคนคุยอะไรกัน
“ปลูกที่เฮากิน กินที่เฮาปลูก” พ่อแก้วชี้ให้ดูผักสารพัดชนิดที่กำลังงามน่ากิน ข้างสวนมีบ่อปลา มีไก่เดินกุ๊กๆ ไปมาหลายตัว ลำใย ชมพู่ พุทรา มะพร้าว มะม่วง กล้วย อ้อย แคป่า ถั่วรส เสาวรสและนานาผลไม้ที่สลับกันออกผลให้กินได้ทั้งปี
“กินได้ทุกใบ ทุกต้น ทั้งปีบ่เคยซื้อผัก ปลา ไก่ ไข่ก็บ่เคยซื้อ ซื้อกินแต่เนื้อหมูอย่างเดียว แต่ต่อไปก็บ่ซื้อแล้ว เพราะกำลังจะเลี้ยงหมูอินทรีย์ คือเลี้ยงด้วยอาหารจากธรรมชาติล้วนๆ ทุกอย่างหมุนเวียนอยูในสวน เวลาลงสวนกันสองคนตายายก็ห่อมาแต่ข้าวนึ่ง มาเก็บผักสดต้มแกงกินกันที่สวนนี้ละ” สีหน้าคนเล่าอิ่มเอิบ
เจ้าหมาด่างซุกจมูกเข้าไปที่กองดินดำๆ ในร่องผักกาด
“หมาที่นี่ก็ชอบกินผักนะ” พ่อแก้วหัวเราะหึๆ

ในสำรับมื้อแลงมีน้ำพริกกับกะหล่ำหวานกรอบที่ตัดสดจากสวนและแกงวุ้นเส้นใส่ผักกาดขาวถ้วยโตที่ควันลอยกรุ่นเพราะตักร้อนๆ จากหม้อบนเตา
“กินร้อนๆ จะได้คลายหนาว” พี่อารีเลื่อนจานข้าวนึ่งมาให้ ละอ่อนน้อยหลานสาวสี่ขวบของอุ๊ยนางตักแกงซดดังพรืดอย่างเอร็ดอร่อย พอถูกมองก็ยิ้มเขิน ซุกหน้ากับไหล่ของยาย
อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงจุดพลุดังแว่วมาจากเชิงดอย มีคนบอกว่าคืนนี้เป็นคืนเดือนดับที่ลีซอบ้านป่าอ้อจะจัดงานปีใหม่
ฟ้าเป็นสีน้ำเงินหม่น เริ่มเห็นดาววิบๆ พริบตาเดียวก็พราวเต็มฟ้า ได้ยินเสียงปะทุของฟืนดังมาจากกองไฟที่พ่ออุ๊ยก่อสว่างโพลงขึ้นในความมืด
“ไปอาบน้ำเต๊อะ ดึกนักจะหนาว” พี่ดาวเจ้าของบ้านที่ฉันจะนอนด้วยบอก ในอ้อมแขนมีหมอนกับผ้าห่มเตรียมมาให้คนขี้หนาวที่กำลัง (แอบ) ไตร่ตรองว่าจะอาบน้ำดีไหม
“น้ำบาดาล บ่หนาวดอกครับ” ณรงค์ น้องชายพี่ดาวบอกยิ้มๆ
“มา มาผิงไฟให้อุ่นๆ” พ่ออุ๊ยตะโกนเรียก ขณะที่พี่อารีกอบเมล็ดผักหลายชนิดมากองบนแคร่ แยกใส่ถุงเป็นอย่างๆ ไป เช่นถั่วพู บวบหอม มันโม่ กะทกรก
“วันพูกบ่ดีลืมเอาเมล็ดพันธุ์ผักกลับไปปลูกที่บ้านเน้อ จะได้มีผักกินลำๆ”
“ถ้าอาบน้ำเย็นบ่ไหว เอาน้ำร้อนไหม ผมจะต้มให้” ณรงค์คว้ากาต้มน้ำ
ฉันรีบส่ายหน้า ยิ้มให้กับมิตรภาพที่อบอุ่นเหมือนกองไฟในฤดูหนาว
แมวสีเทาตัวเบ้อเริ่มเดินมาแหงนมองหน้า จ้องเป๋งด้วยดวงตาโตสีฟ้า ร้องเหมียวใส่ฉันด้วยเสียงแหบห้าวคำหนึ่ง แล้วเดินลอยชายหายไปในความมืด ไม่แน่ใจว่ามันแค่ทักทายหรือเตือนให้ฉันรีบไปอาบน้ำเสียดีๆ
ฉันเดินเข้าห้องน้ำอย่างว่าง่าย ด้วยความซึ้งในน้ำใจทั้งคนทั้งแมว
สำหรับใครที่คิดถึงบ้านในยามหนาว ฉันมีสีสันจากสวนผักเมืองพร้าวมาฝากค่ะ

น้ำค้างยามเช้า

กลางดงดอกผักชี

กลีบน้อยนิดน่าเอ็นดูของดอกผักขี้หูด

สีแดงทับทิมของดอกถั่วมะแฮะ

เขียวคะน้ากับเขียวผักกาด

เหลืองดอกกวางตุ้ง

น้ำพริกกับแกงขนุนในสำรับมื้อเช้าข้างสวนผัก
[ Permalink ] . [ 8 ความคิดเห็น ]
อ่านแล้วปลื้มปิติ ทางรอดของเพื่อนมนุษยชาติก้ออยู่ตรงนี้ อยู่ตรงที่กลับคืนสู่รากเหง้าวิถีชีวิตของบรรพบุรุษ แต่ละชุมชน ช่วยกันไป ให้กำลังใจกัน และมีฐานที่มั่นที่มั่นคง เช่น พ่อต๋า พ่อ นวล พ่อแก้ว ฯลฯ บอกไว้
ภาพพืชผัก งามจริง และเป็นของจริง ไร้สารพิษ ทุกคราที่ฉันเข้าเมือง ฉันต้องไปกินข้าวที่ร้านชมรมมังสะวิรัตืของชุมชนสันติอโศกที่เชียงใหม่ เขาก้อคือ ของจริง !!! เฉก กัน
ภาพน้อง แมว น้อง หมา ก็ งาม มาก คับ
ฉันสังเกตุดู น้องแมวขนสีขาว มักจะมีนัยน์ตาสีฟ้า แต่แมวสีเทาแบบนี้ฉันไม่เคยเห็นดวงตาเธอมีสีฟ้า เลย อัศจรรย์มาก
ส่วนน้องหมาหน้าตาน่าเอ็นดู ดูเป็นหมาวัยสะรุ่นหน่ะ
เห็นกับข้าวในรูปแล้วน้ำลายไหล เป็นบุญตา บุญปาก ของ " มูน " หน่ะ
ปรกติเข้ามาในเวบไซต์ประชาไท ดิฉันมักจะอ่านแต่ข่าว ไม่ค่อยได้สนใจคอลัมน์ต่างๆ เท่าไหร่
จนมาต้องมนต์ตัวอักษรของคุณมูนเข้านี่แหละ
ตอนนี้เลยติดคอลัมน์นี้ตึ๋งหนึบเลย
เปิดคราใด ต้องชำเลืองตาดูครานั้นว่ามีบทความใหม่ๆ เข้ามาหรือยัง
ไม่รู้ทำไมคุณมูนเขียนอะไรถึงน่าอ่าน-น่าชมไปหมด
รู้สึกได้ถึงชีวิต...
ถึงจะรื่นรมย์ระคนหม่นเศร้า
แต่ก็สัมผัสรับรู้ถึงความอ่อนโยนในการมองโลกเสมอ
อาจดูเยินยอกันมากเกินไปหน่อย
แต่หลงรักภาษาของคุณจริงๆ นะ
จนชักอยากจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามจริงว่าคุณเป็นใคร
ถึงเขียนหนังสือได้ละมุนลไมเพียงนี้
ป.ล.ภาพสุดท้ายชวนให้น้ำลายหกจริงๆ แม้ว่าดิฉันจะเป็นพวก...ไม่กินผักค่ะ...ไม่กินผัก ^^
สัมผัสความสุขของผู้คนได้ชัดเจนเลยค่ะอ้ายแสงดาว พืชผักก็ดูร่าเริง หมาแมวมีความสุขไปหมด บังเกิดความปีติจนอยากขุดดินทำสวนผักขึ้นมาทันใด อยากมีชีวิตแสนสุขอย่างนั้นบ้าง
กับข้าวจากผักสดๆ ที่เด็ดมาเดี๋ยวนั้น ต้องบอกว่า ลำแต๊ๆ เป็นบุญปากจริงๆ ด้วย
แล้วก็...แมวหนุ่มตัวที่มาจ้องหน้าน้องนั้น เขาไม่ได้สีเทาเข้มหรอกค่ะ สีเทาอ่อนๆ ออกจะขาวมอๆ เออ ใช่ สีหมอกน่ะค่ะ เพราะคิดเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงตาสีฟ้า เคยเห็นแต่แมวสีเทา ตาสีน้ำตาล แหม ตอนนั้นกำลังจะอาบน้ำ คว้ากล้องไม่ทันค่ะ
nightbird^^คนอ่านก็ต้องมีหัวใจละมุนเช่นกันนะคะ จึงสัมผัสความงามของชีวิตได้ แม้เพียงผ่านทางตัวอักษร
และบางทีอาจจะไม่ได้อยู่ที่ถ้อยคำของผู้เขียน แต่เพราะโลกใบนี้มีหลายแง่มุมที่อ่อนโยนให้เราได้มองเห็นนั่นเองค่ะ
ขอบคุณค่ะที่มาพบกัน จริงๆ แล้ว ลานประชาไทมีความหลากหลายทางชีวภาพที่น่าติดตามมากๆ ทุกคอลัมน์น่าสนใจริงๆ นะเออ
ป.ล.อย่าปล่อยให้น้ำลายหกไปเปล่าๆ ปลี้ๆ วันดีคืนดีลองใจอ่อนชิมผักสดๆ รสอร่อยบ้างสิคะ อาจจะตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัวก็ได้นะ^^
อยากกิ๋นตวยขนาด กิ๋นแก๋งหมะหนุนต๋อนวันเริ่มปี๋ใหม่เป๋นวัฒนธรรมปื้นเมืองตี้คนเมืองต้องแก๋งกิ๋นเพื่อฮื้อ ชีวิตมีอะหยั๋งมาอุดหนุนค้ำชูซึ่งมันพ้องกับชื่อแก๋งนั่นล่ะ....
ก๋านตี้ต้องอยู่ใก๋บ้านห่างเมืองเซาะหากิ๋นกับเข้าคนเมืองบ่ลำเหมือนปิ๊กไปกิ๋นตี้บ้านเฮา ฝีมือแม่เฮาคือก๋านไปเติมพลังปิ๊กมาสู้งานใหม่.... เมินเมินจะได้ปิ๊กเตื้อกึดเติงหาบ้านจ๋นน้ำต๋าไหล...
น่าอิจฉาบรรยากาศแบบนี้จังเลยค่ะ อยู่ในเมืองไม่เคยได้สัมผัสเลย
น้ำบาดาลนี่อาบแล้วไม่หนาวจริง ๆ เหรอคะ
น้ำบาดาล อยู่ในดินลึก หรือเปิดใหม่ๆ มันจะอุ่นๆ ครับเมื่อเทียบกับน้ำที่เปิดไว้เจอกับไอเย็นข้างนอกแล้วมันจะเย็นจับจิตทีเดียว คนเมืองเขาเรียกว่า "มันกัด" ซึ่งหมายถึง เย็น จนเลยเย็นไปแล้ว
มูนคะ
เมื่อไหร่จะกลับเมืองแก่นคูณ
ว่างๆก็เชิญที่ไร่พี่นะคะ (ติดต่อผ่านอีเมลล์)
หากมีโอกาสอาจขอแวะไปทักทายทำความรู้จักกับเจ้าตูบและน้องเหมียวทั้งหลายด้วย
ตอนนี้อากาศแห้ง เราเจอปัญหาเดียวกันค่ะ