blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน

Submitted on 05 November 2008 - 00:00:00.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

ฉัน เกร็งแขนจับไม้ไผ่ลำยาว ค่อยๆ แหวกกอผักกระเฉดที่กำลังทอดยอดงามอยู่ในบ่อ เพื่อเขี่ยซากงูเห่าตัวเขื่องขึ้นมาบนตลิ่ง ลำตัวงูอุ้มน้ำไว้จนบวมพองเท่าต้นแขน สมาชิกสี่ขาที่ยืนลุ้นอยู่รอบบ่อประสานเสียงเห่า


ใครไม่เกี่ยวถอยไป” ฉันตวาด เมื่อเห็นสองสามตัวถลาเข้ามา

ฉัน นั่งยองๆ มองซากงู นอกจากจะบวมอืดเพราะแช่น้ำแล้ว รอยฉีกขาดกลางลำตัวเพราะคมเขี้ยวหมา ยังทำให้เห็นงูตัวน้อยๆ จำนวนมาก ฉันรู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก


แม่งูเอ๋ย กินน้ำบ่อไหน กินน้ำบ่อหิน บินไปก็บินมา

ก็เพราะว่าใจของเธอ คือ บ้านของฉัน*

Submitted on 21 October 2008 - 00:00:00.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

นอกเหนือจากการเดินทางระหว่างจังหวัด สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ฉันจำเป็นต้องใช้เวลาไปนั่งทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงเจ้าสี่ขา เป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายใหญ่ ด้านหนึ่งเป็นทางรถไฟ ไปอีกไม่ไกลคือท่าอากาศยานดอนเมือง

รถบนถนนแล่นผ่านไปมาด้วยความเร็วสูง รถไฟฉึกฉักผ่านวันละหลายขบวน สลับด้วยเครื่องบินนานาชาติที่ขึ้นลงวันละหลายเวลา ชีวิตที่นั่นส่วนหนึ่งจึงอื้ออึงด้วยเสียงรถยนต์ รถไฟ และเครื่องบิน บางครั้งผลัดกันมา บางครั้งก็มาพร้อมๆ กัน


หากไม่เอาเรื่องหูอื้อมาเป็นประเด็น ข้อดีที่ฉันหาได้คือ มันทำให้เราใส่ใจฟังคนอื่นพูดมากขึ้น (ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ยิน) และรู้จักที่จะเว้นวรรคคำพูดให้ถูกกาลเทศะ เพื่อไม่ให้เสียแรง(พูด) ไปเปล่าๆ

ถึงจะมีโทลด์เวย์เกะกะสายตา ฉันยังมีโอกาสดูละครเมฆบนฟ้า วันดีคืนดีจะมีฝูงแมลงปอบินขึ้นไปอวดปีกใสๆ ถึงข้างหน้าต่างตึก

ริมถนนใหญ่มีคลองเล็กๆ ที่ตื้นเขินเพราะใบไม้ใบหญ้าและขยะอันประกอบไปด้วยถุงพลาสติก ขวด ห่อขนม และกล่องโฟม ถัดเข้ามาเป็นที่ลุ่มรกร้าง มีแอ่งน้ำขังกับดงหญ้าคาสูงท่วมเอว พุ่มกระถินขึ้นแซมกกธูปและกอผักบุ้งที่ใบใหญ่จนน่าตกใจ มีเถาตำลึงเลื้อยอยู่เป็นหย่อมๆ มองเห็นดอกสีขาวกับลูกสุกสีแดงอยู่ตรงนั้นตรงนี้

ในดงหญ้าคามีบ้านพักของคนงานก่อสร้างปลูกติดกันอยู่ประมาณ ๓-๔ หลัง

บ้านเหล่านั้นสร้างขึ้นง่ายๆ ด้วยโครงไม้ยูคา เสาบางท่อนปักอยู่ในแอ่งน้ำ หลังคามุงด้วยสังกะสีและแผ่นป้ายหาเสียง (ผลประโยชน์ที่ประชาชนหยิบฉวยได้ในฤดูเลือกตั้ง)

บางวันฉันเห็นคนงานหญิงเดินเก็บผักบุ้งกับยอดกระถิน มื้อเย็นของเขาคงมีน้ำพริก

หมาเร่ร่อนตัวหนึ่งเดินสะเปะสะปะมาอาศัยร่มเงาของบ้านคนงานก่อสร้าง มันเป็นหมาที่น่าจะผ่านการเป็นแม่มาหลายครั้งแล้ว ดูจากทรวดทรงที่ผอมแห้ง นมเหี่ยวยานยอบแยบแกว่งไปมาเวลาวิ่ง

บ้านกรรมกรไม่ได้มีอาหารมากพอให้มันอิ่มท้องทุกครั้งที่หิว แต่มีร่มเงาให้มันหลบแดดฝน ไม่มีเสียงไล่หรือการทำร้ายทุบตี มันจึงหยุดการเร่ร่อนไว้ที่เพิงสังกะสีริมถนนใหญ่ และถ้ามันคิดเป็น (ซึ่งฉันเชื่อว่าเป็น) มันคงดีใจที่จะได้เลิกเร่ร่อนเสียที

แต่มีบางอย่างที่มันยังไม่รู้

คนทำงานก่อสร้างไม่มีหลักแหล่งถาวร จบงานเก่าก็รื้อบ้านย้ายไปงานใหม่ ทำงานตรงไหน ก็สร้างบ้านตรงนั้น ระยะเวลาของการเป็นเจ้าของบ้าน นานเท่าที่งานเสร็จ

ชีวิตกรรมกร หลายช่วงจึงเป็นชีวิตเร่ร่อน

ชั้น ๓๔ ที่ซึ่งความคิดเดินทางไป-และกลับ

Submitted on 19 September 2008 - 00:00:00.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:



ท้องฟ้าเพิ่งหมาดฝน ฉันแนบหน้ากับกระจกเย็นเฉียบ มองสิ่งปลูกสร้างหลากรูปทรงที่แออัดกันอยู่ในคลองสายตา

รู้สึกอ้างว้าง ในห้องโถงร้างคนบนชั้น ๓๔ ของอาคารสูงกลางมหานคร


เมื่อวานฉันยังเดินเท้าเปล่าอยู่ริมลำธารเล็กๆ ที่ไหลมาจากเทือกเขาสอยดาว ฟังเรื่องราวของเกษตรกรที่อุตสาหะพลิกฟื้นผืนดิน หวังปลดภาระหนี้สินที่มากับความลำบากยากจน วันนี้ฉันกลับต้องมานั่งหนาวอยู่ในห้องที่มีผนังสีทึม กับพื้นพรมนุ่มหนากว่าฟูกที่บ้าน เพื่อรอพบใครคนหนึ่ง


รู้สึกเหมือนเป็นตัวละครในหนังเรื่อง JUMPER ต่างแต่เพียงว่า การเปลี่ยนสถานที่ของฉันบางครั้งไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ


แฟ้มเอกสารในมือมีข้อมูลบุคคล ระบุระดับการศึกษาปริญญาตรี โท เอก จากต่างประเทศ บทบาทนักธุรกิจชั้นนำ และสารพัดตำแหน่งอันทรงเกียรติที่บรรจุไม่หมดในกระดาษแผ่นเดียว รวมทั้งบทความบางชิ้นจากนิตยสารบ้าง หนังสือพิมพ์บ้าง ที่ฉัน “ทำการบ้าน” มาเพื่อไม่ให้สมองว่างเปล่าเกินไปในการสัมภาษณ์


อ่านๆ ไป ใจก็หลุดขอบกระดาษไปถึงกองขี้ควายข้างบ้าน ที่ตั้งใจจะโกยมาเก็บไว้ทำปุ๋ยคอก คิดถึงหมู่หมาขี้เรื้อนที่ต้องจับทายา กับแมวเกือบห้าสิบตัวที่ยังฉีควัคซีนไม่ครบ

ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม

Submitted on 24 June 2008 - 00:00:00.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

ฝนเทลงมาเหมือนฟ้ารั่ว


ฉันยืนหัวเปียกอยู่ริมถนน มองระดับน้ำที่เอ่อขึ้นมาจนปริ่มขอบทางเท้า ถอนใจอย่างหมดหวังที่จะฝ่าการจราจรอัมพาตไปให้ถึงขนส่งสายใต้ รถบขส.กรุงเทพ-ด่านช้าง สายเดียวที่ฉันสามารถโดยสารกลับไปบ้านสี่ขาหมดไปนานแล้ว เป็นอันว่าคืนนี้ฉันต้องกลายเป็นนกขมิ้นเหลืองอ่อนหาที่นอนในเมืองกรุง


ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก จำเป็นต้องตกเพราะว่ากบมันร้อง”

ฉันฮัมเพลงสลับจามไปเรื่อยๆ อากาศชื้นเย็นแต่รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวและปวดขมับตุบๆ

กบเอยทำไมจึงร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง จำเป็นต้องร้องเพราะว่าท้องมันปวด”

ชีวิตช้าๆ ดอกหญ้า และนาฬิกาตาย

Submitted on 12 June 2008 - 11:22:57.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

.เรากำลังจะไปไหน


ฉันถามตัวเองในวันหนึ่ง ขณะยืนเคว้งคว้างกลางคลื่นคนที่เดินสวนกันไปมาหนาแน่นเพื่อเข้าออกและสับเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าที่สถานีสยาม สงสัยว่าถ้าจะต่อรถอีกขบวนหนึ่ง ควรจะลงบันไดไปชั้นล่าง หรือขึ้นบันไดต่อไปชั้นบน งุนงงสับสนกับความรีบเร่งที่อยู่รอบๆ ตัว


หนีความพลุกพล่านมาเกาะพักอยูริมระเบียง มองฝ่าหมอกควันสีเทาจางไปไกลๆ เห็นแต่ตึกสูงแน่นขนัด เบื้องล่างคือขบวนรถยาวเหยียด สารพัดเสียงอื้ออึงเต็มสองหู


นาทีนั้น ฉันรู้สึกว่าราวเหล็กที่จับอยู่เป็นระเบียงไม้ของบ้านไต้ถุนสูง มองไกลออกไปเห็นทิวเขาทอดยาว และไหลเอื่อยช้าเบื้องล่าง คือแม่น้ำที่ไหลผ่านบ้านเกิดของฉัน


ไม่ว่าเมื่อไร ฉันก็ไม่สามารถปรับจังหวะอันเชื่องช้าของตนเองให้เข้ากับจังหวะรีบเร่งของเมืองใหญ่ได้เลย

โชคดีมีเสมอ

Submitted on 09 May 2008 - 05:49:01.  Category: ชีวิต.  Tags:

“ขอบคุณมากนะที่มาเจอกัน วันนี้ช่างเป็นวันดีจริงๆ” ชิว สู เฟิน พูดด้วยรอยยิ้มแจ่มใส เอื้อมมือมาบีบแขนฉันเบาๆ

เธอเป็นคนไต้หวันที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย และพูดไทยเก่งมาก
“ฉันเป็นคนไทเป” เธอเล่าให้ฟัง “คุณเชื่อไหม เมื่อก่อนฉันคิดว่าฉันสวยนะ”
ใบหน้าไร้เครื่องสำอางนั้นขาวผ่องสดใส ฉันนึกแปลกใจในถ้อยคำของเธอ ชิว สู เฟิน หัวเราะเมื่อเล่าต่อว่า
“เสื้อผ้าฉันต้องซื้อที่ฮ่องกง กระเป๋าต้องซื้อที่ฝรั่งเศส เวลาใส่ชุดสวยๆ ออกจากบ้าน โอ มีความสุขมากเลย แต่สุขได้สามวัน มีคนใส่ชุดสวยกว่าฉันอีก ฉันมีความทุกข์แล้ว วันๆ ฉันก็นั่งอยู่ในตลาดหุ้น ขยันหาเงินเพื่อแข่งกับคนอื่นๆ”
เธอยกมือขาวๆ ที่ว่างเปล่าขึ้นมา
“ฉันชอบใส่เพชร วันนี้ฉันซื้อเพชรมาใส่หนึ่งกะรัต ภูมิใจมาก วันรุ่งขึ้นเห็นเพื่อนใส่สองกะรัต โอ กลุ้มใจ ต้องรีบหาเงินมาซื้อเพชรสามกะรัต วันไหนฉันดีกว่าเขาฉันก็สุข วันไหนแย่กว่าเขาฉันก็ทุกข์ จิตใจฉันขึ้นๆ ลงๆ อย่างนี้”

……………..

ชิว สู เฟิน หยิบภาพถ่ายใบหนึ่งให้ฉันดู
“คุณเชื่อไหม มีบ้านแบบนี้อยู่ใกล้ๆ สนามบินสุวรรณภูมิ”

20080509 (01)

แตงกวากับยาคูลท์

Submitted on 01 May 2008 - 06:23:00.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

ฉันขี่รถเครื่องฝ่าแดดร้อนเปรี้ยงออกจากหมู่บ้านไปตลาดในอำเภอ ด้วยภารกิจสำคัญสองประการที่ไม่สามารถทำได้แถวๆ บ้านสี่ขาที่อยู่ริมทุ่งนาและคอกควาย หนึ่งคือการหาซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ กับสอง ตามหาสาวยาคูลท์

ภารกิจสองอย่างนี้เกี่ยวกันยังไง แล้วสำคัญขนาดไหนถึงทำให้ฉันต้องเอาผิวเหี่ยวๆ ของตัวเองออกมาทำเนื้อแดดเดียวตอนบ่ายโมงกว่าๆ ที่จัดว่าเป็นช่วงเวลาร้อนที่สุดของวัน

ฉันสงสัย ว่าจะมีใครสงสัยหรือเปล่า ว่าฉันกำลังจะเล่าเรื่องอะไร และเล่าทำไม

ไอ้ที่ว่าจะเล่าเรื่องอะไรนั้น ฉันพอจะรู้ละ ก็ฉันกำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้ แต่เหตุผลที่ว่า จะเล่าทำไม อันนี้ฉันก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน คิดว่าเล่าๆ ไปอาจจะได้คำตอบ

ในโลกนี้มีหลายเรื่องราวที่เรายังไม่รู้ และบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องรู้ อย่างเช่นเรื่องนี้ แต่ถ้าคุณยังไม่รีบไปไหน อุตส่าห์เข้ามาแล้วก็โปรดอ่านไปให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเถิดนะคะ

ไม่แน่นะ บางเรื่องไร้สาระอาจแฝงปรัชญาแห่งชีวิตอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้ (ว่าเข้าไปนั่น)

......................

ความเศร้าที่ล่องลอยอยู่ในแสงแดด

Submitted on 22 April 2008 - 03:24:07.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

เพื่อนคนหนึ่งของฉันเพิ่งจากไปในเช้าวันนี้

แสงแดดเจิดจ้าของเดือนเมษายนแตะแต้มกลีบบางของดอกดาวกระจายสีชมพู ใกล้ๆ กันเป็นกระถางของเดซี่น้อย ที่กำลังแย้มยิ้มอย่างไร้เดียงสา อวดเกสรสีเหลืองแจ่มใสกับกลีบเล็กสีขาวที่กระจายอยู่รายรอบ

“ชอบดอกไม้ไหมจ๊ะ ขนดอกไม้ไปปลูกกันเถอะ” นึกถึงเสียงใสของเธอเมื่อสองเดือนก่อน ตามด้วยคำหยอกเย้าเคล้าเสียงหัวเราะ “หรือชอบเลี้ยงแต่แมวๆ หมาๆ”
เธอยิ้มแย้มอยู่ในกระโปรงยาวกรุยกราย เข้ากับผ้าคลุมไหล่สีสวย
มีดอกไม้มากมายถูกทิ้งไว้หลังการจัดงานนิทรรศการแห่งหนึ่ง บางส่วนอยู่ในกระถาง บางส่วนอยู่ในถุงดำ คนงานกำลังรื้อถอนส่วนต่างๆ ของงาน บรรดาดอกไม้ประดับถูกขนมากองสุมไว้ด้านนอก

“น่าสงสารจัง” ฉันรำพึงดังๆ
“นั่นสินะ เราช่วยเอามันกลับไปเลี้ยงที่บ้านกันเถอะ” ได้ยินเสียงเธอบอกอย่างร่าเริง แล้วชักชวนน้องชายไปหาลังกระดาษเปล่าๆ มา ๒-๓ ใบ เธออุตส่าห์หาถุงมาเผื่อฉันด้วย

ปรัชยาไส้จากตลาดสด

Submitted on 22 February 2008 - 11:39:56.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

 

ไม่สบายกายและใจอยู่หลายวัน พอเรี่ยวแรงคืนมา ฉันก็คว้าจักรยานยนต์คันเก่า ขี่โกรกเกรกกึงกังไปตลาดใหญ่ที่ไกลจากบ้านราวสิบกิโลเมตร รู้สึกสังขารตัวเองใกล้เคียงกับรถ คือมีอะไรสักอย่าง (หรือหลายอย่าง) ที่ไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก


พอพ้นจากทางดินเป็นถนนลาดยาง รถก็แล่นฉิว ลมพัดพรูจนผมปลิวกระจาย (นึกไปเองว่า) คล้ายๆ โฆษณาแชมพูสระผม ฝนที่ตกหนักไปเมื่อคืนวานทำให้อากาศสดแจ่ม ฟ้าใสกระจ่าง แซงแซวหางปลาเกาะอยู่บนกิ่งประดู่ข้างทาง ในทุ่งที่น้ำเจิ่งนองมีนกกระยางเดินท่องน้ำจ๋อมๆ อยู่หลายตัว


ลมพัดเสื้อคลุมสะบัดพึ่บพั่บ ชายเสื้อปลิวอยู่ด้านหลัง รู้สึกเริงรื่นจนต้องร้องเพลงดังๆ ตามจังหวะกึงกังของรถ

"บนถนนหนทางซุปเปอร์ไฮเวย์ หนุ่มพเนจรท่องไปตามฝัน ฝันของเจ้าดูเลิศล้ำลาวัณย์ฝันเจ้าฝันว่าโลกพิสุทธิ์เมลืองมลัง..."


สาวสวนแตงแห่งเมืองสุพรรณกำลังก้มๆ เงยๆ หยอดเมล็ดแตงโมกันอย่างสนุกสนาน สายฝนหลงฤดูทิ้งความร่าเริงไว้ตั้งแต่หัวไร่ถึงปลายนา ดอกโสนเหลืองไสวจนน่าเก็บไปชุบไข่ทอดกินกับน้ำพริกปลาทู


ฝนยังทำให้ตลาดสดแจ่มใสเป็นพิเศษ ด้วยหลากสีสันสดชื่นของผักและผลไม้ ปลากระโดดโผงผางอยู่ในกะละมัง เห็ดหลากสีวางกองในกระจาด มีกบมัดเป็นพวงวางขายหลายเจ้า คงจะมากับฝนคืนก่อน


พ่อค้าแม่ขายที่คุ้นหน้าพากันทักฉันเกรียวกราว บางคนที่ค่อนข้างสนิทสนมแกล้งแซวว่า "อ้าว ยังอยู่เหรอเนี่ย"

ตรงไปแผงไก่เจ้าประจำ สั่งให้สับโครงไก่อย่างเคย แม่ค้าคว้าอีโต้พลางถามว่า

"พี่ไม่มาหลายวัน ลูกสมุนกินอะไรกันล่ะจ๊ะ"

"กินลมชมวิว" ฉันยักคิ้วตอบแบบไม่กลัวอีโต้ที่กำลังสับไก่ดังโป๊กๆ


......


"ซื้อไข่ไก่ไข่เป็ดดีจ๊า" แม่ค้าไข่ส่งเสียงหวาน

"ไข่ไก่สิจ๊า" ฉันล้อเลียน แล้วหยุดยืนพิจารณาไข่ไก่สดในกระจาดที่ติดป้ายไว้หลายราคา

"อ้าว สิบฟองยี่สิบแปดบาท ขึ้นเป็นสามสิบแล้วเหรอ" ฉันจิ้มที่ป้าย

"ขึ้นแล้วจ้ะ ฉลองรัฐบาลใหม่" แม่ค้ายิ้มแจ่มใส ไม่รู้ตอบจริงใจหรือประชด

"งั้นเอาแค่ห้าฟอง"

"แหม ทุกทีซื้อสิบ" เธอค้อนควักขณะหยิบไข่

"ไว้อาลัยรัฐบาลเก่า" ฉันแกล้งว่า


.........


แม่ค้าปลาทูส่งยิ้มแต้มาแต่ไกล

"พี่ วันนี้ซื้อปลาทูหนูไหม เข่งนี้สิบ นี่ยี่บห้า นี่สามสิบ ตัวโต๊โต"


อืม ตัวโตจริงๆ ด้วย นึกถึงแมวๆ บ้านสี่ขา ไม่เคยมีวาสนาได้กินปลาทูเข่งละสามสิบ

"ทำไมเข่งนั้นไม่เหมือนเข่งนี้คะ ปลาทูเหมือนกันหรือเปล่า" ฉันอดถามไม่ได้

"มันคนละทะเลพี่ ตัวเล็กนี่ปลาทูไทย ตัวใหญ่นี่ปลาทูอินโด"

"แล้วทะเลไหนอร่อยกว่า"

"แหม มันก็แล้วแต่รสนิยม" ฟังค่ะ ฟังสำนวนสาวแม่กลอง

"เอ้า งั้นรสนิยมน้องเป็นไง" ฉันซักอย่างสนุก

"ถามหนู หนูก็ว่าปลาทูไทย ไม่รู้สิ ของใคร ใครก็ต้องว่าดี แต่บางคนเขาไม่สนหรอก อร่อยไม่อร่อย เขาว่าตัวโตต้องดีกว่าเพราะเนื้อเยอะกว่า แต่บางคนก็ไม่สนเหมือนกัน อะไรๆ ก็ขอให้ถูกๆ ไว้ก่อน"


เธอคงอยากบอกว่า สำหรับบางคน ปริมาณสำคัญกว่าคุณภาพ

"คนมันไม่เหมือนกันเนอะพี่ บางคนกินเพื่ออยู่ บางคนอยู่เพื่อกิน"

ปรัชญาแม่ค้าถูกใจ ฉันเลยอุดหนุนปลาทูไทยไปสองเข่ง


.......


เดินผ่านแผงกับข้าวปรุงสำเร็จ พ่อค้าหนุ่มกำลังทอดปลาอยู่ในกระทะใบใหญ่เสียงดังฉี่ฉ่า ปากก็เรียกลูกค้าแบบไม่ขาดตอน

"กินอะไรครับ กินอะไรดี แวะก่อนพี่ มีแกงเขียวหวานลูกชิ้น ยำเห็ด ต้มจืดมะระซี่โครงหมูเอามั้ยครับ ถุงสิบบาท เอาซักถุงน่า ดีกว่าไปแกงเอง สิบบาทซื้อมะระก็หมดแล้ว ยังไม่ได้ซี่โครงหมูสักท่อน ค่าน้ำปลาค่าแก๊สอีก ทำเองไม่คุ้มหรอกเชื่อผม"


ฉันเชื่อหลักเศรษฐศาสตร์ของพ่อค้า เลยได้ผัดหน่อไม้กับแกงจืดมะระมาอย่างละถุง ตั้งใจเดินกลับไปแผงขายไก่ ยังไม่ทันถึงก็โดนสกัดเสียก่อน

"พี่ พี่แต่งงานยัง"

ฉันสะดุ้ง คิดว่าหูฝาดที่ได้ยินคนถามถึงสถานภาพกลางตลาดสด

"พี่ยังไม่แต่งงานใช่ป่ะ" ชัดเลยคราวนี้ เสียงมาจากแผงขายของชำจำพวกของแห้ง กะปิ น้ำปลา ผงซักฟอก

ฉันเดินยิ้ม (แบบงงๆ) เข้าไปหาแม่ค้าวัยรุ่น

"ถามทำไมเนี่ย"

"พี่ตอบหนูก่อน พี่ยังไม่แต่งใช่มั้ยล่ะ"

"เออ ใช่"

"นั่นไง หนูว่าแล้ว พี่ยังโสดแหงๆ" เธอตบเข่าฉาด

"ทำไม หน้าพี่มันใสเด้งหรือโทรมดูไม่ได้" ฉันถามแบบเผื่อใจไว้ทั้งร้ายและดี

"ไม่รู้สิ หนูใช้สัญชาติญาณ นั่งนานๆ มันเซ็งต้องหาอะไรเล่นสนุกๆ หนูทายถูกว่าใครโสดไม่โสดมาเกือบสิบคนแล้วนะจะบอกให้"

ฉันเดินยิ้มค้างไปถึงแผงขายไก่ เสน่ห์ตลาดสดช่วยลดไข้ใจได้ชะงัดนัก นึกถึงตลาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ที่ชีวิตชีวาหายไปกับเครื่องปรับอากาศและเครื่องคิดเงิน


ใครหลายคนอาจถูกใจความสะอาด สะดวก และสบาย แต่ฉันยังรักตลาดสดที่เฉอะแฉะ วุ่นวาย มากมายการเจรจา เผลอๆ แม่ค้ายังแถมปรัชญาใส่ตะกร้ากลับบ้านให้ด้วย


....


"ไม่ซื้อไก่สักไม้เรอะหนู" เสียงทักของป้าหน้าตะแกรงย่างไก่ที่กำลังควันคลุ้ง ส่งกลิ่นหอมเกรียมๆ ฟุ้งไปรอบบริเวณ

"แหม มันแด๊งแดงจังเลยค่ะป้า" ฉันชะโงกดูไก่ย่างเสียบไม้ที่ย้อมสีจนแดงสด

"เอ๊า ไม่แดงได้ไง ก็ไก่มันใส่สี แต่ป้าใช้สีผสมอาหารนะ"

"แล้วทำไมถึงต้องใส่สีแดงคะ"

"เอ๊า" ป้าร้องอีก "ไม่แดงเขาก็ไม่กินกัน เขาว่ามันไม่สวย ไม่สด"

"อ้าว" ฉันร้องบ้าง "เนื้อไก่จริงๆ มันก็ไม่ได้สีแดงสดสักหน่อย"

"ก็นั่นแล้ะ..." ป้าเน้นเสียง "นั่นแหละ คนมันชอบอะไรจริงๆ ที่ไหน มันชอบอะไรปลอมๆ แล้วก็หลอกตัวเองว่ามันดีไงล่ะ"

"ป้าคงไม่ว่าอะไรนะถ้าหนูไม่ซื้อ หนูไม่ชอบไก่สีแดง"

"จะว่าอาไร้ ต่างคนต่างใจ กระเพาะใครกระเพาะมัน"

ไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว ว่าแม่ค้าแถวนี้เขามีปรัชญา


.......


แล้วฉันก็หอบโครงไก่ ไข่ ปลาทู ผัก และของจิปาถะ พร้อมปรัชญาอีก ๒-๓ บทขี่รถกลับบ้าน รถเก่ายังส่งเสียงโกร่งกร่าง ในขณะที่ฉันรู้สึกว่ากายและใจเข้าที่เข้าทางกว่าเดิม

การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก เป็นทุกข์

Submitted on 21 January 2008 - 11:55:18.  Category: สัตว์เลี้ยง.  Tags:

ฉันกำลังแบกเป้เดินทางรับจ้างทำงานอยู่แถวภาคเหนือ ในช่วงเวลาที่บรรยากาศเริงรื่นยังคงรวยรินแม้จะเลยปีใหม่ไปแล้วหลายวัน


คนที่ไม่มีงานประจำ แต่มีรายจ่ายเรียงรายรอคอยอยู่ทุกเดือนอย่างฉัน ไม่มีเวลานั่งอยู่เฉย (ถึงแม้จะอยากนั่ง) ใครจ้างมา ฉันก็ไป เหมือนมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ไม่เกี่ยงระยะทางและผู้โดยสาร


ใกล้เที่ยงคืนที่วางเป้ลงอย่างอ่อนแรงในห้องพักเล็กๆ ควักสมุดบันทึกขึ้นมาคำนวณรายจ่ายและแผนการเดินทางในวันถัดไป ใจคิดล่วงหน้าถึงวันกลับบ้าน ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังแผ่วๆ มาจากกระเป๋าข้างเตียง


............


นานหลายปีมาแล้วที่ฉันรู้สึกว่าเทศกาลปีใหม่ไม่ใช่เวลาของความบันเทิงใจ ปีใหม่ในวัยเยาว์ครั้งหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่ฉันจมอยู่กับการทำความเข้าใจในเหตุผลการแยกทางของพ่อกับแม่


อีกครั้งหนึ่งที่ฉันกระโดดโลดเต้นกลับถึงบ้าน ด้วยความเบิกบานใจที่จะได้สนุกสนานกับเพื่อนๆ ในวันสิ้นปี พบพ่อยืนรออยู่ เพื่อบอกข่าวร้ายเรื่องคุณตา


ฉันทรุดนั่งที่บันไดบ้าน ไม่หลงเหลือความเบิกบานใดๆ เมื่อคนที่ฉันรักที่สุดจากไปแล้ว


ปลายปีถัดมา ขณะที่ทุกคนเริงร่ากับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ฉันนั่งกอดอกอยู่ในโรงพยาบาลเล็กๆ ติดภูเขา ข้างเตียงที่คุณยายนอนอยู่ มองใบไม้แห้งปลิวอยู่ริมหน้าต่าง อากาศหนาวจับใจ ปีนั้น ของขวัญปีใหม่ของฉันคือการสูญเสียคนที่รักไปอีกหนึ่งคน


...........


การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ ถ้อยคำนี้เป็นสัจธรรม แต่เราต้องอาศัยเวลาเคี่ยวกรำสักแค่ไหน จึงจะเข้าใจได้อย่างแท้จริง


............


ฉันไม่อยากรับโทรศัพท์ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้

เสียงสั่นเครือของแม่แว่วผ่านระยะทางกว่า ๗๐๐ กิโลเมตร

"โมเมตายแล้ว"

แม้จะค่อนข้างเบา แต่ฉันได้ยินชัดเจน หมาสีดำที่แสนอาภัพตัวนั้นตายแล้ว วันที่ฉันจะเดินทาง มันกระเสือกกระสนตามด้วยความลำบาก ฉันรีบเกินกว่าจะกลับไปอุ้มมัน


"มันทรมานหรือเปล่า" ฉันถามในเรื่องที่พะวงเสมอมา

"แม่ไม่แน่ใจ มันเหมือนหายใจไม่ไหว มันหายใจช้าลงเรื่อยๆ แม่ว่ามันคงเหนื่อยมาก"

"ดีแล้ว มันจะได้ไม่เหนื่อยอีกต่อไป" ฉันปลอบแม่ แต่ในใจถามตัวเองว่า ดีจริงหรือ

"พรุ่งนี้เช้าแม่จะจ้างคนมาขุดหลุมนะ" แม่บอกเพราะแน่ใจว่าฉันกลับไปฝังเองไม่ทัน

"ให้มันนอนดีๆ นะ มันชอบนอนตะแคง"


"รู้แล้ว แม่บอกมันแล้ว ว่ายายขอโทษที่ช่วยไม่ทัน ก็แม่ไม่รู้จะทำยังไง แม่พาไปหาหมอไม่ไหว ถึงไหวก็ไม่มีสตางค์ ดึกอย่างนี้จะจ้างรถที่ไหนไปจังหวัด แล้วแม่ก็ไม่คิดว่าอยู่ๆ มันจะไป" แม่พูดยืดยาวอย่างเสียใจ

"ไม่เป็นไร มันไปดีแล้ว" ฉันปลอบแม่พร้อมๆ กับปลอบตัวเอง

"สงสารมัน จำได้ไหมวันก่อนที่เรายังคุยกันว่าถ้ามีสตางค์จะทำกรงมีล้อให้มัน จะได้ลากให้มันไปนอนอาบแดดบ้าง" แม่ยังอดพูดไม่ได้


"ไม่เป็นไร มันคงไม่อยากให้เราลำบาก"

"แม่ไม่น่าไปดุมันเลย เวลามันลากอึเลอะไปทั่วบ้าน ก็มันพิการนี่นา"

"เราทำดีที่สุดแล้ว" ฉันพยายามพูด แต่ในใจยังคงถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำดีที่สุดแล้วจริงๆ หรือ

"ถ้ารู้ แม่จะไม่ดุมันเลย มันมองแม่เหมือนจะให้ช่วย แม่จะช่วยได้ยังไง" ฉันอยากให้แม่หยุดรำพันเสียที

"แม่ไปนอนเถอะ จะได้ไม่เหนื่อย"

"กลับมาเอาเงินให้คนขุดดินด้วยนะ" แม่บอกก่อนวางสายไป ฉันรู้ว่าแม่จะนอนไม่หลับไปอีกครึ่งคืน


สมุดบันทึกยังเปิดอยู่ ฉันพลิกไปด้านหลัง มีรายการที่ตั้งใจจะทำเขียนไว้ยาวเหยียด ฉันรู้ว่าโมเมกำลังรอความช่วยเหลือ โมโหตัวเองที่ไม่ได้ช่วยให้มันมีความสุขเท่าที่ตั้งใจไว้ ถ้าเพียงแต่....กี่ครั้งแล้วที่เราพูดประโยคทำนองนี้ กับบางเรื่องราวที่ไม่อาจย้อนคืน

"ขอโทษนะโมเม"

ฉันนั่งร้องไห้ให้กับชีวิตที่อาภัพของหมาพิการตัวหนึ่ง และความเชื่องช้าของตัวเอง


............


การเปลี่ยนปี เป็นแค่สิ่งเตือนถึงความเปลี่ยนแปลง ให้เรารู้ว่า เวลาช่างแสนสั้น ใครบางคนเคยให้ของขวัญเป็นนาฬิกาทราย เมื่อพลิกกลับด้าน ทรายด้านที่เต็มอยู่จะไหลพรูลงด้านล่าง ชีวิตเราช่างเหมือนทรายด้านบนที่พร่องลงเรื่อยๆ


สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว เราคงได้ประสบกับความพลัดพรากอีกหลายครั้ง หลายหน ไม่ว่าคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ บางคนสูญเสียคนรัก บางคนพลัดพรากจากบ้านเกิด และบางคนอาจสูญเสียความเชื่อมั่นศรัทธาในชีวิต


ในวันเวลาที่เรายังมีเหลือ มีอะไรบ้างที่เราต้องทำ อยากทำ และจะเสียใจหากไม่ได้ทำ

เราบอกรักกันพอไหม เราให้อภัยคนที่เราโกรธหรือยัง เราทำดีกับใครๆ มากพอหรือเปล่า

 

ในความโศกเศร้า เราได้เรียนรู้อะไร และยังหลงเหลืออะไร แม้สูญเสียใครไปแล้ว


.................


(เรื่องราวของโมเม อยู่ในบทความย้อนหลัง ตอน "แม้เลือกเกิดได้")

« ก่อนหน้า

 

มูน

มูน

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ