blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

จากยามถึงผู้จัดการ : จำอวดและเจ้าของโรงน้ำแข็ง

ส่งมาเมื่อ 07 พ.ค. 2008 - 09:00:36.  หมวด: วิพากษ์  ป้าย:

เครือผู้จัดการมีสื่ออยู่ในมือหลากหลายครบครัน ทั้งเคเบิลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและเวบไซต์ อันทำให้การโฆษณาชวนเชื่อที่เหลวไหลของพวกเขาเป็นไปอย่างครอบคลุมกว้างขวาง เกิดประสิทธิภาพไม่น้อย

พวกเขา (เครือผู้จัดการ) สถาปนาตัวเองตามแต่ใจต้องการโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเลือกตั้งหรือแต่งตั้งด้วยบทบาทหลากหลายเหลือเชื่อคือเป็นตั้งแต่ “ยาม” ไปจนถึง “ผู้จัดการ”

“ยาม” และ “ผู้จัดการ” นั้นอยู่กันคนละชนชั้นหรือพูดด้วยภาษาแบบหมอประเวศ วะสี ก็คืออยู่กันคนละ “ภาคส่วน” แต่บทบาทหน้าที่ทั้งหมดนี้พุ่งไปที่จุดประสงค์เดียวกัน

สำหรับ “ยาม” ภาพลักษณ์ที่ตายตัวคือเป็นคนระดับล่างของสังคม เป็นผู้ใช้แรงงานหรือใช้กำลัง มีสัญลักษณ์เป็น “กระบอง”  ห้อยติดตัวอยู่ตลอดเวลา อำนาจของเขาอยู่ที่ “กระบอง” ที่เอาไว้ “ทุบคนที่น่าสงสัย”

ในขณะที่ “ผู้จัดการ” จัดเป็นพวกคนชั้นกลางหรือสูงก็ได้แล้วแต่ว่าเป็นผู้จัดการบริษัทอะไร หน้าที่การงานของผู้จัดการคือการเป็นผู้บริหาร คอยวางนโยบาย วางแผนว่าทำอย่างไรจึงได้เลื่อนตำแหน่ง และชี้นิ้วสั่งการซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้สมองหรือสติปัญญา

สื่อในเครือผู้จัดการสามารถ “กวาด” เอาบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกันเหล่านี้มารวมเข้าด้วยกันได้อย่างไม่เคอะเขิน เครือผู้จัดการจึงสามารถ “เล่นบทอะไรก็ได้” ตั้งแต่ระดับล่างเป็นจนถึงระดับสูง

เมื่อเวลาที่ต้องการสื่อสารกับคนระดับล่างหรือสื่อถึงความหวงแหนรักแผ่นดิน เครือผู้จัดการ ก็จะเล่นบทเป็น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” แต่จะ “เฝ้าแผ่นดิน” ได้นั้นต้องแสดงให้เห็นเสียก่อนว่ามีบางคนหรือบางกลุ่ม “เป็นภัยต่อแผ่นดิน”  

โดยไม่รอช้า บรรดาสื่อที่มีอยู่ในมือทั้งหมดจึงพากันสร้างข้อกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน เป็นต้นว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” อันบัดซบ “ทุบพระพรหมเพื่อเลี่ยงขาลง”  ฯลฯ (เป็นที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในเวลาต่อมาเมื่อผู้คนกลับมามีสติปกติว่า “ข้อกล่าวหาจากยาม” ล้วนเป็นเท็จ)

การใช้เส้นสายกระจายข่าวของเครือผู้จัดการนับว่าได้ผลอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น คนระดับสมาชิกวุฒิสภาและเคยได้รับรางวัลแมกไซไซ อย่างโสภณ  สุภาพงษ์ นำเรื่อง “ปฏิญญาฟินแลนด์” มาขยายขายต่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราวโดยไม่เอะใจแม้แต่น้อยว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน อันทำให้รางวัลแมกไซไซที่เขาได้รับสูญค่าลงทันที

“ยามเฝ้าแผ่นดิน” ประสบความสำเร็จในการ “ติดป้าย” ให้แก่บางคนหรือบางกลุ่มกลายเป็นพวกไม่หวังดีต่อแผ่นดิน อันทำให้บทบาทของการเป็น “ยาม” โดดเด่นเป็นสง่าขึ้น สอดรับกับการเคลื่อนไหวของผู้จัดการที่หาแนวร่วมโดยเน้นตลาดบน ตลาดของคนดีมีศีลธรรม ทำให้แนวร่วมเครือข่ายของเครือผู้จัดการเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าวัฒนธรรมของ “ยาม” นั้นพึ่งพาพึ่งพิงผู้อยู่อาศัยหรือเจ้าของบ้านหรือเจ้าของตึกหรือจากลูกค้า นอกจากเงินเดือนที่ยามได้รับจากบริษัทแล้ว ที่มากไปกว่านั้นคือ “ค่าทิป” ที่อาจจะเป็นกระทิงแดงสักขวด บุหรี่สักซอง เหล้าสักกลม เงินสักร้อยหรือมากกว่านั้น นี่ต่างหากที่เป็น   “รายได้หลัก” ของยาม

ลูกค้าคนไหนที่ไม่ค่อยให้ทิป ยามก็จะไม่ใส่ใจบริการกระทั่งเพิกเฉยต่อหน้าที่ แต่หากลูกค้าคนไหนให้ทิปงามๆ ยามก็จะกุลีกุจอบริการ บางกรณียามแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อพฤติกรรมเสียหายหรือผิดกฎหมายของลูกค้า หรือบางทีก็ยอมพูดโกหกเพื่อปกป้องลูกค้าหรือไปไกลถึงขั้นเสแสร้งเล่นตลกหรือเล่นจำอวดก็ได้    นี่คือวัฒนธรรมของยามที่พบเห็นได้เสมอแม้จะไม่ทุกคนก็ตาม

การเป็นยามได้อะไรมากกว่าเงินเดือน การเป็น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” จึงน่าจะได้อะไรมากกว่าการได้ ”เฝ้าแผ่นดิน” เฉย ๆ เพราะถ้าไม่ได้อะไรแล้วก็คงไม่มีใครเสนอตัว “อยากเฝ้า”

สำหรับการเล่นเป็น “ผู้จัดการ” นั้นทำท่าว่าจะไปได้ดีแต่สุดท้ายล้มเหลว ได้เป็นเพียงผู้จัดการกำมะลอเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งเล็ก ๆ คอย “ปั้นน้ำเป็นตัว”  กินกันเองในเครือไม่กี่คน

กระนั้นก็ตาม กล่าวได้ว่าความสามารถในการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” ทำให้ “ผู้จัดการ” โด่งดังอย่างมากและเกือบจะเป็นผู้จัดการที่ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ด้วย “โทษลักษณะ” บางอย่างในตัวเองสุดท้ายก็เป็นได้แค่เจ้าของโรงน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่ไม่สามารถขยายให้ใหญ่โต หรือส่งออกน้ำแข็งได้เพราะ “น้ำแข็งละลายระหว่างทาง”

นอกจากการเล่นบทบาทสมมุติเป็น “ยาม” และ” ผู้จัดการ” แล้ว บางครั้งไปไกลถึงขั้นเล่นเป็นผู้เชี่ยวชาญทางธรรมอีกด้วย สมาชิกในเครือบางรายลงทุนถึงขั้นโกนศีรษะและห่มเหลือง (บวชนั่นแหละ) กล่าวได้ว่านี่เป็นวิธีการสร้างแนวร่วมที่ชาญฉลาดแต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนักเพราะ “คนบาปที่ห่มผ้าเหลืองก็ยังเป็นคนบาปอยู่วันยังค่ำ”

นิยายลวงโลกกำลังถูกตีแผ่  การกุข่าวอย่างไม่สำนึกจะกลายเป็นเรื่องขำขันที่ได้รับแต่เสียงหัวเราะเยาะ  การโกหกอย่างไม่ละอายจะส่งผลย้อนกลับทำลายตัวเอง บทเรียนที่ผ่านมาทำให้ผู้คนฉลาดขึ้น อย่างน้อยก็ฉลาดพอที่จะรู้ทันและรู้จักระมัดระวัง

สุดท้าย สำหรับ “ยาม” และ “ผู้จัดการ” จึงเป็นได้แค่เพียง “จำอวดไร้คนดู” และ “เจ้าของโรงน้ำแข็งกำมะลอที่ปั้นน้ำเป็นตัวกินกันเอง” เท่านั้น                                     
                                
   

ส่งมาโดย เสียงข้างมาก เมื่อ 07 พ.ค. 2008 - 17:33:10 - ip: 203.144.225.126  

เขียนสไตล์อย่างนี้ี้
ถึงจะเป็นพี่น้อย
ดิบดิบ มันมัน
ไม่ต้องกันเองกับใคร
บ้องหูอย่่างเดียว

บทความก่อน ใช้สรรพนามยังกะนิธิ

ส่งมาโดย ตัวจริงชัดเจน เมื่อ 07 พ.ค. 2008 - 19:56:08 - ip: 124.121.125.150  

สถาปนาตัวเองตามแต่ใจต้องการโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง

ผู้จัดการกำมะลอเป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งเล็ก ๆ คอย “ปั้นน้ำเป็นตัว” กินกันเองในเครือไม่กี่คน


5 5 5 5 ที่แท้ ก็คือ ผู้จัดการโรงงานปั้นน้ำเป็นตัวนี้เอง

ส่งมาโดย น้อย ป่าบอน เมื่อ 07 พ.ค. 2008 - 21:32:34 - ip: 124.120.163.40  

สังเกตจากข้อเขียนแสดงว่าครูน้อยโผมอยู่ดีกินดี 5 5 5 5 5

ส่งมาโดย ความจริง เมื่อ 09 พ.ค. 2008 - 16:49:13 - ip: 58.136.2.184  

เครือผู้จัดการมีสื่ออยู่ในมือหลากหลายครบครัน ทั้งเคเบิลทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและเวบไซต์ อันทำให้การโฆษณาชวนเชื่อที่เหลวไหลของพวกเขาเป็นไปอย่างครอบคลุมกว้างขวาง เกิดประสิทธิภาพไม่น้อยได้บอกข่าวสารความจริงโดยทีสื่ออื่นๆ ปิดปากเงียบ
โดยไม่รอช้า บรรดาสื่อที่มีอยู่ในมือทั้งหมดจึงพากันแผนลับที่มีหลักฐาน เป็นต้นว่า “ปฏิญญาฟินแลนด์” อันบัดซบ “ทุบพระพรหมเพื่อเลี่ยงขาลง” ฯลฯ (เป็นที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในเวลาต่อมาเมื่อผู้คนกลับมามีสติปกติว่า “ข้อกล่าวหาจากยาม” ล้วนเป็นจริง) ว่าการทำลายล้างระบบเก่ากำลังเกิดขึ้นจริง
NBT.นิยายลวงโลกกำลังถูกตีแผ่ด้วยข้อเขียนของประชาไทยโดยการกุข่าวอย่างไม่สำนึกจะกลายเป็นเรื่องขำขันที่ได้รับแต่เสียงหัวเราะเยาะ การโกหกอย่างไม่ละอายจะส่งผลย้อนกลับทำลายตัวเอง บทเรียนที่ผ่านมาทำให้ผู้คนฉลาดขึ้น อย่างน้อยก็ฉลาดพอที่จะรู้ทันและรู้จักระมัดระวังต่อระบบทักษิน

ส่งมาโดย เจริญละมึง เมื่อ 09 พ.ค. 2008 - 16:57:12 - ip: 58.136.2.184  

สำหรับบทความนี้ ทำท่าว่าจะไปได้ดีแต่สุดมั่วใก เป็นเพียง เสียงข้างน้อยกำมะลอ
เป็นเจ้าของโรงน้ำแข็งเล็ก ๆ คอย “ปั้นน้ำเป็นตัว” กินกันเองใน เวป ประชาไท

สุดท้าย สำหรับ “บทความมั่วๆ ฉบับนี้” จึงเป็นได้แค่เพียง “จำอวดไร้คนดู” และ
“เจ้าของโรงน้ำแข็งกำมะลอที่ปั้นน้ำเป็นตัวกินกันเอง” เท่านั้น
เพราะเจ้าของบทความไม่กล้าโจมตีร็ฐ อาจโดนปิด....แต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามร็ฐ
เพราะจะปลอดภัยและอยู่ได้นาน.....แด่กระเทยบทความนี่ที่โจมตีสื่อกันเอง...เจริญละมึง

ส่งมาโดย aabb เมื่อ 09 พ.ค. 2008 - 17:20:36 - ip: 222.123.38.74  

สื่อเครือข่ายผู้จัดการจะทำลายระบอบประชาธิปไตย สร้างความเสียหายภาพพจน์ประเทศ ตราบใดที่ผู้จัดการอำนาจรัฐยังเป็นของพรรคการเมืองที่ไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตร กลุ่มนี้ก็จะก่อกวนตลอดเวลาจนรัฐบาลล้มไปด้วยกาลใดกาลหนึ่ง แม้ถึงขั้นยั่วยุ ยุแยงให้มีการปฏิวัติก็ยังทำ และที่สำคัญการใช้เล่เพทุบายอิงแอบ อ้างอิง ดึงสถาบันให้มาเกี่ยวข้องการเมือง

ส่งมาโดย ท่านโอยาชิโร่ เมื่อ 10 พ.ค. 2008 - 03:28:41 - ip: 118.172.56.113  

ฮ่า ๆ จะพูดถึงรัฐ จะด่ารัฐ ต้องถามท่านบาคุนิน (หรือเรียกไอ่บาคุนินก็ได้มันไม่ถือ)
บอกว่าอันฑะมิดกับโรงน้ำแข็งอยู่ตรงข้ามกับรัฐจริงงะ--โม้หลาย
จะพูดถึงรัฐต้องไม่ละเลยเรื่องโครงสร้างอำนาจ ผู้ที่ใช้อำนาจที่อยู่สูงจริง ๆ มีบ้านกี่เสารู้กันอยู่ ยังไม่นับอีกอำนาจรัฐหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้สื่อทั้งหลายไม่เว้นยูทุบต้องถูกเซนเซอร์
แล้วเจ้าของโรงน้ำแข็งก็ทำเล่นปาหี่ว่าตนอยู่ตรงข้ามรัฐ รัฐไหนล่ะ รัฐในโครงสร้างอำนาจที่ต่ำกว่า (ในระบอบแบบประเทศด้อยพัฒนา) ด่าได้แต่นักการเมือง ไม่เห็นต่อต้านอะไรที่อยู่ในโครงสร้างที่สูงกว่านั้น

แล้วพวกโรงน้ำแข็งมันก็ใช้ "อำนาจรัฐ" ที่อยู่สูงกว่าเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่น คนฉลาดเขารู้ทัน ว่าอำนาจที่อยู่รองลงมา อย่างน้อยก็มีกติกาให้พวกเขาดิ้นได้อยู่ ไม่เหมือนอำนาจที่สูงกว่านั้นเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จแบบในประเทศด้อยพัฒนาอย่างแท้จริง

(จริง ๆ ไม่อยากให้ใช้คำว่าโรงน้ำแข็งเลยมาเทียบกับไอ่พวกนั้น เดี๋ยวเจ้าของกิจการโรงน้ำแข็งเสียหายหมด คนปั่นรถขายน้ำแข็งไสก็จะเซ็งเอา อย่างน้อยพวกนี้เขาก็ปั้นน้ำให้คนกินดับร้อนได้)

ส่งมาโดย พ่อ เมื่อ 10 พ.ค. 2008 - 09:31:14 - ip: 202.142.193.21  

ผมว่ายาม หรือผู้จัดการ ไม่ว่าฐานะอะไรก็ดีกว่าพวกหากินกับประชาชน

ส่งมาโดย 555 เมื่อ 10 พ.ค. 2008 - 10:17:47 - ip: 125.25.115.195  

แล้วพอด่าโชติศักดิ์ และเขากับทหาร ก็เลยกลายเป็นคนไม่ดี หาว่าปั้นน้ำ แล้วถามหน่อย ว่าเรืองโชติศักดินะ เราอ่านก่อนทีผู้จัดการลง รุ้มะวานายคนมีอะไรซ่อน แค่นี่แหละไม่ต้องมารอพวกแกหรือนักวิชาเกินทีออกมาเห่า สมองการศึกษาไม่ต่ำกว่าพวกแกแยกแยะได้ ยามก็แหล่งที่ประชาชนได้มาคิดได้จริง มะและเคยเห่ามะพวก นปก มีอะไรที่พวกแกไปร่วมกับเหลี่ยม

ส่งมาโดย เจ็บปวด เมื่อ 10 พ.ค. 2008 - 10:23:27 - ip: 124.120.55.17  

อะไรคือ ปชต ของพวกทั่น อย่าแอบอยู่เฉยๆรอให้ผุดเกิดขึ้นมาในฝันของประชาชน เพราะคนไทยกว่าพันปีเป็นผู้ไม่กล้า คนกล้ามีน้อย และอยากถามว่า ปชต ของท่านกินได้ไหม จงทำ ปชต ให้กินได้ด้วยซิ... คนส่วนใหญ่ไม่หลงไปกับคำว่า ปชต(ภาพลวงตา) 75ปีมาแล้ว ที่แย่งชิงอำนาจมาและก้อบริหารแบบล้มเหลวมาตลอด ขอถามว่าที่ผ่านมาได้ประโยชน์อะไรกับประชาชน กี่ยุคกี่สมัย นักการเมือง นายทุนอิ่มปากอิ่มท้อง ข้าพเจ้าคนนึงละจะไม่นอนกอดคำว่า ปชต ตายแบบเสียชาติเกิด แต่เห็นควรร่วมกับผู้ที่จะให้บ้านเมือง สงบสุข มีความกินดีอยู่ดี ทั่วกัน และจะไม่ยอมกลับไปอยู่เผด็จการทุนสามานย์อีกเด็ดขาด ... คิดและทำด้วยความเสรีอย่างมีกรอบคุณงามความดีกำหนด

ส่งมาโดย maymay เมื่อ 11 พ.ค. 2008 - 08:57:01 - ip: 222.123.201.20  

ทำตัวเป็น "ดาวสยาม" ถ้า 6 ตุลา เกิดขึ้นอีกก็คงไม่ต้องสงสัยว่าใครเป็นคนปลุกปั่น ทำหน้าที่สื่อได้ดีเยี่ยม ตั้งแต่รายงานข่าว ยันปั้นน้ำเป็นตัว

ส่งมาโดย วิญญูชน เมื่อ 11 พ.ค. 2008 - 12:24:20 - ip: 210.118.108.254  

เรานั้นต้องมีความคิดโดยถ่องแท้ซึ่งเหตุและผลอันประจักด้วยตนเองแล้วว่าความนั้นมีเหตุและผลเป็นประการใด ซึ่งผลก็จะปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรมในอนาคตหรือตามมาจากเหตุที่เป็นบ่อเกิด ดังในปัจจุบันที่ประเทศในสภาวะเช่นนี้ก็ย่อมมาจากเหตุซึ่งเรา ๆ กระทำให้เกิดผล ที่เป็นอยู่ ผู้ปกครองที่เห็นแก่อำนาจรังแกผู้น้อย ใช้อำนาจโดยย่ามใจ ไม่มีความสุจริตยุติธรรม ขาดศีลธรรม ไม่รู้หน้าที่ตนเอง ไม่เห็นเป็นส่วนรวม เอาแต่พวกพ้อง ไม่มีความรู้ความสามารถ อาศัยอำนาจบารมีผู้อื่นนำทางในการทำงาน แต่ก็ยังอาสามารับใช้ประชาชน เหตุเพราะต้องการอำนาจและผลพึงได้จากการบริหารงานเพียงอย่างเดียว ผู้นำประเทศก็วิปริตจิตฟุ้งซ่าน ไม่เป็นอันทำการงาน มัวแต่แก้แหที่พันตัวไปวัน ๆ รังแต่จะพันจนแก้ไม่ออก ก็ขอให้ลองนึกตรึกตรงดูดเถิดผู้มีปัญญาทั้งหลายว่าจะคิดอ่านกันเช่นไรไทยเรานี้จึงจะอยู่รอดปลอดภัย........

ส่งมาโดย ผ่านมา เมื่อ 11 พ.ค. 2008 - 18:49:17 - ip: 124.121.68.107  

ความรู้ก็พอประมาณ ไม่รู้ความหมายหรือแกล้งโง่ คำว่ายามเฉยๆหรือยามเฝ้าบ้าน กับยามเฝ้าแผ่นดินต่างกันลิบลับ อย่าเขียนอะไรให้ลดคุณค่าตัวเองเลย หรือไม่รู้จริงๆ ก็ขอบอกเอาบุญ ยามเฝ้าแผ่นดิน คำว่าแผ่นดินสูงสุดแล้ว ประกอบไปด้วยชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สูงสุดกว่าทุกสิ่งแม้ชีวิตคุณก็เทียบไม่ได้ ฉะนั้นอย่าพยายามกดแผ่นดินให้ต่ำในความหมายคุณ ถึงฟ้าจะสูง แผ่นดินจะต่ำ แต่ถ้าไม่มีแผ่นดินก็ไม่มีฟ้า จำไว้

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.60) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

เมธัส บัวชุม

เมธัส บัวชุม

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ