เสียงข้างน้อย
ประโยคนี้ถูกตอกย้ำให้ฮือฮาอีกครั้งจากปาก แอ๊ด คาราบาว ผู้ซึ่งสวมบทนักร้อง นักดนตรี "เพื่อชีวิต" วิพากษ์วิจารณ์เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่โฆษณามอมเมาให้คนซื้อทั้งที่ไม่มีคุณค่าสารอาหารแต่ประการใด แต่ในเวลาต่อมา แอ๊ด คาราบาว กลับมาทำธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลัง "คาราบาวแดง" อย่างที่รู้กัน เมื่อมีคนถาม แอ๊ด คาราบาว บอกง่าย ๆ ว่า "เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน"
กล่าวสำหรับ ส. ศิวรักษ์ แม้นเขาไม่เคยเอ่ยประโยคนี้แบบเดียวกับสองพี่น้องโชติกุลหรือแอ๊ด คาราบาว แต่หลายคนคงจะเอ่ยให้กับเขาไปแล้ว
ส. ศิวรักษ์ เป็นข่าวเด่น ข่าวดังอีกครั้งเพราะถูกจับในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับปัญญาชนสยามรายนี้สำหรับการถูกตั้งข้อหานี้ แต่ที่ต่างออกไปอยู่ตรงที่ว่า หลังได้รับการประกันตัว แทนที่จะยืดอกยอมรับอย่างไม่หวาดหวั่น ส. ศิวรักษ์ กลับให้สัมภาษณ์และเขียน "จดหมายป้ายขี้" ให้อดีต นายก ฯ ทักษิณ ชินวัตร
ส. ศิวรักษ์ เชื่อว่าการถูกจับของเขาเกี่ยวข้องกับการที่เขาไปวิพากษ์วิจารณ์อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นหลังจากถูกจับจึงไม่ลังเลที่จะโจมตีอดีต นายก ฯ ทักษิณ ชินวัตร อีกครั้ง ทั้งทางจดหมายที่เว็บไซต์ผู้จัดการนำมาเผยแพร่และการให้สัมภาษณ์ ที่น่าตกใจก็คือเนื้อหาของคำสัมภาษณ์และจดหมายนั้นแสดงให้เห็นความเป็นไปของ ส. ศิวรักษ์ ตามประโยคในเนื้อเพลงของอัสนี วสันต์ ที่ว่า "เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน"
เนื้อความใน "จดหมายป้ายขี้" ของ ส. ศิวรักษ์ แสดงให้เห็นว่า ส. ศิวรักษ์ รับเอาความคิดและเชื่อในการเต้าข่าวเรื่องการแสดงละครที่รัชมังคลากีฬาสถาน ของส. ลิ้มทองกุล เข้ามาเต็มเปาอย่างขาดการตรวจสอบ งมงายหมกมุ่นต่อคำพูดของ ส.ลิ้มทองกุล อย่างชนิดที่ขาดการไตร่ตรองเอาเลยทีเดียว ความตอนหนึ่งในจดหมายของ ส. ศิวรักษ์ มีว่า
"รัฐบาลนี้เป็นร่างทรงของบุคคลที่ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังขอให้สังเกตว่างานมหกรรมเสื้อแดงที่จัดขึ้น ณ สนามกีฬารัชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ นั้น ก่อนที่ทักษิณ ชินวัตร จะปรากฏตัวและเสียง (จากต่างประเทศ) บนจอยักษ์นั้น ได้มีละครเล่นโจมตีพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน แม้จะไม่เอ่ยพระนามตรงๆ ก็ตามที แต่รัฐบาลนี้ก็ไม่ดำเนินคดี และเมื่อทักษิณออกมาแสดงวาทะ เขาก็บอกว่าเขาจะกลับเมืองไทยได้ ก็ด้วยพระราชบารมีที่พระราชทานอภัยโทษให้เขา (ทั้งๆ ที่ความผิดของเขาไม่ใช่เรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หากเป็นความฉ้อฉลทุจริตอย่างร้ายแรง) หาไม่ เขาก็ต้องอาศัยพลังประชาชน ทั้งนี้หมายความว่า ถ้าเบื้องสูงไม่ช่วยเขา เขาก็จะใช้เบื้องล่างเป็นขบวนการมาล้มล้างเบื้องสูงเสียกระนั้นหรือ แล้วนี่มิเป็นการอ้าขาผวาปีกเกินไปดอกหรือ ชั่งไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองเอาเสียเลย" http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000132566
ความน่าสนใจของจดหมายของส. ศิวรักษ์ นอกจากอยู่ที่การหลงเชื่อลมลิ้มของส. ลิ้มทองกุลอย่างไม่ตรวจสอบแล้ว ยังอยู่ที่การใช้หยิบฉวยสถาบันกษัตริย์มาฟาดฟันทำลายผู้อื่นอีกด้วย
หาก ส. ศิวรักษ์ ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจริงดังที่เขาพูดไว้หลายครั้ง เขาไม่ควรใช้สถาบัน ฯ เป็นเครื่องมือกล่าวหาผู้อื่น
หาก ส. ศิวรักษ์ คิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์จะช่วยในการปกปักรักษาสถาบันฯ ไว้ให้ยืนยาวแล้ว เขาก็ไม่ควรผูกขาดการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ แบบสร้างสรรค์ไว้แต่เพียงผู้เดียว ส่วนคำพูดของอดีตนายก ฯ ทักษิณ ชินวัตร ถึงสถาบันนั้น "เป็นการอ้าขาผวาปีก" "ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา"
ส. ศิวรักษ์ ก็เหมือนใครหลายคนในวัยใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นหมอประเวศ วะสี ศ.ระพี สาคริก กระทั่ง ศ.เสน่ห์ จามริก คือไม่อาจธำรงความสง่างามและความทรงภูมิของตนเองไว้ได้ท่ามกลางความขัดแย้ง
ความขัดแย้งที่ต่างฝ่ายต่างฉุดกระชากลากถูกกันไปคนละข้าง ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ไขว้เขวเสียหลักกระทั่งได้รับผลกระทบกับตนเองจนดูเหมือนจะเสียกระบวนไป ภูมิรู้ที่มีอยู่ในตนก็ไม่สามารถช่วยสังคมออกจากความขัดแย้งได้ สับสนกับความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถปรับความคิดความอ่าน
ว่าที่จริง ปรากฏการณ์ "เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน" เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับ ส. ศิวรักษ์ หลังกลับจากเมืองนอก ที่ยังหนุ่มและใหม่เสียจนจับต้นชนปลาย แยกผิดแยกถูกไม่ออกในบทบาทของปรีดี พนมยงค์ ว่าเป็นคุณหรือโทษต่อสถาบันกษัตริย์
เราได้เห็น ปรากฏการณ์ "เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน" ของส. ศิวรักษ์ เกิดขึ้นอีกครั้งต่อกรณีของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่เขาออกตัวยืนข้างศักดินาและภาคประชาชนปลอม ๆ อย่างเปิดเผย
"เพราะคุณมีสถาบันกษัตริย์จะต้องมีศักดินาเล็กน้อย มีศักดินาเล็กน้อยไม่เสียหาย แต่มีศักดินามากเกินไปเสียหาย" http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=14409&Key=HilightNews
ส. ศิวรักษ์ นั้นแตกต่างกับส. ลิ้มทองกุลอย่างเทียบกันไม่ติด แต่ดูเหมือนว่าทั้งคู่กับกำลังโน้มเข้าหากันคือเอาตัวรอดโดยผูกขาดความจงรักภักดี และใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อโจมตีคนอื่น.
[ Permalink ] . [ 19 ความคิดเห็น ]
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคุณเมธ้ส......
เมื่อ"ปัญญาชนสยาม"จงใจละทิ้ง"ปัญญา"....ก็ไม่มีคุณค่าใดๆให้เคารพนับถือกันอีกต่อไป....มาสว่าง-ไปมืด...โดยแท้!!!
ตรรกะของคุณเหมือนภาพวาดการ์ตูนญี่ปุ่น จิ๊กซอสับสน แฝงและซ่อนเร้นด้วยเจตนาลามกต่อผู้อื่น คับแคบด้วยประสบการณ์บ้านเมืงที่ลึกซึ้ง เป็นความคิดหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างความจริงและหายนะ เพราะความใสแต่ไม่ซื่อและไม่รอบด้าน...น่ากังวลมาก
อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมาแล้วและกำลังเกิดขึ้นอยู่เรามาช่วยกันดับมันดีกว่า อย่ามัวแต่โทษคนโน้นโทษคนนี้กันอยู่เลย เหตุการณ์จะได้สงบกันเสียที ช่วยกัน แต่ทุกอย่างยังคงต้องเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ห้ามแบ่งแยกอย่างเด็จขาด นอกจากให้มีการเมืองใหม่ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น
คุณทักษิณมีบุญหรือมีบาป
ที่มีคนแบบคุณเมธัส(หรือคล้ายๆ)คอยแก้ต่างให้ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
เพราะดูจะสร้างศัตรูและทำลายมิตรไปเรื่อยๆ
ไม่ต่างจากการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรแต่อย่างใด
ระดับสติปัญญาและภาษาสำนวน
ตลอดจนความคิดและมุมมอง ดูจะอ่อนหัด ตื้นเขิน
และสะเปะสะปะอย่างน่ากังวล
ลำบากนัก ไม่สู้อยู่เฉยๆ
แล้วส่งใจไปเชียร์มิดีกว่าหรือ?
ถึงแม้จะชื่นชมชื่นชอบคุณทักษิณ และผลงานของเขาแค่ไหนก็ตามที
เพราะมีแต่เสียมากกว่าได้ รังแต่จะขาดทุน...
เมธัสพูดถูกแล้ว เวลาเปลี่ยนไป คนสูงวัยหลายคนก็เปลี่ยนตาม ไม่มีใครคงธรรมอย่างกลางให้บูชาได้ตลอดรอดฝั่ง หากไม่หวังอามิสก็ด้วยเกรงราชภัย เมธัสทำถูกแล้วที่พยายามเรียนรู้ที่จะธำรงธรรม แม้ไม่มีวาจาเชือดเฉือนเช่นคนแก่เก่า แต่ก็ยังดีกว่าคนหน่มหน้า ที่เน่า เหลือหลาย จึงว่า เมธัสทำเหมาะสมแล้ว ที่บูชาคนที่ควรบูชา ตำหนิ คนที่ควรตำหนิ แม้จะได้รับคำแดกดันจากคนที่แลดูใหม่ ที่คอยเกาะกระแสเก่า ๆ บางคน....สู้กันด้วยปัญญา ดีกว่าศาสตรา หากแต่ว่า วันนี้ ปัญญามืดบอดไปทั้งพาราแล้วมั้ง ซึ่งพอจะอธิบายได้ในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ก็คือ ความถดถอยของเซลสมอง
เวปนี้นี่ ถ้าเห็นไม่ตรงกับคุณ คุณก็โจมตีใช่ไหม? พวกคุณบอกว่าไม่ได้คลั่งเจ้า แต่พวกคุณคลั่งซ้ายจัดนี่ คลั่งคุณปรีดี ทั้งๆที่ บางเรื่องก็ไม่ถูกต้อง พวกคุณยอมรับความจริงหรือไม่ เสียดายนึกว่าไม่เข้าข้างใคร ที่แท้ก็แค้นเรื่อง 32 ปีที่แล้วนี่เอง
"สุลักษณ์" เป้น "อภิชน"; เหมือนกับที่ "ประเวศ" เป็น; "อานันท์" เป็น; ยังมีคนจำนวนมากติดภาพมายาของ "ผู้เห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของประชาชนผู้ยากไร้" ในอดีตกาลนานโพ้น...
แต่ตรองตรงนี้...
(1) สอบค้นไปถึงคดี "หมิ่นฯ" ที่ "จิตรกร ตั้งเกษมสุข" อาจารย์จากวิทยาลัยครูเลย ที่ต้องติดคุก แต่สุลักษณ์ไม่; กรณีที่ตำรวจทั้งกรุงเทพฯรู้อยู่ว่าสุลักษณ์ ขออารักขาจาก "ท่านหญิงพูน" แต่ไม่มีการเข้าจับกุม; สอบค้นไปที่ความหมางเมินกับ "ช้าง"
(2) สอบค้นการกินเงินเดือนและค่าตอบแทนของ "ประเวศ" ที่ สปสช. หรือ สสส. หรือ "องค์กรเอกชน" "มูลนิธิ" "องค์กรภาครัฐและกึ่งรัฐ"
(3) ข้อสังเกตของประเทศ "บริวาร" และ/หรือ "กึ่งบริวาร" ของจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา การแต่งตั้ง "คนพื้นเมือง" ไปดำรงตำแหน่ง "เอกอัครราชทูต" ประจำกรุงวอชิงตันดีซีและที่ทำการใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ค... ถามว่า "สายด่วน (red line)" นั้น "ทูต" ที่ว่ารู้เห็นไหม
(มีต่อ)
สังคมไทยต้องการ "การกวนน้ำให้ขุ่น" อย่างหนักหน่วงรุนแรงยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด...
แต่มือข้างนั้น "ต้อง" กำ "สารส้ม" ไว้ด้วยครับ
ผมเคยประกาศไว้ในหลายๆพื้นที่ครับ... ว่า "สมานฉันท์" ที่แท้จริงจะเกิดฃึ้นได้ ก็ต่อเมือ "ฝ่ายที่เคยกดขี่ขูดรีดเอารัดเอาเปรียบ" จะต้องก้าวลงจาก "สถานะที่เคยได้เปรียบ" นั้น น้อมสารภาพด้วยน้ำใสใจจริง ถึงความ "ผิดบาปชั่วร้าย" ที่ตนเองและบรรพบุรุษของตน เคยกระทำต่อ "ฝ่ายที่ถูกกดขี่ขูดรีดมาตลอดประวัติศาสตร์" มอบคืน "สิทธิ เสรีภาพ" ที่แย่งยึดเอาไป; มอบคืน "โภคทรัพย์" บรรดาที่เคยสูบกินกอบโกยเอาไว้...
กลับสู่ผู้คนที่มีสิทธิ์มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง... นั่นแหละครับ เราจึงจะมาตั้งต้นพูดถึงคำว่า "สมานฉันท์" กันได้...
"ผู้ปกครองสามานย์" "ผู้ครอบครองปัจจัยการผลิตสามานย์" จะ "พ้นสภาพความสามานย์" ก็ต่อเมื่อ ถึงเวลาที่พวกเขาเดนมาพูดกับคนรากหญ้าอย่างเราๆท่านๆว่า...
"พวกเราเพิ่งรู้ว่า ลูกๆของพวกคุณ มีกระเพาะเท่าลูกของเรา มีความใฝ่ฝันในอนาคตอย่างเดียวกับลูกของเรา และพวกคุณก็ล้วนมีความคาดหมายในตัวลูกๆ เหมือนพวกเรา (มีต่อ)
วันที่คนรากหญ้าอย่างพวกเราจะต้อนรับคุณ มาสู้อ้อมกอดแห่งภราดรภาพ ก็คือวันที่ "พวกคุณ" ก้าวลงจากสถานะ "อภิชน" มายืนเสมอกันกับเรา ยินดีและเต็มใจเป็นพี่น้องกับเรา...มาหิวมาอิ่ม มาเหนื่อยล้ามากระปรี้กระเร่า มาขมขื่นมาชื่นบาน มาทุกข์มาสุขกับเราสิครับ คุณจะมีบ้านหลังใหญ่ไปสักนิด จะมีผลตอบแทนจากการทำงานหนักในรูปแบบของพวกคุณเหนือกว่าพวกเราไปสักหน่อย... จะเป็นไรไปละครับ ก็คนเราน่ะ สูงต่ำดำขาวเหมือนกันเสียเมื่อไหร่ละครับ... นิ้วสิบน้ว มือสองข้างยังไม่เท่ากันเลยครับ...
พวกเราไม่เคยคิดถึงขนาดนับ "เมล็ดข้าว" ในจานมาแบ่งเท่ากันเป๊ะหรอกครับ... เพราะเราไม่ใช่คนบ้าอย่างที่พุวกคุณเคยคิดหรอกครับ...
แต่ทั้งหลายทั้งปวง.. ที่สำคัญ... จริงใจกับเราเถิดครับ... อย่างเล่นเล่ห์เพทุบาย ยุแยงตะแคงรั่วในรากหญ้าอย่างเราแตกกันเลยครับ... มันไม่ดี... มันบาป...
แล้วอีกอย่างถ้ามีสักวันที่คนเขาจับได้ไล่ทัน... มันจะจบไม่สวยนะครับ
ประชาธิปไตยจงเจริญ
ประชาชนจงเจริญ
ด้วยภราดรภาพ
"แม้ว"ล่อนักร้องสาว ที่เรียกว่า"คุณพ่อ" จนท้องได้สี่เดือน ตอนอ้อล้อเผลอ...
"คุณหญิงอ้อล้อ"...สวมเขาให้"นักโทษแม้ว" ล่อกะตำรวจติดตาม ตอนแม้วไม่อยู่!!
กร๊ากๆๆๆๆๆๆ...ได้กันเลย!!!!
ถามเพิ่มอีกอันว่า
-คนที่ไปมีอะไรกับเด็กสาวคราวลูกจนท้อง เป็นคนดีเหรอ??(นี่เอาแค่เรื่องเบาะๆ ไม่ว่ากันไปถึงเรื่องคิดการณ์ล้มชาติ ล้างพระองค์นะจ๊ะ!)
-คนที่มีสามี มีลูกแล้ว ไปเล่นจ้ำจี้กับชายอื่น โดยแอบทำเรื่องอย่างว่ามาเป็นเวลาหลายปี(อาศัยอ้างว่าเป็น ตำรวจติดตาม จึงต้องใกล้ชิดกันเป็นธรรมดา) ผู้หญิงอย่างนี้ เป็นคนดีหรือ???
ลองตอบมาให้ชื่นสะดือหน่อยดิจ๊ะ ฮิฮิ!! คนดีของน้องหนูเป็นอย่างที่ว่ามาข้างต้นรึเปล่าเอ่ย??
ส. ศิวรักษ์ นั้นถ้ารู้ภูมิหลังและแนวคิดลึกๆ ของเค้าแล้วจะหนาว นอกจากมวาระแอบแฝงแล้วหลังๆๆมานี้ยังออกอาการที่เรียกได้ว่า "ตอแหล" "มือถือสากปากถือศีล" ความรู้และภูมิปัญยาที่เคยมีถูกทุนนิยมแนวเผด็จการครอบงำเอามากๆๆ เรียกได้ว่ามากจนเจ้าตัวไม่มีจุดยืนที่เป็นกลาง และบริสุทธิ์ ถือได้ว่าเสียคนตอนแก่
ปัญญาชนสยาม มันเป็นอดีตไปแล้ว ทุกๆวันนี้เหลือแต่คนแก่ๆที่ไร้ประโยชน์ แต่จะกลับเป็นภาระ และโทษกับสังคม คนเหล่านี้น่าจะอยู่บ้านพักคนชรา
เห็นด้วยครับ อ.สุลักษณ์ เป็นผู้เดียวที่ได้ "ลิขสิทธิ์" ในการวิจารณ์สถาบัน
คุณeHOMO remetus
ลิขสิทธิ์ที่ว่าไปจดได้ที่ไหน
ก็ว่าตามเขาไปเรื่อยนะ
คุณเมธัสอ้างข้อมูลผิด
หลังได้รับการประกันตัว แทนที่จะยืดอกยอมรับอย่างไม่หวาดหวั่น ส. ศิวรักษ์ กลับให้สัมภาษณ์และเขียน "จดหมายป้ายขี้" ให้อดีต นายก ฯ ทักษิณ ชินวัตร
"จดหมายป้ายขี้" ส. ศิวรักษ์เขียนก่อนถูกจับนะครับ
อีกอย่าง "การวิพากษ์วิจารณ์" เป็นกิจกรรมขายสินค้าตั้งแต่เมื่อไหร่
ถึงผูกขาดกันได้
ผลงานเป็นสินค้าได้อย่างที่นักคิดนักเขียนทั้งแท้และเทียมทำมาหากินกันอยู่
แต่ "การวิพากษ์วิจารณ์" คือการใช้สติปัญญาไตร่ตรอง
เป็นเรื่องเฉพาะตัว จะถ่ายทอดให้ใครรับรู้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง
ที่สำคัญ ผู้วิพากษ์เข้าใจได้ด้วยตัวเอง
กิจกรรมเช่นนี้ ไม่ใช่ใครจะผูกขาดกันได้
คุณเมธัสใช้คำว่า "ผูกขาด" กับ "การวิพากษ์วิจารณ์" จึงค่อนข้างประหลาด
ดังนั้น ถ้ามี"หัว"มี"ปาก"ก็วิพากษ์เถอะครับ
ไม่ว่าตามอย่างเซื่องๆ
และคุณเมธัสควรหาความเปรียบนอกแนวตลาดบ้างก็ดี
เด็กมันจะเข้าใจผิด
เห็นด้วยกับคุณอรินจนหมดหัวใจ
สมชายใจดี ถ้าจะไม่มีสมอง
...กรณีของ อ.สุลักษณ์ เห็นชัดตามบทสัมภาษณ์ที่ประชาไทก็นำมาลงไว้ แกอ้างถึง "ละคอน" ที่มีนัยยะในการต่อต้านสถาบัน ในการชุมนุมวันที่ 1 พ.ย. --> ซึ่งเป็นเรื่องโกหก ที่อ.สุลักษณ์ หากไม่แก่จนหลง ก็ต้องเรียกว่าเจตนาจะ "ป้ายขี้" นั่นแหละ
ในบทความชิ้นนั้น อ.สุลักษณ์ กล่าวถึงคนที่วิจารณ์สถาบันอื่นๆ ไม่ได้มีเจตนาดีเหมือนกับแก ซึ่งเป็น "อภิชน" เพียงคนเดียวที่ผูกขาดการวิพากษ์สถาบัน ในนามของกัลยาณมิตร เพราะหาก อ.สุลักษณ์ เป็นคนวิจารณ์ อย่างดีก็รอดำเนินคดี ซึ่งก็ไม่มีทางจะนอนซังเต เหมือนคนสามัญทั่วไป อย่าง ดา ตอร์ปิโด , ท่อนจัน , พระยาพิชัย ,วีระ มุกฯ และฯลฯ
นี่ไม่เรียกว่า "อภิชน" ในการวิจารณ์เจ้า แล้วจะเรียกว่าอะไร??
หากสถาบันฯ เข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมือง ไม่วางตัวให้เหมาะสมตามระบอบประชาธิปไตย ภายใต้รัฐธรรมนูญ การวิจารณ์นั้นก็ย่อมสมเหตุผล ที่ประชาชนผู้ปกป้องประชาธิปไตยจะพึงกระทำมิใช่หรือ? ...หึหึ แต่สมชายใจดี คงจะสันดารไพร่ใต้ฝ่าตีนมากล่ะสินะ
อ.สุลักษณ์เขียนหนังสือ "นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้ใหญ่ที่ไม่กะล่อน" ....
แหม ..พอแก่ตัวลง อ.สุลักษณ์ "กะล่อน" เสียเองนะครับ
ไอ้เรื่องละครที่รัชมังคลาไม่มีแม้แต่ชื่อ มันก็เอามาเป่าหูพวกปัญญาอ่อนให้หลงเชื่อได้ ฝากไปยังทีมงานความจริงวันนี้ให้พูดเรื่องนี้บ่อยๆทาง NBT จะทำให้พวกเสื้อเหลืองที่มืดแปดด้านมาก่อนหน้านี้สว่างสิบทิศได้ และที่ไม่ลืมต้องไปจัดการกับไอ้ ส.สนธิทางกฏหมายข้อหาเป็นเด็กเลี้ยงแกะเอาสถาบันเบื้องสูงมาเล่นเสียเองทำให้คนเข้าใจฝ่ายตรงข้ามผิด เอาให้ได้นะคุณวีระ คุณจตุพรและคุณณัฐวุฒิอย่าให้มันค้างคาใจพวกเราที่เขาทำให้เสียกับเสียและเสีย24ชั่วโมงจากไอ้สื่อข้างเดียวเอเอสทีวี