เสียงข้างน้อย
นายแพทย์ประเวศ วะสี ผู้ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปภายใต้โลโก้ “ราษฎรอาวุโส” เป็น “ผู้ใหญ่” ที่ใครต่อใครรู้จักกันดี เพราะคำพูดคำอ่านหรือแนวคิดของท่าน ตกเป็นข่าวพาดหัวอยู่เสมอทางหน้าหนังสือพิมพ์และได้รับการขานรับจากกลุ่มคนน้อยใหญ่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม แม้กระทั่งข้าราชการ
บทบาทของนายแพทย์ประเวศ วะสี ในหลาย ๆ วาระและโอกาส มีความสำคัญและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยอย่างสูง จนคว้ารางวัลต่างๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น บุคคลดีเด่นของชาติ รางวัลแมกไซไซ รางวัลจากยูเนสโก เหรียญเชิดชูเกียรติจาก WHO
เป็นที่ยอมรับโดยไม่มีข้อกังขาว่า นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็น “ผู้ใหญ่” ที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในบ้านเมืองอย่างลึกซึ้ง พอมีเหตุอะไรที่อาจส่งผลกระทบให้บ้านเมืองเสียหาย นายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นคนแรกๆ ที่ออกมา “เตือนสติ” หรือ “ชี้ทางออก” ให้แก่สังคมซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถจุดประเด็นได้เป็นที่น่าสนใจ
เป็นธรรมดาที่บ้านเมืองซึ่งประกอบด้วยผู้คนมากหลายจะต้องมีเหตุนั่น เหตุนี่ ให้ต้องคอยห่วงใยกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง วิกฤติ 3 จังหวัดชายแดนใต้ วิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตรงนั้นตรงนี้ ปัญหาเกี่ยวกับคนจนถูกเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาเรื่องบริโภคนิยม ฯลฯ
การ “เตือนสติ” เพื่อนำไปสู่การ “ชี้ทางออก” ให้แก่สังคมที่กำลังเตลิด บางครั้งจำเป็นต้อง “วาดภาพ” ให้ดูน่ากลัวเกินจริง ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้เกิดขึ้นตามภาพที่วาดไว้ แบบเดียวกับที่วัดบางแห่งจำลองขุมนรกโลกันต์เพื่อขู่ให้มนุษย์หวาดกลัว ไม่กล้าทำผิด ซึ่งอาจใช้ได้ผลสำหรับบางคน
คำว่า “วิกฤติ” หรือ “นองเลือด” จึงมักจะมาควบคู่กับคำ “เตือนสติ” เพื่อ “ชี้ทางออก” ของนายแพทย์ประเวศ วะสี บ่อยครั้ง จนโดนค่อนขอดจากนักวิชาการบางรายว่าเป็น “หมอกลัวเลือด” หรือกระทั่ง “เซลแมนขายวิกฤติ”
คำค่อนขอดต่าง ๆ ไม่ได้ทำให้ความปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยมีสันติสุขเสมอหน้ากัน ในทุก “ภาคส่วน” สะดุดหยุดลงได้ นายแพทย์ประเวศ วะสี ยังคงทำงานทางความคิดอย่างต่อเนื่องและมีเว็บไซต์ของตนเองในการเผยแพร่ความคิดสู่สาธารณชน
ในเว็บไซต์ http://www.prawase.com นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เผยแพร่บทความของตนเองที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่อง “การเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไช การเมืองใหม่อารยะประชาธิปไตย” ท่านเขียนไว้ว่า
“การเมืองเก่าเน่าหนอนชอนไชเป็นที่เอือมระอาน่ารังเกียจเบื่อหน่ายแก่ผู้รู้เห็นทั้งแผ่นดิน จึงพากันพูดถึงการเมืองใหม่ คนไทยทุกภาคส่วน ทุกองค์กร ควรเคลื่อนไหวทำความเข้าใจว่าการเมืองใหม่ที่เป็นอารยะประชาธิปไตยนั้นเป็นอย่างไร ในการมองระบบการเมืองเก่าและใหม่ควรมองทั้งระบบเหมือนมองคนทั้งคน จะไปมองเฉพาะอวัยวะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ การมองทั้งระบบ ต้องมองทั้งที่เป็นนามธรรม (จิต) รูปธรรม รูปลักษณ์ การทำหน้าที่และผลลัพธ์”
นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ทำเป็นตารางเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าการเมืองเก่ากับใหม่นั้นต่างกันอย่างไร ท่านบอกว่าจิตสำนึกของการเมืองเก่านั้นเป็นแบบ “หีนจิต” ส่วนการเมืองใหม่ นั้นเป็น จิตสำนึกแห่งความเป็นคน ส่วนองค์กรทางการเมืองของการเมืองเก่ามีลักษณะ “อัปลักษณ์” ส่วนการเมืองใหม่เป็น “ศุภลักษณ์” ดูรายละเอียดใน (http://www.prawase.com/article/154.pdf)
สุ้มเสียงและศัพท์แสงของนายแพทย์ประเวศ วะสี แยกไม่ออกจากหลักธรรมในศาสนาพุทธ โลกทัศน์ทางการเมืองก็เช่นเดียวกันคือไม่อาจแยกออกหลักศาสนาและศีลธรรมได้ ท่านพูดอย่างชัดเจนว่า
“ในสัจจะที่สุด มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน ไม่แตกต่างกันแม้จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานต่างกันก็ตาม มายาคติที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกันทำให้ไม่เกิดระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรมพื้นฐานเช่นนี้จะกลายเป็นกลโกง เพราะประชาธิปไตยคือความเสมอภาคและภราดรภาพ ถ้าไม่มีศีลธรรมประชาธิปไตยก็เป็นแค่กลโกง สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค ก็จะไม่เกิดภราดรภาพ ถ้าบางคนมีเงินแสนล้านกับอีกคนไม่มีเลย จะเกิดภราดรภาพได้อย่างไร” (http://www.prachatai.com/05web/th/home/13856)
การทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ผ่านเลนส์ศาสนาทำให้เห็นโลกเป็นขาว-ดำ (นักการเมืองมี 2 ประเภทเท่านั้นคือ ถ้าไม่ดีก็เลว, แต่ส่วนใหญ่จะเลวและคนก็มีเพียง 2 ประเภทด้วยเช่นกัน) การมองสังคมการเมืองแบบนี้จะไม่เห็นความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ที่ไม่อาจตัดสินถูกผิดดีชั่วได้ง่าย ๆ โลกสมัยใหม่ที่(ต้อง)แยกศาสนาออกจากการเมือง การเมืองที่ไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด ไม่ใช่เรื่องของคนดีและคนเลว
การเรียกร้องให้นักการเมืองเป็นคนดีอาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในบริบทแบบไทย ๆ แต่มันไม่ได้ต่างอะไรกับการเรียกร้องให้สามัญชนเป็นเทวดาหรือเรียกร้องให้พุทธศาสนิกชนบรรลุนิพพาน เป็นข้อเรียกร้องที่เกิดจากการไม่เข้าใจและรู้จักชีวิตดีพอ เป็นการเรียกร้องที่ไม่อยู่บนฐานความจริงของชีวิต
การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ โดยใช้หลักศีลธรรมอาจน่าสนใจและพูดอย่างไรก็ไม่มีทางผิดแต่ที่จริงแล้วไร้ประโยชน์ เมื่อนายแพทย์ประเวศ วะสี บอกว่า “ถ้าไม่มีศีลธรรม ประชาธิปไตยก็เป็นแค่กลโกง” แต่หากฉุกคิดสักหน่อย เราจะพบว่าความพยายามที่จะยัดเยียดศีลธรรมลงไปในประชาธิปไตยนั้นที่จริงแล้วก็เป็นกลโกงอีกแบบหนึ่งของพวกศักดินาที่ต้องการบ่อนเซาะทำลายประชาธิปไตย.
[ Permalink ] . [ 12 ความคิดเห็น ]
การเล็งที่โลกอุดมคติเป็นหลัก
ลืมมองฐานสังคมมนุษยที่แท้จริง สร้างแนวคิดแห่งโลกอุดม
แต่ในที่สุดก้ล้มเหลวในการปฏิบัติจริง
ตัวอย่างคือ ความล้มเหลวของ ระบบคอมมิวนิสต์นั้นเอง
อ่านดูตัวอย่างที่เป็นของหมอประเวศดูก้รู้สึกสัมผัสได้ถึงสติปัญญา ความลุ่มลึก และน่าจะมีแต่ผลดี อ่านของเมธัส ตบท้ายความเห็นแล้วรู้สึกมันเบาๆ ตื้นๆ ชักจูงใจแบบผิดๆยังไงพิกล ปัญญาก็คือปัญญา ความเขลาก็คือความเขลา แม้จะพยายามลดบดบังกลบเกลื่อนอย่างไร ข้อความที่มาจากปัญญา ย่อมฉายแสงและประกายแห่งพลังปัญญานั้นออกมาอยู่ดี
ผมเป็นศิษย์นอกโรงเรียนขอ อ.ประเวศ มานานแล้วครับ หนังสือแทบทุกเล่มที่ท่านเขียน มีเต็มบ้าน .... และเคารพนับถือ ครูท่านนี้แบบไม่มีข้อสงสัยในเรื่องการดำเนินชีวิตปัจเจก สังคม(บางส่วน)
แต่ในเรื่องการเมือง ครูผมท่านมีอาการแบบนี้มาตั้งแต่2542 เป็นต้นมา ดูท่านจะรังเกียจ "ทุน" มาก และตราหน้าประมาณว่า "ทุน" นี่แหละทำให้สังคมล้มเหลว อยู่ไม่ได้ ... ผมก็รู้สึกแปลกๆ
มาระยะหลังนี่ ท่านพูดถึง สังคมอุดมคติ มาก และผมก็พอมองเห็นว่า มีคนใช้ส่วนนิด ๆ หน่อย ๆ ของท่านไปเป็นประโยชน์ในการเสนอแนวทางสังคมใหม่ เป็นการดึงท่านไปอยู่ร่วมข้างให้มีน้ำหนัก.... แต่เนื้อหาของพวกนั้น มันไม่ได้เกี่ยวกับที่ท่านปราถนาแม้แต่น้อย
ผมคิดเอาว่า เราต่างหนี สภาพ "ทุนและโลกสันนิวาส" ไม่ได้ การเรียนรู้ และการเข้าถึงต่างหาก คือทางออกของเรา ประชาธิไตยเป็นระบอบการเมืองเดียวที่ทำให้เราอยู่ในเงื่อนไขนี้ได้ ... และประชาธิปไตยต้องอดทน อดทน ต้องอดทน ....ไม่มีการเรียนลัด
สิ่งที่ครูผมท่านเร่งรัด ผมว่าจะไม่ได้ไรขึ้นมาเลย เป็นเครื่องมือของอีกฝ่ายทำลายกันเท่านั้นแหละ ..เพราะอีกฝ่าย ก็ "ทุน" เหมือนกัน ชั่วกว่าด้วยซ้ำ "ทุ
ขอต่ออีกนิด... เพื่อขยาย
"ทุนศักดินา" นั้น ชั่วกว่า "ทุนนิยมเสรี" มาก เราเคยเปิดจนถึง "ทุนท้องถิ่น" เปิดให้ท้องถิ่นเรียนรู้ แน่นอนมองในด้านลบ คือการ สปอยชาวบ้านคอื ประชานิยม แต่ในข้อเท็จจริง แล้วมันคือ การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดในกระบวน"ทุนนิยมเสรี" การเรียนรู้ 2 ปี 5ปี 10ปี 20 ปี จบไหม คำตอบคือไม่... แต่คนรุ่นต่อ ๆ มาจะแข็งแรงมากขึ้น ๆ เหมือนหัดให้คนทำมาหากิน ยังงั้น แน่นอน ย่อมมีคนไม่อยากทำมาหากิน แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งที่ทำ และดี ๆ ขึ้น
สังคมในโลกนี้ที่ไหนก็เหมือนกันหมดแล้ว แทบไม่มีที่ยืนของ "ศักดินา หรือฟาสซิสต์" แต่ลมประเทศไทยจะหวนกลับ นำศักดินามานำสังคม หาเทวดามาปกครอง หา "คนดี" (ที่ไม่มีในไบโอสเฟียร์ เพราะ "ดี" เป็นามธรรม ดีที่ไหน ดีกับใคร ดียังไง) มาปกครอง โดยละลืม "กระบวนการ" ถ้ากระบวนการถูกต้อง คนก็ต้องถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์เอง แต่เราต้องอดทนและปรับปรุงแก้ไขไป....
เมื่อรู้สึกว่าต้องสรรหา "ดี" โดยวิธีการ "ผิด" มันจะดีได้ยังไง ครูประเวศ ผมท่านก็ว่าไป เวลาท่านเหลือไม่มาก ท่านเร่งรัดไป ท่านสอนเรื่องการเรียนรู้แท้ ๆ แต่ไม่อยากให้คนเรียนรู้...ซ๊ะงั้น
ดู ๆ แล้วคุณน่าจะเปลี่ยนชื่อ Blog เป็น " เสียงข้างทักษิณ " ให้มันรู้แล้วรู้รอด
ไปเลยนะ
*การเมืองเก่า การเมืองใหม่ ให้แตกต่าง
สู่ปลายทาง คนละทาง ต่างเงื่อนไข
การเมืองเก่า สู่ประชาธิปไตย
การเมืองใหม่ ประชาธิปไตย แบบควบคุม
*การเมืองเก่า ของปวงชน ชาวไทย
การเมืองใหม่ พันธมิตร ลิขิตกลุ่ม
พาฝูงชน ตั้งหน้า มาชุมนุม
เพื่อโอบอุ้ม รัฐประหาร พาลบีฑา
*กลุ่มทุนเก่า อมาตยาธิปไตย
กลุ่มทุนใหม่ ประชาธิปไตยก้าวหน้า
กลุ่มทุนเก่า เบียดเบียน บีฑา
กลุ่มทุนใหม่ เสาะหา ความเจริญ
*กลุ่มทุนเก่า เน่าหนอน ชอนไช
กลุ่มทุนใหม่ มีค่า น่าสรรเสริญ
กลุ่มทุนเก่า เหมือนบ่วง ขวางทางเดิน
กลุ่มทุนใหม่ หกเหิน เดินหน้าไป
*การเมืองเก่า ของทุนใหม่ ไม่ยากไร้
การเมืองใหม่ ของทุนเก่า เน่าไม่ไหว
การเมืองเก่า เป็นประชาธิปไตย
การเมืองใหม่ ฝันใฝ่ เผด็จการ
ไม่เอา ไม่น่าเชื่อถือคนเนี่ย ไม่อยากฟัง เลอะเลือน ตอนตายต้องนอนตะแคงตายแน่ๆเลย
อย่าต่อสู้กับผู้อื่นก่อนที่จะต่อสู้กับตัวเอง
ต้องต่อสู้กับตัวเองก่อนไปต่อสู้กับผู้อื่น
ถ้าคุณต่อสู้กับตัวเองก่อน-คุณจะเข้าใจผู้อื่น ถ้าคุณต่อสู้กับผู้อื่นก่อน-คุณจะไม่เข้าใจตัวเอง
- ต่อสู้กับกิเลสของตัวเองจะเพื่อให้มีคุณธรรมและจริยธรรม
- ต่อสู้กับผู้อื่นก่อนจะเพื่อสนองกิเลสโลภโกรธหลงของตังเอง
- เข้าใจหมายถึงเข้าใจในกิเลสที่มีอยู่ในตัวเองและผู้อื่น
- เมื่อคุณมีคุณธรรมและจริยธรรมในตัวแล้วการต่อสู้จะยุติธรรมและใสสะอาดและผลรับที่ได้จะมีแต่ประโยชน์
หมาล่าเนื้อ ล่าได้เก่งต้องแกะรอยเก่ง
พบเหยื่อตามประสงค์ ส่งเสียงเรียกให้หมา(ล่าเนื้อ)หมู่มารุม
น้ำเสียงของผู้รู้(ตัวตน) ยามติติงผู้อื่น ย่อมแสดงถึงวุฒิภาวะการมองโลกในด้านบวก
น้ำเสียงของคนพาลยามติติงผู้อื่น ย่อมเห็นชัดเจนว่าเป็นลบ
ดูแลด้านในของคุณด้วย อย่าโหมคิดในด้านร้ายเกินไปนัก
ดู ๆ แล้วคุณน่าจะเปลี่ยนชื่อ Blog เป็น " สนับสนุน พธม พวกเลวทราม" ให้มันรู้แล้วรู้รอด
ไปเลยนะ
ประเวศ วะสี บ้างก็ว่า ประเวศ วะสา เหมือนๆกับไอ้ ธีรยุทธ บุญมา ผู้ชี้นำให้เกิดตุลาการภิวัฒน์ แต่กลับได้ตุลาการภิวก ตอนหลังๆประเวศซักจะเลอะๆเลือนๆ ถูกเรียกเป็นราษฏรเพี้ยนบ้าง ราษฎรอาวุโสของพันธมิตรบ้าง ก็ว่ากันไปครับ แต่ต้องยอมรับครับว่าสถานะการณ์ประเทศไทยในปัจจุบัน ที่เป็นอยู่ย่ำแย่อย่างทุกวันนี้ ผมว่าแนวคิดและการพฤติกรรมของประเวศ น่าจะมีส่วนร่วมอย่างสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ผมว่าประเวศน่าจะได้นั่งลงคิดทบทวนถึงตนเองดูสักทีว่าไม่ว่าประเวศจะเสนอแนวคิดหรือได้เข้าไปร่วมแจมในหลายๆงานอย่างไรประเทศไทยก็ไม่ดีขึ้นแต่ตรงข้ามกลับย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ ในความเห็นของผม ผมว่ามาถึงวันนี้บั้นปลายชีวิตแล้วประเวศน่าจะได้สติ เข้าวัดเข้าวาเสียบ้าง และประทานโทษครับผมว่าหุบปากได้แล้ว เผื่ออะไรๆอาจจะดีขึ้นบ้างครับผม
รู้สึกว่าคนดีในสายตาคุณเมธัสจะไม่ค่อยมี
ช่วยอธิบายคำว่าศักดินาให้ฟังหน่อย ว่าโดยนิยามที่แท้จริงมันหมายถึงทักษิณหรือหมายถึงใคร?ที่เป็นศักดินาทำลายประชาธิปไตย ใช่ที่ทักษิณสามารถสั่งการบริหารกับนิติบัญญัติได้อย่างสิ้นเชิงไหม หรือใช่ที่ทักษิณเวลาประชุมครม.มันไม่ต้องถามความเห็นครม.เลยแต่เสนอออกมาแล้วทุกคนในครม.ต้องผ่านให้
ทุนศักดินากับทุนเสรี อันไหนมันคือทุนของทักษิณ แล้วที่ทักษิณเอาทุนมันมาตั้งพรรคแล้วซื้อสส.มาสังกัดหรือซื้อสว.กะองค์กรอิสระเพื่อให้ได้อำนาจเผด็จการมันเป็นทุนประเภทใด หรือหมายถึงทุนของใคร
หรือเป็นเพียงคำพูดที่โก้เก๋อันไม่สนที่ความหมายแห่งถ้อยคำ ที่พวกแอนตี้สังคมจะคิดกันเอาเอง