บังเอิญคิด
ใครที่ได้อ่านบทความ “นายกฯ ของวิกฤตการเมือง” [1] ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่เพิ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน คงรู้สึกงุนงงไม่น้อยว่า อาจารย์นิธิ “กำลังคิดอะไรอยู่”
เพราะไม่เพียงในเนื้อหาของบทความดังกล่าว อาจารย์นิธิได้ประกาศไว้ชัดเจนว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “เหมาะจะเป็นนายกรัฐมนตรีในยามนี้ที่สุด” แต่เหตุผลของความ “เหมาะสมที่สุด” คือ
“นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องกล้าเผชิญกับแรงกดดันจากกองทัพ รวมทั้งแรงกดดันจากองค์กรอิสระอีกมากที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น อย่างอาจหาญและมีศักดิ์ศรีด้วย ดังที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้แสดงให้เห็นอย่างนุ่มนวล แต่สง่างามในครั้งนี้”
ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบทันทีทันควันจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล [2] ในหน้าเวบบอร์ดของสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ตั้งแต่วันแรกที่บทความดังกล่าวเผยแพร่สู่สาธารณะ
แม้หลายคนอาจอคติว่า สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล คือ “ขาประจำ” ที่ติดตามวิพากษ์วิจารณ์ “นิธิและมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” มาโดยตลอด แต่ผมกลับเห็นว่า หากตัดอคติดังกล่าว และสำนวนที่เป็นอารมณ์ออกไป ประเด็นในข้อวิจารณ์ของอาจารย์สมศักดิ์เป็นสิ่งที่ต้องรับฟังและพิจารณา
โดยไม่จำเป็นต้องมีจุดยืนข้างประชาธิปไตยและรังเกียจรัฐประหาร,
ผู้ที่สนใจติดตามการเมืองไทยอย่างจริงจัง และไม่ความจำสั้นเกินไป ก็น่าจะมองเห็นไม่ต่างจากสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เพราะปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเห็นว่าคุณอภิสิทธิ์เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
แต่อยู่ที่เหตุผล ที่อาจารย์นิธิให้ไว้ในบทความดังกล่าวต่างหาก
ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า
อาจารย์นิธิเป็นศาสตราจารย์ทาง “ประวัติศาสตร์”
อาจารย์นิธิเป็น “นักวิชาการสาธารณะ” ผู้ยืนอยู่แถวหน้าสุดของ “มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน” ซึ่งประกาศ “ไม่เห็นด้วย” กับ “รัฐประหาร 19 กันยายน” (แม้ว่าท่าทีและถ้อยคำที่ใช้แสดงความ “ไม่เห็นด้วย” จะชวนให้หลายคนตั้งข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก)
และล่าสุด อาจารย์นิธิเป็นผู้ที่ถูกชูขึ้นเป็น “ผู้นำ” ในการรณรงค์ “ไม่รับ” รัฐธรรมนูญ 2550 (ตอนหนึ่งในบทความนี้ อาจารย์นิธิได้อ้างถึง การ “ปกป้องสิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานซึ่งให้หลักประกันไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ” ซึ่งผมอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอาจารย์หมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับใด ระหว่างฉบับที่ถูกฉีกทิ้งไปเมื่อปีที่แล้ว กับฉบับที่อาจารย์เพิ่งรณรงค์ให้ “ไม่รับ”?)
ก็ยิ่งชวนให้งุนงงต่อสิ่งที่ปรากฏในบทความ และชวนให้ตั้งคำถามว่า
คนอย่างอาจารย์นิธิ “ลืม” ไปได้อย่างไรว่า
คุณอภิสิทธิ์ “ยืน” อยู่ที่ใดในห้วงเวลาแห่งการชู “มาตรา 7” ?
ตลอดปีกว่าๆ ที่ผ่านมา คุณอภิสิทธิ์มีปฏิกิริยาอย่างไรต่อรัฐประหาร และการดำเนินการต่างๆ ของคมช., กองทัพ และ “องค์กรอิสระอีกมากที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น” ?
หรือล่าสุด, คุณอภิสิทธิ์แสดงท่าทีอย่างไรต่อ “รัฐธรรมนูญ 2550” ที่อาจารย์บอกให้ประชาชน “ไม่รับ” ?
“กล้าเผชิญ…อย่างอาจหาญและมีศักดิ์ศรี” ?!?!?
---------
[1] นิธิ เอียวศรีวงศ์, “นายกฯ ของวิกฤตการเมือง”, มติชนรายวัน, 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550, ปีที่ 30 ฉบับที่ 10852
[2] โปรดดูหลายกระทู้เกี่ยวกับบทความนี้ ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ใน http://www.sameskybooks.org/board
[ Permalink ] . [ 20 Comments ]
โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?
เหมือนคนจับไข้นั่งไม่ติด
หลอนตนว่าอยู่เมืองนิรมิต
ย้ำจำ ย้ำคิด กำกวม
โธ่เอ๋ย… “ประชาธิปไตย”
หลักการวางไว้ (หลวมๆ)
ครึ่งใบ – ค่อนใบ (บวมๆ)
รัฐธรรมนูญกองท่วมพานแล้ว!
โธ่เอ๋ย… “ประชาชน”
กี่ครั้ง กี่หน ทนแห้ว
แหงนคอรอฟ้าล้าแวว
มืดแล้ว ดึกแล้ว …ทนคอย
อนิจจา… อนิจจัง…
ความเอยความหวังอย่าถดถอย
แม้กี่ผีซ้ำด้ามพลอย
ฝากรูปฝังรอยเกลื่อนเมือง
โธ่เอ๋ย…ประเทศใด?
หลอนตนว่าใครต่างลือเลื่อง
งามหรูตรูตรามลังเมลือง
เฮ้ย! เมืองทั้งเมืองจะจมแล้ว!!
[ Permalink ] . [ 18 Comments ]

ภาพจากเว็บบอร์ดประชาไท
ดาวดวงนั้นร่วงหล่นลงในคืนมืด
เมืองมืด ฟ้ามืด แผ่นดินหม่น
ดาวจึงร่วงลงเชิดค่า “ประชาชน”
ร่วงลงเพื่อปลุกคนขึ้นจดจำจำเถิดว่า “ประชาชน” นั้นมีเกียรติ
แม้กี่กดขี่หยามเหยียดกี่ตอกย้ำ
ประชาชนจักคงทนเป็นธงนำ
มิพรั่นพรึงต่อฟ้าดำ – อำนาจใดจำเถิดว่า มีข่มเหง - มีต่อสู้
จำไว้แล้วอย่าลบหลู่เป็นบ่าวไพร่
จำให้ดี “สิทธิ์-เสรี” คือ “ประชาธิปไตย”
และ “ประชาธิปไตย” คือ “ประชาชน”ดาวดวงนั้นร่วงหล่นลงในคืนมืด
เมืองมืด ฟ้ามืด แผ่นดินหม่น
ดาวได้ร่วงลงเชิดค่า “ประชาชน”
ผู้ไม่ยอมจำนนต่อ “อธรรม”
หมายเหตุ:
โปรดดู 60 วัน นวมทอง ไพรวัลย์ - ประชาธิปไตยวิกลจริต?
[ Permalink ] . [ 13 Comments ]
การอ้างว่าต้องเร่งผลักดันให้ "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร"i ผ่านออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพื่อจะได้ยกเลิก "กฎอัยการศึก"ii ทั่วประเทศนั้น ฟังแล้วชวนให้รู้สึกทั้งขบขันและเศร้าใจ
ผู้ที่ได้อ่านเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ นี้ ย่อมซาบซึ้งดีถึงนัยยะที่นำไปสู่ความว่างเปล่าของข้ออ้างนั้น
แต่ที่น่าเศร้าใจไม่แพ้กันก็คือ การที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตอบข้อท้วงติงในประเด็นความชอบธรรมของรัฐบาลและสนช.ที่มาจากการรัฐประหาร ในการร่างและพิจารณาออกกฎหมาย ด้วยการย้อนว่า "...ที่ผ่านมาสนช.ได้ผ่านกฎหมายมาเป็น 100 ฉบับ ขนาดรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่ ยังออกจากสนช..."iii
แม้ว่าจะต้องขอขอบคุณท่านประธาน ที่กรุณาเอ่ยตัวเลขคร่าวๆ นี้ออกมา เนื่องจากไม่ใช่ประชาชนทุกคนที่จะทราบว่า ชั่วระยะเวลาเพียงปีเดียว สนช.ที่มาจากการรัฐประหารนี้ได้ผ่านกฎหมายออกไปบังคับใช้มากมายขนาดไหน
เพราะ - กฎหมายฉบับใดที่คาดว่าแสดงถึงความ "ก้าวหน้า" ก็ประโคมข่าวใหญ่โต
ขณะที่กฎหมายบางฉบับกลับแทบจะไม่เป็นข่าว ทั้งที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง
แต่ - นอกจากตัวเลขคร่าวๆ ดังกล่าว จะไม่ได้แสดงถึง "ความชอบธรรม" ใดๆ ของรัฐบาลและสนช. ชุดนี้แล้ว ยังชวนให้ตั้งคำถามต่อไปอีกว่า อะไรที่ทำให้ผู้ทรงเกียรติที่มาจากการรัฐประหารเหล่านี้ ตั้งหน้าตั้งตาร่างและผ่านกฎหมายอยู่นั่นแล้ว?
ทั้งที่เพียรประกาศว่าจะเร่งคืนอำนาจ - คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน และยืนยันว่ามีการเลือกตั้งภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หรืออีกเพียง 60 กว่าวันข้างหน้า
แล้วเหตุใดจึงต้องเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญขนาดนี้ กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนขนาดนี้ และมีเสียงต่อต้านคัดค้านขนาดนี้ ?
เพื่ออะไร? "ความมั่นคง" ?
"ความมั่นคง" นอกจากจะเป็นข้ออ้างของการรัฐประหารทุกครั้งแล้ว ยังเป็นข้ออ้างในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนมานับครั้งไม่ถ้วน ตลอด 75 ปีของระบอบที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย" และตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
การแบกปืนลากรถถังเข้ามารัฐประหารยึดอำนาจ - ฉีกรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 กันยายน 2550 ก็อ้าง "ความมั่นคง", การออกกฎอัยการศึก ก็อ้าง "ความมั่นคง", การจำกัดสิทธิในการสื่อสารและแสดงความคิดเห็น ก็อ้าง "ความสมานฉันท์" อันเป็นไปเพื่อ "ความมั่นคง", การผลักดันกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนก็อ้าง "ความมั่นคง"
และล่าสุดคือ การผลักดัน "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร"
ท่านผู้ทรงเกียรติเหล่านี้คงหลงลืมไปว่า "ความมั่นคง" ภายในประเทศนั้น ไม่มีทางเกิดขึ้นด้วยการออกกฎหมายมาลิดรอนหรือคุกคามสิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพของประชาชน
ตัวอย่างจากหลายประเทศบอกชัดเจนว่า การลิดรอนและคุกคามสิทธิ เสรีภาพ สวัสดิภาพของประชาชน ส่งผลอย่างไรต่อ "ความมั่นคง" ภายในประเทศนั้น?
หรือหากไม่ต้องการมองออกไปภายนอก ก็เพียงตอบคำถามว่า ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2550 และการดำเนินการร้อยแปดในนาม "ความมั่นคง" แล้ว ประเทศไทยมี "ความมั่นคง" ภายในสูงขึ้นเพียงไร? (หากตอบว่าสูงขึ้น หรือสูงขึ้นมาก ก็จำเป็นต้องตอบอีกคำถามว่า แล้วทำไมยังดันทุรังผลักดันกฎหมายฉบับนี้?)
หากเป้าหมายคือ "ความมั่นคง" ภายในประเทศจริง, แทนที่จะดิ้นรนร่างและตรากฎหมายไม่รู้จบอยู่อย่างนี้ ผมก็อยากร้องขอต่อบรรดาผู้ทรงเกียรติในสนช., รัฐบาล รวมทั้งคมช. ว่า
"พอเสียทีเถิดครับ"
ยุติบทบาททางการเมืองของท่านเสีย
เพื่อปล่อยให้ประเทศสามารถไปถึงการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
ท่านที่เป็นทหารก็กลับเข้ากรมกองไปเสีย
ท่านที่เป็นพลเรือนก็กลับไปทำหน้าที่เดิมของท่าน
ท่านใดที่ต้องการรับใช้ประเทศด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็พาตัวเองลงสู่สนามเลือกตั้งให้ประชาชนได้ตัดสิน
พอเสียทีเถิดครับ
เพื่อ "ความมั่นคง" ภายในประเทศนี้
i โปรดดู: "ร่างพ.ร.บ.มั่นคงฉบับแก้ไข อำนาจ ‘กอ.รมน.' ยังล้นเหลือ", มติชน, วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10813, หน้า 2.
ii โปรดดู: สมชาย หอมลออ, "หยุด พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (อีกครั้งหนึ่ง)", http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9986&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
iiiโปรดดู: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9986&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
[ Permalink ] . [ 13 Comments ]
จากกรณีที่สนช.ผู้ทรงเกียรติกว่า 60 ท่านได้ร่วมกันเตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ต่อไปจะเรียกว่า “ป.วิอาญา”) ซึ่งแม้ความคืบหน้าล่าสุด ผู้ทรงเกียรติกลุ่มนี้จะขอถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกลับไปแก้ไข แต่แนวโน้มที่หลายฝ่ายหวาดกลัวก็คือ การกลับมาของร่างพ.ร.บ.ที่ตัดทอนเนื้อหาส่วนที่คุ้มครององคมนตรีออกไปเพื่อลดกระแสต่อต้านลง โดยที่ยังคง ป.วิอาญา มาตรา 14/1 ซึ่งกำหนดให้คู่ความสามารถ “ร้องต่อศาล เพื่อขอให้สั่งห้ามมิให้โฆษณาข้อเท็จจริง พฤติการณ์ต่างๆ การวิพากษ์วิจารณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ว่าสื่อประเภทใด”[1] เอาไว้
หลายคนซึ่งทราบว่า ป.วิอาญา มาตรา 14/1 ที่สนช.ร่างมานี้ คือกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสิทธิ - เสรีภาพ - สวัสดิภาพของประชาชนผู้ที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ ต่างได้พากันออกมาวิพากษ์วิจารณ์คัดค้าน แต่ขณะเดียวกันสื่อมวลชนบางฉบับกลับออกมาแสดงความเห็นด้วยกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างการปกป้อง “สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นเหตุผล[2]
ซึ่งไม่ต่างกับกรณีการจับกุมคุมขังเจ้าของนามแฝง “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน” ที่มีคนจำนวนหนึ่งแสดงความเห็นด้วยกับการกระทำของฝ่ายรัฐ รวมทั้งประณามผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วยเหลือคนทั้งคู่และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยคดีนี้สู่สาธารณะ ว่าทำไปด้วยความเป็น “พวกเดียวกัน” คือเพราะ “เห็นด้วย” กับสิ่งที่ “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน” กระทำลงไปจนถูกจับกุมเท่านั้น
ขณะที่ฝ่ายผู้ประณามเองก็ได้อ้างความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองมาสนับสนุนการกระทำของฝ่ายรัฐในกรณีนี้
กรณี “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน”:
ไม่ใช่เพราะเป็น “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน”
แม้ทั้ง “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน” จะถูกระบุว่ามีความผิดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550[3] แต่พฤติกรรมหรือ “วิธี” ที่ใช้ในการ “จับกุม” และ “ดำเนินคดี” ของผู้รักษากฎหมายก็ได้ทำให้เกิดข้อกังขา แม้แต่ในผู้ที่ไม่ได้ติดตามกรณีนี้มาโดยตลอด ว่า นี่คือ “คดีความผิดทางคอมพิวเตอร์” จริงหรือ?
แม้การกระทำความผิดต่อกฎหมาย ไม่ว่าจะกระทำต่อบุคคลใดก็ตาม ผู้กระทำต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ทั้งเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้เสียหาย และเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสต่อสู้และพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน แต่การดำเนินคดี – ไม่ว่าด้วยข้อกล่าวหาใดก็ตาม – จะต้องเป็นไปโดยเปิดเผย
วิธีการ “อุ้ม” คือจับกุมและคุมขัง โดยปกปิดหรือทำให้กระบวนการทั้งหมดอยู่นอกการรับรู้ของสื่อและสาธารณชนนั้น ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
ซึ่งไม่ว่าผู้ถูก “อุ้ม” จะผิดจริงตามข้อกล่าวหาหรือไม่
ไม่ว่าพฤติกรรมและแนวความคิดของผู้ถูก “อุ้ม” จะสอดคล้องหรือขัดแย้งกับความเชื่อของผู้ใดหรือไม่ อย่างไร พฤติกรรมการ “อุ้ม” ก็สมควรที่จะถูกคัดค้านและประณามอย่างถึงที่สุด
การเรียกร้องให้ดำเนินคดีอย่างเปิดเผย ตามกระบวนการยุติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชนนั้น จึงไม่เกี่ยวกับประเด็นที่ว่า “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน” เป็น “ใคร”
เพราะไม่ว่า “พระยาพิชัย” และ “ท่อนจัน” จะเป็นใคร
จะเขียนอะไรในเวบไซต์
จะ “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” อะไร
พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายเท่าเทียมกับประชาชนทุกคน
ป.วิอาญา มาตรา 14/1:
“ความมืด” ที่มีกฎหมายรองรับ?
ความบกพร่องของ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการคุ้มครองสถาบันฯ แต่ความบกพร่องที่สำคัญอันหนึ่งอยู่ตรงช่องโหว่ที่เปิดให้ “ใครก็ได้“ สามารถแจ้งความดำเนินคดีประชาชนคนใดก็ได้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้
ด้วยเหตุนี้ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จึงถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อจัดการกับคู่ปรปักษ์และบุคคลที่ไม่เห็นด้วยมานับครั้งไม่ถ้วน คนจำนวนมากจึงถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด และต้องดิ้นรนต่อสู้คดีเป็นเวลานาน
ทว่า นอกจากสนช.ชุดนี้จะไม่เคยคิดจะอุดช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว ยังมีความพยายามที่จะฉุดลาก “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เข้าสู่ “มุมมืด” ด้วยการร่าง ป.วิอาญา มาตรา 14/1 ขึ้นมาสร้างความชอบธรรมและสนับสนุนการดำเนินคดีแบบลับๆ
คำถามคือ
การอ้างความต้องการปกป้องสถาบันกษัตริย์ของคณะสนช.ผู้เสนอ และการอ้าง “สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ของผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้[4] แตกต่างอย่างไร กับการที่หลายคนใช้ “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เป็นอาวุธทางการเมือง?
และ “ประเทศไทย” ที่คณะสนช.ผู้ร่าง ป.วิอาญา มาตรา 14/1 รวมทั้งผู้สนับสนุนวาดหวังจะได้เห็น - เป็นเช่นไร?
ประเทศซึ่งเคยถูกทำให้ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวนักการเมืองคดโกง จนต้องยอมทำลายประชาธิปไตย และกำลังจะถูกทำให้หวาดกลัวการบ่อนทำลาย “สถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จนต้องทำลายหลักธรรมในกระบวนการยุติธรรม ??
----------
[1] โปรดดู http://www.senate.go.th/agenda57-50/7.pdf
[2] โปรดดู ”, โพสต์ ทูเดย์, “บทบรรณาธิการ”, วันที่ 11 ตุลาคม 2550. http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=editorial&id=196716
[3] เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนจากการแตกแตกแขนงของประเด็น ในบทความนี้จึงขอพักประเด็น “ความชอบธรรม” ของ “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550” เอาไว้ก่อน (ถ้าหากยังมีชีวิตรอด จะหาโอกาสมาสะสางต่อไป)
[4] โพสต์ ทูเดย์. อ้างแล้ว
[ Permalink ] . [ 27 Comments ]
ฤาอีกกี่รำลึกคร่ำ-
ครวญฝากคำผ่านแผ่นดิน
กู่ร้องฟ้องแผ่นหิน
…ก็เงียบสิ้นอยู่ฉะนี้?
อีกกี่ผู้พลีตน
อีกกี่คนจึงจะชี้
จึงมันผู้กาลี
สำนึกค่า - “ประชาชน”?
…เจ็บไหมเล่าพี่น้อง
กี่เสียงร้องเรากู่ก่น
กี่เลือดเนื้อวีรชน
ที่ไหลท้นแล้วซึมหาย?
ครั้งแล้วและคราเล่า
ที่เพียงเรามาฟูมฟาย
ปีเดือนเคลื่อนพ้นหาย
ดั่งละลายกับสายลม?
ด้วยผู้ทุกข์ยาก
ก็ยังยากยังระทม
ทั้งปวงมันผู้ขี่ข่ม
ก็สุขสมอยู่ลอยนวล?
ฤาแผ่นดินนี้สิ้นแล้ว
ตลอดแนวแถวขบวน
ทัพไทที่ท้าทวน
ที่ก้าวสวนกระแสพาล?
ยังหรอก, ทรรัฐ!
กี่กำจัดประหัตประหาร
กี่กระสุนทมิฬมาร
เรามิเคยจะสูญพันธุ์
ยังหยัดและยังอยู่
ยังร้องกู่ยังใฝ่ฝัน
แค้นคั่งทั้งปวงนั้น
ยังนับวันจะทวงคืน
มิท้อ และมิพรั่น
จะฝ่าฟันจะแข็งขืน
เถิด, กี่หอกกระบอกปืน
มิขอคืนปณิธาน
จะก้าวเคียงผองคนทุกข์
จะร้องปลุกไปชั่วกาล
จะบรรเลงเพลงขับขาน
ต้านตีต่อทรชน
ฆ่าเราอีกกี่ครั้ง
เลือดเราหลั่งอีกกี่หน
ทุกเลือดเนื้อวีรชน
จะเติบต้นเป็นช่อธรรม
ตุลาฯ สู่ ตุลาฯ
ถึง พฤษภาฯ ยิ่งตอกย้ำ
ทุกเลือดเนื้อวีรกรรม
คือเสียงปลุกเราลุกทวง
ทุกเลือดเนื้อวีรชน
ไม่สูญเปล่า - เราสัญญา!
"คารวะวีรชน"
กานต์ ณ กานท์
(14 ตุลาคม 2543)
บทกวีนี้ ผมเขียนขึ้นในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2543 เพื่ออ่านในวาระ "27 ปี 14 ตุลาคม 2516"
ณ เวทีหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในเย็นวันเดียวกัน
ผมขอนำมาลงไว้ ณ ที่นี้ อีกครั้งหนึ่ง ในวาระครบรอบ “31 ปี 6 ตุลาคม 2519”, “34 ปี 14 ตุลาคม 2516”, “15 ปี พฤษภาคม 2535” และ “75 ปี แห่งการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475” เพื่อคารวะต่อดวงวิญญาณวีรชนทุกท่าน ที่ได้สละชีวิตเพื่อบุกเบิกเส้นทางสู่เสรีภาพและอธิปไตยของประชาชน แม้ว่าในวันนี้ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถก้าวไปถึงความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำเหล่านั้นเลย
และเพื่อจะตอกย้ำคำมั่นที่ว่า
จะไม่ยอมให้ความเสียสละเหล่านั้น “สูญเปล่า” ไป
เราสัญญา
หมายเหตุ:
กวีรุ่นใหม่ที่ได้ร่วมอ่านบทกวีในวาระดังกล่าวคือ (เรียงลำดับตามการอ่านในเวทีวันนั้น)
ศิลป์ ศิวากรณ์ (พีรศักดิ์ ชัยเสรี - เสียชีวิตแล้ว), พณ ลานวรัญ, ส.ดอกไม้แดง และ
กานต์ ณ กานท์ โดยมี "โก้" และ "เก่ง" (ขออภัย ผมไม่ทราบชื่อจริงของทั้งสองคนครับ) เป็นผู้บรรเลงไวโอลินและกีตาร์โปร่งเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" ประกอบ
[ Permalink ] . [ 25 Comments ]

มองพม่า - ก็เห็นเป็น “พม่า”?
เป็น “ประเทศ” อันเทือกผากั้นไว้?
เป็นอื่น - เป็น “เขา” …ห่างไกล?
ฝังจิตฝังใจใน “ตำนาน” ?
มองพม่า - เห็นแต่ “ทอง” ในพม่า?
เห็นแต่เพียงมูลค่ามหาศาล?
เห็นแต่ช่องเข้ากอบโกยกันเบิกบาน?
ไม่เห็นทุกข์ทรมานใดใด?
……….
ใครหนอ… ขีดคั่นคนเป็น “ไทย” – “พม่า”?
ทั้งความทุกข์ทนทรมา ความยากไร้
ความเจ็บปวด ไม่เคยมีชาติพันธุ์ใด
เจ็บเหมือนกันทุกหัวใจ – ทุกตัวตน!
ใครหนอ… ขีดเขตแดนแยกมนุษย์?
หวังวอน… เพื่อนมนุษย์จงข้ามพ้น
ใดหนอ… ที่ห่อฟ้าพร่ามัวมน?
ที่กั้น “คน” กับ “คน” ให้จนใจ?
……….
มองพม่า – เถิด, อย่าเห็นเป็น “พม่า”
เห็นรอยเลือด - รอยน้ำตานั่นไหม?
“เลือด” คือ “เลือด” ไม่เคยมี “พม่า” – “ไทย”
คือน้ำตา “คน” ร่ำไห้นองแผ่นดิน
มองพม่า, เถิด - เห็นเป็น “มนุษย์”
ขอสันติแด่มนุษย์ทุกแห่งหน
ขอความรัก ศรัทธา “คน” สู่ “คน”
หลั่งริน – ท่วมท้นทั้งโลกา
ขอความรัก ศรัทธา “คน” สู่ “คน”
นำพม่าก้าวพ้นทุรยุค!
หมายเหตุ
ผู้เขียนทราบดีว่า ประชาชนชาวไทยจำนวนไม่น้อย รู้สึกเจ็บปวดกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า ทั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และที่ชาวพม่าต้องเผชิญมาตลอดหลายสิบปี ด้วยความเคารพและรู้สึกขอบคุณต่อหัวใจอันยิ่งใหญ่และกว้างขวางกว่าขอบเขตของพรมแดนใดๆ หัวใจที่อคติแห่ง “ตำนาน” ไม่สามารถทอดเงาเข้าไปบดบังได้
บทกวีนี้เขียนขึ้นเพื่อวอนขอให้อคติทั้งปวง ที่มีต่อความแตกต่างเชื้อชาติ-ภาษา ซึ่งยังคงดำรงอยู่ และกีดกั้นความอาทรระหว่างเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะมีที่มาจากสิ่งใดก็ตาม ได้โปรดจงสลายไปด้วยเถิด…
[ Permalink ] . [ 16 Comments ]

1
มืดมน –แลเงียบงัน
ไร้ที่ทางให้ความฝันอันแตกต่าง
เส้นทางร้างไร้ผู้เดินทาง
ฟ้ามืด - ดินกว้างไร้ทางชน…
เออหนอ… “ประชาธิปไตย”
อีกกี่นาน? อีกกี่ไกล? อีกกี่หน?
อีกกี่ปืน? – พลีอีกกี่วีรชน?
…เลือนราง - จางปนในเปลวควัน
เออหนอ… “สิทธิ์ – เสรี”
มีเพียงในบทกวีและความฝัน?
เออหนอ… ฟ้าสีทองผ่องอำพัน
ประชาชนเหล่านั้นอยู่มุมใด?
2
…เสียงหนึ่งลอบมาในความฝัน
สำเนียงชวนทั้งหวาดหวั่นและหลงใหล
ทั้งขู่-ปลอบ ทั้งปรักปรำ ทั้งกล่อมใจ
จึงเคลิบเคลิ้มไปทั้งกล้ำกลืน…
“… หยุดเสีย - หยุดร้องหาเสรีภาพ!
นิ่งเสีย – แล้วก้มกราบกระบอกปืน!
หยุดคิด! หยุดฝัน! หยุดแข็งขืน!
อยากอยู่ยืนก้มหน้ารับสดับฟัง!
อำนาจนั้นประชาชนมิพึงมี
ลืมให้สิ้น - สิทธิ์เสรีแต่หนหลัง
แหลกสลาย-กลายกลับ-ผุพัง
ดังนี้จึงคือ “ความหวัง” อลังการ
เชื่อเถิด --- กระบอกปืนจะโอบเอื้อ
ก่อเกื้อประชาธิปไตยฉายฉาน
มวลมหาประชาชนผู้ทนทาน
สุขสราญอยู่ใต้ฟ้าสถาพร
ดังนี้จึง “ประชาธิปไตย” แบบ “ไทย” แท้
กงเกวียนจึงหมุนแปรสู่กาลก่อน
แลนี้คือชะตาแห่งนาคร
เพียงเจ้าที่ทุกข์ร้อนอยู่ลำพัง!! ...”
3
…คุกเข่า – ขมาวีรชน
ทางข้างหน้าแม้มืดมนจนเกินหวัง
แม้สุดท้ายต้องสลาย - ต้องพ่ายพัง
ข้าฯจะไม่กลับหลังกลืนน้ำลาย !!
หมายเหตุ:
ภาพประกอบจาก www.sameskybooks.org ภาพปกวารสาร ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 5 ฉบับที่ 3: กรกฎาคม – กันยายน 2550 “ร่วมฉลองรัฐธรรมนูญฉบับโคตรมหาถาวร” (ขออนุญาตแล้ว)
[ Permalink ] . [ 7 Comments ]