บังเอิญคิด
เรายังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ
ซึ่งสร้างความเหนือกว่าให้กับผู้ที่กล้าใช้
และสร้างความย่อยยับแก่ผู้เป็นเหยื่อ
...มากว่าสามสิบสองปีแล้ว
...ปีแล้วปีเล่า
ที่เราคุกเข่าลง...
ไว้อาลัยเหล่าผู้พลีชีพ
ประณามปวงผู้สังหาร
เมื่อสามสิบสองปีก่อน...
...ปีแล้วปีเล่า
ที่เราเฝ้าปฏิญาณ...
ต่อพวงหรีด ดอกไม้ และป้ายศิลา
ด้วยคมวาทะ บทกวี คีตการ
และหยาดน้ำตา
ว่า - ในฐานะผู้ยังมีชีวิตอยู่
เราจะสร้างสังคมที่ดีกว่า
แต่เมื่อวานนี้
วันนี้
ซึ่งคงจะยืดยาวไปถึงพรุ่งนี้
เราก็ยังคงต่อสู้กันด้วยอาวุธโบราณ
ที่ยังคงอานุภาพ
ทั้งในการสร้างความเหนือกว่าให้กับผู้ที่กล้าใช้
และสร้างความย่อยยับแก่ผู้เป็นเหยื่อ
...เช่นเดียวกับเมื่อสามสิบสองปีที่แล้วยิ่งไปกว่านั้น
ขณะที่มือขวาของเราชูอาวุธโบราณ
(โดยซุกมือซ้ายเก่าๆ ของเราไว้ในกระเป๋ากางเกงตัวใหม่)
...นั้น
ปากของเราก็ยังไม่ลืมที่จะเอ่ยอ้างถึงผู้พลีชีพ
เมื่อสามสิบสองปีก่อน
...อยู่เป็นระยะ
เราไม่กล้าถามตัวเองเช่นกัน
ว่าเรากำลังเอ่ยนามผู้ที่เราเรียกว่า ‘วีรชน'
เพื่อคารวะ
หรือเพื่อขอขมา
หรือเพียงแค่ต้องการเล่าซ้ำ
เพื่อยืนยันอานุภาพของอาวุธโบราณ
ที่เรากวัดแกว่งไว้เหนือหัว
ให้บรรดาผู้ที่บังอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อเราได้สำเหนียก
...กันแน่
เราไม่กล้านึกถึงความละอาย
เช่นเดียวกับที่เราไม่สนใจเสียงทักท้วง
เพราะการทักท้วงนั้นเท่ากับดูหมิ่นต่อจิตวิญญาณสู้รบของเรา
และเป็นเพียงเสียงจากนกกาผู้อ่อนด้อยทางปัญญาและสำนึก
จนไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เราเพียรอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
‘...อาวุธใดก็ตามหากสามารถประหัตประหารศัตรูได้
วิญญูชนพึงใช้
และชนใดรบชนะศึก
พึงเรียกชนนั้นว่าวิญญูชน
(และในห้วงยามอันเหมาะสม เราก็จะเรียกพวกเขาว่า ‘วีรชน') ...'
ฝนเดือนพฤษภาฯผ่านไปแล้ว...
บนสนามรบกลางเมืองใหญ่
เราและมิตรร่วมรบซึ่งคอยสบตาให้กำลังใจซึ่งกันและกัน
ต่างก็นัดหมายผ่านแววตาอันคมกล้าเยี่ยงนักสู้ของประชาชน
ว่า...
เมื่อลมหนาวของเดือนตุลาฯเดินทางมาถึงอีกครั้ง
เราจะไปคุกเข่าอยู่ตรงหน้าป้ายศิลาแผ่นเดิม
เพื่อร่วม ‘รำลึก' ถึง ‘วีรชน'
...เหมือนทุกปี
[ Permalink ] . [ 17 Comments ]
ข้อเท็จจริงที่ว่า การเผชิญหน้ากันบนท้องถนนอย่างที่เป็นอยู่นี้ ชัดเจนอย่างยิ่งว่ากำลังจะดำเนินไปสู่ความรุนแรง หากทุกฝ่ายไม่ยอมหยุดเพื่อถามตัวเองให้แน่ชัดว่า ต้องการมันจริงๆ หรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ว่าความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้จะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 9 Comments ]
ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณ ‘3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ’ 1 อันประกอบไปด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นอย่างสูง ในความห่วงใยที่มีต่อเสรีภาพและสวัสดิภาพของสื่อมวลชน ที่ท่านได้กรุณาแสดงออกผ่าน ‘แถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพ’ 2 เนื่องในวันสื่อมวลชนโลก เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2551 ที่ผ่านมา
อนึ่ง ผมเขียนบทความนี้ จากการทึกทักเอาเองว่า นอกจากห่วงใยต่อ ‘สื่อมวลชน’ ด้วยกันเองแล้ว องค์กรอันทรงเกียรติทั้ง 3 นั้น มีความห่วงใยต่อเสรีภาพและสวัสดิภาพของประชาชน ด้วยเช่นกัน (อันเนื่องมาจากคำขวัญที่ผมยังประทับใจไม่รู้ลืม คือ ‘เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน’ และ ‘คุกคามสื่อ - คุกคามประชาชน’) …อย่างไรก็ตาม หากข้อทึกทักของผมผิดพลาดไป ต้องขออภัยอย่างสูง
ที่สำคัญ ผมเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขาว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้น มักจะนิยมใช้วาจาที่ส่อไปในทาง ‘ก้าวร้าว หยาบคาย’ ผ่านสื่อสาธารณะอยู่บ่อยครั้ง และไม่น่าแปลกใจถ้าหากผู้ที่เป็นคู่สนทนา จะรู้สึกว่าเป็นการ ‘คุกคาม บิดเบือน ชวนทะเลาะ’ รวมทั้งเห็นด้วยว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่อาจเรียกว่า ‘เหมาะสม’ ได้ ไม่ว่าจะในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือสื่อมวลชน (ผู้ดำเนินรายการวิทยุ) ก็ตาม ผมจึงไม่รู้สึกมีปัญหาอันใดเลย กับการที่ ‘3 องค์กรวิชาชีพสื่อฯ’ ได้ออกมาเขียนแถลงการณ์ตำหนิพฤติกรรมดังกล่าว
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 22 Comments ]
‘นวพล' ภาคประชาชน:
อันที่จริง การนำประเด็น ‘หมิ่นพระบรมราชานุภาพ' มาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีศัตรูทางการเมืองของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' และ ‘สื่อ' ในเครือ ‘ผู้จัดการ' นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด นับตั้งแต่รายการ ‘เมืองไทยรายสัปดาห์' เริ่มรู้สึกว่า พฤติกรรมของ ‘ทักษิณ' นั้น ชวนให้ "ผิดใจ"
แต่ที่กำลังดำเนินต่อไปอย่างน่าวิตก คือการเพิ่มดีกรีความอำมหิต ด้วยการใช้ ‘สื่อ' ในเครือ ‘ผู้จัดการ' (ซึ่งกล่าวได้ว่ามีอยู่อย่างครบวงจร) ปลุกระดมสร้างความเกลียดชังระหว่างผู้คนในสังคม อย่างน่ารังเกียจ ยิ่งกว่าทุกครั้ง
‘สื่อ' เหล่านี้ ได้พยายามกรอกหูผู้ฟัง/ผู้อ่าน ทั้งด้วยข้อมูลเท็จ และความคิดเห็นอันไม่ต่างจากโฆษณาชวนเชื่อ จนผู้ฟัง/ผู้อ่านรู้สึกเกลียดชัง - ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ - รู้สึกว่าการใช้ความรุนแรง ต่อผู้ที่ (พันธมิตร/ผู้จัดการ บอกว่า) ต้องสงสัยว่า "ไม่จงรักภักดี" นั้น ไม่ผิด!1
ซึ่งแทบไม่ต่างอะไรกับการปลุกระดมมวลชนของกลุ่ม ‘นวพล' เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ว่า ‘ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป' ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ซึ่งเลวร้ายที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
เพียงแต่ ‘นวพล' ไม่ได้อ้างตัวว่าเป็น ‘สื่อ' และ ‘ภาคประชาชน' เท่านั้นเอง
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ บรรดานักวิชาการและผู้ที่ได้ชื่อว่า "นักสิทธิมนุษยชน" จำนวนหนึ่ง กลับออกมา ‘รับลูก/ต่อยอด/สนับสนุน' การนำประเด็นอันอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อสังคมไทยนี้ มาใช้ในเกมการเมืองของพันธมิตรฯ แทนการเตือนสติสังคม
ทั้งหมดนี้ ได้ชวนให้ตระหนกและหวาดหวั่นอย่างยิ่งว่า หากพันธมิตรฯ (และกัลยาณมิตรของเขา) ยังไม่ละอายที่จะเดินเกมด้วยวิธีการอันอำมหิตและน่าขยะแขยงเช่นนี้ต่อไป โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' อีกครั้งหนึ่งนั้น อาจเป็นไปได้
‘6 ตุลาฯ' บทเรียนของใคร?:
ก่อนหน้านี้ หลายคนรวมทั้งตัวผมเอง เคยเชื่อว่าเหตุการณ์สังหารหมู่อันโหดเหี้ยมและน่าสลดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ 30 กว่าปีก่อน น่าจะเป็นบาดแผลและบทเรียนของสังคมไทย จนทำให้ผู้คนรู้สึกขยะแขยงและผิดบาปต่อการปลุกระดมเพื่อ ‘เอาชนะทางการเมือง' โดยไม่สนใจวิธีการและผลของมัน
สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ จึงทำให้เกิดคำถามว่า
‘นวพลภาคประชาชน' เหล่านี้ จดจำเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' ไม่ได้หรือ?
ทว่าพิจารณาด้วยเหตุและผล รวมทั้งเกียรติประวัติในอดีตของคนกลุ่มนี้ สักกี่ครั้ง
คำตอบก็ยังคงชวนให้สลดหดหู่เช่นเดิม คือ
"เปล่าเลย"
เพราะจะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนอย่างคำนูญ สิทธิสมาน, พิภพ ธงไชย, และสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จะลืม ‘6 ตุลาฯ'?
ไม่เว้นคนอย่างจำลอง ศรีเมือง ที่ ‘6 ตุลาฯ' ได้เคยทำให้การลงเลือกตั้งครั้งหนึ่งของเขา (เมื่อไม่กี่ปีก่อน) ต้องปั่นป่วนไม่น้อย จนต้องชี้แจงวุ่นวายว่า ‘อยู่ตรงไหน' และ ‘ทำอะไร' ใน ‘วันนั้น'
ไม่เว้นคนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ที่นอกจากจะเป็นผู้ยิ่งยงในวงการสื่อมาช้านานแล้วยังมีดีกรี ปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ จากต่างประเทศ
และไม่เว้นคนอย่างสุริยะใส กตศิลา ที่แม้จะ ‘โตไม่ทัน' และใช้ชีวิตทางการเมืองแบบใด ก็ยังชมชอบที่จะเอ่ยอ้างถึง ‘6 ตุลาฯ' อยู่บ่อยครั้ง
ยิ่งคนอย่างชัยอนันต์ สมุทวณิช
คนอย่างทองใบ ทองเปาว์
ฯลฯ
คนเหล่านี้ล้วนแต่มีด้านที่ทำให้ต้อง ‘จดจำ' ‘6 ตุลาฯ' อย่างไม่ต้องสงสัย
(แม้ว่าเมื่อ 30 กว่าปีก่อน บางรายชื่อที่กล่าวมา จะยืนอยู่ ‘คนละข้าง' กันในทางการเมืองก็ตาม)
ที่สำคัญ คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่จดจำว่า ‘มีคนตาย' ในเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' เท่านั้น
แต่ยังจดจำได้ด้วยว่าคนเหล่านั้น ‘ตายอย่างไร'
และ ‘เพราะอะไร
'แต่ ‘นวพลภาคประชาชน' เหล่านี้ เลือกที่จะทำเช่นนี้เอง
อีกคำถามที่ผมหวาดหวั่นในคำตอบเหลือเกินคือ
ถ้าอย่างนั้น, ‘บทเรียน' ที่คนเหล่านี้ได้ ‘เรียนรู้' จาก ‘6 ตุลาฯ' คืออะไร ?
1 โปรดดูตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าสลดที่สุดอันหนึ่ง ได้จากข่าวนี้ คลื่นยามเฝ้าแผ่นดินยั่วยุให้ทำร้ายร่างกายโชติศักดิ์ (http://www.prachatai.com/05web/th/home/12042)
[ Permalink ] . [ 43 Comments ]
1
ผมไม่ทราบว่าเหตุผลที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชาวกรุงเทพฯลงคะแนนให้คุณรสนา โตสิตระกูล ในการเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมาอย่างถล่มทลายนั้น คืออะไรบ้าง แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าทั้งหมดนั้นมาจากความประทับใจใน “ผลงาน” ของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
จึงทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่า ประชาชนที่ลงคะแนนให้คุณรสนานั้นจะเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวล่าสุดของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศนัดชุมนุมในวันที่ 28 มีนาคม 2551 ซึ่งกำลังจะมาถึง หรือไม่ - เพียงใด?
แล้วประชาชนที่ไม่ได้มีชื่ออยู่ในกรุงเทพฯเล่า?
2
แม้จะรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯในครั้งนี้ จะมีหลายๆ สิ่งที่ย่ำรอย - ซ้ำซากกับการ “ไล่ทักษิณ” เมื่อราว 2 ปีก่อนของ “นักประชาธิปไตย” กลุ่มเดียวกันนี้ จนน่าระอา แต่ผมก็เห็นว่ามีความซ้ำซากหนึ่งที่สำคัญและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง นั่นคือ จนถึงวันนี้พันธมิตรฯก็ยังคงทำเหมือนมองไม่เห็นอะไรอื่น
นอกจาก “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ”
2 ปีที่แล้ว พันธมิตรฯเห็นว่า “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ” นั้นเลวร้าย จนเต็มใจที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับไล่ออกไปจากประเทศไทย โดยไม่สนใจวิธีการและผลที่ตามมา
ราวกับว่าแม้ต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ “คุ้มค่า” หาก “ทักษิณออกไป”
ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงได้ “รัฐหาร 19 กันยาฯ” – รัฐประหารที่แกนนำพันธมิตรฯชื่นชมยินดีจนออกมายกย่องหน้าตาเฉยว่า “เป็นเผด็จการเพียงแค่รูปแบบ แต่โดยเนื้อหาแล้วเป็นประชาธิปไตย”
เพราะมองเห็นแต่ “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ”, พันธมิตรฯจึงไม่เห็นว่าแนวทางการเคลื่อนไหวของตนที่นำไปสู่ “รัฐประหาร 19 กันยาฯ” และผลกระทบที่ตามมาอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงนั้น สร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยและประชาชนเพียงใด
เพราะมองเห็นแต่ “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ”, พันธมิตรฯจึงเห็นว่า “รัฐประหาร 19 กันยาฯ” และผลกระทบที่ตามมาอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงนั้น สร้างความเสียหายต่อ “ระบอบทักษิณ” เท่านั้น
3
ไม่ว่าคนกรุงเทพฯจะเลือกคุณรสนาเป็นสว.ด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ขณะนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อย ก็กำลังเป็นกังวลต่อสิ่งที่อาจเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวครั้งใหม่ด้วยวิธีการเดิมๆ ของพันธมิตรฯ เพราะสังคมไทยได้บทเรียนราคาแพงจากการเคลื่อนไหวครั้งที่ผ่านมาของพันธมิตรฯ อันนำไปสู่ “รัฐประหาร 19 กันยาฯ” ซึ่งส่งผลสะเทือนอย่างยิ่งต่อประชาธิปไตยของประเทศไทย
น่าสนใจว่า พันธมิตรฯเข้าใจบทเรียนนี้บ้างหรือไม่?
หรือไม่เคยเห็นว่านั่นเป็น “บทเรียน” เลย?
และพันธมิตรฯรู้สึกอย่างไรต่อสิ่งที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกำลังเป็นกังวลอยู่ในขณะนี้?
พันธมิตรฯยังคง “เห็น” แต่เพียงว่า หากจะมีสถานการณ์หรือผลกระทบใดๆ ตามมา ก็มีแต่จะสร้างความเสียหายต่อ “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ”เท่านั้น - อยู่หรือไม่?
หรือแม้จะมีสถานการณ์หรือผลกระทบใดๆ ตามมา ก็ “คุ้มค่า” หากสามารถสร้างความเสียหายต่อ “ทักษิณ” และ “ระบอบทักษิณ” ได้?
ปล. ผมไม่บังอาจคาดหวังว่า บทความนี้จะสามารถทัดทานหรือแม้แต่เพียงทักท้วงการเคลื่อนทัพอันเกรียงไกรของพันธมิตรฯได้ - เช่นเดียวกับเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เสียงทักท้วงใดๆ ต่อการเคลื่อนไหวของ “นักประชาธิปไตย” กลุ่มเดียวกันนี้ ก็ดูเหมือนจะถูกหมิ่นแคลนให้เป็นเพียงความ “ไร้เดียงสา” – “อ่อนหัด” ทางการเมือง และยึดติดหลักการโดยไม่เข้าใจ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ไปเสียทั้งสิ้น
หากพอจะร้องขอสิ่งใดได้บ้าง – ในฐานะประชาชนธรรมดาผู้อ่อนหัดและโง่งมคนหนึ่ง - ผมก็อยากจะขอให้บรรดา แกนนำพันธมิตรฯได้โปรดกลับไปอ่านตาม link นี้ http://blogazine.prachatai.com/user/karnt/post/530 อีกสักครั้งหนึ่ง
ครับ, โปรดหยุดอ้าง “ประชาธิปไตย” และ “ประชาชน” เสียทีเถิด
[ Permalink ] . [ 30 Comments ]
‘คว่ำกระดาน’ อีกสักทีดีไหม?
ล้วนแต่ขัดใจทั้งสิ้น
กี่แผน – กี่พลั้งพังภินท์
ผู้คนติฉินระอาใจ
แทงแผลเจ็บแผล แก – ข้า
เอ็งเหยียบดิน - ข้าอ้างฟ้า คว้าไขว่
เปิดแผลเขา - ชะ! แผลเราเบาเมื่อไร
ฮึดฮัดขัดใจพัลวัน
ใครโกง ใครกิน แผ่นดินรู้
เพียงขื่อแปยังอยู่อย่าพึงหยัน
ใครเผาขื่อรื้อแปเองเมามัน
ทั้งปวงล้วนมีวันชำระความ
“…” อีกสักทีดีไหม?
เชิญเถิดหากเต็มใจจะแบกหาม
ชัยชนะ (อาจ) เป็นของผู้พยายาม
ผู้ด้านชาต่อคำถามของสังคม
แต่อย่าอ้าง ‘ประชาชน’ อีกได้ไหม?
เวทนา ‘ประชาธิปไตย’ กองท่วมถม
อุดมการณ์เย็นชืดพะอืดพะอม
ยิ่งตอกย้ำยิ่งเฝื่อนขมในลมลวง
[ Permalink ] . [ 22 Comments ]
ดังกล่าวในคราวที่แล้วว่า เพียงการที่สมัคร สุนทรเวชได้เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาลนั้น ยังไม่ใช่ ‘คำตอบ' หรือจุดหมายในการต่อสู้ของประชาชนที่ดำเนินมากว่าปี นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549
และการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยนั้น ยังต้องดำเนินต่อไป
+++++
‘สมัคร' และ ‘6 ตุลาฯ' (อีกครั้งหนึ่ง):
การให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว CNN ของสมัคร สุนทรเวช เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2551 ได้ทำให้เหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่จำๆ ลืมๆ (และจำแบบเลือนๆ) มากว่า 30 ปี
แน่นอนว่า การให้สัมภาษณ์ของคุณสมัครในครั้งนี้ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างน่าละอาย ไม่น้อยหน้าการให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์นี้ในครั้งก่อนๆ ของบุคคลเดียวกันนี้
อย่างไรก็ตาม บทสัมภาษณ์นี้ได้ยืนยันข้อเท็จจริงหนึ่งว่า สมัคร สุนทรเวชมีส่วนร่วมต่อเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' อย่างไม่ต้องสงสัย และผู้ให้สัมภาษณ์เองก็ได้ตอกย้ำอีกครั้งว่า
เขาเป็นนักการเมือง ‘อนุรักษ์นิยม-ขวาจัด' ของแท้แน่นอน
ผู้ที่ยังไม่ ‘ลืม' เหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' ย่อมทราบดีว่า การสังหารหมู่ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดขึ้นโดยน้ำมือของผู้ที่ ‘อนุรักษ์นิยม-ขวาจัด' แบบเดียวกับคุณสมัครนี่เอง
พูดให้กระชับลง ทว่าครอบคลุมยิ่งขึ้นก็คือ เป็นการสังหารโหดโดย ‘พลังอนุรักษ์นิยม'
แต่สิ่งที่ทำให้การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ ส่งผลแตกต่างจากครั้งก่อนๆ นั้นอยู่ที่สถานะของผู้ให้สัมภาษณ์
เพราะไม่เพียงวันนี้ สมัคร สุนทรเวช คือนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย แต่คุณสมัครนั้นสังกัดพรรคพลังประชาชน ที่ก่อตั้งขึ้นเพราะสถานการณ์ยุบพรรคไทยรักไทย อันเป็นผลจาก ‘รัฐประหาร 19 กันยาฯ' ซึ่งเป็นรัฐประหารโดย ‘พลังอนุรักษ์นิยม'
ปรากฏการณ์ที่ตามมา โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ต่อกรณีนี้ จึงมีความแตกต่างออกไป และน่าสนใจอย่างยิ่ง
+++++
สองอนุรักษ์นิยมชนกัน?:
ที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามเคลื่อนไหวและจุดประเด็นให้ ‘ชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ' คือนักวิชาการ อาจารย์ นักกิจกรรมทางสังคม นักศึกษา ประชาชน ฯลฯ ซึ่งมีทั้งผู้ที่เป็น ‘คนเดือนตุลาฯ (2519)' ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว และผู้ที่ไม่ใช่ รวมถึงผู้ที่เกิดไม่ทัน - โตไม่ทัน ดูเหมือนว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่นอกจากความต้องการที่จะชำระสะสางประวัติศาสตร์หน้าที่ถูกทำให้มืดมนมาหลายสิบปีและเรียกร้องความยุติธรรมแล้ว ผู้คนเหล่านี้ยังความคล้ายคลึงกันในจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกับแนวคิด ‘อนุรักษ์นิยม-ขวาจัด' ซึ่งทำให้นักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ถูกเรียกรวมๆ ว่าเป็น ‘ฝ่ายซ้าย'
การเรียกร้องให้ ‘ชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ' ของคนกลุ่มนี้ จึงไม่ได้แปลกประหลาดหรือผิดที่ผิดทางแต่อย่างใด เพราะนักศึกษาที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ถูกเรียกว่า ‘ฝ่ายซ้าย' ถูกเรียกว่า ‘คอมมิวนิสต์' และถูกกล่าวหาว่า ‘เป็นภัยต่อความมั่นคง' ก่อนถูกสังหารโหดโดย ‘พลังอนุรักษ์นิยม'
แต่การจุดและชูประเด็น ‘6 ตุลาฯ' ในพ.ศ.นี้ กลับต่างออกไป ที่สำคัญคือ ไม่ได้มีเพียง ‘ฝ่ายซ้าย' อย่างที่แล้วๆ มา
ไม่เพียงมีกลุ่มแกนนำ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย', ขุนพลจากค่ายผู้จัดการ, สื่อมวลชนชื่อดังที่เกลียดชังรัฐบาลทักษิณจนยินดีกับ ‘รัฐประหาร 19 กันยาฯ' เท่านั้น แต่ยังมีนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย
ความสอดคล้องลงตัวของผู้คนในกลุ่มหลังนี้ คือการที่ต่างก็มีส่วนสำคัญในการขับไล่รัฐบาลทักษิณบนแนวทางของ ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย'
ซึ่งแนวทางของ ‘พันธมิตรฯ' ตั้งแต่การชูประเด็น ‘ถวายคืนพระราชอำนาจ' จนถึง ‘มาตรา 7' นั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วว่า ผูกพันแนบแน่นกับแนวคิด ‘อนุรักษ์นิยม' เพียงใด และการใช้ข้อหา "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" โจมตีอดีตนายกรัฐมนตรีของพันธมิตรฯนั้น เป็นวิธีการที่ ‘อนุรักษ์นิยม' ขนาดไหนii
หากรัฐประหารเมื่อค่ำวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นชัยชนะของ ‘พลังอนุรักษ์นิยม' อย่างสิ้นกังขา ผู้คนที่ร่วมกันผลักดันจนเกิดรัฐประหารดังกล่าว ย่อมเป็น ‘‘พันธมิตรอนุรักษ์นิยม-ขวาจัด'' โดยไม่ต้องสงสัย
แล้วเหตุใด อยู่ดีๆ บรรดาผู้มีผลงานโดดเด่น ในการยืนเคียงข้างและสนับสนุน ‘อำนาจอนุรักษ์นิยม' อย่างแข็งขันมาเป็นปีๆ จึงได้ชักแถวกันออกมาโจมตี - ประณามสมัคร สุนทรเวชและการกระทำของ ‘พลังอนุรักษ์นิยม' ในเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' อย่างแข็งขัน?
ทั้งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า สมัคร สุนทรเวช นั้นเป็นนักการเมือง ‘อนุรักษ์นิยม-ขวาจัด'
และไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เหตุการณ์ป่าเถื่อนในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 25419 นั้น เป็นผลมาจาก ‘อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม'
อุดมการณ์เดียวกับแนวทางเคลื่อนไหวของ ‘พันธมิตรฯ'
อุดมการณ์เดียวกับ ‘รัฐประหาร 19 กันยาฯ'
คนเหล่านี้ ‘เปลี่ยนขั้ว' (อีกครั้งหนึ่ง) หรือ?
เปล่าเลย, ข้อสังเกตของหลายๆ คนล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่ผู้คนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความรับผิดชอบของสมัคร สุนทรเวช ต่อเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' ในวันนี้ อย่างคึกคักแข็งขันและโดดเด่น จนแทบจะบดบังการเคลื่อนไหวของ ‘ฝ่ายซ้าย' และญาติวีรชน นั้นโยงใยแนบแน่นกับความพ่ายแพ้ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ของอำนาจจากฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม'
ตามข้อสังเกตนี้, ไม่ว่าสมัคร สุนทรเวช จะมีแนวคิด ‘อนุรักษ์นิยม' เพียงใด จะ ‘ขวาจัด ‘ ขนาดไหน ก็ไม่ใช่ ‘คำตอบ' - ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับการเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และในทางกลับกัน หากสมัคร สุนทรเวช ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับ ‘กลุ่มอำนาจเก่า' ที่มีปลายยอดเป็นทักษิณ ชินวัตร บรรดา ‘พันธมิตรอนุรักษ์นิยม-ขวาจัด' เหล่านี้ ก็คงไม่มีปฏิกิริยาเช่นนี้ หรือถึงเพียงนี้
ดังนั้น การออกมาโจมตี - ประณาม สมัคร สุนทรเวช ของ ‘พันธมิตรอนุรักษ์นิยม-ขวาจัด' ในครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็ยังอยู่บน ‘อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม-ขวาจัด‘ เช่นเดิม และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของ ‘อำนาจอนุรักษ์นิยม' เช่นเคย นั่นเอง
+++++
‘ชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ' - ไปให้ถึง:
แม้การปะทะกันระหว่างผู้ยืนอยู่ในพรมแดนของ ‘ฝ่ายขวา' ในครั้งนี้จะน่าสนใจติดตามว่าจะจบลงเช่นใด แต่ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ การชูเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมของ ‘ฝ่ายซ้าย' มาโจมตีหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในครั้งนี้ ‘พันธมิตรอนุรักษ์นิยม-ขวาจัด‘ หลงลืมไปหรือไม่ว่า
เหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' นั้นนอกจากจะเป็นบาดแผลของฝ่ายซ้ายแล้ว ยังเป็นบาดแผลของประเทศไทย เพราะเป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมทารุณที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม' เองนั่นแหละ ที่เป็นผู้พยายามปกปิดและกลบบังมาตลอดเวลาเวลาหลายสิบปี
ที่สำคัญ ‘พันธมิตรอนุรักษ์นิยม-ขวาจัด‘ หลงลืมไปหรือไม่ว่า
แม้แต่สมัคร สุนทรเวช เองก็ไม่ใช่ ‘คำตอบ' ของเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
บทความนี้จึงไม่ได้ต้องการขวางทานกระแสการรื้อฟื้นเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' เลยแม้แต่น้อย รวมทั้งการที่ ‘ฝ่ายซ้าย' หลายคนได้ถือเป็นโอกาสในการปลุกกระแสเพื่อ ‘ชำระประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ' อย่างจริงจัง (แม้ ‘ฝ่ายซ้าย' หลายคนจะยังลังเลต่อสถานการณ์อยู่ก็ตาม)
ตรงกันข้าม - ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการผลักดันกระแสดังกล่าวนี้ ให้สามารถบรรลุ ‘เป้าหมายที่แท้จริง' นั่นคือการ ‘ชำระประวัติศาสตร์' หน้าสำคัญนี้ให้ได้ ทั้งเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ผู้ถูกสังหาร-ทารุณกรรมในเหตุการณ์ ‘6 ตุลาฯ' และเพื่อฉีกกระชากหน้ากากของฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม' ที่ครอบงำสังคมไทยอยู่จนทุกวันนี้ ออกไปให้จงได้
ในทางกลับกัน - หากสังคมไทยยอมให้เรื่องนี้เป็นเพียงเกมการ ‘ดิสเครดิต' สมัคร สุนทรเวช โดยฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม' ที่จบลงด้วยผลประโยชน์ของ ‘อำนาจอนุรักษ์นิยม' อีกครั้ง ย่อมเท่ากับยินยอมยอมให้ฝ่าย ‘อนุรักษ์นิยม' สร้างความอัปยศ ด้วยการเล่นละครหลอกลวง เพื่อชักลากการเมืองไทยให้กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์ โดยใช้เลือดเนื้อของ ‘วีรชน 6 ตุลาฯ' เป็นบันไดเหยียบย่ำ อีกครั้งหนึ่ง เท่านั้นเอง
i ชื่อบทความนี้ได้แรงบันดาลใจจากบทความชิ้นสำคัญของเกษียร เตชะพีระ ชื่อ "การเมืองไทยจาก ๑๔-๖ ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน" ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2545.
ii ยังไม่นับว่า อุดมการณ์และจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นผูกพันแนบแน่นต่อแนวคิด ‘อนุรักษ์นิยม' เพียงใด
[ Permalink ] . [ 28 Comments ]
แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจนถึงปัจจุบัน อาจจะมีทั้งที่ถูกใจ-สะใจ และชวนให้ผิดหวัง-ระอา คละเคล้าปะปนกันไป (ส่วนจะหนักไปข้างใดนั้น คงขึ้นอยู่กับจุดยืนและความคาดหวังของแต่ละท่าน) แต่ถึงที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่า หลากหลายปรากฏการณ์เหล่านั้นไม่ได้เหนือความคาดหมาย หรือพลิกผันไปจากการประเมินของบรรดาคอการเมืองหลายๆ ท่านแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ไม่เพียงการชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน (พปช.) ที่ตามมาด้วยท่าทีคุมเชิงอันสุดแสน 'สง่างาม' ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และกลเกมการต่อรองของบรรดาพรรคการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ใบเหลือง-ใบแดง ก่อนจะลงท้ายด้วยความ 'สมานฉันท์' ภายใต้การนำของพปช. และได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ชื่อ 'สมัคร สุนทรเวช' เท่านั้น
แต่ยังรวมถึงการ 'ต่อสาย' พูดคุยกันของบุคคลสำคัญบางคน ที่ตอกย้ำการประเมินของคอการเมืองจำนวนหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านี้มีราคาเพียงแค่ 'ข่าวลือ') ถึงแนวโน้มของการ 'สมานฉันท์' ระหว่างกลุ่มที่ถูกเรียกว่า 'อำนาจเก่า' กับกลุ่ม 'อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย' (ที่หลายคนเรียกว่า 'กลุ่มอำนาจเก่ากว่า') ภายหลังการเลือกตั้ง อีกด้วย
……….
แม้การที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ชื่อสมัคร สุนทรเวช จะทำให้มีทั้งผู้ปีติยินดี, ผู้ผิดหวังขุ่นเคือง และผู้กระอักกระอ่วนใจ จนทำให้ประเด็น 'ความเหมาะสม' ของตัวคุณสมัคร ถูกนำขึ้นมาถกเถียงกระทั่งวิวาทะในหลายพื้นที่ แต่ประชาชนผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและคัดค้านรัฐประหารย่อมตระหนักดีว่า ลำพังตัวคุณสมัครนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
เพราะตัวคุณสมัครไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับการที่ประชาชนสามารถรักษา/กอบกู้หลักการประชาธิปไตย ในส่วนของกระบวนการได้มาซึ่งรัฐบาลของประเทศ เอาไว้ได้
โดยหลักการเดียวกัน ไม่ว่าตัวนายกรัฐมนตรีจะบริสุทธิ์ผุดผ่องมาจากไหน หากขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยอำนาจกระบอกปืนรัฐประหาร ย่อมปราศจากความชอบธรรม
ที่สำคัญคือ ลำพังการที่คุณสมัครได้เป็นนายกฯ และพปช.ได้จัดตั้งรัฐบาล นั้นยังไม่ใช่ 'คำตอบ' หรือจุดหมายในการต่อสู้ของประชาชนที่ดำเนินมากว่าปี นับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549
และทุกคนทราบดีว่า 'การต่อสู้ยังไม่จบ'
'ชัยชนะ' ในยกนี้ของประชาชนผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและคัดค้านรัฐประหาร จากการที่พปช.ซึ่งได้เสียงข้างมากจากการเลือกตั้งเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล อยู่ที่สามารถตะโกนบอกคมช.และมหามิตรว่า ผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ยอมรับรัฐประหาร และอยู่ที่สามารถกอบกู้สิทธิในการเลือกรัฐบาล ซึ่งถูกอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยทำลายไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 กลับคืนมาได้
เพราะเจตนารมณ์ของผู้คนที่กากบาทเลือกพปช. และผู้คนที่ไม่กากบาทเลือกพรรคที่สยบยอมต่อรัฐประหาร คือการประกาศ 'ไม่ยอมรับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549' และ 'ไม่ยอมรับอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย'
เจตนารมณ์นี้ ไม่เพียงแต่คมช.และมหามิตรในทุกวงการ รวมถึงฝ่ายค้านหมาดๆ อย่างปชป.เท่านั้นที่ควรตระหนัก แต่พปช.และพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง 'บุคคลสำคัญ' ทั้งหลาย ก็ควรจดจำไว้ให้ขึ้นใจ ทั้งเจตนารมณ์และพันธะสัญญาทั้งปวงที่ได้ให้ไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง
อย่าได้บิดพลิ้วหรือบิดเบือน
……….
เช่นเดียวกับตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา,
ประชาชนอย่างเราๆ จำเป็นต้องช่วยกันจับตาดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อๆ ไปนี้อย่างมีสติ รวมทั้งเดินหน้าผลักดันตามวิถีทางประชาธิปไตยให้บรรลุเจตนารมณ์ที่มุ่งหมาย
ที่สำคัญคือ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ 'นอกเจตนารมณ์' ที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากน้ำมือของ 'ใคร' หรือ 'ฝ่ายใด' ก็ตาม
ครับ, ดังที่เราเฝ้าย้ำเตือนกันและกันอยู่เสมอว่า
'การต่อสู้ยังไม่จบ'
[ Permalink ] . [ 10 Comments ]
ผมไม่มีปัญหาอันใดกับ ‘ข้อเสนอ’ ของกลุ่ม ‘ปีกซ้ายพฤษภาฯ’ ในบทความ ‘12 เหตุผลที่ต้องเลือกเบอร์ 12 (และอย่าลืมเบอร์ ส.ส.เขตของ พปช.)’ [1] ซึ่งเขียนโดยคุณหมอกิติภูมิ จุฑาสมิต [2]
แต่ขออนุญาตเห็นต่าง ต่อข้อสรุปชี้ขาดของคุณหมอที่ว่า
“…เพราะการ “Vote No” (กาช่องไม่เลือกใคร) ยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับคณะรัฐประหาร เพราะนั่นจะต้องถูกตีความทันทีว่า นักการเมืองทุกพรรคล้วนสกปรก จนคนรังเกียจที่จะเลือก (สู้คนดีจากระบบราชการไม่ได้)
เพราะฉะนั้น คุณต้องเลือก!” [3]
เพราะในความเห็นผม ทั้ง 2 ทาง คือ 1. การกา ‘เลือกพปช.’ และ 2. การกาช่อง ‘ไม่ประสงค์จะลงคะแนน’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากกระทำอย่างชัดเจนและเปิดเผยในเจตนารมณ์ คือการไม่ยอมรับรัฐประหาร แล้ว ย่อมไม่ ‘สูญเปล่า’
1. กาเลือกพรรคพลังประชาชน เพื่อแสดงเจตนาว่า
- ไม่ปฏิเสธ ‘การเลือกตั้ง’ ซึ่งเป็นกระบวนการออกเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย (แต่)
- ปฏิเสธพรรคที่สยบยอมต่อรัฐประหาร (และเลือกพรรคฝ่ายตรงข้ามแทน)
- ไม่ต้องการให้พรรคที่มีส่วนสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหาร, สยบยอมต่อรัฐประหาร, มีส่วนทำให้รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหารผ่าน ฯลฯ ได้เสียงข้างมาก และเป็นรัฐบาล (จึงต้องเลือกพรรคฝ่ายตรงข้ามแทน)
- ต้องการเลือกพรรคที่ประกาศจุดยืนคัดค้านการรัฐประหาร และสนับสนุนนโยบายยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550
- ยืนยันว่า พรรคไทยรักไทยมีสิทธิ์เป็นรัฐบาล เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนก่อนรัฐประหาร ด้วยการเลือกพรรคตัวแทน คือพรรคพลังประชาชน
- ท้าทายฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารให้ฉีกหน้ากากตัวเอง
ฯลฯ
2. กาช่อง ‘ไม่ประสงค์จะลงคะแนน’ เพื่อแสดงเจตนาว่า
- ไม่ปฏิเสธ ‘การเลือกตั้ง’ ซึ่งเป็นกระบวนการออกเสียงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย (แต่)
- ไม่ยอมรับรัฐประหารและกระบวนการที่ตามมา (รวมทั้ง)
- ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ 2550
- ไม่ยอมรับการเลือกผู้แทนของประชาชนและรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายเลือกตั้งที่ร่างโดยคณะบุคคลที่มาจากการรัฐประหาร และอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่คณะรัฐประหาร/ผู้สนับสนุนออกแบบไว้
- ‘พรรคไทยรักไทย’ มีสิทธิ์เป็นรัฐบาล เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนก่อนรัฐประหาร และการยุบพรรคไทยรักไทย-ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 111 คนนั้นปราศจากความชอบธรรม ดังนั้น การคัดค้านต่อการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมเช่นนี้ ต้องเป็นการยกเลิกหรือให้เป็นโมฆะ ไม่ใช่ ‘นิรโทษกรรม’ ซึ่งเท่ากับยอมรับอำนาจดังกล่าว
- ไม่ยอมรับการ ‘ปิดเกม’ และ ‘ฟอกตัว’ ของคณะรัฐประหาร ด้วย ‘ละครการเลือกตั้ง’ ครั้งนี้ ว่าเป็นการ ‘คืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน’
- ไม่ว่าผลการเลือกตั้ง (และ ‘สิ่งที่จะเกิดขึ้น’ ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาล) จะออกมาเช่นไร ประชาชนก็ยังคงมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐประหารต่อไป จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย (เช่น รัฐธรรมนูญที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น เป็นต้น)
ฯลฯ
ในแง่ความเสี่ยง,
ผมเห็นว่า ทั้ง 2 ทางนี้ล้วนมีความเสี่ยง
กล่าวคือ สามารถถูกบิดเบือนเจตนาได้พอๆ กัน
ผมเห็นด้วยกับคุณหมอกิติภูมิว่า การ ‘Vote No’ (กาช่องไม่เลือกใคร) นั้น อาจถูกคมช.และผู้สนับสนุน “…ตีความทันทีว่า นักการเมืองทุกพรรคล้วนสกปรก จนคนรังเกียจที่จะเลือก (สู้คนดีจากระบบราชการไม่ได้)…” ซึ่งเป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหาร (เอ… รัฐประหารซ้อนล้มการเลือกตั้งอีกทีดีไหม?) ฯลฯ
แต่ จริงหรือไม่ว่า – การกาเลือกพรรคพลังประชาชนนั้น ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งเช่นกัน ที่จะถูกคมช.และผู้สนับสนุนตีความทันทีว่า เป็นเพียงเสียงที่ถูกครอบงำโดย ‘กลุ่มอำนาจเก่า’ (จะซื้อมา, ใช้อิทธิพลบังคับมา หรือเข้าฝันล่อลวงมา ก็แล้วแต่จินตนาการของผู้กล่าวหา), เป็น ‘เสียงสกปรก’, ‘ผีทักษิณ’ ยังคงอยู่ (และยังน่ากลัว), ประชาชนยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย ฯลฯ ดังนั้น รัฐประหารที่ผ่านมาจึงชอบธรรม - คมช., ทหาร และอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตยยังจำเป็นอยู่ ต้องอยู่คู่การเมืองไทยต่อไป (เอ… รัฐประหารซ้อนล้มการเลือกตั้งอีกทีดีกว่า?) ฯลฯ
ในเมื่อเป็นเช่นนี้
เรายังจะไปแคร์การตีความของคมช.และมหามิตรของเขาทำไมกันครับ?
ผมจึงเห็นว่า บนจุดยืน ‘คัดค้านรัฐประหาร’ การแสดงออกต่อการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมนี้ ประชาชนสามารถ ‘เลือก’ กระทำได้ทั้ง 2 ทาง ทั้งการ ‘กาเลือกพปช.’ ตามข้อเสนอของคุณหมอกิติภูมิ/กลุ่ม ‘ปีกซ้ายพฤษภาฯ’ และการ ‘กาช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน’
ขอเพียงแสดงออกอย่างชัดเจนและเปิดเผยในเจตนารมณ์ ว่า
เพราะเราไม่ยอมรับรัฐประหาร!
และขอเพียงไม่ลืมว่า ทั้ง 2 ทางเลือกนี้มีความเสี่ยงในการถูกบิดเบือนเพื่อฉวยใช้พอๆ กัน ดังนั้น ประชาชนจึงจำเป็นจะต้องติดตามจับตาอย่างใกล้ชิด (ตามหลักการประชาธิปไตย อำนาจเป็นของ ‘ประชาชน’ เสมอ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง)
หากพบว่าเจตนารมณ์นี้ถูกบิดเบือนภายหลัง ไม่ว่าจะโดยใครก็ตาม
ประชาชนผู้ยึดมั่นในประชาธิปไตยจะต้องไม่ยอม!
[1] กลุ่ม ‘ปีกซ้ายพฤษภาฯ’, ‘12 เหตุผลที่ต้องเลือกเบอร์ 12 (และอย่าลืมเบอร์ ส.ส.เขตของ พปช.)’, คอลัมน์ ‘ปีกซ้ายพฤษภาฯ’
[2] จากการเปิดเผยของคุณหมอเองในหน้าแสดงความคิดเห็นต่อบทความ
[3] โปรดดู: http://www.prachatai.com/05web/th/home/10603
[ Permalink ] . [ 13 Comments ]
“…ดิฉันคิดว่าความยากจนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเวรกรรม
แต่เกิดขึ้นจากความไม่เป็นธรรม…” [1]
กายไกล, "ฝัน" ไม่พราก
ยังคงฝาก – ยังคนทน
ลับลาสมค่า “คน”
พลีฝากหน - สง่างาม
ผมไม่แน่ใจว่ามีกี่คน ที่เราสามารถยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ
แต่สำหรับผม "พี่มด" เป็นหนึ่งในนั้น
นอกจากเคารพรักแล้ว พี่มดคือ “คน” ที่ผมนับถือ "หัวใจ" ตลอดมา
ผมจึงเห็นด้วยกับที่เพื่อนคนหนึ่งกล่าวว่า “หัวใจ” ของพี่มดนั้น
“สง่างามเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งพึงจะเป็นได้”
ผมจึงภูมิใจที่ชีวิตช่วงหนึ่ง ได้เติบโตมากับคนเช่นนี้
รักและอาลัยพี่มดครับ
แจ๊ค
กานต์ ณ กานท์
----------
*** ภาพดั้งเดิมจาก www.thaingo.org
[1] วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์, ทำไมต้องช่วยคนจน, ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทอง ประจำปี 2540 ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540
[ Permalink ] . [ 5 Comments ]