blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

วิวของช้าง

Submitted on 17 March 2008 - 00:40:19.  Category: ชีวิต.  Tags: The Elephant Voice

20080317 วิวของช้าง (1)

ผมไม่แน่ใจว่าจะวางคำว่า ‘ของ’ เอาไว้ตรงไหนดี ระหว่างคำว่าช้างกับวิว

ช้าง‘ของ’วิว หรือว่า วิว‘ของ’ช้าง กันแน่...

แม้ไม่แน่ใจแต่ผมรู้ดีว่าวิวชอบช้าง (ที่ไม่แน่ใจคือช้างจะชอบวิวด้วยหรือไม่) และเขียนรูปช้างมานานแล้ว

ช้างที่เกิดจากปลายพู่กันและปลายนิ้วของวิวที่ถูกเกลี่ยกลบถมทับวาดเส้นและลากสีจนเกิดเป็นภาพและเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับช้างนั้น ถ้าหากว่ามีใครเคยนับช้างของวิวคงเป็นช้างแห่งสีสันโขลงใหญ่นับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

วิวเขียนรูปช้างแค่ให้รู้หรือดูออกว่าเป็นช้าง แม้จะมีงวง มีหาง มีตา แต่รูปร่างก็อ้วนป้อม ซ้ำสีสันตัวช้างก็แตกต่างออกไปจากช้างที่เหมือนจริง ช้างของวิวจึงไม่เหมือนและไม่ใช่ช้างจริงๆ แค่หันข้าง ยืนนิ่งเฉย อาจจะชูงวง หมอบคลานซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เงาไม้หรือยืนเล่นอยู่กับเพื่อนๆ สัตว์ตัวอื่นๆ

ช้างที่เห็น ใครๆ ดูก็รู้ว่าเป็นช้างของวิว เพราะรูปทรงที่มีเอกลักษณ์และสีสันอันสดใสแตกต่างไปของตัวช้าง คุณอาจจะไม่รู้ว่าเวลาช้างเป็นสีขาว สีฟ้าอ่อน สีชมพูสด แดงหรือม่วง มันให้อารมณ์น่ารักเพียงใด

วิววาดรูปช้างลงบนกระดาษเพื่อสเกตช์เป็นแนวทางก่อนเขียนลงบนเฟรมผ้าใบขนาดใหญ่แน่นหนา วันดีคืนดีก็นำโขลงช้างที่วาดเสร็จพร้อมกับเรื่องราวในรูปเขียนออกมาจัดแสดงนิทรรศการให้ได้ชมกัน    

หวานเกินกว่าจะขม

Submitted on 07 March 2008 - 15:13:43.  Category: ชีวิต.  Tags:

ฉากแรก

เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย มีแววตาเป็นประกาย ด้วยอิริยาบถที่สบายๆ และการพูดคุยที่ดูเป็นธรรมชาติ เราได้เห็นว่าเธอกำลังเตรียมเครื่องดื่มอะไรสักอย่างที่มีสีเขียวเข้ม โดยมีชายอีกคนหนึ่งคอยจดจ้องดูสิ่งที่เธอทำ พร้อมกับถามว่าเธอใส่อะไรลงไปในเครื่องปั่นเพื่อทำเครื่องดื่มชนิดนี้บ้าง...

ฉันก็เอาผักที่มีในตู้เย็นทุกอย่างใส่เข้าไป...คะน้า แตงกวา...ผักทุกอย่างที่มีสีเขียว แล้วก็ดื่มมัน” เธอว่า เสร็จแล้วเธอก็บรรจงเทเครื่องดื่มที่ทำอยู่ลงในแก้วที่มีก้านทรงสวย แล้วยื่นให้กับชายคนนั้น ตอนนี้เครื่องดื่มที่เธอทำแลดูเป็นเครื่องดื่มสำหรับวาระพิเศษ มิใช่น้ำผักปั่นที่เธอทำดื่มเองอยู่เป็นประจำ

ตอนนี้คุณก็เลยหยุดดื่มค็อกเทลไปเลยใช่ไหม”...ชายคนนั้นถามหลังจากที่ทั้งคู่ชนแก้วแล้วพร้อมใจกันดื่มน้ำผักปั่นภายใต้บรรยากาศที่ดูสดใสในห้องครัวของบ้านแห่งหนึ่ง

70301

 

70302

 
ฉากที่สอง


หญิงสาวคนเดิมปรากฏตัวอีกครั้งในชุดที่เราจำเธอไม่ได้ กล้องถ่ายภาพในระยะใกล้ทำให้เห็นบรรยากาศของการออกกำลังกายกลางแจ้งแห่งหนึ่ง และเครื่องเล่นชนิดนั้นก็คือชิงช้าที่แกว่งตัวพาคนที่ห้อยหัวแล้วใช้ขาเกี่ยวมันแกว่งกระหวัดไปถึงอีกฟากหนึ่งซึ่งมีอีกคนคอยรับอยู่แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นนักแสดงห้อยโหนหวาดเสียวในละครสัตว์หรือกายกรรมชอบทำ เบื้องล่างของชิงช้าที่ว่าคือความสูงจากพื้นดินที่มีตาข่ายและเบาะรองรับเอาไว้

เสียงของหญิงสาวคนเดิมดังขึ้น “ฉันเคยเป็นโรคกลัวความสูง กลัวจนทำอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจความกลัวที่ว่านั้นแล้ว ชีวิตเป็นของฉัน อยากทำอะไรฉันก็ทำ และฉันก็รู้สึกดีขึ้นมาก”

เราเข้าใจได้ว่าภาพที่เห็นคือภาพของหญิงสาวคนนี้ที่กำลังแกว่งตัวห้อยโหนอย่างที่เราคาดไม่ถึงว่าคนที่บอกว่าตัวเองเคยกลัวความสูงจะกล้าทำกิจกรรมเยี่ยงนี้

070303

 
ฉากที่สาม


เธอปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญในรายการ ‘Oprah’ (โอปราห์) รายการทอล์คโชว์ดังแห่งอเมริกาโดยมีพิธีกรหญิงผิวดำที่โด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกานั่งอยู่บนโซฟาในห้องส่ง พร้อมกับผู้ชายอีกคนซึ่งจำได้ว่าเป็นชายคนเดียวกับที่ปรากฏในฉากแรกและดื่มน้ำผักปั่นร่วมกับเธอ หญิงสาวผู้นี้ยังคงมีท่าทีสบายๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูสดใส หากไม่มีการเฉลยเราก็คงไม่รู้ว่าเธอเผชิญอยู่กับชะตากรรมอันหนักหน่วงของการมีมะเร็งคุกคาม

คุณคิดถึงการเป็นมะเร็งอยู่ไหม คิดหรือเปล่าว่าตอนนี้เนื้อร้ายในตับของฉันกำลังลุกลามไปถึงไหนแล้ว” โอปราห์ถามแขกรับเชิญในรายการ

ไม่เลย ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น ฉันคิดถึงแต่ชีวิตตอนนี้ ตอนที่เรากำลังมีลมหายใจอยู่ในปัจจุบัน คิดถึงสิ่งที่ทำให้ฉันยิ้มได้แล้วมีความสุขมากกว่า ฉันรู้ดีว่าชีวิตไม่ได้ยาวนานมากพอที่คนเราจะคิดถึงอดีตหรือสิ่งที่ทำให้เราจมอยู่กับความทุกข์”


070304

070305

............................


Kris Carr คือหญิงสาวชาวตะวันตก (อเมริกัน) ผู้นั้น เรา – ในฐานะผู้ชมรายการโอปราห์ผ่านทางช่องเคเบิลทีวีอีกทีหนึ่ง ได้รับรู้ว่าเธออยู่กับมะเร็งขั้นที่สี่มาระยะหนึ่งแล้ว แต่มะเร็งที่ว่าก็ไม่ได้กัดกร่อนหรือทำให้ร่างกายเธอทรุดโทรมลง...เราไม่ทันได้รู้ว่าเธอรับการบำบัดด้วยวิธีการแพทย์สมัยใหม่อย่างการทำคีโมฯ บ้างหรือไม่ แต่ภาพที่เห็นผ่านหน้าจอเธอคือหญิงสาวที่มีเสน่ห์และผู้ถึงการมีชีวิตอย่างที่ตระหนักถึงปัจจุบันหรือการมีลมหายใจเพื่อสิ่งนี้ตอนนี้เท่านั้น โดยไม่ปล่อยตัวให้จมไปกับโรคร้ายที่เกิดขึ้น เธอเป็นคนหนึ่งที่ยอมหันหลังให้กับกิจกรรมแบบเดิมในชีวิต หันมาดูแลร่างกายด้วยวิธีธรรมชาติ เลิกทุกข์กังวล ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นหรือกระทั่งอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เราได้เห็นว่าไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งจะมีพิธีแต่งงานกับคนรักในบรรยากาศที่อบอุ่นโดยไม่ลังเลว่าความตายอาจจะมาพรากเธอไปจากเขาเมื่อไรก็ได้

ทำไมคุณถึงได้เปลี่ยนความคิดและหันมาดูแลตัวเองอย่างนี้ได้ล่ะครับ” ชายผู้ร่วมในรายการถามขึ้นบ้าง

เพราะเมื่อคนเรา ‘จนตรอก’ มันก็ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจขึ้นมาน่ะสิคะ ฉันคิดอย่างนี้ได้ก็เพราะฉันป่วยเป็นมะเร็ง แต่ท้ายที่สุดฉันก็ไม่ได้บ่นว่าที่ตัวเองโชคร้าย แต่ใช้โอกาสนี้เพื่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ฉันไม่เคยทำหรือไม่เคยคิดถึงมาก่อน” หญิงสาวเจ้าของเรื่องราวตอบ

โอปราห์ถามเธอส่งท้ายอีกครั้งว่า เธอไม่คิดจริงๆ เหรอว่าตัวเองเป็นทุกข์หรือกังวลใจว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร

Kris Carr ในวัย 36 ตอบแบบไม่ลังเลเลยว่า ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นแม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉันรู้ดีว่า “ชีวิตนี้หวานเกินไปกว่าที่จะขม”

Why, when we are challenged to survive, do we give ourselves permission to truly life?

 


 

----------------------------------------


Kris Carr เป็นช่างภาพและนักแสดง ขณะนี้เธอได้นำเสนอเรื่องราวของเธอกับการเป็นมะเร็งผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Crazy Sexy Cancer สนใจติดตามได้ที่
www.crazysexycancer.com

พักใน...ร้านกาแฟ

Submitted on 19 February 2008 - 03:34:29.  Category: ชีวิต.  Tags: coffee shop

20080219 ร้านกาแฟ (1)

ผมอนุญาตให้ตัวเองมีความฝันที่ค้างคามานานอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือการเป็นเจ้าของร้านกาแฟเล็กๆ สักร้าน
และระหว่างรอให้ความฝันตกผลึกหรืออิ่มตัวจนตกตะกอนนอนก้น (เหมือนเวลาที่กินกาแฟชงแบบเวียดนามที่ไหลผ่านถ้วยกรองช้าๆ ขมหวานได้ที่)  ผมก็ใช้เวลาระหว่างรอ พักในร้านกาแฟที่ผ่านทางอยู่เสมอๆ สั่งกาแฟต่างรูปแบบมาจิบ บางเวลาเป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับกาแฟดำธรรมดาๆ แต่หอมกรุ่นอย่างกาแฟสด บางเวลาเราอาจจะอยากเปลี่ยนไปสั่งกาแฟดำในแบบที่เรียกว่า “อเมริกาโน่” ดูบ้าง บางช่วงก็เป็นชั่วโมงที่ต้องย้อมความฝันด้วยกาแฟกรุ่นกลิ่นนมของลาเต้ร้อน หรือนั่งเหลือบแลปริศนาในพรายฟองนมที่ดูเย้ายวนในบางจังหวะเวลากับคาปูชิโน่สักแก้ว

...กาแฟต่างคนชงต่างที่ต่างร้านก็ต่างบอกเล่าเรื่องราวไปคนละเรื่อง มิไยว่าอารมณ์ของคนสั่งคนดื่มตอนนั้นเป็นเช่นไร ก็ยิ่งขยายความออกไปได้แตกต่างกัน..

ความทรงจำเกี่ยวกับผ้าละหา 2549

Submitted on 01 February 2008 - 00:30:12.  Category: ชีวิต.  Tags: lahasinh

ในงานนิทรรศการออกร้านเพื่อจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกและของแต่งบ้านปีหนึ่งนานมาแล้วที่บังเอิญได้ไปเดินดูและเลือกซื้อข้าวของ ในมุมหนึ่งของงานซึ่งเป็นการออกร้านสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน และต่างประเทศอื่นๆ ตะกร้าสานจากกาน่าเหมือนจะได้รับความนิยมจากผู้คนที่เดินในงานมากเป็นพิเศษ สินค้าจำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้และไม้แกะสลักในร้านจากอินโดนีเซียก็ได้รับความสนใจไม่น้อย ร้านของเวียดนามและกัมพูชาที่อยู่ถัดๆ มาก็มีผู้คนเข้าไปชมสินค้ากันคึกคัก แต่เหตุไฉนร้านค้าซึ่งเป็นสินค้าตัวแทนจากประเทศลาวหรือ สปป. ลาว บ้านใกล้เรือนเคียงของเราจึงได้หงอยเหงาว่างไร้ทั้งคนซื้อหรือเยี่ยมกรายเข้าไปชมถึงเพียงนี้

ถึงจะไม่มีผู้คนเข้าไปเยี่ยมเยียนหรือเลือกซื้อสินค้าในร้านจากลาวร้านนี้ก็ตาม แต่ผลิตภัณฑ์จำนวนมากมายซึ่งล้วนแต่เป็นผ้าฝ้ายทอมือต่างขนาดสีสันและลวดลายกลับมีความสวยงามต้องตาต้องใจอยู่ไม่น้อย เรารับรู้ได้ทันทีถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นความพิเศษที่มีอยู่ในลักษณะการทอและการตัดเย็บแปรรูปให้ออกมาเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของข้าวของเหล่านี้

20080201 ความทรงจำเกี่ยวกับผ้าละหา 2549 (1) 

แต่ถึงจะชื่นชอบและอยากจะซื้อหาก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อชายคนหนึ่งที่อยู่ประจำร้านข้างๆ เดินเข้ามาบอกว่าคนขายที่ร้านนี้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายเลยกลับไปก่อน แต่เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาปิดงานเลยต้องเปิดร้านเอาไว้ก่อน และบอกให้เลือกดูตามสบายแต่คงขายให้ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอะไรราคาเท่าไหร่ เมื่อไม่มีโอกาสจะเป็นเจ้าของผ้าชิ้นที่หมายตาเอาไว้ สิ่งที่ทำได้จึงเพียงแต่จดจำและเรียนรู้ว่าผ้าทอเหล่านี้เป็นฝีมือของใครมาจากที่ใด...ในประเทศลาว

นั่นเป็นปฐมบทที่ทำให้ได้รู้จักและจดจำ ‘ผ้าละหา’ ได้ จากการพบปะกันหนแรกที่กรุงเทพฯ...

หลวงพระบาง 2549

ปลายปี 2549 เมื่อลมหนาวพัดโชยและอากาศก็หนาวเย็นสมดังที่กำลังเดินทางกลางฤดูหนาวในดินแดนที่อุดมด้วยภูเขาของภาคเหนือของลาว แต่ถึงกระนั้นแดดก็แผดสีจนบ้านเมืองผู้คนริมฝั่งโขงแห่งนี้ต้องแสงสว่างดูน่าสนใจไปทั่ว

หลวงพระบาง จุดหมายปลายทางของคนไทยหลายคนตระหง่านและตระการตารอคอยอยู่ในฐานะเมืองเก่าอย่างเมืองเชียงทองซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบระหว่างแม่น้ำโขงและน้ำน้ำคานสายเล็กๆในอดีตเมืองแห่งนี้มีเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ แต่ปัจจุบันพระราชวังเดิมได้กลายมาเป็น “พิพิดทะพันแห่งซาด” หลวงพระบาง ที่บางคนอาจจะคุ้นเคยสายตาจากภาพต้นตาลสูงลิ่วนำสายตาไปสู่ตัวอาคารพระราชวังสีขาวในแนวระนาบ

อาจจะด้วยโชคชะตาต้องตรงกันก็ว่าได้ ยามสายวันหนึ่งที่เราออกไปเดินแถวกลางเมืองย่านถนนคนจีน ใกล้ทางขึ้นยอดพูสีและฝั่งตรงข้ามของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเคยเป็นวังเก่านั่นเอง เราได้พบร้านค้าบนอาคารเก่าสไตล์ฝรั่งยุคโคโลเนียล ซึ่งวางตัวอยู่ข้างๆ ทางขึ้นพระธาตุพูสีที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านนั่นเอง ซึ่งที่นั่นก็คือที่ตั้งของร้านผ้าฝ้าย “ละหา” ที่เราประทับใจและอยากจะซื้อผ้ามาแต่คราวได้เห็นตัวอย่างงานที่กรุงเทพฯ

20080201 ร้านละหาที่เคยเป็นวังนอกมาก่อน หลวงพระบาง
ร้านละหาที่เคยเป็นวังนอกมาก่อน หลวงพระบาง

 

ในสัมผัสนั้นเรารับรู้อีกครั้งว่า “ละหา” ไม่ใช่ผ้าทอมือธรรมดาๆ แต่เป็นระดับสินค้าแบรนด์เนมส่วนหนึ่งของลาว อันเนื่องมาจากการเลือกเปิดร้านขึ้นบริเวณนี้ในลักษณะเป็นร้านค้าเดี่ยวๆ บนอาคารเก่าแก่สวยงาม ลักษณะจัดร้านที่เปิดให้คนเข้าไปชมได้ทั้งชั้นล่างและชั้นบน และตัวผลิตภัณฑ์ที่แม้จะเป็นผ้าฝ้ายแต่ก็สื่อได้อย่างเป็นสากล

ในวันนั้นคนขายประจำร้านที่เป็นชายหนุ่มบอกว่ากำลังมีการลดราคา 20 เปอร์เซ็นต์เป็นคริสต์มาสเซลล์ก็ว่าได้ ทำให้ได้เป็นเจ้าของผ้าฝ้ายละหาอย่างสมใจเอาที่เมืองหลวงพระบางนี่เอง

จากเวียงจันทน์ถึง ‘ละหา’ 2549

หลังการเดินทางในแดนเหนือหลายวันในลาวก็ได้เวลากลับเข้าสู่เวียงจันทน์ นครหลวงโบราณและยังคงเสน่ห์ของความเล็กๆ น่ารักอีกแห่งหนึ่งของอินโดจีน

ยามนั้นที่เวียงจันทน์มีลมหนาวพัดโชยและลมเย็นอย่างที่ฤดูหนาวควรจะเป็นอยู่รายรอบ...

อย่างไม่ตั้งใจอีกครั้งครา จากการเดินเล่นไปรอบๆ บริเวณกลางเมืองเพื่อหาอะไรรับประทานและซื้อหาข้าวของก่อนเดินทางกลับสู่ไทยในเย็นวันเดียวกัน ก็บังเอิญได้พบเข้ากับร้านละหาสาขาเวียงจันทน์เข้าอีกครั้งหนึ่ง

20080201 ร้านละหา เวียงจันทน์
ร้านละหา เวียงจันทน์

คราวนี้บรรยากาศดูแตกต่างไป ร้านผ้าฝ้ายทอมือละหาที่ลาวเป็นเพียงห้องเสื้อที่เปิดอยู่ในอาคารห้องแถวธรรมดาๆ มีการตกแต่งสไตล์ธรรมชาติหรือคันทรี่เพื่อสื่อถึงที่มาของผลิตภัณฑ์ แต่ก็เรียกได้ว่าเน้นการโชว์ให้เห็นเสื้อผ้าและสินค้าในห้องห้องหนึ่ง

ระหว่างที่การเลือกดูข้าวของในร้านอยู่นั้นก็มีสตรีวัยกลางคนแต่งกายเรียบง่าย แต่น้ำเสียงและท่าทีที่พูดกับคนในร้านที่ดูเป็นผู้หลักผู้ใหญ่คล้ายกับจะเป็นหัวหน้าหรือเจ้าของของที่นี่อยู่ในที แล้วทันใดนั้นจากภาพที่ประดับตกแต่งไว้ตามข้างฝาผนังในร้าน ไม่ว่าจะเป็นภาพตอนที่ได้รับรางวัลหรือการยกย่องเกียรติคุณจากรัฐบาลลาวและหน่วยงานด้านการพัฒนาระดับชาติต่างๆ และมีภาพตอนเข้าเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ของไทยคราวเสด็จเยือนลาวด้วย ทำให้จดจำได้ว่าหญิงในภาพน่าจะเป็นหญิงผู้นี้ซึ่งเป็นเจ้าของผ้าละหาด้วย

ถัดมาคือวาระแห่งการทักทาย ทำความรู้จักและสนทนาแลกเปลี่ยนถึงที่มาและแนวคิดในการทอผ้าฝ้ายทอมือและแปรรูปออกมาได้อย่างสวยงามและมีความเป็นสากลกับ นางสงบันดิด ยดมั่นคง (Madam Songbandith Nhotmankhong) ในร้านละหาที่เวียงจันทน์

20080201 นางสงบันดิด ยดมั่นคง (1)

 

20080201 นางสงบันดิด ยดมั่นคง (2)
นางสงบันดิด ยดมั่นคง


“ละหามาจากชื่อของหมู่บ้านที่เป็นบ้านเกิดในแขวงสะหวันนะเขตทางใต้ของลาว เริ่มทำเสื้อผ้าหรืองานด้านการ์เมนต์ส่งออกสิ่งทอเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มีประสบการณ์ด้านการตัดเย็บและส่งออก จากการที่ทำการ์เมนต์มาเห็นแนวโน้มที่ไม่ดี คิดได้ว่าหากไม่ทำสินค้าที่เป็นแบรนด์ของตัวเองออกมาคงจะไปไม่รอดแน่ๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะมาฟื้นของเก่า ตั้งแต่สมัยยายหรือแม่ที่เคยเห็นว่าทอผ้าและตัวเองก็ทอเป็นผูกลายให้สีเป็น เลยคิดว่าเราน่าจะเอาจุดนี้มาทำ

โชคดีว่าทำตัวอย่างแรกของผ้าทอออกมาชุดหนึ่งส่งไปให้ญี่ปุ่นดูก็ได้รับความสนใจมากและมีการสั่งออเดอร์มาเลย แต่เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์พอ ได้ออเดอร์แต่ก็ไม่มีวัตถุดิบ เลยต้องใช้วิธีการไปซื้อฝ้ายและซื้อผ้ามาจากชาวบ้านเพื่อเอามาทำให้ทันที่เขาสั่ง

ตอนนี้ละหาส่งออกผ้าไปขายให้บริษัทญี่ปุ่นเป็นหลักมีทั้งหมด 15 บริษัทเพื่อให้มีรายได้จ่ายให้กับลูกน้องในสามหมู่บ้านและต้องมีค่าใช้จ่ายนับหมื่นดอลลาร์ต่อเดือน การทำงานกับชาวบ้านก็จะมีปัญหาเรื่องวินัยเราจะต้องดุคนเป็นหรือจะต้องคุมเข้มได้ แต่โชคดีว่าที่บ้านสมัยปู่และพ่อเป็นคนที่มีบารมีที่ชาวบ้านนับถือ ทำให้ชาวบ้านเชื่อถือ เชื่อฟังและตั้งใจทำงานให้

จากการยอมรับนับถือที่ชาวบ้านมีให้ในจุดแรก เราก็จะต้องใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มี พอดีว่าเราเป็นคนที่มีความรู้ได้เรียนหนังสือมาทางด้านจิตวิยาเยาวชนที่รัสเซียก็เลยเอาความรู้จุดนี้มาช่วยในการทำงานทำให้ทำงานด้านความคิดกับชาวบ้านได้และเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านที่เราทำงานด้วยและเราต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นด้วย อย่างการจ่ายเงินให้ชาวบ้านก็ต้องจ่ายให้ตรงเวลาและให้รายได้ที่ดี

พี่กับสามีช่วยกันออกแบบลายผ้า จนทุกวันนี้เราสามารถออกแบบลายออกมาเป็นผืนผ้าได้ด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะสามีเรียนมาทางด้านวิศวกรรมมาจากเยอรมัน แม้ว่าเราจะทำงานกับชาวบ้านหรือใช้การย้อมสีด้วยธรรมชาติทั้งหมดก็ตาม แต่การควบคุมเรื่องการใช้สีและการย้อมสีเราจะต้องเป็นคนทำเอง เพราะถ้าให้คนอื่นทำก็ได้ออกมาไม่เหมือนเราทำเอง ตอนนี้เราสามารถย้อมสีจากธรรมชาติออกมาได้ถึง 62 สีและแต่ละปีก็จะมีการคิดสีใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

พี่เป็นคนที่ชอบทำงานและชอบคิดลายใหม่ๆ อย่างตอนนั่งรถไกลๆ ไม่จะเป็นจากสะหวันนะเขตมาเวียงจันทน์ก็ไม่เบื่อเพราะได้ใช้เวลาคิด เกิดความคิดอะไรก็จะเอามาขีดๆ เขียนๆ เก็บไว้”
นางสงบันดิดเล่าทั้งความเป็นมาและการทำงานให้ฟังอย่างละเอียด

"พี่เคยทอผ้าถวายให้กับสมเด็จพระเทพฯ ด้วยเมื่อตอนที่เสด็จเปิดสะพานมิตรภาพที่สะหวันนะเขต โดยทอเป็นลายนาคไต่ขัวบัวพันชั้น ซึ่งเป็นลายผ้าโบราณของลาวที่ทอยากมากและมีความสวยงามมากและพระองค์ก็ทรงโปรดมาก”

คืนนั้นระหว่างโดยสารบนรถไฟตู้นอนจากหนองคายกลับเข้ามากรุงเทพฯ แม้อากาศจะเย็นแต่เราก็รู้สึกอบอุ่นเมื่อควักเอาผ้าห่มละหาที่มีสีสันเป็นเอกลักษณ์ขนาดย่อมๆ ที่ตัดสินใจซื้อมา (ด้วยสนนราคาที่หากคิดว่าแค่ผ้าฝ้ายทอมือราคาเท่านี้แล้วย่อมขัดแย้งกันอยู่มาก) เมื่อตอนกลางวันขึ้นมาห่มอย่างสุขใจ

ป.ล. ในปี 2551 ถ้าใครได้บังเอิญเดินทางผ่านไปสะหวันนะเขต ฝากเยี่ยมพี่ท่านนี้ด้วย

ที่อยู่ของโรงงานผ้าละหา:
Thong Laha Sinh
248 Factory: P.O.Box 157
Savannakhet Province, Lao PDR
Tel:(856) 41-212-398
Fax:(856) 41-212-316

เว็บไซต์ของผ้าละหา www.lahasinh.com
Email : lahasinh@hotmail.com

ความเคลื่อนไหวในบ่อน้ำ

Submitted on 23 January 2008 - 03:10:12.  Category: (ยังไม่ได้กำหนด).  Tags:

ผมเพิ่งกลับจากการเดินทางอีกครั้งหนึ่งหลังจากต้นปีผ่านมา...

เป็นการเดินทางที่ไม่ยาวนานนักในสามจุดหมายคือเซินเจิ้น หนึ่งเมืองของจีนแผ่นดินใหญ่ แวะฮ่องกงและกลับจากมาเก๊า แต่ก็มีความเหนื่อย เหน็บหนาวจากสภาพอากาศอันไม่คุ้นเคยของจุดหมายที่ว่า

แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าการเดินทางอันไม่คาดหมายว่าจะผ่านเข้ามาสู่ชีวิตรวดเร็วอย่างไม่ทันจะตั้งตัว จะเป็นการเดินทางอีกครั้งที่ ‘ช่วยชีวิต’ ผมเอาไว้

................................................

ที่ว่าการเดินทางช่วยชีวิตเอาไว้นั้น ไม่ได้หมายความว่าผมไปผ่านพ้นหรือผจญภัยกับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแล้วเอาชีวิตรอดกลับมาได้ แต่หมายถึงว่าช่วงเวลาแห่งการเดินทางมันได้ช่วยให้ผมหลุดพ้นไปจากข่าวไร้สาระที่เกิดขึ้นในภาวะประจำวัน ที่หากยังอยู่เมืองไทยก็คงไม่แคล้วหรืออดไม่ได้ที่จะได้ยินหรือกรอกหูจนต้องถูกทับถมจากข่าวสารเยี่ยงนี้แม้ว่าจริงๆ จะไม่ได้ให้ความน่าสนใจกับข่าวสารที่เกิดขึ้นก็ตาม

................................................

“เมื่อสองคืนก่อนมีไฟไหม้ตึกตรงนี้ ไฟลุกท่วมด้านข้างเลยนะ แต่ข้างในไม่ไหม้เลย”  น้าแท็กซี่คันที่นั่งกลับมาจากสนามบินเปิดฉากการสนทนาขึ้นหลังจากก่นด่าเพื่อนร่วมเลนที่เบียดเสียดยื้อแย่งช่องจราจรและรถติดไฟแดงมาได้ร่วมสิบนาทีโดยไม่ขยับเขยื้อน
“ไม่รู้มันเผาเอาประกันหรือเปล่า เพราะสร้างก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็หยั่งว่าแหละครับที่ตรงนี้มันโหงวเฮ้งไม่ดี เป็นที่สามแพร่ง ทำอะไรก็ไม่ขึ้น” น้าแกว่าของแกต่อ

ทันใดนั้นเสียงวิทยุในรถแท็กซี่ก็ดังขึ้นเป็นรายการที่มีเสียงผู้ชายสนทนากันสองคนและเป็นรายการเกี่ยวกับข่าว

ผู้จัดคนแรกเล่าว่าตอนนี้หกพรรคการเมืองจับมือกันได้แล้วจะจัดตั้งรัฐบาลด้วยเสียง 315 เสียงโดยมีพรรคประชาธิปัตย์ถูกปล่อยให้เหลืออยู่พรรคเดียวต้องเป็นพรรคฝ่าค้านไป

อีกข่าวหนึ่งเป็นการรายงานของผู้จัดรายการอีกคนหนึ่งว่าตอนนี้ได้มีสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่เกิดขึ้นและเริ่มเผยแพร่ภาพแล้ว เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะที่ไม่ให้มีโฆษณาแต่มีผู้อุปถัมภ์รายการได้ และสถานีโทรทัศน์แห่งใหม่นี้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหลายวงการมาเป็นคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย...

จากทั้งหมดที่ได้ยินมาจะกล่าวได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นเป็นข่าวสาร ข่าวสารที่มีประโยชน์มีคุณค่าน่าบริโภค หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่ผ่านเข้ามาในหูในช่วงเวลาหนึ่งซึ่งกินเวลาไม่ถึงสามสิบนาทีนับแต่รถติดไฟแดงจนแล่นถึงจุดหมาย

................................................

ผมถึงเรียกว่าการเดินทางครั้งนี้ช่วยชีวิตผมไว้ เพราะการห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนไปชั่วเวลาหนึ่ง จะกี่มากน้อยก็ย่อมทำให้เราทนเรื่องบางเรื่องที่เคยทนไม่ได้ หรือได้ยินเรื่องบางเรื่องที่น่าจะเป็นสิ่งเก่าหรือเรื่องเก่าแต่เวลาที่แตกต่างออกไปแต่เวลาก็ทำให้มันดูเหมือนมีองค์ประกอบใหม่ ดูแปลกหูแปลกตาน่าสนใจน่ารับรู้ขึ้นทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วอาจจะคือเรื่องเก่าหรือสิ่งเก่าๆ ที่วนเวียนในกรอบของการรับรู้เดิมๆ

การเดินทางแม้สักชั่วเวลาหนึ่งก็ทำให้เราเกิดความรู้สึกอยากจะรับรู้หรือสิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่ประสาทสัมผัสก็คล้ายดูเป็นเรื่องใหม่หรือข่าวสารที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ทำให้ไม่น่าเบื่อหรือไม่รู้สึกว่าต้องถูกยัดเยียดหรือต้องทนรับฟังแต่อย่างใด

การมีรัฐบาลใหม่ (จากนักการเมืองหน้าเดิมๆ วิธีการทำงานเดิมๆ หรือบรรยากาศของการยื้อแย่งแบ่งปันผลประโยชน์แบบเดิมๆ) หรือการมีสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ (แต่ไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะเป็นสถานีเพื่อสาธารณะอย่างแท้จริงได้อย่างไรโดยไม่ใช่แหล่งทำมาหากินและการยัดเยียดจากสื่ออีกทางหนึ่ง) ฟังเหมือนเป็นบรรยากาศที่มีความหวังของคนที่ห่างบ้านห่างเมืองแล้วกลับมาสู่บรรยากาศของการรับรู้ข่าวสารต่างๆ อีกครั้ง เป็นเหมือนความเคลื่อนไหวที่ยังไม่แน่ใจว่าจะไปในทางดีหรือทางร้าย

แต่มองในอีกมุมหนึ่งมันก็ช่างคล้ายรอยกระเพื่อมไหวของวงน้ำที่เกิดขึ้นในบ่อน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งก่อนที่วงน้ำที่เคลื่อนไหวนั้นจะตีวงกว้างจางหายไปกับขอบบ่อแคบๆ อย่างรวดเร็วภายใต้บรรยากาศเก่าๆ เดิมๆ ของประเทศแห่งนี้

น้ำใจต่างรอยยิ้ม

Submitted on 31 December 2007 - 00:16:10.  Category: สังคม.  Tags:

คนเราล้วนประสบชะตากรรมที่หลากหลายขณะ ‘เดินทาง’…
และก็เช่นกัน – ที่ยุคปัจจุบันคนเรา ‘เดินทาง’ ด้วยวัตถุประสงค์และรูปแบบที่หลากหลายมากมายกว่าแต่ก่อน

เราพ้นจากยุคสมัยของการเดินทางด้วยเรือกลไฟที่ต้องอาศัยเวลาเป็นแรมเดือนกว่าจะพ้นโค้งน้ำเข้าสู่น่านน้ำบ้านอื่นเมืองอื่น เราเลิกพึ่งพารถไฟที่ต้องถาโถมเชื้อเพลิงจากท่อนฟืนและก็เช่นเดียวกันรถม้า จักรยานหรือแม้แต่เกวียนเทียมวัวควายกลายเป็นพาหนะพ้นยุคตกสมัย ไปไหนมาไหนอืดอาดไม่เท่าทันความรวดเร็วของจิตใจและยุคสมัย

แต่ไม่ว่ารถจะเคลื่อนไหวได้ว่องไวขึ้นหลายร้อยเท่าจากพาหนะที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ ไม่ว่าคนเราจะเคลื่อนที่หรือย้ายถิ่นข้ามเมือง ข้ามประเทศหรือข้ามทวีปได้ด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นเหินฟ้าได้ชั่วไม่กี่ชั่วโมงหรือข้ามคืนก็บรรลุจุดหมายแล้วก็ตาม แต่คนเราก็ไม่อาจหนีพ้น “ชะตากรรม” ที่หลากหลายในระหว่างการเดินทาง

การเดินทางโดยปราศจากความจำเป็น ต้องพลัดพรากจากบ้านจากพ่อแม่ครอบครัวเพื่อนฝูงเพื่อออกเที่ยวถือเป็นชะตากรรมแรกที่คนเราหาญกล้าหยิบยื่นให้ตัวเองด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

สุขเมื่อรู้ว่าจะได้ออกไปเผชิญกับความไม่แน่นอนและชะตากรรมอื่นๆ ที่รอท่าในการเดินทาง...

1
คนหลายคนเดินทางเพื่อเพียงจะนั่งลง

เขยิบเข้าไปใกล้...ความห่างไกล

Submitted on 15 December 2007 - 00:04:54.  Category: สังคม.  Tags:

“เราคิดว่ามันอาจจะเร็วเกินไปไม่ว่าจะสำหรับนักท่องเที่ยว การลงทุนหรือความช่วยเหลือ... ตราบใดที่มีเงินก้อนใหม่เข้ามาในประเทศ ก็ยิ่งจะทำให้รัฐบาลทหารเพิกเฉยต่อแรงจูงใจที่จะทำให้ความเปลี่ยนแปลง”

ออง ซาน ซูจี 2538

“เราหวังว่าคุณจะไม่เข้ามาเที่ยวพม่ากับการมีกล้องในมือและแค่เพื่อการเก็บรูปถ่ายเท่านั้น เราไม่ต้องการนักท่องเที่ยวแบบนั้น จงพูดคุยกับคนที่คุณอยากจะคุยด้วย ปล่อยให้เขาได้เรียนรู้เงื่อนไขข้อจำกัดในชีวิตของคุณบ้าง”

ชาวย่างกุ้งผู้สนับสนุนพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย 2547

 

สายตาที่สื่อส่งมาดูเหมือนรู้จัก รอยยิ้มที่ค่อยๆ คลี่คลายบนใบหน้าแลดูคุ้นเคย ไม่นับวงแขนหรือเอื้อมมือที่ไม่รอช้าที่จะยื่นมาจับมือถือแขนทักทายราวกับเพื่อนเก่าผู้ห่างหายไปนาน ทุกสายตาทุกวงหน้าพรักพร้อมที่จะทักทายและหยิบยื่นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้กับพวกเรา...ซึ่งแท้จริงแล้วอยู่ในฐานะนักท่องเที่ยว

การเดินทางในประเทศสหภาพพม่า 14 วันเพื่อ ‘เยี่ยมไข้’ เพื่อนบ้านผู้ขาดไร้บรรยากาศเสรีภาพและประชาธิปไตย เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ข่าวคราวของการปราบปรามพระสงฆ์และประชาชนชาวพม่า ที่ออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลทหารพม่าที่ขึ้นราคาน้ำมันและแก๊สจากราคาเดิมหลายเท่าตัว จนกระทั่งลุกลามบานปลายกลายเป็นการเรียกร้องให้นำประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่พม่าอีกครั้งหนึ่ง เป็นไปด้วยความรุนแรงในช่วงกลางเดือนสิงหาคมเรื่อยมาจนกระทั่งกลางเดือนตุลาคม 2550

การเดินทางในประเทศที่ปิดตัวเองมายาวนาน ซ้ำยังถูกนานาอารยะประเทศที่ได้ชื่อว่าโปรประชาธิปไตยคว่ำบาตรทางการค้า ภายหลังจากเหตุการณ์ความรุนแรงซึ่งถือว่าเป็นการปราบปรามประชาชนครั้งใหญ่ในพม่า หลังจากเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 8-8-88 (8 สิงหาคมปี 2531) ถือเป็นการเดินทาง ‘เข้าไปใกล้’ ประเทศเพื่อนบ้านประเทศนี้ ซึ่งเกือบตลอดเวลาที่ผ่านมาของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าไม่ว่าจะเป็นในแง่มุมประวัติศาสตร์หรืออคตินิยม ที่คนไทยมีต่อความคิดแบบเห็นคนพม่าเป็นศัตรูที่ปรากฏอยู่เรื่อยมา โดยเฉพาะในหนังสงครามหรือความสัมพันธ์ทางการค้าและการเมืองของไทยที่มีต่อพม่า ย่อมถือได้ว่าแม้จะวางตัวเป็นเพื่อนบ้านที่แนบชิดชายแดนด้านตะวันตกของไทยมาช้านาน แต่ก็นับได้ว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้านผู้ห่างเหินและห่างไกลจากการรับรู้ของคนไทยมาโดยตลอด

ประเทศพม่าหลังควันปืนและคาวเลือดของผู้บริสุทธิ์หลังการลุกฮือทางการเมืองอีกครั้ง ยังคงคึกคักในภาคของเมืองอย่างเมืองหลวง (เก่า) ย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์ ยังคงงดงามเงียบสงบและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธาของประชาชนชาวพม่าที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างเมืองพุกาม หรือกระทั่งดินแดนห่างไกลและมีธรรมชาติเฉพาะตัวที่ยิ่งใหญ่อย่างทะเลสาบอินเลและชาวบ้านรอบๆ ทะเลสาบที่ดำเนินชีวิตไปโดยไม่สนใจต่อความเปลี่ยนแปลงหรือกระแสร้อนแรงทางการเมืองใดๆ มาเนิ่นนาน

เมื่อตกเป็นนักท่องเที่ยวในท่ามกลางกระแสที่ผู้คนหวาดกลัวการเดินทางในพม่า ด้วยเกรงว่าจะเสี่ยงภัยนานาประเภท (พม่าเพิ่งจะยกเลิกคำสั่งประกาศเคอร์ฟิวเป็นเวลาสามเดือน นับแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปลายเดือนกันยายน) จนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ควรจะมีดังที่เคยเป็นมาในช่วง “ไฮซีซั่น” หดหายไปจนแทบจะนับหัวได้ นอกจากจะทำให้รูปแบบการเดินทางจากที่เคยคาดการณ์หรือวางแผนไว้ต้องปรับเปลี่ยนออกไปแล้ว ยังมีผลทำให้ต้องเผชิญกับชาวบ้านธรรมดาๆ ที่แปรผันตัวเองมาทำมาหากินกับนักท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังหลายต่อหลายแห่งทั่วประเทศพม่า นับแต่บริเวณมหาเจดีย์ชเวดากองในกรุงย่างกุ้ง วัดชเวนันดอที่เก่าแก่ในเมืองมัณฑะเลย์หรือหลายๆ วิหารอันสวยงามในเมืองพุกามที่เราจะต้องรับมือ ปะทะคารมและความรู้สึกกับรูปแบบที่หลากหลายของคนพม่าที่เข้ามาหากินกับนักท่องเที่ยว ทั้งการเข้ามาขอรับบริจาคเงิน เข้ามาขายโปสการ์ดหรือสินค้าที่ระลึกแบบที่แทบจะยัดเยียดขาย ให้หรือเดินตามตื้อโดยที่เราไม่ต้องการ จนทำให้แต่ละฝ่ายต้องอึดอัดหรือเสียความรู้สึกต่อกันไป

1
เรียกแท็กซี่ออกจากสนามบินได้คนที่แฝงตัวเป็นไกด์ติดตามมาด้วย

รู้ดีว่าไม่จำเพาะแต่การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศพม่าดอกที่นักท่องเที่ยวจะถูกตอมหรือตามตื้อเช่นที่เราประสบที่พม่า หากเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางในหลายประเทศในเอเชีย (ไม่เว้นแม้แต่ในประเทศไทย) ที่เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าน่าเที่ยวหรือมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังก็ต้องพานพบกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่ดูกระหายดอลลาร์ไม่แตกต่างกัน    

2
พระที่ชเวดากองแฝงตัวเข้ามาพูดคุย ทำพิธีให้และขอเงินบริจาคให้เหตุผลว่าเพื่อสนับสนุนศาสนา

แต่หลายช่วงตอน ณ หลายจุดของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหรือน่าสนใจที่เราจะต้องแวะชมในพม่าทำให้เราได้พบกับเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิง ชายหนุ่ม หญิงสาวหรือป้าลุงหลากหลายวัย ซึ่งดูเหมือนว่าพร้อมที่จะทักทายปราศรัยแย้มยิ้มด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร แต่เมื่อรู้ว่าเราไม่สนใจที่จะอุดหนุนสินค้าจำพวกพวงมาลัย โปสการ์ด หนังสือ ภาพเขียนที่ถูกนำมาเสนอหลังจากการชี้ชวนให้ดูสิ่งนั้นสิ่งนี้อย่างมีน้ำใจ หรือไม่ได้รับรู้ธรรมเนียมว่าจะต้องให้เงินบริจาคแก่คนที่มาเปิดประตูเพื่อให้เข้าชมวิหารบางแห่งในพุกาม แล้วต้องถูกตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวให้ต้องบริจาคเงิน สีหน้าและท่าทางของพวกเขาก็พร้อมที่จะกลับกลายเป็นยิ่งกว่าคนแปลกหน้า และวางระยะทางห่างเหินยิ่งกว่าตอนแรกที่พบเจอกันเสียอีก

3
เณรที่วัดชเวนันดอ มัณฑะเลย์ยิ้มสวยให้กล้องเพราะรู้ดีว่าจะได้เงินดอลลาร์

จากการได้พบพูดคุยกับคนพม่าหลายคนและจากภาพชีวิตรายรอบตัวที่ได้พบเห็น เรารู้ดีว่าความเป็นอยู่ของคนพม่าในดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งจากป่าไม้ แร่ธาตุ อัญมณีต่างๆ นั้นไม่ได้ช่วยให้พวกเขากินดีอยู่ดีหรือมีปัจจัยพื้นฐานแค่ชีวิตปกติวิสัยควรจะได้หรือควรจะมี เพราะการปกครองแบบเผด็จการทหาร มิหนำซ้ำกว่าจะหาเงินได้แต่ละเจี้ยด (หรือจ๊าด  - Kyat) ล้วนแต่ยากลำบากและหลายคนค้นพบวิถีทางทำมาหากินด้วยการรอการหยิบยื่นเศษเงินจากนักท่องเที่ยว ด้วยการฉ้อโกงอารมณ์หรือการบิดเบือนภาพของความมีน้ำใจไปสู่การได้มาซึ่งเงินตรา แม้สัก 500 หรือ 1,000 เจี๊ยด (ประมาณสิบสามบาทหรือยี่สิบเจ็ดบาท) จากการเดินตามตื้อขายสินค้าที่ไม่น่าสนใจหรือไม่เป็นที่ต้องการให้แก่นักท่องเที่ยว

4
เด็กหญิงหน้างอขายพวงมาลัยที่ชเวนันดอ

5
ยายแก่ขายมาลัยที่วัดชเวสิกอง พุกาม

เมื่อแรกที่จะก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อไปเดินทาง 14 วันในประเทศพม่าเราคาดเดาเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ว่าจะได้พบภาพที่หดหู่ หรือความเป็นอยู่ที่ไม่เป็นไปตามปกติวิสัย ที่คนเราควรจะมีอยู่ท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่ชีวิตทั่วไปต้องการของคนพม่า

6
ทำทีว่าชี้ชวนให้ดูนู่นนี่สุดท้าย ผลักดันให้ซื้อของที่พุกาม

7
การผลักดันให้ซื้อภาพเขียนทรายราคาไม่เป็นธรรมของแม่ค้าที่พุกาม

แต่เมื่อได้เดินทางขยับเข้าไปใกล้ความห่างไกลแบบพม่านั้นเราจึงได้เห็นหลายชีวิต หลายแววตาและสีหน้าของความเป็นมนุษย์ที่ไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นในความเป็นคนพม่า คนไทย คนแขกหรือคนฝรั่งผิวขาวตาน้ำข้าวที่ล้วนแต่แสวงหาและกระหายปัจจัยเทียมๆ ที่เรียกว่าเงินตรา จนไม่สนใจที่มาหรือฉวยใช้โอกาสจากความน่าสงสารน่าเห็นใจ มาแปรเปลี่ยนให้เป็นรายได้ที่ได้มาง่ายดายกว่าการลงน้ำพักน้ำแรงทำกินอย่างสุจริตในรูปแบบอื่นๆ

ไปทำไม

Submitted on 13 November 2007 - 04:45:04.  Category: สังคม.  Tags: everest

ผมหยิบยืมคำว่า “ไปทำไม” ขึ้นมาเป็นชื่อเรื่องของข้อเขียนนี้จากชื่อสำนักพิมพ์ของรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับภาพถ่ายการเดินทางและโปสการ์ดราคาประหยัดเพียงสามใบสิบบาท และเขาเรียกขานสำนักพิมพ์ตัวเองในเชิงสัพยอกว่า ‘สำนักพิมพ์ไปทำไม’...แม้จะฟังดูคล้ายกับว่าเจตนาจะกวนๆ แต่ก็เข้าท่าดีเหมือนกัน

คำว่า “ไปทำไม” แม้จะดูคล้ายกับการตั้งคำถามโดยตรง แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนการปุชฉาโดยมีโทนของน้ำเสียงฟังเหมือนกับการบ่นพึมพำกับตัวเองหรือการพ่นความไม่ได้ดังใจหรือความไม่เข้าใจของคนที่บังเอิญไปประสบพบเห็นพฤติกรรมของ “การไป” (ที่ไหนสักที่ ของคนสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่ง)

ไม่ใช่ความบังเอิญที่ทำให้ไปประสบพบเห็นการเดินทางของคนไทยกลุ่มหนึ่งเพื่อท้าทายความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ ( 8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง – เป็นระดับความสูงจากเว็บไซต์ Wikipedia.org บางแหล่งอ้างว่ายอดเขาแห่งนี้สูง 8,850 เมตรฯ) ซึ่งเป็นยอดเขาสูงที่สุดในโลก งานนี้สถานีโทรทัศน์ TITV ได้นำชาวไทยกลุ่มหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิดจากการรายงานข่าวหรือสกู๊ปพิเศษที่เคยได้รับฟังมีทั้งหมด 9 คน) เดินทางไปเก็บตัว ฝึกฝนการป่ายปีนและการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยในการปีนเขา ฝึกฝนการปีนเขาเอเวอเรสต์กับชายชาวเชอร์ปาซึ่งเป็นทั้งไกด์ ครูฝึกและคนนำทางท้องถิ่นกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นชาวเนปาล ชาวเชอร์ปาที่มีชื่อเสียงในระดับโลกถึงความชำนาญและความเชี่ยวชาญการปีนเขาสูง (โดยเฉพาะยอดเอเวอเรสต์ที่อยู่ในประเทศเนปาล) มาเนิ่นนานแล้ว นับตั้งแต่สมัยที่เอ็ดมันด์ ฮิลลารี พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้ในวันที่ 29 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1953 การเดินทางขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกของชาวชาวนิวซีแลนด์คนนี้ จะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมทางชาวเชอร์ปาที่ชื่อว่า เทนซิง นอร์เกย์

หลังจากวันแห่งความสำเร็จของคนทั้งคู่ กว่า 50 ปีต่อมาได้มีผู้คนจาก 63 ประเทศ 1200 คนได้สรรหาเส้นทางขึ้นสู่ปลายยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งนี้ (ซึ่งมีเส้นทางขึ้นสู่ Summit หรือปลายยอดทั้งหมด 15 เส้นทาง) จนสำเร็จและได้รับการจดจารเอาไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้พิชิตยอดเขาแห่งนี้

1

2

“ปฏิบัติการเกียรติยศ สู่ยอดเอเวอเรสต์” ของคนไทยโดย TITV และผู้ให้การสนับสนุน (ซึ่งส่วนมากเป็นห้างร้านบริษัทใหญ่ๆ) เชื่อแน่ว่าคงไม่มีเหตุผลใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่จะนำภาพและชื่อของคนไทยเข้าไปต่อแถวในขบวนการของผู้ขึ้นไปย่ำยอดเขาเอเวอเรสต์ ภาพของการนำธงไตรรงค์ของไทยไปปักบนความสูงกว่าแปดพันเมตรบนยอดเขาน่าจะนำมาซึ่งน้ำตาแห่งความปลื้มปิติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ให้ความสนใจในปฏิบัติการครั้งนี้

3
มุมมอง 360 องศาบนยอดเอเวอเรสต์

ข่าวคราวของความพยายามทุกวิถีทาง (โดยมีสปอนเซอร์สนับสนุนและมีชาวเชอร์ปา ซึ่งเป็นญาติของเทนซิง นอร์เกย์ ชาวเชอร์ปาคนแรกในประวัติศาสตร์ผู้พิชิตเอเวอเรสต์) ในการที่จะขึ้นสู่ยอดซัมมิทได้ถูกนำเสนอผ่านช่วงรายการทั้งช่วงข่าวและรายการบันเทิงปกิณกะอื่นๆ ของสถานี TITV อยู่ทุกวี่วัน ด้วยเหตุนี้มันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสนใจของคนไทยโดยเฉพาะคนไทยที่สนใจเรื่องราวของการเดินทาง การเอาชนะเรคคอร์ทหรือปูมบันทึกต่างๆ ที่มีคนจากหลากหลายเชื้อชาติได้เข้าไปฝากชื่อเอาไว้ ไม่รวมถึงคนไทยในภาพรวมที่ถูกเอาเข้าไปเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการครั้งนี้โดยการใช้ถ้อยคำในทำนองว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อเกียรติยศของคนไทย

ความเป็น ความตาย ความทุกข์ ความสุขของคนไทยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในปฏิบัติการครั้งนี้จึงถูกนำเสนอประหนึ่งเป็นปฏิบัติการแห่งความเสียสละหรือปฏิบัติการอันศักดิ์สิทธิ์ หรือเป็นการทำเพื่อชาติ มีการนำเสนอเรื่องราวและภาพประหนึ่งผู้ที่ได้เข้าไปเป็นคนไทยหนึ่งในเก้าเปรียบเหมือนวีรบุรุษหรือวีรสตรี โดยหลงลืมหรือมองข้ามไม่ลงลึกซอกหลืบทางความคิดในแง่ที่เป็นปัจเจกของบุคคลเหล่านี้แต่ละคนว่าไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ยอมเสี่ยงต่ออาการแพ้ความสูง หิมะกัดจนพิการหรืออุบัติเหตุร้ายแรงจากหิมะถล่มหรือสภาพอากาศแปรปรวนไปเพื่ออะไร...

4
แผนที่เส้นทางขึ้นสู่ซัมมิท

หากเราลองทำใจให้กว้างและเข้าใจปรากฏการณ์แห่งการเดินทางครั้งนี้ว่ามิใช่การเอาอย่างฝรั่ง หรือความคลั่งไคล้ในการทำลายสถิติหรือความพยายามในการยัดเยียดชื่อคนไทยเข้าไปต่อแถวในหางว่าวของรายชื่อผู้ที่ทำสำเร็จมาก่อนหน้านั้นในเรคคอร์ท เราย่อมเข้าใจได้ว่าคนไทยไม่ว่าใครก็ตาม หรือจะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตามมีสิทธิ์ที่จะทำอะไรพรรค์นี้ได้เหมือนๆ กับชาวโลกจากประเทศชาติอื่นๆ

5
ชาวเชอร์ปา

การเดินเท้าและป่ายปีนน้ำแข็งอันหนาวเย็น เสี่ยงภัยในสภาพอากาศปกติของยอดเขาสูงๆ อย่างเอเวอเรสต์นั้นอุดมไปด้วยความเสี่ยงสารพัด และหากใครก็ตามที่มุ่งหวังว่าจะไปขึ้นสู่ยอดเอเวอเรสต์ย่อมพานพบกับสายตาและน้ำเสียงอันไม่เข้าใจว่า “จะไปกันทำไม” เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของผู้ล้มเหลวพบว่ามีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการเยี่ยงนี้ไปแล้วเกือบสองร้อยชีวิตดังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่นักเดินเขาสู่เอเวอเรสต์ต้องสังเวยชีวิตไปกับพายุที่ซัดเข้ามาอย่างฉับพลันในวันที่ 10 พฤษภาคมปี 1996 ซึ่งนักเขียนสารคดีชาวอเมริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งนั้นได้เขียนบันทึกออกมาในหนังสือชื่อ Into Thin Air

6
นักปีนเขาสู่ยอดเอเวอเรสต์

ผมไม่ได้จ้องมองปฏิบัติการครั้งนี้ในแบบฉงนสนใจ ลุ้นระทึกหรือด้วยความทึ่ง หรือแม้แต่รู้สึกว่าตัวเองจะอิจฉาตาร้อนที่คนไทยได้เข้าไปร่วมในขบวนการย่ำยอดเขาเอเวอเรสต์ ผมเพียงแต่นึกถึงมุมที่หลากหลายของเรื่องราวและพบว่าคำตอบของเรื่องราวที่แท้จริงน่าจะมีมากกว่าการที่ (คนไทย) ใครคนใดคนหนึ่งจะยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและการเอาชนะตัวเองเพื่อแลกกับความสูงสุดที่รอคอยมานานหลายล้านปีบนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งเนปาลยอดนี้มิเช่นนั้นแล้วปฏิบัติการ ‘เกียรติยศ’ เยี่ยงนี้ก็อาจจะพบกับคำเย้ยหยันง่ายๆ ว่า “ไปทำไม” ก็เท่านั้น

ภาพประกอบทั้งหมดจากเว็บไซต์ที่มีข้อมูลดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับยอดเขาเอเวอเรสต์  www.nationalgeographic.com/everest/

ผ้าทอลายของลาวโซ่ง

Submitted on 02 November 2007 - 02:45:47.  Category: สังคม.  Tags: lao khaoyoi

เพชรบุรีวางตัวอยู่อย่างน่าสนใจจากกรุงเทพฯ…

ที่ว่าน่าสนใจนั่นคือ ระยะทางที่ไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป แค่ชั่วเวลานั่งรถเพลินๆ ไม่เกินสองชั่วโมงก็น่าจะเข้าเขตเมืองเพชร โดยมีภาพของทุ่งนายามข้าวออกรวงสีเขียวละมุนตาและต้นตาลยืนต้นเรียงรายอยู่ปลายนา หรืออาจจะเห็นปลายจั่วแหลมๆ ของบ้านหลังคาทรงไทยหลายหลังโผล่พ้นทุ่งนาหรือรั้วบ้าน เป็นฉากทั้งหลายที่บ่งบอกว่า บัดนี้เข้าสู่ดินแดนแห่งน้ำตาลเมืองเพชรแล้ว

หลายวันก่อนเป็นอีกครั้งของความตั้งใจที่จะไปเยือนเพชรบุรีโดยที่ไม่ต้องมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน มีเพียงความตั้งใจบางอย่างเกี่ยวกับบางสิ่งที่อยากไปเห็นอยากไปสัมผัส

หนึ่งในปลายทางของสิ่งที่ตั้งใจในการเดินทางครั้งนี้ก็คือ การแวะเข้าไปดูหมู่บ้านไทยทรงดำหรือว่าลาวโซ่งที่อำเภอเขาย้อย อำเภอที่เป็นทางผ่านก่อนเข้าสู่ตัวเมืองเพชรที่ได้แต่เคยผ่านไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าแต่กลับไม่เคยแวะจริงๆ จังๆ เลยสักที

อำเภอเขาย้อย ชื่อนี้เป็นชื่อเดียวกับภูเขาและถ้ำ ภาพของเขาสูงและถิ่นถ้ำจึงเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่บอกกับผู้สัญจรว่านี่คือเขตเมืองเพชร และหากใครที่ได้เคยผ่านไปมาคงเคยสังเกตว่าข้าวแกงเมืองเพชรที่ว่ามีชื่อไม่แพ้ขนมหวาน ก็มีให้ลิ้มลองเรียงรายอยู่สองข้างทางยามที่เรากำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวจังหวัด

แต่การไปครั้งนี้ไม่ได้แวะร้านข้าวแกงหรือถ้ำเขาย้อยที่เนืองแน่นไปด้วยหมู่วานร (ลิงแสม) ที่ลงมาป้วนเปี้ยนรอรับนักท่องเที่ยวอยู่แถวปากถ้ำ แต่เราแวะเข้าไปลึกกว่านั้น ในเข้าไปในเขตหมู่บ้าน ผ่านทุ่งนาข้าวเขียวๆ เข้าไปตามทางสายเล็กๆ เพื่อเยี่ยมชมศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ ตามคำบอกเล่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาและตามข้อมูลที่พอจะหาได้ก่อนจะมาเพชรบุรี

ดินแดนไทยทรงดำของตำบลเขาย้อยในปัจจุบันแทบจะไม่มีสิ่งใดที่ผิดแผกออกไปจากบ้านเรือนและชุมชนของคนไทยเชื้อสายอื่นๆ ในปัจจุบัน นอกจากอาคารภายในศูนย์วัฒนธรรมที่มีรูปร่างคล้ายกระท่อม ที่มีเสายกพื้นสูง ขนาดและรูปทรงของหลังคาที่แตกต่างออกไปจากเรือนไทยในชนบท แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างอย่างเป็นเอกลักษณ์คือรูปร่างของจั่วที่คล้ายกับกาแลของเรือนทางภาคเหนือ แต่เป็นกาแลที่ไม้ไขว้กัน ส่วนปลายของแต่ละด้วยม้วนวนเข้าหากัน ซึ่งเพียงแค่รูปแบบของสถาปัตยกรรมนี้ที่ได้เห็นก็ทำให้เรามั่นใจในความมีเอกลักษณ์ของชาวลาวโซ่ง

pic2

ตามเอกสารที่มีไว้ให้หยิบอ่าน บ่งบอกประวัติของชาวไทยทรงดำ (ลาวโซ่ง) ไว้ว่า “ไทยทรงดำหรือลาวโซ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เมืองแถน แต่เดิมเป็นเมืองใหญ่ของแคว้นสิบสองจุไท ปัจจุบันคือเมืองเดียนเบียนฟู อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนาม ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแผ่นดินไทยนานกว่า 200  ปี อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยเข้ามาสู่ประเทศไทยตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี รัชกาลที่ รัชกาลที่ ตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วไปในเขตภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ที่อำเภอเขาย้อยมีประชากรมากกว่าร้อยละ 80 เป็นชาวไทยทรงดำ”

ประวัติที่หยิบยกมามิได้มุ่งเน้นสิ่งอื่นหรือความเป็นอื่นในเชื้อสายความเป็นไทยทรงดำที่มีจุดกำเนิดมาจากดินแดนหนึ่งในละแวกประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเวลานานปีที่ผู้คนกลุ่มนี้ฝังตัวอยู่ในสังคมไทยและกลายเป็นคนไทยอีกชุมชนหนึ่งในที่สุด สิ่งที่หลงเหลือตกค้างทางวัฒนธรรมและศิลปะของลาวโซ่งที่ได้พบเห็นในหมู่บ้าน ณ วันนี้ก็คือรูปแบบงานทางสถาปัตยกรรม (ของตัวเรือน) และผ้าทอลายอันมีเอกลักษณ์เฉพาะและโดดเด่นไม่แพ้กัน

pic1

เมื่อได้ทัศนาผ้าทอซึ่งเคยเป็นชุดแต่งกายประจำชนชาติลาวโซ่งทั้งแบบหญิงชาย (ชุดฮี สำหรับทั้งชายและหญิง ชุดฮ้างนมสำหรับผู้หญิง เสื้อสำหรับชายที่เรียกว่าเสื้อไท และเสื้อก้อมสำหรับผู้หญิง) อันเป็นลวดลายอันโดดเด่นด้วยสีแดง เหลือง เขียวหรือสีสดอื่นๆ บนผืนผ้าสีดำหรือสีน้ำเงินเข้มของตัวผ้าเป็นสีพื้น ไม่ว่าจะเป็นตัวเสื้อหรือกางเกง (คำว่าไทยทรงดำเองมีที่มามาจากคำว่าไทย “ซ่วง” ดำหรือกางเกงสีดำ) ผมสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่อันเปล่งประกายออกมาจากลวดลายและสีสันของผ้าทอ โดยเฉพาะชุดเสื้อผ้าโบราณอายุนับร้อยๆ ปีและเครื่องใช้จำพวกที่นอนหมอนมุ้งที่มีแสดงเอาไว้บนตัวเรือนในศูนย์วัฒนธรรมฯ แห่งนี้

pic3

pic4

ด้วยลวดลายแบบเรขาคณิตง่ายๆ ของรูปสามเหลี่ยมหรือการเดินด้ายหรือวางผ้าเป็นเส้นตรงหรือสร้างจุดตัดกันไปมา กระทั่งการสร้างสรรค์ลายภายใต้ชื่อลายง่ายๆ เช่น ลายตานกแก้ว หรือการปักลายแสนสวยลงบน ‘ผ้าเปียว’ ก็เป็นงานผ้าทอที่มีทั้งความเรียบง่ายแต่น่าทึ่งในพลังสร้างสรรค์ของคนไทยกลุ่มนี้

แม้จะได้เห็นในช่วงเวลาแสนสั้นแต่ก็ผมก็เชื่อแน่ว่าคงไม่มีชาวลาวโซ่งคนไหนที่มีชีวิตอยู่ที่อำเภอเขาย้อยหรือที่อื่นๆ ในประเทศไทย ได้นำชุดเสื้อผ้า ผ้าปักและผ้าทอแสนสวยแบบที่ได้เห็นในศูนย์วัฒนธรรมฯ เอามาใช้เป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้งๆ ที่แบบเสื้อผ้าก็ไม่ได้ต่างไปจากชุดสวยหรูที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์รุ่นใหม่หรือรูปแบบเสื้อผ้ายุคใหม่เท่าใดนัก

pic5

pic6

การสืบต่อสืบสานและนำเสนอเรื่องราวของชีวิตไทยทรงดำให้หลงเหลือ ปรากฏ และมีพลังพอที่จะถ่ายทอดถึงความสร้างสรรค์ที่โดดเด่นให้กับผู้ที่ผ่านไปเยี่ยมชมได้ประจักษ์ ประทับใจ จนอยากที่จะเรียนรู้ให้ลึกซึ้งและเข้าถึงเรื่องราวความเป็นมาที่ก่อให้เกิดลวดลายและสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ได้ ยังคงเป็นเสมือนภาระที่หนักอึ้งสำหรับลูกหลานไทยทรงดำที่ครอบครองมรดกทางวัฒนธรรมชิ้นนี้ต่อไป และผมหวังว่า “ความธรรมดาและเรียบง่าย” ในเรื่องราวของผ้าทอลายชาวลาวโซ่งคงยั่งยืนอยู่ต่อไปและมีการมองเห็นคุณค่าหรือมีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งขึ้นต่อไป

รอยยิ้มของคนยาก

Submitted on 16 October 2007 - 02:14:00.  Category: สังคม.  Tags:

คืนและวันที่ดูแปลกหน้า แม้สบายๆ แต่ก็เปี่ยมด้วยความมุ่งหวังบางอย่าง หลายสิ่งที่ได้พบเห็นเติมเต็มความรู้สึกที่ได้รับจากการเดินทาง จากดินแดนเหนือสุดของเวียดนามประเทศเพื่อนบ้าน ตอนนี้เรากำลังไต่ตามแผ่นดินแคบๆ ที่เลียบท้องทะเลมาถึงเมืองมรดกโลกลือชื่ออย่าง  ‘ฮอยอัน’  และในระหว่างเส้นทางอันยาวไกลเราได้พบใบหน้าที่หลากหลายของคนท้องถิ่น ความเอื้ออารีโอภาปราศรัยที่มีให้กับคนแปลกหน้าอย่างเราเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้สึกแตกต่างตามประสาชาวเอเชียด้วยกัน

แต่ก็มีอยู่บางครั้งในประสบการณ์ที่พานพบที่ฮอยอันแห่งนี้ที่กลายเป็นความหลังฝังใจ แม้รอยระลึกนั้นจะไม่ลึกล้ำหรือเป็นความรู้สึกที่ยากจะลืมแต่ประการใด ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอาจจะคล้ายเยื่อใยบางๆ ของชุดผ้าอ๋าวใหญ่สีขาวที่ดูสวยงาม เปิดเผย แต่ก็ลึกลับอยู่ในที

หลายวันของการเที่ยวในเมืองเก่าแห่งนี้ของดินแดนเวียดนาม ผมไม่ได้เฉียดกรายหรือรู้สึกถูกเรียกร้องให้เดินทางออกจากเขตเมืองเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารครึ่งไม้ครึ่งปูนแบบร้านค้าโบราณเมื่อหลายร้อยปีก่อน ร้านรวงในขนาดน่ารักและขายสินค้าฝีมือ การใช้เวลาอาหารข้างทางที่รสชาติแปลกแต่อร่อย ราคาถูกและมีรูปทรงสีสันน่ามอง และการเดินเล่นข้ามสะพานลัดเลาะไปตามแม่น้ำทูบน (Thu Bon) ซึ่งเป็นสายน้ำแห่งฮอยอัน

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า เราสามารถเช่าหาจักรยานในราคาหนึ่งดอลลาร์ต่อวันขี่ออกไปเที่ยวชายหาด Cua Dai (ผมไม่แน่ใจจนกระทั่งบัดนี้ว่าจะออกเสียงเป็นภาษาเวียดนามว่ากระไร) ในรัศมีประมาณสี่ถึงห้ากิโลเมตรออกไปทางตะวันออกของตัวเมือง สภาพถนนแม้จะไม่กว้างขวางแต่ก็เป็นทางลาดยางที่ดีพอใช้ มีรถราและมอเตอร์ไซค์แล่นสวนไปมาบ้างแต่ไม่หนาแน่นนัก บนสองข้างทางผ่านร้านค้า บ้านเรือน ทุ่งนา ที่ริมน้ำที่มีป่าคล้ายๆ ป่าจากหรือป่าริมน้ำ ฟาร์มกุ้งหรือปลา ร้านอาหารริมน้ำ รีสอร์ต ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้กลายเป็นความบันเทิงเมื่อเราปั่นจักรยานผ่านไปพบเจอเป็นครั้งแรก มันคล้ายเป็นความแปลกหูแปลกตามากกว่าสิ่งที่ได้พบเจอเดิมๆ ในเมืองเก่าเมื่อสองสามวันที่แล้ว

picture1

เมื่อเข้าใกล้แถบชายหาดและริมทะเลแม้จะยังไม่ทันได้กลิ่นเกลือทะเล แต่จากร้านค้าที่ขายเสื้อผ้าและของเล่นเป่าลมสีสดใสและบริการรับฝากรถจักรยานและมอเตอร์ไซค์ ที่รอท่าอยู่ตรงเกือบจะปลายสุดถนนก็ทำให้เรารู้ว่าการเดินทางสิ้นสุดลงแล้ว ต้องเอาจักรยานเข้าไปจอดจ่ายค่าบริการประมาณสิบบาทไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกสำหรับเราเพราะที่เมืองไทย เวลาไปชายหาดหรือริมทะเลคือสถานที่ที่เราจะพบกับอิสรภาพอยากทำอะไรก็ทำ ตราบใดที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ที่นี่ แค่เดินทางถึงทางเข้าที่ไม่มีขอบเขตชัดเจน เขาก็ห้ามนักท่องเที่ยวเอาจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์เข้าไปตรงชายหาดเสียแล้ว เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจโดยเฉพาะเมื่อยังเห็นคนเวียดนามขี่มอเตอร์ไซค์เลยจุดนี้เข้าไปได้

ในบางความรู้สึกผมก็คิดว่าชายหาด Cua Dai  เมืองฮอยอันช่างคลับคล้ายคลับคลากับท้องทะเลและชายหาดบางแห่งของบ้านเรา เพียงแต่สงบมากกว่าและสะอาดกว่า ผู้คนและร้านค้าพลุกพล่านน้อยกว่าคนเวียดนามที่เดินทางมาเที่ยวจากที่อื่นก็อยู่ในชุดเสื้อผ้าเต็มตัวกันเกือบทุกคน หาได้ใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดเดินเล่นชายหาดเหมือนกับนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งที่ได้เห็น แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าทะเลที่นี่มีคลื่นแรงซัดสาดเข้าฝั่งจนไม่น่าที่จะทำให้อยากลงไปแช่น้ำ

ด้วยบรรยากาศที่ปลอดโปร่งและเส้นขอบฟ้านอกชายฝั่งที่เวิ้งว้างกว้างไกลของทะเลจีนใต้ ผมอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องเศร้าๆ ของชะตากรรมชาวเวียดนามที่จะต้องละทิ้งมาตุภูมิขึ้นเรือหนีพิษภัยของสงครามออกไปเป็นโบ้ตพีเพิ่ล เผชิญกับความเลวร้ายสารพัดกว่าจะถึงชายฝั่งของประเทศที่ต้องการลี้ภัย นอกจากการเดินสำรวจชายฝั่งซึ่งมีทั้งภาพชีวิตและธรรมชาติ ผมก็สังเกตเห็นว่าเรากำลังตกเป็นเป้านิ่งให้กับแม่ค้าคนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้หมวกงอบแบบเวียดนาม อันเป็นเครื่องหมายการค้าหลายคน ที่พากระจาดสินค้าและหาบผลไม้สดเดินเร่เข้ามาหาเราในขณะที่ผมกำลังนั่งชมทะเลอยู่อย่างผ่อนคลายปล่อยจิตปล่อยใจ   

picture2

ไม่เพียงแต่ผมเท่านั้นที่เป็นเป้าหมายให้กับแม่ค้าเหล่านี้ นักท่องเที่ยวทุกคนที่ปรากฏตัวขึ้นบนหาดทั้งฝรั่งหรือคนเวียดนามด้วยกันต่างก็ต้องได้รับการต้อนรับจากแม่ค้าประจำหาด Cua Dai ด้วยกันทั้งนั้น แม้จะรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเมื่อถูกตื้อหรือนั่งขนาบอยู่ไม่ห่างคล้ายจะคอยดูว่าเราต้องการอะไรไหม อยากจะอุดหนุนอะไรหรือไม่จากเธอคนใดคนหนึ่ง แต่ผมก็ไม่บังอาจหรือมีปัญญาที่จะบอกปัดเธออย่างเด็ดขาด ได้แต่ปล่อยให้เธอนั่งของเธอไปและผมก็นั่งมองฟ้ามองทะเลอยู่อย่างนั้น

นานจนกระทั่งความรู้สึกอึดอัดก่อตัวขึ้นมาเอง ทำให้อดไม่ได้ที่จะเหลือบไปมองตะกร้าหรือกระจาดใบย่อมๆ ที่เธอใช้บรรทุกข้าวของออกมาขายที่ชายหาด มันมีขนมขบเคี้ยวหลายยี่ห้อ ผลไม้สดจำพวกกล้วย ส้ม ฯลฯ แม้จะไม่มากมายแต่ก็แลดูมีน้ำหนัก และความมีน้ำหนักนั้นคงจะเทียบไม่ได้กับความรู้สึกอันหนักหน่วงของพวกเธอหากมันขายไม่ได้เลยหรือขายได้น้อยชิ้น

สุดท้ายเราก็ตกลงใจที่จะอุดหนุนอะไรจากเธอสักอย่างแม้จะไม่ต้องการหรือกระหายสิ่งใดในตอนนั้น ผมเพียงแต่ต้องการหยิบยื่นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับเธอ แม่ค้าผู้ซึ่งไม่รบเร้าแต่ก็เฝ้าติดตามอยู่ไม่ห่าง ผมถามราคาเมนทอสรสผลไม้จากเธอแล้วก็หยิบมันมาแท่งหนึ่ง แต่พอจ่ายเงินให้เธอไปแล้วเธอก็ยังไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน เราสนทนากันผ่านทางสายตา สีหน้าและการส่งภาษามือกันเป็นส่วนใหญ่ ผมเลยไม่รู้ถึงความคิดของเธอ ได้แต่ตีความสิ่งที่เธอเล่าออกมาว่า วันนี้ขายของไม่ค่อยได้ และก็เพิ่งจะขายขนมแท่งนี้ให้ผมด้วยค่างวดแสนจะเล็กน้อย ได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดี ผมแกะห่อขนมออกมาแล้วถามเธอว่าเคยลองกินบ้างไหม และอยากจะลองกินดูหรือไม่

เธอรับขนมเม็ดสองเม็ดไปบอกว่าได้แต่ขายไม่เคยกินดูสักครั้งแล้วก็ส่งยิ้มแบบซื่อๆ มาให้เรา ผมรู้สึกได้ว่าราคาขนมที่จ่ายให้กับเธอเทียบไม่ได้กับค่างวดของรอยยิ้มของแม่ค้าท้องถิ่นที่ทั้งแทนมิตรไมตรีและคำขอบคุณแบบง่ายๆ ให้กับเรา

ในระหว่างการเดินทางและความรู้สึกผ่อนคลายต่อหน้าท้องทะเลและชายหาดอันไพศาล เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการขี่จักรยานออกไปนอกตัวเมืองฮอยอันเพื่อไปทรุดตัวลงนั่งมองฟ้ามองทะเลริมหาด Cua Dai ได้นำความรู้สึกบรรลุในด้านหนึ่งของการเดินทางที่ทำให้เราเห็นฮอยอันได้ครบเกือบจะทุกด้าน แต่อีกด้านหนึ่งเป็นความรู้สึกภายในของตัวเองมากกว่ากับการได้เห็นและได้รับรอยยิ้ม อันตรงไปตรงมาของชาวบ้านที่ทำงานหนักด้วยการรอท่าคนมาซื้อหาข้าวของจากกระจาดสินค้าของเธอ ซึ่งเป็นชีวิตที่น่าจะเหน็ดเหนื่อยและยากไร้พอสมควรแตกต่างไปจากเรื่องราวและภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนใหญ่ที่หาดแห่งนี้ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย

ผมได้หันกลับมามองตัวเองว่า ไม่สำคัญหรอกว่าเราทำอะไรอยู่ที่ไหน สำคัญที่เรากำลังค้นพบอะไรในการเดินทางและระหว่างการใช้ชีวิตมากกว่า

« ก่อนหน้า | ถัดไป »

 

อิทธิฤทธิ์ ประคำทอง

อิทธิฤทธิ์  ประคำทอง

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ