Hit & Run
ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นวาย ส่วนตัวความจริงแล้วไม่อยากยุ่งเพราะเป็นคนรักสงบและถึงรบก็ขลาด แต่ไม่ยุ่งคงไม่ได้เพราะมันใกล้ตัวขึ้นทุกที ระเบิดมันตูมตามก็ถี่ขึ้นทุกวัน จนไม่รู้ใครเป็นตัวโกง ใครเป็นพระเอก เลยขอพาหันหน้าหาวัดพูดเรื่องธรรมะธรรมโมบ้างดีกว่า แต่ไม่รับประกันว่าพูดแล้วจะเย็นลงหรือตัวจะร้อนรุมๆ ขัดใจกันยิ่งกว่าเดิม ยังไงก็คิดเสียว่าอ่านขำๆ พอฆ่าเวลาปลายสัปดาห์ก็แล้วกัน.....
สัปดาห์นี้มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งปรากฏมาให้พอเป็นกระแส แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรแต่ก็สะท้อนสารัตถะแห่งการปลุกระดมอันเปล่ากลวงได้พอสมควร
เรื่องราวเกิดขึ้นที่ ‘วัดบางละมุง' จังหวัดชลบุรี เมื่อกลุ่มคนในนาม ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย' นับพันคนดาวกระจายไปเพิ่มกระแสไล่แม้แต่เงาของคนที่ชื่อ ‘ทักษิณ ชินวัตร' โชคดีที่พระคุณเจ้าท่านมีอุเบกขา รู้ปล่อยวาง ไม่ยึดติดในรูปทรัพย์ ตัดเชื้อไฟแต่ต้นลม เรื่องจึงไม่บานปลายและข่าวจบไปได้ในวันเดียว
ในวันที่ 29 ต.ค.51 กลุ่มคนนามพันธมิตรฯ ได้บุกเข้าล้อมอุโบสถของวัดบางละมุงที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างหลังจากมีกระแสข่าวว่า ช่างที่รับงานปั้นฐานพระประธานในอุโบสถได้ปั้นรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองชื่อดังอีกหลายคนติดตั้งอยู่บนฐานซึ่งพวกเขามองว่าไม่เหมาะสม ในขณะที่การก่อสร้างทำไปแล้วประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ใช้งบประมาณ 25 ล้านบาท
สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องคือทุบทำลายรูปปูนปั้นนักการเมืองที่ฐานนั้นทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในอริยาบทกำลังถือโทรศัพท์มือถือ นายเนวิน ชิดชอบ ที่กำลังถือมีดเชือดคอไก่ รวมไปถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา นายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือแม้แต่นายสนธยา คุณปลื้มลูกชายกำนันคนดังแห่งชลบุรี
ผู้สร้างเป็นช่างสกลุช่างเมืองเพชรบุรี ถิ่นที่มีชื่อเสียงทางด้านปูนปั้นมาแต่อดีต เขาให้เหตุผลว่า เป็นคนชอบติดตามข่าวสารการเมืองจึงขออนุญาตจากเจ้าอาวาสขอปั้นรูปนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในปี 2546 ซึ่งในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง เจตนาทำไปเพื่อบันทึกเหตุการณ์ทางเมืองไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง จนเวลาล่วงไป 5 ปี รูปปั้นนักการเมืองเหล่านี้ได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ
สุดท้ายทางวัดยินยอมให้ทุบทิ้งเพื่อความสบายใจของกลุ่มคนในนามพันธมิตรฯ ส่วนนายช่างเองไม่ได้ว่าอะไรหรือตอบโต้อย่างใดทั้งสิ้น
ผมอึดอัดใจนิดหน่อยหลังอ่านข่าว เพราะแม้แต่ความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในศิลปะปูนปั้นเมืองเพชรก็ยังถูกกดดันคุกคามไปด้วยกับกระแสการเมือง คงต้องจับตาดูต่อไปว่างานปูนปั้นเมืองเพชรที่มีรูปนักการเมืองอื่นๆ ในเมืองเพชรฯ เองที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้จะถูกกระแสเล่นงานไปด้วยหรือไม่
ทั้งนี้ หากทำความเข้าใจในลักษณะศิลปะไทยจะพบเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นคือ การสอดแทรก เสียดสี นำความเป็นไปในโลก ณ ขณะนั้นมาล้ออย่างขบขันด้วยการสอดเข้าไปในคติความเชื่อในศาสนาผ่านผลงาน แม้แต่เรื่องเชิงสังวาสของชายกับหญิง หญิงกับหญิง สังวาสของชาวบ้าน สัตว์สังวาส สังวาสในที่ลับ หรือสังวาสแปลกๆ เราก็หาดูได้จากจิตรกรรมฝาผนังไม่เว้นแม้แต่ในวัดเอกหรือวัดหลวงต่างๆ พอดูแล้วไม่เห็นมีใครพูดว่าบัดสี อุจาด และดูกันมาได้เป็นร้อยๆ ปี ศิลปะไทยจึงคล้ายเป็นการบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นอกระบบแบบหนึ่ง และนับเป็นโชคดีที่ตอนนี้กระทรวงวัฒนธรรมยังไม่กระสันและบอกให้ไปลบให้เสียฝีมือครูช่างแต่โบราณไป
ส่วนฐานพระพุทธรูปวัดบางละมุงที่เป็นข่าว แม้เป็นผลงานใหม่ไม่สามารถเอ่ยอ้างถึงคุณค่าทางอายุสมัยได้ แต่คุณค่าทางลักษณะทางเชิงช่างนั้นอาจนับว่าไม่แตกต่างไปจากรุ่นทวดรุ่นครูที่มีอารมณ์ขัน รูปปั้น ‘นักการเมืองไทย' จึงถูกปั้นไว้แทนที่พวกยักษ์แบกหรือสัตว์แบกต่างๆ ที่นิยมทำกันตามฐานประติมากรรมในพุทธศาสนา
ทั้งนี้ ประติมากรรมชนิดยักษ์แบก สัตว์แบกต่างๆ หรือสัตว์ที่ดูดุร้ายน่ากลัวที่ทำหน้าที่เหมือนอุ้มแบกสัญลักษณ์ทางศาสนาเหล่านี้เป็นการแทนสัญลักษณ์ถึงภูมิต่างๆ ในจักรวาลตามคติ ‘ไตรภูมิ'
รูปปั้นเหล่านี้เป็นพวกที่อยู่ต่ำกว่า ‘มนุษย์ภูมิ' เป็นโลกทัศน์ในการเสียดสีแบบเชิงช่างโบราณที่สะท้อนว่าพวกตัวไม่ดีอยู่ในที่ต่ำๆ ไม่พอต้องให้มันใช้กรรมหนักๆ ด้วยจึงให้ไปแบกพระแบกเจดีย์บ้าง จากแนวคิดทางศาสนาบวกลูกเล่น สิ่งไม่ดีอื่นๆ ในในโลกตามสายตาของช่างยังถูกตีความอย่างขยายความได้มากกว่าในคัมภีร์ที่มีแต่พวกยักษ์ พวกสัตว์ หากลองสังเกตดูตามงานจิตรกรรมฝาผนังภาพ ‘มารผจญ' ที่เป็นฝีมือช่างเก่าหลายแห่ง จะพบภาพฝรั่งบ้าง คนฆ่าหมูที่เป็นคนต่างชาติบ้าง แขกบ้าง เขมรบ้างอยู่ปนๆ ไปกับกับหมู่ยักษ์ที่เป็น ‘มาร' ผจญองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อมามารจึงถูกพระแม่ธรณีบีบมวยผมจนหลั่งเป็นสายธาราท่วมพัดมารเหล่านั้นดับสูญไป
ดังนั้น ‘ไตรภูมิ' คือแกนของเรื่องในการทำงานช่าง ส่วนองค์ประกอบอื่นๆคือลูกเล่นที่ช่างจะคิดสร้างสรรค์มาอวดฝีมือและสื่อออกมาสู่ผู้มองเข้าไปในศาสนาและภาพอย่างแยบยล เช่นนั้นแล้วผู้ศึกาพุทธศาสนาและศิลปะไทยจึงต้องทำความเข้าใจใน ‘ไตรภูมิ' แต่ในปัจจุบันคงห่างเหินไปจากการเรียนรู้ในกระแสหลักมากมายจนยากเข้าใจไปแล้ว จึงจะขอเล่าและเสริมโลกทัศน์ส่วนตัวเลียนอย่างธรรมเนียมช่างแต่โบราณมาเล่าสู่กันฟังสั้นๆ พอสนุกๆกันในพื้นที่ตรงนี้
‘ไตรภูมิ' คือ คติความเชื่อในพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องราวความเป็นไปทั้งหลายในจักรวาล มีความเพริศแพร้วพิสดาร เป็นทั้งเรื่องของยักษ์ มนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสูร หรือแม้แต่เทวดา ไตรภูมิ คือการแบ่งจักรวาลนี้ออกเป็น 3 ภูมิใหญ่ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ส่วนความสนุกของเรื่องอยู่ที่ความอิรุงตุงนังของเทวดาและยักษ์ที่ทะเลาะขับเคี่ยวกันมาตลอด ที่ผ่านมาเทวดามักชนะ แต่บางพฤติกรรมของเทวดา มนุษย์ตรงกลางอย่างเราๆ ดูแล้วบางทีมันก็ชวนสงสัยว่าอาจจะเลวกว่ายักษ์มารเสียอีก
ในไตรภูมิใหญ่ยังแบ่งภูมิเป็นภูมิย่อย ชั้นต่ำสุดเป็นนรกภูมิที่ซอยลงไปอีกเป็นหลายขุม ที่ตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายเพราะในวันหนึ่งข้างหน้าอาจได้ไปเยือนกันเอง ถัดขึ้นมาอีกเป็นเดรัจฉานติภูมิ หมายถึงสัตว์ที่ไปไหนมาไหนต้องคว่ำอก ต่อมาอีกเป็นเปรตภูมิที่สามารถกินบุญที่ทำไปให้ได้ สูงมาหน่อยนั่นล่ะจึงเป็น อสูรกายภูมิที่อยู่ของพวกไม่กินเหล้า หรือตัวหลักของเราที่วันนี้อาจกลับมาเป็น ‘พระเอก'
เรื่องราวตำนานที่มาทั้งชื่อและที่อยู่ของเหล่าอสูรยิ่งน่าสนใจมาก เพราะไปเกี่ยวข้องกับความกะล่อนปลิ้นปล้อนของเหล่าเทวดาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเทวดาเคยชวนเหล่าอสูรมาร่วมกันกวนเกษียณสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤทธิ์ซึ่งต้องใช้พญานาคเป็นเครื่องผลิตโดยหลอกอสูรให้อยู่หัวเทวดาอยู่หาง ขณะจะได้น้ำอมฤทธิ์พญานาคจะถุยน้ำลายพิษออกมา อสูรอยู่หัวจึงรับไปเต็มๆ ร่างกายระทวยอ่อนแรงกันไปหมด ส่วนเทวดารู้จักหลีกมาแต่ไหนแต่ไรจึงไม่โดนพิษ ตัวก็ไม่เหม็นน้ำลาย หน้าตาสะอาดดูดี สุดท้ายก็แย่งน้ำอมฤทธิ์มาแดกแต่พวกตัว เพราะเป็นเทวดาจะด่าว่าไร้มนุษยธรรมก็คงไม่ได้
บรรดาอสูรยังเคยมีเมืองสุขสบายอยู่ในทำเนียบผู้บริหาร (ไตรภูมิเดิมบอกว่าบนเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ปัจจุบันเป็นที่อยู่พระอินทร์ ผู้นำฝ่ายเทวดา) แต่พวกเทวดาคิดอุบายมอมเหล้า (อำนาจ) จนไม่ได้สติแล้วถีบไปอังกฤษเอ๊ย..ตกเขาจมลงใต้ดิน เมื่ออสูรสร่างเมาได้สติก็สำนึกตัวว่าเป็นเพราะกินเหล้ามากจนเมามายจึงต้องเสียบ้านเมืองให้กับพวกเทวดาจึงเลิกกินเหล้าแล้วไปสร้างเมืองใหม่ใต้บาดาล
ที่จริงพวกอสูรกายเองก็มีหลายพรรคการเมืองเอ๊ยหลายเมืองปกครองตัวเอง (ในไตรภูมิบอกมีแค่ 4 เมือง) แม้อยู่ใต้ดินเมืองก็กินกันจนเมืองหรูหราเป็นทองอร่ามเหมือนเมืองของเทวดา (พวกนี้ชอบการสรรหาเพราะไม่เปื้อนน้ำลาย เงินเดือนสูง มีอภิสิทธิ์ต่างๆมากมาย) ส่วนเมืองอสูรมีทั้งอสูรร่วมรัฐบาลและอสูรฝ่ายค้าน แต่ครั้งหนึ่งเคยมีพระยาอสูรตนหนึ่งมีอำนาจมากชื่อว่า ‘ราหู' เคยไปร่วมกับเทวดากวนเกษียรสมุทรด้วย รู้จักคิดใหม่ทำใหม่เลยปลอมเป็น ‘เทวดา' จนได้กินน้ำอมฤทธิ์และทำให้ ‘ฆ่าไม่ตาย' และหวังทวงเขาพระสุเมรุคืนอยู่เนืองๆ
ส่วนพวกเทวดานั้นมีนิสัยอย่างหนึ่ง เวลาจะเสียเปรียบมักชอบฟ้องพ่อ..อืมม ไม่ใช่ๆ ฟ้องมหาเทพสูงสุด องค์หนึ่งชื่อ ‘วิษณุ'หรือ ‘นารายณ์' ผู้ชอบอวตาร (ครั้งหนึ่งเคยอวตารเป็นพระราม อยู่ในวรรณะกษัตริย์เลยกลายเป็นที่มาของความเชื่อเรื่อง ‘สมมติเทพ' ) เทวดา (บ้าน) พระอาทิตย์และพระจันทร์รู้เรื่อง ‘ราหู' แอบปลอมเป็นเทวดาเลยไปบอกวิษณุ วิษณุรู้เรื่องเลยแผลงฤทธิ์ขว้างจักรแก้วไปตัดตัวราหูออกเป็นสองท่อน แต่เพราะดื่มน้ำอมฤทธิ์แล้วจึงไม่ตาย กระนั้นและยังอาฆาต (บ้าน) พระอาทิตย์และพระจันทร์ตลอดมา มีโอกาสก็จะกลับมาอมจนมืดไปทั้งเมืองกลายเป็นปรากการณ์ ‘สุริยคราส' และ ‘จันทรคราส' ดังที่รู้กัน
การต่อสู้ของเทวดากับอสูรผ่านมาถึงวันนี้ยังไม่จบ ส่วนเราๆ ท่านๆ อยู่ใน ‘มนุษยภูมิ' อิทธิฤทธิ์น้อยกว่าพวกอสูร น้อยพวกเทวดา เพียงเกิดจากน้ำเมือกๆ ขุ่นๆ ขาวผสมกับไข่ตอนสังวาสกัน เมื่อเกิดมาไม่มีฤทธิ์มากก็ต้องพึ่งพาตัวเอง จึงต้องเชื่อเรื่องสิทธิเรื่องเสียงของตัวเอง เชื่อเรื่องความเท่าเทียม เชื่อว่าพลังยิ่งใหญ่มาจากเสรีภาพในตัวเองและไม่ได้มาจากการที่ใครประทานมาให้ ดังนั้นแม้ไม่มีฤทธิ์ก็ยังอยู่ภูมิสูงกว่าอสูร หรือแม้จะอยู่ต่ำกว่าภูมิเทวดา แต่ก็โชคพวกเหล่านั้นที่มี ‘สติ' และ ‘ปัญญา' บรรลุธรรมและแก้ปัญหาเองได้โดยไม่ต้องฟ้องใคร
ความรู้เรื่องภูมิจักรวาลของจบลงแค่สงครามที่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ส่วนการที่ไม่อาจเอื้อมไปแตะหรืออธิบายถึงภูมิที่สูงกว่านี้ไม่ใช่เพราะไกลตัวแต่เป็นเรื่องที่แต่ละคนคงต้องไปศึกษา พิสูจน์และ ‘รู้' ด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ย้อนกลับมามองพวกอสุรา ที่กลายมาเป็นยักษ์แบกกับ ‘นักการเมือง' ในงานศิลปกรรมและไตรภูมิแล้วก็เห็นกรรมวิบากอันหนักหน่วงที่ต้องเผชิญ ‘นักการเมือง' นั้นถูกหลอกให้เมา (อำนาจ) ได้ง่าย เพียงแต่นักการเมืองก็ยังเป็นมนุษย์ เวลาเสียศูนย์ก็กระทบไปหมดทั้งภูมิ นายช่างคงอยากชักนำพระธรรมมาให้แบกเสียบ้างจะได้ไม่เลยเถิดเกินเส้นมนุษย์ เพราะถ้าใจพลัดตกลงไปต่ำถึงภูมิอสูร แม้มีอำนาจมากล้น แต่คงไม่พ้นถูก ‘เทวดา' ปลิ้นหลอก จนต้องทำสงครามกันอยู่ร่ำไป
ส่วนเทวดานั้นเพราะสุขสบายจนติดใจ ไม่อยากลงมาต่ำตามกรรมที่ทำไว้จึงดิ้นรนหาชัยชนะให้ตัวเองอยู่ร่ำไปจนไม่สนใจวิธีการและครรลองแห่งธรรม เพราะแม้เป็นพระอินทร์ก็ตกบัลลังก์ได้ หากมีใครทำกรรมบารมีของพระอินทร์สำเร็จ พระอินทร์บางคนกลัวมีพระอินทร์องค์ใหม่จึงตัดแข้งตัดขาคนอื่นไม่ให้ขึ้นมาแทน แม้แต่เทวดาระดับสูงยังมีความกลัว ในหมู่เทวดาจึงมีการเมือง
เสียดายก็แต่คนในมนุษย์ภูมิเวลานี้ถูกการปลุกระดมนำพาอารมณ์ไปมากจนลืมสติและบดบังปัญญาไปแทบสิ้น เวลานี้สถานะเทวดาเริ่มไม่มั่นคง ดูกันดีๆ การเมืองของเทวดาคราวนี้อาจไม่ได้หลอกแค่อสุราแต่จะหลอกมนุษย์ไปทำสงครามกับอสูรแทน
ตอนนี้เวลามองกองทัพที่ปากพร่ำพูดเรื่องธรรมะแล้วเห็นเป็นประหลาด ดูไม่สงบ สว่าง และเกิดปัญญา แต่กลับพาลนึกถึงหนังไทยที่เคยดูตอนเด็กๆ สังเกตดูหากมีไอ้ลูกกำนันกร่างๆ บอกให้ล้อม ให้จัดการ ให้ไประรานคนนั้นที คนนี้ที ไม่รู้จบแล้วล่ะก็ เดาไว้ก่อนได้เลยว่า "ไอ้นั่น มันเป็นตัวโกงแน่"
[ Permalink ] . [ 12 ความคิดเห็น ]
ฮี่....
คุณจะเขียนบทความของคุณให้สวยงามโดยอ้างอิง ไตรภูมิหรืออะไรก็ได้นะ แต่ควรจะเปิดเผยความจริงด้วยว่า งานปั้นที่สุดจะสถุลอันมีชื่อว่า "พระพุทธชินวัตร" นั้นมีรูปปั้นที่ส่อให้เห็นถึงการดูหมิ่นเหยียดหยามสถาบันอย่างที่เรียกได้ว่าใครเห็นรูปปั้นนั้นก็คงจะรู้ได้ว่า ยักษ์-มารที่แท้จริงนั้นหาใช่ผู้ที่ทุบรูปปั้น หากแต่เป็นพวกเดนนรกที่ร่วมกันก่อสร้างรูปปั้นนี้ขึ้น แล้วที่่ท่านยังอุตส่าห์มีหน้ามาลงไว้ว่า
"สุดท้ายทางวัดยินยอมให้ทุบทิ้งเพื่อความสบายใจของกลุ่มคนในนามพันธมิตรฯ ส่วนนายช่างเองไม่ได้ว่าอะไรหรือตอบโต้อย่างใดทั้งสิ้น"
หาใช่เป็นเรื่องแปลกอันใด เพราะหากรูปปั้นนี้เป็นที่เพร่งพรายกระจายภาพออกสู่สื่อสาธารณะมากขึ้น ทั้งทางวัดและช่างปั้นก็คงจะรู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องตกเป็นจำเลยของสังคมในฐานะของผู้กระทำการหยาบช้าด้วยการหมิ่นเบื้องสูงอย่างแน่นอน
น่าสงสารเสียจริง
โกรธแม้กระทั่งปูนปั้น
โกรธแม้กระทั่งจินตนาการของช่างฝีมือ
โกรธแม้กระทั่งสังคม
น่าสงสารเสียจริง
ไม่รู้กระทั่งว่า ตนนั้นยังเป็นบัวใต้น้ำ
สงสารลูกหลานของคนเหล่านี้เหลือเกิน
ไม่รู้ว่าจะซึมซับความโกรธเกลียด ความอาฆาตไปมากสักเท่าไหร่
กงกรรมกงเกวียนคงจะวนจนไม่มีวันหยุดเป็นแน่แท้...
คห ที่ 2, มืดบอดจริง เกินเยียวยา ต้องไปเกิดใหม่อย่างเดียว
บทความดีค่ะ เห็นด้วย ถูกต้อง ขอเติมอีกนิด...เราว่าเป็นการแสดงความเขลา เบาสติ ปัญญาหาไม่มี แสดงความกร่างเกินจำเป็น ศิลปะคืออะไรเป็นยังไง พวกนี้ไม่รู้จักหรอก....ไม่ใช่บัวใต้น้ำหรอก....ตมใต้น้ำชัด ๆ
ความเห็นที่ 2:
เค้าไม่เรียก "ความเห็น" เค้าเรียก "อคติ" ที่ "ไป่เห็นชะเลไกล กลางสมุทร"
ที่วันใดกระโดดออกจากบ่อจ้อย หรืองัดกะลาที่ครอบอยู่ทิ้งไป จะรู้สึกอ้างว้างกลาง "จักรวาลอันไพศาล" ไปดูจิตรกรรมฝาผนังวัดหลายสิบหลายร้อยวัดสิครับ แล้วดีไม่ดีอาจจะยกโขยงไปขูดลอกจิตรกรรมเรต "อาร์" กันเป็นโกลาหลก็ได้
นั่นแหละที่ทำไม "ศิลปกรรม" ทั้ง 7 แขนงในบ้านนี้เมืองนี้ไปไหนไม่ไกล
เพราะล้วนถูกครอบอยู่ใน "กะลา" ที่วางไว้โดยหลายคน "ปัญญาเบา" "คับแคบ" และ "ชูแต่หางเองอ้า อวดอ้างฤทธี"
"ประชาธิปไตยจงเจริญ"
"ประชาชนจงเจริญ"
ด้วยภราดรภาพ
ป.ล. ไม่ได้เป็น นปช. แต่วันนี้อยกบอกว่า "อยู่ฝั่ง "สีแดง" ครับ
"ศิลปะ" คืออะไรหรือครับ ผู้ที่เห็นศิลปะว่าเป็นแค่เพียงปูนปั้น เป็นภาพวาด เป็นงานแกะสลัก แต่ไม่รู้จักพิจารณาถึงความหมายของสิ่งเหล่านั้น ว่าถ่ายทอดถึงความรู้สึกหรือสิ่งที่ดีงามสู่จิตใจผู้เสพหรือไม่ ผู้นั้นแหละครับที่เรียกว่า "ผู้ไม่รู้จักศิลปะ" ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ควรมีหน้าจะไปเปรียบเทียบผู้อื่นว่าเป็นบัวเหล่าใดหรอกครับ เพราะตนเองก็เป็นประหนึ่งบัวที่เน่าตายในโคลนตมใต้บ่อคอนกรีต ที่ไม่อาจทะลุขึ้นมาชั่วกัลปาวสาน
คุณความเห็นที่ 6 บทโคลงโลกนิติที่ท่านยกมาช่างไพเราะ แต่ผู้ยกมาหามีสมองไม่
("ชเล" นะครับ ไม่ใช่ "ชะเล"...แก้ให้เพราะอายแทน) ตำแหน่งใต้กะลานั้น ผมคงไม่มีคุณสมบัติพอจะรับได้เพราะเห็นควรว่าจะเหมาะกับท่านเจ้าของความเห็นที่ 6 ซะมากกว่า เพราะจิตรกรรมที่ว่าเรตอาร์นั้น แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ต่ำและความรู้น้อยของท่านยิ่งนัก
หัดอ่านบ้างครับ
http://www5.sac.or.th/downtoearthsocsc/modules.php?name=News&file=print&sid=90
ผมว่าคนส่วนใหญ่เขาฉลาดครับ คงไม่ไปขูดลอกจิตรกรรมดังท่านว่า
แต่ถ้าเป็นประติมากรรมที่หมิ่นเบื้องสูงชิ้นนี้ใครเห็นแล้วยังปล่อยไว้ ขอให้รู้นะว่า
ช่างปั้นอ้างตนเองออกแบบแทนเจ้าอาวาส
แล้วเจ้าอาวาสจะอ้างใครเป็นทางรอดต่อไป...
ขอขอบคุณสำหรับบทความที่ให้ความรู้ต่อมวลชน คนไม่รู้ก็จะได้รู้ วันนี้เขาไม่ซึมซับก็ไม่เป็นไรแค่เขาได้อ่านจนจบก็เป็นบุญของเขาแล้ว หรือให้เขาได้ซึมวับเท่าเม็ดดินเม็ดทรายก็เป็นของเขาไปดิฉันจึงนำเรื่องนรกมาฝาก
ประเภทนรกขุมใหญ่ เรียงลำดับจากเบาไปหนัก
ขุมที่ ๑ ชื่อ สัญชีพนรก อายุนรก 500 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 9 ล้านปีมนุษย์(4,500 ล้านปีมนุษย์)
ขุมที่ ๒ ชื่อ กาฬปุตตะนรก อายุนรก 1,000 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 36 ล้านปีมนุษย์( 36,000 ล้านปีมนุษย์)
ขุมที่ ๓ ชื่อ สังฆาฏนรก อายุนรก 12,000 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 145 ล้านปีมนุษย์ ( 290,000 ล้านปีมนุษย์)
ขุมที่ ๔ ชื่อ โรรุวนรก อายุนรก 4,000 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 234 ล้านปีมนุษย์ ( 936,000 ล้านปีมนุษย์)
ขุมที่ ๕ ชื่อ มหาโรรุวนรก อายุนรก 8,000 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 9,216 ล้านปีมนุษย์( 73,728,000 ล้านปีมนุษย์)
ขุมที่ ๖ ชื่อ ตาปะมหานรก อายุนรก 16,000 ปี เปรียบเทียบจำนวนวัน 1 วันนรก = 184,212 ล้านปีมนุษย์( 2,947,392,000 ล้านปีมนุษย์) ขุมที่ ๗ ขุมที่ ๘ เดี๋ยวนำมาฝากต่อ
ขุมที่ ๗ ชื่อ มหาตาปะนรก อายุนรก 1/2 กัป เปรียบเทียบจำนวนวัน (ไม่มีการแจ้งไว้)
ขุมที่ ๘ ชื่อ อเวจีมหานรก อายุนรก 1 กัป เปรียบเทียบจำนวนวัน (ไม่มีการแจ้งไว้)
ขุมพิเศษ ชื่อ โลกันตนรก อายุนรก (ไม่มีอายุ) เป็นการทำบาปที่พิเศษที่สุด ไม่มีระบุใน
ตำรา เสร็จจากนี้ต้องไปต่อที่ขุมอเวจีมหานรกต่อไป
ความหมายของ 1 ปีนรก 1 ปีมี 12 เดือน เดือนละ 30 วัน ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับปีมนุษย์
ความหมายของ 1 กัปสมมติให้มีกล่องที่ กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์ บรรจุเมล็ดผักกาดจนเต็ม เวลาผ่านไป 100 ปี หยิบออก 1 เมล็ด จนกระทั่งหมดไม่มีเหลือ นับเป็น 1 กัป
นรกขุมใหญ่ ต้องโทษเพราะไม่เคารพ และผิดในกรรมบถ 10
เมื่อเราเสียชีวิต หากพลาดพลั้งต้องตกนรก กรรมของเราจะถูกพิจารณา คือ
1.กรรมหนักที่สุดของเรามีอยู่เท่าไร เทียบได้กับขุมใหญ่ขุมไหน ก็ไปยังขุมใหญ่นั้นๆ
2.เมื่อเสร็จสิ้นจากขุมใหญ่แต่ละขุม ต้องไปลงนรกบริวารอีก 4 ขุมก่อน
3.แล้วค่อยมาว่ากันอีกครั้งว่ามีกรรมเหลือเท่าไร จากนั้นจึงมาเปรียบเทียบใหม่ ว่ากรรมที่หนักที่สุดนั้นมีอยู่เท่าไรเทียบได้กับขุมใหญ่ขุมไหน ก็ไปยังขุมนั้นต่อไป .....วน
มีใครเคยถามตัวเองไหม? ว่ามีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง? หรือแม้แต่ตัวเราเองก็เถอะ ก็ไม่อาจจะเป็นของเราจริงๆ ลองคิดและย้อนดูชีวิตตัวเองเถอะ ว่ามีบ้างไหมที่คุณกำหนดชีวิตได้ดังใจ มีบ้างไหมที่คุณอยากได้อะไรแล้วก็ได้มันทุกอย่าง แค่นี้ก็รู้แล้วว่าไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ที่จะเป็นของใครคนใดคนนึงอย่างแท้จริง และไม่มีอะไรเลย ที่จะมีใครกำหนดให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ตลอดไป โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แล้วเราจะไปวิ่งตามกระแสกันทำไม วันนี้อาจจะเป็นอย่างนี้ วันหน้าจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ คิดและมีสติกันเถอะครับ ถ้าเราไม่มองอะไรกันเพียงด้านเดียว เราก็จะสนุกกับชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกเรา และชีวิตของคนอื่นก็ไม่ใช่ของเราน่ะคับ 5555
คนเขียนบทความไตรภูมิฯ นี้ดูเหมือนว่าจะรู้ดีทางศาสนาบ้าง แต่อย่าบิดเบือนเลยครับ ผู้เขียนอย่าเอาหลายเรื่องมาปนเปกันแล้วเอามาให้คนที่ไม่รู้ชี้นำให้เขาเห็นตาม มันเป็นบาป ถ้าเชื่อเรื่องนรกสวรรค์จริง มีคนชี้แจงเรื่องนรกอยู่แล้ว ในโพสท์ใกล้เคียง