Hit & Run
โจว ชิงหมาเกิด
|
ปฏิกิริยาต่อเนือง (บางส่วน) จากโศกนาฏกรรมปฏิทินลีโอ
องค์กรหญิงฯจี้นายกฯระงับปฏิทินลีโอ-2รองโฆษกแจงไม่ได้ต่อคิว
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (16 ธ.ค. 52)
จากกรณีเช้าวันนี้(16 ธ.ค.) น.ส.จิตภัทร์ ภิรมย์ภักดี นำปฎิทินลีโอเบียร์ ชุด“Body Paint”แจกจ่ายที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่มีปัญหาข้อกฎหมายว่าทำไม่ได้ เรื่องนี้ น.ส.อรุณี ศรีโต ประธานศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กชุมชนไทยเกรียง กล่าวว่า เครือข่ายไม่พอใจการกระทำดังกล่าว และในวันพรุ่งนี้(17 ธ.ค.) เวลา 10.00 น. จะมีผู้นำเครือข่ายรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องแอลกอฮอลล์ เช่น กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กลุ่มรณรงค์ควบคุมเครื่องดื่มแอลก์ฮอลล์ จ.สมุทรปราการ และกทม. ประมาณ 100 คน เดินทางไปทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้สั่งหยุดแจกจ่ายทันที
"ผู้ผลิตจะแจกก็ได้ แต่ถ้าเรารู้เมื่อไหร่จะฟ้องร้องทันที สิ่งที่บริษัทสิงห์ ทำ ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ เพราะในปฎิทินเห็นยี่ห้อเบียร์ชัดเจน รัฐบาลต้องออกหน้าในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ต้องแสดงเจตนารมณ์ให้ชัดเจนว่า รัฐบาลอยู่ข้างประชาชนไม่ใช่นายทุน หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง เราจะเคลื่อนไหวอีกครั้ง เพราะแอลกอฮอลล์เป็นสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหาสังคมอื่นๆ ตามมา เช่น ความรุนแรงในเด็ก และสตรี" นางอรุณี กล่าว
นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการบ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า การแจกปฎิทินในทำเนียบ แสดงว่ารัฐบาลไม่รู้สึกอ่อนไหว ไม่แคร์ ไม่รู้สึกกับเรื่องพวกนี้ ถ้าเป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครองที่ดูแลประชาชน บางทีควรต้องคิดถึงหรือรู้สึกอ่อนไหวมากกว่านี้
"เรื่องการตีความทางกฎหมายว่า ผิดหรือไม่ ตีความไม่ยาก และต่างฝ่ายต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง แต่มีประเด็นอื่นที่น่าสนใจ คือ คุณเมทินี กิ่งโพยม หรือลูกเกด ผู้ผลิตปฎิทินชุดนี้ออกมากล่าวว่า เป็นสิทธิสามารถทำได้ หากมองในโลกทุนนิยมคุณลูกเกดก็พูดไม่ผิด เพียงแต่เราก็ไม่ได้มีสิทธิเพียงคนเดียว ควรคำนึงถึงสิทธิผู้อื่นด้วย ดังนั้น จึงรู้สึกว่ามันสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องที่ควรใหญ่กว่าเรื่องกฎหมาย"
นางทิชา กล่าวอีกว่า เชื่อว่าบริษัทสิงห์ รู้อยู่แล้วว่า หากทำอาจเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย แต่เพราะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ซึ่งสังคมควรจะตามให้ทัน และก็เห็นด้วยที่จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยมองว่า เป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาระยะสั้นคือ ผู้ปกครองไม่ควรปิดบังวัยรุ่น ควรเปิดเผยเลยและให้โจทย์ว่า ปฏิทินแบบนี้ มันส่งผลดีผลเสียอะไรบ้าง เพราะเราต้องยอมรับว่า ปัจจุบันเราอยู่ในโลกของสังคมบริโภคนิยม พวกหนังโป๊ หรือปฏิทินโป๊ พวกนี้เราไม่สามารถจัดการได้ ดังนั้น เราต้องให้ลูกหลานรู้เท่าทัน เรียกว่า หนามยอกเอาหนามบ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.จิตภัทร์ เป็นบุตรสาวนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สิงห์ คอปอร์เรชั่น จำกัด จบปริญญาโท ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ จาก Regent’s College อังกฤษ พ.ศ.2549 เคยฝึกงานเป็นผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล นสพ.ไทยรัฐ จากนั้นช่วยงานนายช่วยงานนายสหัส บัณฑิตกุล ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ เมื่อครั้งรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช
ทั้งนี้ ในปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในทีมงานของนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่คอยติดต่อประสานงาน หาข้อมูลและต้องคอยจดประเด็นต่างๆ เวลาที่ต้องเข้าร่วมการประชุม
"คำนูณ”จี้นายกฯเอาผิดทายาท"ค่ายสิงห์"แจกปฏิทินโป๊
นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวถึงกรณีนี้ว่า นายกรัฐมนตรีจะวางเฉยไม่ได้ ต้องดำเนินการตรวจสอบอย่างจริงจัง และชี้แจงต่อประชาชนว่าปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมายมีโทษอาญาทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เกิดขึ้นในทำเนียบรัฐบาลศูนย์กลางอำนาจรัฐ ได้อย่างไร
"นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 โดยมาตรา 32 มาตรา 43 กำหนดระวางโทษไว้เป็นจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากจะต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายแล้ว นายกฯจะต้องชี้แจงเรื่องนี้ต่อประชาชนให้เข้าใจเนื้อหาและที่มาของกฎหมาย ฉบับนี้ เพราะขณะนี้พูดจากันไปคนละทางสองทาง"
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า ตนเคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ ขอย้ำว่า เหตุผลในการตรากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็คือเครื่องดื่มชนิดนี้ก่อ ให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ ครอบครัว อุบัติเหตุ และอาชญากรรม มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุม เพื่อช่วยลดปัญหาและผลกระทบ โดยเฉพาะการช่วยป้องกันมิให้มีการเพิ่มผู้เสพหน้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชน
"ประเด็นไม่ใช่ปฏิทินนี้โป๊หรือไม่โป๊ เป็นศิลปะหรือไม่ แต่ชัดเจนมีการเพ้นท์ชื่อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งลงบนตัวนางแบบ ถือเป็นการโฆษณาตาม มาตรา 32 วรรคหนึ่ง ประกอบนิยามศัพท์คำว่าโฆษณาและการสื่อสารการตลาดในมาตรา 3 และในมาตรา 32 วรรคหนึ่งนี้ก็บัญญัติห้ามบุคคลทุกคน โดยใช้คำว่าผู้ใด ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ผลิตหรือผู้ขายเท่านั้น องค์ประกอบของการกระทำความผิดในทำเนียบรัฐบาลครบถ้วนแล้ว” นายคำนูณ ระบุ
อนึ่ง มาตรา 32 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 บัญญัติไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูง ให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม และนิยามศัพท์คำว่าโฆษณาในมาตรา 3 ระบุไว้ว่าหมายถึงการกระทำไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเพื่อประโยชน์ในทางการค้า และให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด และนิยามคำว่าการสื่อสารการตลาดไว้ว่า การกระทำกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขายสินค้า บริการ หรือภาพลักษณ์ การประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ข่าวสาร การส่งเสริมการขาย การแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการขายแบบตรง ให้หมายความรวมถึงการสื่อสารการตลาด และนิยามคำว่าการสื่อสารการตลาดไว้
รองโฆษกรัฐบาล โอดสื่อมั่วเสนอข่าวต่อคิวรับปฏิทินลีโอ
น.พ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าปฏิเสธว่า ตนและนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกฯ ไม่ได้วิ่งไปต่อแถวรับปฏิทินนู้ดด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ตามที่สื่อเสนอข่าว เพราะช่วงที่มีการแจกปฏิทินด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้านั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งตนและนายศุภชัยว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าห้องประชุมเพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้าแล้ว ตนจึงต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นไปบนตึกไทยฯ แต่ต้องผ่านจุดที่มีการแจกปฏิทิน
และตนและนายศุภชัยไม่ได้หยุดมองหรือต่อ แถวและรับปฏิทิน แต่มุ่งตรงขึ้นประชุมทันทีเพราะนายกฯเริ่มประชุมแล้ว นอกจากนี้ตนในฐานะรองโฆษกรัฐบาลที่ติดตามปัญหาสังคมมองว่าการแจกปฏิทินดัง กล่าวในทำเนียบรัฐบาลเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานในทำเนียบรัฐบาลที่ดูแลสถานที่ตั้งคณะกรรมการสอบ สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงด้วย
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ชี้แจงทางโทรศัพท์กรณีเดียวกันว่า ขอปฏิเสธไม่เป็นความจริง เขาและน.พ.ภูมินทร์ ไม่ได้ไปรับปฏิทิน เหตุการณ์เกิดเวลาประมาณ 09.00 น. ซึ่งกำลังอยู่ภายในตึกนารีสโมสร เพื่อรอเข้าร่วมประชุมครม.เศรษฐกิจ เรื่องนี้นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ และผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนเป็นพยานได้ว่า ตนและน.พ.ภูมินทร์เข้าประชุมทีหลัง
"ผมสองคนรีบไปประชุมครม.เศรษฐกิจ เพราะไม่ทันแล้ว จะมาบ้าต่อแถวรับปฏิทินอยู่ได้อย่างไร ข่าวที่ออกไปสร้างความเสียหายมาก ผมรู้สึกเสียใจที่สื่อลงข่าวไปโดยที่ไม่ได้เห็นกับตา แต่กลับเอาไปลงเป็นตุเป็นตะ เป็นเรื่องที่น่าตำหนิ สื่อควรใช้ความระมัดระวังมากกว่านี้ และขอเรียกร้องให้สื่อที่ลงข่าวได้แสดงความรู้สึกต่อความผิดพลาดนี้ด้วย" นายศุภชัย กล่าว
สธ.สั่งฝ่ายกม.เอาผิดปฎิทินฉาว
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (17 ธ.ค. 52)
รมช.สธ.สั่งฝ่ายกฎหมายเอาผิดปฏิทินฉาวซัดอย่าเบี่ยงประเด็น นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดทำปฎิทินลีโอเบียร์ ชุดบอดี้ เพ้นท์ว่ามีความผิดกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากในปฏิทิน มีตราสัญญาลักษณ์ชื่อยี่ห้อผู้ผลิต ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุข เตรียมการดำเนินการทางกฎหมาย
ส่วนนางแบบที่เพ้นท์ถ่ายรูปนั้นไม่มีความผิด แต่ที่ผิดคือผู้ผลิตมากกว่า จะมีการมาอ้างว่านางแบบถ่ายแล้วนำมาขายกันเองไม่เคยมีที่ไหนเขาทำกัน ตรงนี้พยายามเบี่ยงเบนมากกว่า เป้าหมายที่ถ่ายและมีตราสัญญาลักษณ์ยี่ห้อเครื่องดื่มนั้นมีเป้าหมายอยู่ แล้วคืออะไร
สำหรับร้านค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่นำปฏิทินดังกล่าวไปติดตามร้านนั้นก็ถือว่ามีความเหมือนกัน แต่หากตามบ้านหรือร้านค้าที่ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากนำไปติดก็อาจไม่มีความผิดเพราะถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็จะมีการพิจารณาเป็นรายๆไปว่ามีเจตนาประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มชนิดนั้น หรือไม่
"เรื่องนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้บริษัทเครื่องดื่มหรือไม่นั้น ตอนแรกทางกระทรวงก็ไม่อยากให้เป็นข่าวทำงานมาเงียบ แต่มาเกิดเหตุการณ์นำปฏิทินไปแจกในทำเนียบรัฐบาลจึงเป็นข่าวขึ้นจึงทำให้มี การประชาสัมพันธ์ไปแล้ว"รมช.สาธารณสุข กล่าว และว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม นี้ทางคณะกรรมการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะมีการประชุมหารือกันในประเด็นเรื่องเหล้าปั่น โซนนิ่งรอบสถานศึกษา 500 เมตร โดยเชิญให้ผู้บริการ ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้านค้า มานั่งคุยว่าจุดไหนนักศึกษามักจะไปมั่วสุมดื่มสุราก็จะจัดจุดนั้นเป็นโซน นิ่ง ประเด็น คำเตือนจะติดข้างขวดสุรา และ ห้ามดื่มสุราบนรถที่อยู่ที่บนถนนสาธารณะ
สรรพากรจ้องรีดภาษีนางแบบลีโอ
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (17 ธ.ค. 52)
สรรพากรเล็งรีดภาษีนางแบบนู้ด หลังกระแสข่าวสะพัดรับค่าตัวคนละ 7 หลัก จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นายประสงค์ พูนธเนศ รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ปฏิทินภาพนู้ดเบียร์ลีโอ ซึ่งมีดารานางแบบร่วมแสดง 6 คน มีลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เป็นผู้ดูแลการผลิต และมีรายงานว่านางแบบแต่ละคนได้ค่าตอบแทนสูงถึง 7 หลักนั้น บริษัทผู้ว่าจ้างนางแบบจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% นำส่งให้กรมสรรพากร โดยระบุว่ารายได้นั้นเป็นของใคร จำนวนเท่าไหร่
รองอธิบดีฯ กล่าวว่า นางแบบ ที่ได้รับค่าจ้างจะต้องแจ้งกรมสรรพากรภายในวันที่ 10 ของ เดือนถัดไปนับจากที่ได้รับรายได้ นอกจากนี้นางแบบจะต้องนำรายได้ดังกล่าวมายื่นภาษี เงินได้อีกครั้งประจำปี วันที่ 1 ม.ค.-31 มี.ค. 2553 เพราะถือเป็นรายได้ของปี 2552 ด้วย
“ดารานางแบบทั้ง 6 คน หรือบริษัทผู้ว่าจ้างคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้เพราะกรมสรรพากรตรวจสอบระหว่างกันได้ ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพากรได้ตรวจสอบภาษีดาราอย่างเข้มงวด แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นความลับส่วนบุคคล” นายประสงค์ กล่าว
นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า การเผยแพร่ปฏิทินดังกล่าวเป็นการดำเนินการของบริษัทจากภายนอกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท สิงห์ฯ แต่อย่างใด
“บริษัทไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เพราะมาตรา 32 ของพ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามไม่ให้ ผู้ประกอบการหรือ เจ้าของสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น” นายฉัตรชัย กล่าว
น.ส.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้สังคมต่างเข้าใจไปในทางเดียวกันว่าเป็นปฏิทินลีโอ ไม่มีใครเรียกว่าปฏิทินคุณลูกเกด ซึ่งไม่ต้องตีความตามกฎหมายแล้วว่าบริษัทผู้ว่าจ้างทำเพื่ออะไร ซึ่งการจ้างบริษัทอื่นให้กระทำแทนก็ไม่ต่างกับการกระทำเอง
ขณะที่ทำเนียบรัฐบาลได้เกิดความฮือฮาเมื่อ น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ฝ่ายประสานงานทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บุตรสาวนายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารเบียร์สิงห์ ได้นำปฏิทินเบียร์ลีโอ 200 แผ่น มาแจกจ่ายที่บริเวณด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมีข้าราชการ สื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาต่อแถวรับแจกเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้เพราะตึกไทยคู่ฟ้าเป็นสถานที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี
“เก้ง” คาใจ! เรียกนางแบบลีโอนู้ดสอบ ถือหางบอดี้เพนต์เป็นงานศิลปะ
ASTVผู้จัดการออนไลน์ (17 ธ.ค. 52 )
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการฯจะเชิญคณะผู้จัดทำปฏิทินวาบหวิวสไตล์บอดี้ เพนต์ที่เป็นข่าวคึกโครม รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลด้านกฎหมายมาพิจารณาสอบสวนเพื่อหาทางออกและให้เกิดความชัดเจน กรณีที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามบริษัทเอกชนโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ และแจกจ่ายปฏิทินลีโอเบียร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตว่า คณะกรรมาธิการฯได้บรรจุวาระการพิจารณาเรื่องนี้แล้วในวันที่ 23 ธ.ค. โดยทำหนังสือเชิญไปถึง 6 นางแบบปฏิทิน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มและแอลกอฮอลล์ กระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมสรรพสามิต กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และกรรมการผู้จัดการบริษัท ฟีนาเล่ คอมพานี จำกัด ให้มาร่วมประชุมและชี้แจงเรียบร้อยแล้ว
นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า หากปฏิทินดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการโฆษณาสุรา หรือประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเพื่อส่งเสริมการขายสุรา และผิดกฎหมายว่าด้วยเรื่องการโฆษณาตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ พ.ศ.2551 แล้ว โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์หลายยี่ห้อก่อนหน้านี้ ที่มีการโฆษณาเพื่อส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ตามร้านขายสินค้าปลอดภาษีหรือดิวตี้ฟรีก็พบว่ามีการขายสุราพ่วงกับการ แจกกระเป๋า ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน การโฆษณาผ่านวารสารต่างๆ ก็ถือว่าผิดทั้งหมด ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯจะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเหล่านี้ โดยเฉพาะนายมานิตมาชี้แจง เพราะเป็นรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแล แต่กลับไม่มีการจับกุมหรือดำเนินการตามช่องทางของกฎหมาย ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
“ผมคิดว่าการจัดทำปฏิทินดังกล่าวเป็นศิลปะที่สวยงาม และประเทศไทยก็มีชื่อเสียงในเรื่องของศิลปะบนเรือนร่างอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน นานาประเทศก็ให้การยอมรับในเรื่องเหล่านี้ จุดนี้อาจจะทำให้ชาวต่างชาติสนใจเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น ไม่ควรไปมองมิติเดียวว่าเป็นการลามกอนาจาร เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็อยากถามว่า ทำไมรูปปั้นวีนัสจึงไม่มีใครบอกว่าเป็นรูปโป๊เปลือยบ้าง” นายสุรพงษ์กล่าว
พิษแจกปฏิทินลีโอ ไขก๊อก! "ลูกสิงห์"ลาทำเนียบ
เว็บไซต์ข่าวสด (18 ธ.ค. 52)
พิษแจกปฏิทินลีโอในทำเนียบ "จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี"ยื่นลาออกจากสำนักเลขาฯนายกฯ แจงไม่มีเจตนา ไม่คิดเป็นเรื่องใหญ่ เป็นความพลาดพลั้งรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถือเป็นบทเรียนที่มีค่า จึงขอรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่ต้องเสื่อมเสีย ฝากขอโทษประชาชนด้วย "ศิริโชค"นำใบลาออกของทายาทสิงห์มาแสดง ระบุนายกฯรับทราบแล้วแต่ติดภารกิจไปต่างประเทศ ปชป.ฟัดกันเองโวยเด็กเส้นทำเจ๊ง จี้คนดูแลไขก๊อกตามไปด้วย เครือข่ายประชาชนยื่น"มาร์ค"สอบเอาผิด ชี้สร้างความเสื่อมเสียมาก เพราะทำเนียบคือศูนย์กลางบริหารประเทศ สธ.ได้ฤกษ์ 22 ธ.ค.แจ้งความบริษัทเหล้าเบียร์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายทั่วประเทศ แย้มกรณีปฏิทินลีโอ ทั้งคนให้งบ คนทำ คนถ่าย นางแบบ เข้าข่ายผิดหมด แต่ยันให้ความเป็นธรรม
"น้องตั๊น" ทายาทสิงห์ลาออกสังเวยแจกปฏิทินลีโอในทำเนียบรัฐบาลแล้ว จากกรณีเปิดตัวปฏิทิน 6 ดารา นางแบบ ไฮโซ สไตล์วาบหวิวบอดี้เพนต์ ติดยี่ห้อลีโอ เบียร์ดังของสิงห์ คอร์ปอเรชั่น เรียกความสนใจจากผู้ต้องการเป็นเจ้าของอย่างคึกคัก แม้กระทรวงสาธารณสุขประกาศเอาผิด เพราะเข้าข่ายขัดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ "ลูกเกด"เมทินี กิ่งโพยม เจ้าของบริษัทฟินาเล่ คอมพานี อ้างเป็นผู้ผลิตปฏิทิน ลีโอเป็นเพียงผู้สนับสนุน จึงมีสิทธิแจกหรือขายได้ ขณะที่ค่ายสิงห์ยืนยันศึกษากฎหมายแล้วไม่เข้าข่ายความผิด กระทั่งล่าสุด น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทค่ายสิงห์ ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐ มนตรี นำปฏิทินอื้อฉาวดังกล่าวไปแจกในทำเนียบรัฐบาล กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ อย่างรุนแรง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าของปฏิทินอื้อฉาวที่บานปลายไปกันใหญ่ครั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี หรือ "ตั๊น" บุตรนายจุตินันท์ และม.ล.ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทบริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ว่า "ไม่ได้มีเจตนานำปฏิทินไปแจกจ่าย แต่เป็นเพราะมีพี่ๆ หลายคนสนใจปฏิทินนี้ ประกอบกับเห็นว่าเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงได้นำติดรถมา ระหว่างนั้นพี่สื่อมวลชนหลายคนเห็น และเข้ามาขอปฏิทินด้วย ดิฉันให้กับทุกคนโดยยอมรับว่าไม่ทันได้คิดเลยว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งถือเป็นความไม่รอบคอบของดิฉันเอง จนทำให้ส่งผลกระทบตามมามากมาย"
น.ส.จิตภัสร์แถลงอีกว่า "ดิฉันรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเองและครอบครัวได้รับผลกระทบแล้ว ยังส่งผลให้ผู้ใหญ่หลายคนที่นับถือพลอยเสื่อมเสียไปด้วย ดังนั้น แม้การกระทำครั้งนี้จะเป็นความพลาดพลั้ง เนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาเป็นข้ออ้างปฏิเสธความรับผิดชอบจากการกระทำของตัวเอง ดิฉันขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว และขอน้อมรับคำวิจารณ์ทั้งหมด เพื่อนำไปปรับปรุงตัวเอง"
ทายาทค่ายสิงห์แถลงในตอนท้ายว่า "ดิฉันกราบขอโทษไปยังประชาชนทั้งประเทศ ที่ทำ ให้เกิดเหตุการณ์ไม่เหมาะสมขึ้นในทำเนียบรัฐ บาล ขอแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยการลาออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีผลตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม บทเรียนครั้งนี้เป็นสิ่งมีค่ามาก และจะเป็นเครื่องเตือนสติว่า ทุกๆการกระทำต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบ และหวังว่าสังคมการเมืองจะยังเปิดโอกาสให้ดิฉันพิสูจน์ตัวเองในภายภาคหน้า"
ต่อมาเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี นำหนังสือลาออกของน.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ข้าราชการการ เมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ มาแจกจ่ายต่อสื่อมวลชนทำเนียบ
นายศิริโชคกล่าวว่า นายกฯ ยังไม่เห็นข่าวนี้ แต่แสดงความเป็นห่วง นายกฯ มีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้บีบบังคับหรือกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง แต่น.ส.จิตภัสร์ตัดสินใจเอง ตนเพียงทำหน้าที่ บุรุษไปรษณีย์ระหว่างที่นายกฯ ไม่อยู่ เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือไม่ นายศิริโชคกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าแม้ว่าไม่ใช่เป็นการกระทำของรัฐบาล แต่มันเกิดขึ้นในทำเนียบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ในเบื้องต้นน.ส. จิตภัสร์แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องทบทวนและต้องระวังระวัง รอบคอบ หากจะให้ใครมาทำงานต้องดูให้ดีกว่า นี้ในแง่ของการเป็นพี่เลี้ยงที่ดียืนยันไม่มีการบีบ
ใบลาออก - นายศิริโชค โสภา คนสนิทนายกรัฐมนตรี โชว์ใบลาออกของน.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี จากกรณีที่น.ส.จิตภัสร์นำปฏิทินลีโอที่กำลังมีปัญหา มาแจกถึงในทำเนียบวันก่อน โดยในใบลาออกระบุว่ากราบขอโทษประชาชน ทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อ 17 ธ.ค.
นายศิริโชคกล่าวต่อว่า เมื่อเช้าน.ส.จิตภัสร์แจ้งกับตนว่าจะลาออก และบังเอิญนายกฯ ไม่อยู่ไปต่างประเทศจึงแจ้งผ่านตนว่าช่วยไปรับเอกสารเพื่อนำมาให้สื่อมวลชนด้วย และขอโทษประชา ชน ยืนยันไม่มีกระบวนการบีบอย่างแน่นอน
ต่อข้อถามว่ามีข้าราชการการเมืองบางคนไปขอรับปฏิทินด้วยจะตรวจสอบหรือไม่ นายศิริโชคกล่าวว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าใครรับบ้าง แต่ต้องดูในแง่ของกฎหมายว่าคนรับมีความผิดหรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่น.ส.จิตภัสร์ยื่นใบลาออกแล้ว สำหรับคนอายุ 23 ปีถือเป็นความรับผิดชอบที่สูงพอสมควร ส่วนการแต่งตั้งใหม่เป็นเรื่องของสำนักเลขาธิการนายกฯ และการแต่งตั้งคนใหม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จะต้องตรวจสอบประวัติให้เข้มงวด แต่เป็นเรื่องของความรอบคอบ และต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นความผิดของรัฐบาลที่อาจดูแลน้องๆ ไม่ดีพอ ทำให้เกิดความพลาดพลั้ง ต้องขอโทษประชาชนเช่นเดียวกันที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เมื่อถามว่าสาเหตุที่ลาออกเป็นเพราะรัฐบาลเกรงว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ นายศิริโชคกล่าวว่า การลาออกครั้งนี้น่าจะมาจากจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมของน.ส.จิตภัสร์เอง เพราะไม่มีใครบีบ
ก่อนหน้านั้นเวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ ออกมารับหนังสือร้องเรียนจากนางอรุณี ศรีโต ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก 10 จังหวัด ยื่นถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ พร้อมทำสำเนาส่งถึง รมต.และข้าราชการเมืองที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม เพื่อขอให้รับผิดชอบและแสดงจุดยืน จากกรณีน.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ประจำสำนักเลขาธิ การนายกฯ ทายาทบริษัทสิงห์ นำปฏิทินเบียร์ ลีโอมาแจกในทำเนียบจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
นางอรุณีกล่าวว่า ขอให้รัฐบาลเร่งออกกฎกระทรวง มาตรา 32 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อยุติปัญหาและสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติของทุกฝ่าย ขอให้รัฐบาลเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะผ่านไปเกือบ 2 ปี เพียงพอสำหรับการปรับตัวของธุรกิจ ขอเรียกร้องกระทรวงวัฒนธรรมดูแลปัญหาความถูกต้องเหมาะสมของการผลิตปฏิทินดังกล่าว รวมถึงสื่ออื่นๆ ที่ขัดกับศีลธรรมอันดีงามของสังคม มิใช่ลอยตัวเหมือนไม่เป็นปัญหาทางวัฒนธรรม และขอให้บริษัทสิงห์หยุดเลี่ยงบาลี หยุดละเมิดกฎ หมาย และหยุดอาศัยเรือนร่างของผู้หญิง เพศแม่ หาประโยชน์ทางธุรกิจ และขอให้น.ส.จิตภัสร์แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำครั้งนี้ โดยขอให้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ไม่ให้มีการทำผิดกฎหมายในทำเนียบอีก
นางอรุณีกล่าวอีกว่า เมื่อเห็นบริษัทขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกโฆษณาอย่างนี้ เครือข่ายก็ตกใจ เพราะเรื่องอย่างนี้น่าจะเลิกไปตั้งนานแล้ว ปัจจุบันมีกฎหมายออกมาควบคุมแล้ว บริษัทขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องมีสามัญสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม ขายก็ขายไป อย่าโฆษณาให้คนไทยติดเหล้าแล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร ควรมีกลยุทธ์โฆษณาอย่างอื่นที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่การที่จ้างนางแบบมาโฆษณาอย่างนี้รับไม่ได้ และยิ่งตกใจมากที่นำมาแจกกันในทำเนียบ ซึ่งเสียหายหนัก
"เกิดอะไรขึ้น หัวหน้ารัฐบาลทำอะไรอยู่ รัฐมนตรีต่างๆ ทำอะไรกันอยู่ ทั้งที่กฎหมายบอกว่าสื่ออย่างนี้ผิดกฎหมาย ถือเป็นการตบหน้าประชาชน จึงขอถามรัฐบาลว่าปล่อยให้เอามาแจกในทำเนียบได้อย่างไร ไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร จึงขอตั้งคำถามกับรัฐบาลว่าทำอะไรอยู่ เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แล้วมาแจกในที่ทำงานนายกฯ อย่างนี้ต้องมีคำอธิบาย" ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก 10 จังหวัด กล่าว
ด้านนายสาทิตย์กล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนโทรศัพท์ไปพูดคุยและสอบ ถามข้อเท็จจริงจากน.ส.จิตภัสร์ ได้รับคำชี้แจงว่าการนำปฏิทินมาแจกครั้งนี้ไม่ได้คิดอะไร แต่เพราะมีคนขอจึงนำมาให้ ตนแนะนำไปว่าในเมื่อขณะนี้เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวเกิดขึ้นแล้ว ให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุด น.ส.จิตภัสร์ยอมรับกับตนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตามคิดว่านายกฯ คงทราบเรื่องนี้แล้ว
"เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากๆ เพราะทำเนียบรัฐบาลถือเป็นที่ทำงานของฝ่ายนโยบาย ดังนั้น อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นภายในทำ เนียบรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องที่อ่อนไหว" รมต. ประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ติดตลกว่า ยังไม่เห็นเลย ยังไม่ได้ดู ไม่เก็บเอาไว้ให้ดูสักฉบับ
วันเดียวกันที่รัฐสภา นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ในฐานะกรรมาธิการยกร่างประมวลจริยธรรม สมาชิกสภาผู้แทนฯ รับไม่ได้กับกรณีน.ส.จิตภัสร์ ข้าราชการประจำสำนักเลขา ธิการนายกฯ ทายาทธุรกิจน้ำเมาชื่อดัง นำปฏิทิน นู้ดปีใหม่ไปแจกในทำเนียบ สถานที่ศูนย์รวมอำนาจของรัฐในการรักษากฎหมาย ถือเป็นการท้าทายอำนาจรัฐทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเรื่องดังกล่าวผิดกฎหมาย เสมือนส่งเสริมให้ดื่มของมึนเมา และกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ จึงขอเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งทันที และควรยุติบทบาทไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก ทั้งนี้ การประชุมส.ส.ของพรรควันที่ 22 ธ.ค. จะสอบถาม ผู้ใหญ่ของพรรคว่าน.ส.จิตภัสร์เข้ามาดำรงตำแหน่ง นี้ได้ด้วยเส้นสายของใคร และหนึ่งปีที่ผ่านมาทำประโยชน์อะไรกับพรรคและประเทศชาติบ้าง ต่อให้มาจากตระกูลใหญ่โตขนาดไหนก็ไม่เกี่ยวกัน
นายชาญชัยกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสมาชิก และส.ส.ของพรรครู้สึกอึดอัดกับพฤติกรรมของผู้ใหญ่บางคนที่นำเส้นสายตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งที่บางคนเคยเป็นปฏิปักษ์ด่าพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน บางคนตั้งทั้งผัวทั้วเมียเข้ามา ถือว่าทำเกินไป เหมือนกับว่าพรรคไม่ใช่สถาบันการเมือง แต่เป็นของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น และใครที่นำน.ส.จิตภัสร์เข้ามาต้องรับผิดชอบโดยการลาออกจากกรรมการบริหารพรรคด้วย สังคมเกิดความสับสนว่าจริงๆ แล้วพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายสนับสนุนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งยั่วยุทางเพศหรือไม่ การจะอ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคและกล่าวแค่คำขอโทษไม่เพียงพอ เรื่องนี้หากนายกฯ และ รมต.จัดการไม่ได้ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกเช่นกัน
ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง เพราะน.ส.จิตภัสร์มีตำแหน่งทางการเมือง จึงถือว่าไม่เคารพสถานที่เพราะทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่ศูนย์กลางบริหารงานที่สำคัญของประเทศ จึงเหมือนเอาทำเนียบมาปู้ยี่ปู้ยำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศได้ ขอถามว่าผู้แจกเป็นลูกน้องของนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิ การนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แต่ปล่อยให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นได้อย่าง ไร เพราะโฆษกมีตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับประเทศ แต่ปล่อยให้ลูกน้องในสังกัดออกมาสร้างความเสียหาย จึงเรียกร้องนายกฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการเอาผิด อย่าไปกดดันให้เด็กลาออก นายกฯ ต้องแสดงความกล้าตรวจสอบ หรือว่าไม่กล้าตรวจสอบเพราะนายปณิธาน น.ส.จิตภัสร์ เป็นคนมาจากประชาธิปัตย์
วันเดียวกัน น.พ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนัก งานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า เย็นวันที่ 21 ธ.ค.ทีมกฎหมายของ สธ.จะแจ้งความดำเนินคดีบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ที่ละเมิดฝ่าฝืนพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2552 ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมการกระทำความผิดของทุกบริษัทจากทุกจังหวัด เบื้องต้นมีการร้องเรียนความผิด 100 คดี ทั้งจากสื่อสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และได้รับร้องเรียนของบริษัท สิงห์ รวม 15 ความผิด
"ไม่ต้องกังวลว่า สธ.จะเลือกปฏิบัติเอาผิด แต่บริษัทสิงห์เท่านั้น การดำเนินคดีจะดำเนินการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ระหว่างประสานเครือข่ายต่างจังหวัด และเครือข่ายภาคประชาชน ที่ร้องเรียนการทำผิดกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งรวบรวมหลักฐานประกอบการแจ้งความ" น.พ.สมานกล่าว
น.พ.สมานกล่าวต่อว่า กรณีน.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ นำปฏิทินไปแจกในทำเนียบนั้น สธ.จะพิจารณาดำเนินคดีด้วยเช่นกัน โดยดูเจตนา จงใจ หรือประมาทเลิน เล่อ ซึ่งทีมที่ปรึกษากฎหมายจะประชุมสรุปวันที่ 21 ธ.ค.ที่กรมควบคุมโรค ส่วนความผิดเรื่องทำปฏิทินต้องดำเนินคดีทั้งผู้สนับสนุนให้งบประมาณ คือบริษัทสิงห์ และผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งบริษัทที่รับจ้างทำ นางแบบ พนักงาน หรือผู้ที่นำปฏิทินไปแจก ทั้งหมดตามหลักการถือว่ามีความผิด แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานสอบสวนจะรวบรวมการกระทำผิดทั้งหมด และชี้ว่าใครเข้าข่ายต้องรับผิดโดยพิจารณาตามข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
"จากการสรุปผลความผิดของบริษัทต่างๆ พบว่าความผิดของบริษัทสิงห์ หรือบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ มากที่สุด มีมากกว่า 10 เรื่อง ซึ่ง สธ.จะพิจารณาว่าจะแจ้งความที่สถานีตำรวจใดบ้าง เบื้องต้นจะแจ้งความที่ สน.ที่มีการกระทำความผิด เช่น การแถลงข่าวเปิดตัวปฏิทิน ที่เซ็นทรัลเวิลด์ จะแจ้งความ สน.ปทุมวัน การแจกปฏิทินที่ทำเนียบ จะแจ้งความ สน.ดุสิต เป็นต้น" น.พ.สมานกล่าว
ด้านน.พ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ประธานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) และที่ปรึกษากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยถึงการจัดทำปฏิทินภาพโป๊แจกจ่ายว่า เป็นเรื่องที่ไร้จริยธรรมที่สุด คิดเป็นอื่นไม่ได้ แม้ภาพผู้หญิงเปลือยจะเป็นงานศิลปะระดับโลกได้ก็ตาม แต่กับปฏิทินชุดนี้ถือเป็นงานไร้รส นิยม เจตนาหวังปลุกราคะ กำหนัด คนที่รับไปเกิดกำหนัด แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ไม่เป็นสิริมงคลต่อทั้งผู้ให้และผู้รับ หากประชาชนยอม รับก็จะเป็นปัญหาสังคมต่อไป
"การกระทำครั้งนี้ของผู้ประกอบการเห็นได้ชัดเจนว่าคิดอะไร ถือว่าผิดทั้งทางโลกและทางธรรม ลูกค้าต้องร่วมกันต่อต้านหรือบอยคอต ขณะที่ผู้ดูแลกฎหมายต้องกวดขันใกล้ชิด เพราะนำเข้าไปแจกที่ทำเนียบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ มองอย่างไรก็ไม่เหมาะสม" น.พ. อุดมศิลป์กล่าว
ขณะที่นายจะเด็ด เชาวน์วิไล ผจก.มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า การที่สิงห์สนับสนุนปฏิทินหวาบหวิวเพื่อแจก หรือจำหน่าย นอกจากฝ่าฝืนพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว การใช้นางแบบผู้หญิง 6 คน ไม่สวมเสื้อผ้ามาเพนต์สีตามร่างกาย เป็นเรื่องไม่เหมาะสม กระแส สังคมรับไม่ได้ ที่แย่ที่สุดคือน.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นำปฏิทินไปแจกที่ทำเนียบ ถือเป็นพฤติ กรรมไม่เหมาะสม ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เสื่อมเสียมาก แม้จะแสดงสปิริตลาออกแล้วก็ตาม
นายจะเด็ดกล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ต่อต้านปฏิทินดังกล่าวถือเป็นกระแสสังคมที่แรงมาก บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อื่นๆ ควรดูบทเรียนเรื่องนี้ไว้ เพราะภาคประชาชนติดตามพฤติกรรม ของบริษัทเหล้าเบียร์มาตลอด ล้าสมัยมากที่ใช้ผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ขายเนื้อหนังมังสา ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและนำไปสู่ความรุนแรงทางเพศ ควรเปลี่ยนวิธีคิดกิจกรรมสื่อสารทางการตลาดใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคม และปฏิบัติตามพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์อย่างเคร่งครัด
นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายต้านภัยแอลกอฮอล์ กล่าวว่า วันที่ 23 ธ.ค.จะประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอ ฮอล์แห่งชาติ เพื่อพิจารณานำมาตรการทางกฎหมายใหม่ๆ มาใช้ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเหล้าปั่น การจัดโซนนิ่ง และการติดฉลากภาพคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ ดังนั้น ไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งท้าทายกฎหมายเป็นการตอกย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐไม่มีประสิทธิภาพ
นศ.ราชภัฏยื่นหนังสือร้องวธ.คุมปฏิทินลีโอ
เว็บไซต์คมชัดลึก (18 ธ.ค. 52)
ศาสตราจารย์เกียรติคุณตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรมจริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา เปิดเผยว่า คณะกรรมการธิการได้นำกรณี น.ส. จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำปฏิทินนู้ดมาแจกกลางทำเนียบ มาหารือ โดยเห็นว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และสมควรออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน แต่ในขณะนี้ น.ส. จิตภัสร์ ได้แสดงความรับผิดชอบแล้ว ก็ถือว่าจบ
"การทำปฏิทินโป๊เปลือยออกมาแจกนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม แล้วยังเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551"
ด้าน นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ ประธานคณะกรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภากล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะนำเรื่องนี้มาหารืออีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. นี้ ว่าสมควรนำมาตรวจสอบหรือไม่ และส่วนตัวยังไม่ขอออกความเห็น เนื่องจาก เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นใหม่ ต้องศึกษาข้อมูลก่อน
นายอโณทัย ฤทธิ์ปัญญาวงศ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา กล่าวว่า ในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ กมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมเพื่อหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ เนื่องจากกมธ.เดินทางดูงานประเทศอิตาลี
กลุ่มนศ.ราชภัฏยื่นหนังสือร้องวธ.คุมปฏิทินลีโอ
ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (มบส.) นายวัชรา บัวทอง ประธานสภานิสิตนักศึกษามบส. ในฐานะประธานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ 40 แห่งทั่วประเทศ กล่าวว่า ในวันนี้ (18 ธ.ค.) ตนและแกนนำนิสิตนักศึกษาที่ทำงานอยู่ในกลุ่มเครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ และเครือข่ายหัวกะทิสร้างสรรค์ ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับกรณีการวางจำหน่ายและแจกจ่ายปฏิทินภาพนู๊ดของเบียร์ลีโอ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติว่า ในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 - 12.00 น. แกนนำนิสิตนักศึกษากว่า 50 คน จะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม เพื่อให้ประสานขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันเครื่องรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่มักฉวยโอกาสเทศกาลปีใหม่ผลิตปฏิทินนู๊ดออกมาจำหน่ายและแจกจ่ายให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกวดขันให้ผู้ประกอบธุรกิจยุติการผลิตสื่อเหล่านี้
“ปฎิทินลีโอ 2010 ที่มีภาพวาบหวิวของนางแบบนั้นเป็นการกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนอยากรู้อยากเห็น ที่สำคัญเป็นการฝังหัวให้วัยรุ่นจดจำสินค้าและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ซึ่งขณะนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในกระแสสังคมยิ่งทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่า ภายในเวลา 2 วันที่เปิดตัวปฏิทิน มีนักเรียน นักศึกษาจำนวนมากพยายามค้นหาภาพในอินเทอร์เน็ต จนกระทั่งมียอดดาวโหลดภาพโดยใช้คำค้นหาว่า ปฏิทินลีโอ ในเว็บ Google ถึง 780,000 ครั้ง ดังนั้นในนามกลุ่มนิสิต นักศึกษาจึงอยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองช่วยแก้ไขปัญหานี้ด้วย นอกจากนี้ทางกลุ่มนิสิต นักศึกษา จะไปยื่นหนังสือทวงถามถึงข้อเรียกร้องในการแก้ปัญหาร้านเหล้าปั่นรอบมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาต่อคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอลแห่งชาติด้วย” นายวัชรา กล่าว
|
[ Permalink ] . [ 7 Comments ]
หมายเหตุ – ตัวละครและเรื่องที่ปรากฏในงานเขียนชิ้นนี้ เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่เกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ที่มีอยู่จริง
(เราเขียนหมายเหตุไปงั้น ๆ เพราะแม้ผู้มีอำนาจจะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็น “เรื่องแต่ง” แต่ก็ยังคอยระแวงจ้องจับผิด และสื่อชนชั้นนำบางแห่งก็คอยนำมันไปบิดเบือนให้กลายเป็นเหมือนเรื่องจริง แล้วนำมาเมาท์ไปเรื่อยเปื่อยอยู่ดี)
สถานการณ์ในเมืองไทยตอนนี้ทำให้พวกเราไม่สามารถนำเสนออะไรหลายอย่างได้โดยเฉพาะสิ่งที่มาจากต่างประเทศ ก็เพราะประเทศสยามกำลังพยายามปิดกั้นไม่ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลจากสื่อต่างชาติ หรือถ้าจะให้รับรู้ก็จะถูกบิดเบือนหรือรับเอามาดัดแปลงให้เป็นวาทศิลป์มุ่งสำเร็จความใคร่ในการทำลายล้างศัตรูของตนเอง โดยไม่สนถึงผลกระทบที่ตามมาว่าจะบานปลายร้ายแรงขนาดไหน
เดิมทีพวกเราตั้งใจเขียนเรียบเรียงการประชุมของเหล่านักแปลชิ้นนี้เป็นภาษาต่างประเทศ จากนั้นค่อยแปลเป็นภาษาไทย แต่มันก็เป็นเรื่องอันตรายอยู่เหมือนกัน เพราะสื่อไทยจับจ้องข้อมูลอะไรก็ตามที่เป็นต่างประเทศเอามาก ๆ จนกระทั่งแม้ว่าเราจะเขียนเป็นภาษาต่างประเทศด้วยตัวเราเอง และแปลเป็นภาษาไทยด้วยตัวเราเอง พวกเขาก็อาจหาเรื่องเราได้อยู่ดี
นักแปลบางคนก็ทำงานเป็นอาชีพหลักหากิน บางคนก็เป็นอาชีพเสริม หรือบางคนทำงานอย่างอื่นที่ต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศและใช้ทักษะการแปลเข้ามาช่วย จนอาจหวังดีกับเพื่อนในโลกอินเตอร์เน็ตนำข้อมูลที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจมาโพสท์เผยแพร่
เอาล่ะ หนึ่งในนักแปลที่ร่วมประชุมกำลังใช้ปลายด้ามดินสอกระทุ้งหัวตัวเองเพื่อเค้นความคิดบางอย่างออกมา ความคิดที่ว่าแล้วต่อจากนี้เราจะแปลอะไรกันดี เหล่านักแปลเรื่องการเมืองรู้ซึ้งดีอยู่แล้วถึงความเสี่ยงที่วันหนึ่ง Gestapo (ขออนุญาตไม่แปล) ที่จำใจต้องทำงานให้พวกรัฐบาลเผด็จการจะบุกมาเอาตัวพวกเขาเพียงเพราะมีข้อความที่ “ไม่ดีไม่งาม” โผล่มาเพียงคำเดียว
ฝ่ายนักแปลเรื่องเศรษฐกิจ ทำเสียงจึกจักในปากสองสามที โดยไม่สูญเสียทรัพยากรน้ำลายมากนัก ก่อนเสนอว่า “พวกคุณคงไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้แม้แต่แปลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ก็อันตราย” ก่อนจะอ้างถึงข่าวเรื่อง Hammering the Stock Market (ขออนุญาตไม่แปล) ซึ่งแม้จะเอาข่าวมาจากประเทศอื่น แต่คนแปลเองกลับโดนคดีจากกฏหมายบางข้อ ที่ง่ายต่อการ Abuse (ขออนุญาตไม่แปล) และถูกสื่อนำไปตีข่าวเสียอย่างกับพวกเขาเป็นคนเลว ทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็ไม่ได้สร้างข้อมูลขึ้นมาเอง แต่เป็นการอ้างอิงข้อมูลจากที่อื่นมา ไม่นึกว่านักวารสารศาสตร์ที่เรียนกันมาหลายปีดีดัก จะจงใจทำให้พวกเขากลายเป็น Scapegoat (ขออนุญาตไม่แปล) ได้เพราะแค่การอ้างอิงข้อมูลมานำเสนอ
เจ้าบ้าตัวหนึ่งที่ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ นั่งขยับแว่นฟังอยู่นาน ก็ผุดลุกขึ้นมาเสนอว่า งั้นเราก็แปลกันแต่นิยายดีกว่า เพราะยังไงนิยายมันก็เป็นแค่สิ่งบันเทิง โดยเฉพาะนิยายวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยจินตนาการจากโลกอนาคต เพียงชั่วพริบตา เจ้าบ้าที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก็ถูกนักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์อีกคนเอาหนังสือเรื่อง Fahrenheit 451 (ขออนุญาตไม่แปลชื่อหนังสือ แต่มันพูดถึงเกี่ยวกับรัฐบาลเผด็จการที่สั่งเผาหนังสือทุกเล่ม) ตีหัวด้วยมวล (m) และความเร่ง (a) ที่ไม่มากนัก จึงไม่เจ็บเท่าไหร่
เจ้าของหนังสือ Fahrenheit 451 เถียงแบบฉุน ๆ ว่า “ต่อให้แปลนิยายก็อาจเป็นอันตรายได้โว้ย!!” เขาเสริมว่าโดยเฉพาะการแปลนิยายวิทยาศาสตร์ในประเทศที่คิดอะไรไม่เป็นวิทยาศาสตร์ พวกนั้นอาจหาว่าพวกเราเป็นพ่อมด แม่มด แบบในยุคกลางได้
“ในประเทศที่ยังยึดมั่นคือมั่นกับคำว่าเป็นมงคลไม่เป็นมงคลอยู่นี้ จะไปเอาอะไรกับเรื่องวิทยาศาสตร์”
ไม่นับว่านิยายวิทยาศาสตร์ทั้งยุค Modern (ขออนุญาตไม่แปล) และ Postmodern (ขออนุญาตไม่แปลโพดๆ) หลายเรื่องพูดถึงการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการอย่าง 1984 หรือการตาสว่างจากสิ่งที่คอยหลอกลวงคนในสังคมอย่างใน The Matrix (ขออนุญาตไม่แปลชื่อภาพยนตร์) อาจเป็นการระคายเคืองต่อรัฐบาลเผด็จการหรือสื่อตอแหลบางแห่งได้
นักแปลผู้ติดตามเรื่องราวจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นคนที่นั่งในท่ากุมขมับมาตั้งแต่เริ่มการประชุม และยังคงอยู่ในท่ากุมขมับต่อไปแม้จะเริ่มพูดเสนอความเห็นขึ้นมาบ้าง
เขาบอกประมาณว่า ไอ่เรื่องราว Censorship (ขออนุญาตไม่แปล) อะไรแบบนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราก็เจอมาเยอะแล้ว แต่ที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อนคือการที่สื่อบางแห่งที่อ้างว่าตนสนับสนุนความคิดอิสระร่วมด้วยช่วยกันกับรัฐบาล
สิ่งที่ผู้แปลเรื่องราวจากประเทศเพื่อนบ้านปวดเศียรเวียน Head (ขออนุญาตไม่แปล) ไม่แพ้กันคือ แม้พวกเขาอยากนำเสนอเรื่องราวของประเทศเพื่อนบ้านประเทศหนึ่งแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากประเทศนั้นดันมาเป็นศัตรูของคุณพี่ไทย (ยิ่งหย่ายเจรง ๆ) ด้วยฝีมืออันเฉียบแหลมของรัฐบาลเรา
มันเลยมีความเป็นไปได้ว่างานแปลของเขาจะถูกสื่อเสี้ยมที่มีคุณธรรมจริยธรรมทั้งหลายเอาไป “เล่น” ว่าทรยศชาติบ้าง ขายชาติบ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือถูกหาว่าเป็นพวกเดียวกับคนที่ “ขายชาติ” (ซึ่งก็เป็นแค่การกล่าวหาและยังไม่ได้รับการพิสูจน์อีกเช่นกัน)
“ที่ตลก วรนุช ๆ กว่านั้นคือ ขณะที่พวกเราทำตัว Ego-centric (ขออนุญาตไม่แปลว่าการเอาตัวเองศูนย์กลาง) คิดว่าตัวเองแน่ เจ๋ง กว่าเพื่อนบ้าน แต่ฝรั่งเขาขำประเทศเรากันจะตายชัก ไม่นับว่าประเทศใกล้เคียงเขาจับมือมองเราด้วยสายตาเหินห่างไปเรื่อย ๆ”
อนึ่ง ผู้เรียบเรียงเรื่องนี้มีความเห็นในทีแรกว่าควรแปลเรื่องนี้เป็นภาษาต่างประเทศเพื่อให้ประเทศอื่น ๆ ได้รับรู้เรื่องราวในประเทศโลกที่สามของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ด้วย หากแต่ว่าใครบางคนอาจยังคงอยากให้ประเทศนี้เป็นประเทศโลกที่สามอย่างดักดาน ต่อไป ไม่ต้องติดต่ออะไรกับประเทศอื่น ๆ
และการแปลข้อมูลที่ขัดเคืองต่อความคิดของ Elite (ขออนุญาตไม่แปล ความหมายมันราว ๆ ชนชั้นนำ) อาจทำให้นักแปลตัวเล็ก ๆ ไม่มีเส้น ไม่มีสาย เจ็บตัวฟรี ๆ เอาได้ ผู้เรียบเรียงจึงขอหยุดงานชิ้นนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้
[ Permalink ] . [ 34 Comments ]
วิทยากร บุญเรือง
[ Permalink ] . [ 135 Comments ]
พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ






[ Permalink ] . [ 9 Comments ]
ขอ 'อภัย' ล่วงหน้า หากว่าเรื่องนี้จะ(ไม่) เกี่ยวข้องกับการ 'อภัย' ใน 'โทษ' ของคนตนหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นร้อน!
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]
ดูเหมือนว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะจะให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์-รณรงค์ทางอินเทอร์เน็ตเป็นพิเศษโดยที่ผ่านมามีการเปิดตัวเว็บไซต์หลายโครงการอาทิโครงการต้นกล้าอาชีพhttp://www.tonkla-archeep.com/ เว็บไซต์ช่วยชาติที่แสดงข้อมูลและความคืบหน้าของแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรััฐบาล http://www.chuaichart.com/ เว็บโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชนhttp://www.chumchon.go.th/ โครงการคิดอย่างยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของกอ.รมน. หรือ MOSO http://mosothai.com และล่าสุดhttp://ilovethailand.org เว็บที่ชวนคนมาแสดงความรักประเทศไทยผ่านบล็อกคลิปวิดีโอรูปถ่ายและข้อความสั้น
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 1 Comments ]

คุณ ลิเดีย กูวารา อาจไม่ได้มีความงามตามแบบฉบับสาวทั่วไป แต่ จากองค์ประกอบการจัดวาง การตกแต่ง อุปกรณ์เสริมคือแครอทเป็นเหมือนแถบคาดกระสุน รวมถึงการโพสท์ท่าของเธอ ทำให้ดูมีเสน่ห์ด้วยพลังของความเป็นชาย (masculine) ...แม้แครอทจะดูเล็ก ๆ เหี่ยว ๆ ไปหน่อยก็ตาม
- นิแว้ด กลองเพี้ยน , นักวิจารณ์นู้ด
(ที่มาของรูป AP Photo/PETA)
ฮาวาน่า , คิวบา - ประเทศคิวบาไว้อาลัย หลังจากที่ได้ยินข่าวเรื่องเกี่ยวกับหลานสาวของ "ปู่เช" หรือก็คือ เช กูวารา ชายผู้มีรูปอยู่ทุกบา...ทุกบังโคลนรถสิบล้อ หลายคนโดยเฉพาะผู้อ่านเว็บไซต์นี้คงรู้จักบ้างไม่มากก็น้อย (แต่จะชอบ จะเกลียด หรือจะบูชา บูชา บูชา!! ก็อีกเรื่อง) ข่าวที่ทำให้ประเทศของลุงคาสโตรไว้อาลัยได้ขนาดนี้คือการที่หลานสาวของปู่เช ลิเดีย กูวาร่า ...ถ่ายนู้ด
ผู้เขียนเรื่องนี้ไม่ตกใจแม้แต่น้อย เพราะโดยความรู้สึกส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าเรือนร่างของแต่ละคนย่อมเป็นสมบัติของคนผู้นั้นจะตัดสินใจใช้มันทำอะไร และไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือเพศอื่นใด ก็ล้วนแล้วแต่จะ "ถ่ายนู้ด" ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเธอหรือเขาจะเป็นนักอะไรก็ตาม นักวิชาการ นักข่าว นักเขียน นักสังคมสงเคราะห์ นักปฏิวัติ นักแปล นักร่างแถลงการณ์ ฯลฯ ในประเทศของผู้เขียนก็เคยมีนักเขียนกึ่งนักวิชาการคนหนึ่งออกมาถ่ายนู้ดลงปกนิตยสารมาแล้วก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร (แม้โดยส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่าแกถ่ายนู้ดได้ไม่สวยเสียเลย ตอนสวมชุดทั่วไป นั่งพูด บ่น วิเคราะห์ วิจารณ์ เกี่ยวกับไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ดู "เร่าร้อน" กว่าเสียอีก)
แม้สังคมบ้านเราอาจจะยังยึดติดว่าผู้ที่สมควรจะถ่ายนู้ด มีแต่คนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะบันเทิงบนดิน หรือใต้ดิน เท่านั้น แต่ผู้เขียนเห็นว่าการที่คนวงการอื่น อย่างวงการที่ (คิดว่าตนเอง) เป็นผู้รู้ ผู้มีปัญญา จากที่เดิมเคย "เปิดและเผย" แต่ความคิด ความรู้ ข้อมูลเชิงวิชาการ หากคิดจะออกมา "เปิดและเผย" เนื้อตัวบ้าง ก็ไม่เห็นผิดอะไร เนื้อตัวคนก็เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของเขาหรือเธอหรือมันเช่นกัน ส่วนจะสวย จะหล่อ หรือจะน่าอักลี่ (ไม่ใช่ "น่าเกลียด" ในความหมายของนักอนุรักษ์นิยม) ยังไง ก็ต้องให้ผู้ชมตัดสินกันอีกที
กลับมาที่หนูลิเดียดีกว่า ทำไมหนูลิเดียแกอารมณ์ไหนถึงออกมาถ่ายนู้ดหว่า....
คำตอบก็คือว่า คุณเธอถ่ายให้กับขบวนการพิทักษ์สัตว์โลกอย่าง PETA ผู้เคยทำการประท้วงแปลก ๆ ก่อนหน้านี้โดยการใส่ชุดกันสารเคมีแล้วประท้วงว่า "หวัดสายพันธุ์ใหม่มีสาเหตุมาจากปศุสัตว์แบบโรงงาน" !?
ช่วยด้วยครับ PETA หมาผมกินแมลงวันเข้าไปอย่างโหดเหี้ยม
ผมควรทำยังไงกับมันดีครับ เพราะมันไม่รักแมลงวันแบบพวกคุณเลย
(อ้อ...หมาผมก็เป็นสัตว์นะครับ)
- ผู้ใช้ Twitter คนหนึ่ง ให้ความเห็นในแท็ก #PETA
แต่ไม่ใช่แค่ลิเดีย กูวาร่า เท่านั้นที่เคยถ่ายนู้ดให้กับ PETA ขบวนการพิทักษ์สัตว์โลกผู้นี้ยังให้คนอื่นถ่ายนู้ดด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้คนชอบกินเนื้ออย่างผู้เขียนจะไม่เห้นด้วยกับแนวคิดของ PETA แต่คิดว่าการรณรงค์น่าดึงดูดแบบนี้น่าลองเอามาใช้ดูเหมือนกันกับการรณรงค์หลายอย่างในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์เพื่อรัฐสวัสดิการ,การรณรงค์ต่อต้านการแปรรูปรถด่วนขบวนสุดท้าย, หรือการรณรงค์ตั้งชื่อลูกหมีแพนด้า เป็นอาทิ
ซึ่งในที่นี้ลิเดียถ่ายรูปด้วยการคาดแครอทแบบแถบคาดกระสุนปืน ราวกับกำลังแสดงเป็นทหารกลุ่มกบฏเบต้าแคโรทีน ผู้จับพืชผักขึ้นต่อสู้กับรัฐบาลตาฝ้าฟาง

คุณลิเดียคือเชื้อไขของนักปฏิวัติผู้ที่ปัจจุบันกลายเป็นไอคอนแบบวัฒนธรรมป็อบ
ซึ่งการทำเชให้เข้ากับวัฒนธรรมป็อบนั้น เป็นการลดทอนที่เจ๋งมาก ทำให้ความเป็นปู่เช ยังคงเท่และเข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพขับสิบล้อ หรือเด็กแนวในเมืองกรุง ก็ล้วนแล้วแต่สามารถจับต้องรูปเช หรือความเป็นเช ได้
แม้จะไม่รู้จักเขาเลยก็ตาม....คุณลิเดียก็เช่นกัน
- นิยม ประชา, ศิลปินแนวป็อบอาร์ต
(ที่มาของรูป Uncyclopedia)
แต่ตัวเจ้าของโครงการณ์รักสัตว์และมังสวิรัตินิยมอย่าง PETA ก็ไม่ใช่องค์กรที่ประเทศอย่างคิวบา ประเทศแถบอเมริกากลาง และอเมริหาใต้ เชื่อถือสักเท่าไหร่ เพราะปัญหาของประเทศพวกนี้จริง ๆ คือเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กหลังคลอด, โรคระบาด, การยังชีพรายวัน, การเอาตัวรอดจากการปฏิวัติ, เอาชนะการแข่งขันสะสมซากหนูในกองขยะแถวบ้าน และหลบหนีเจ้าพ่อค้ายา เป็นอาทิ แถมยังลิเดียก็ยังถูกหาว่าเอาชื่อของคุณปู่เป็นเดิมพัน เอ้อ...เอามาใช้หาประโยชน์ด้วยแน่ะ
จนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังคงเชื่อว่า PETA เป็นแค่ตลกแบบอเมริกันเท่านั้น ก็ใครล่ะมันจะไปเชื่อในสวัสดิการของสัตว์ ในเมื่อคนตั้งหลายร้อยล้านยังคงหิวโหยและถูกกดขี่
ในตอนนี้ ชาวคิวบา รวมถึงคนในซีกโลกตะวันตกทั้งหลาย ยกเว้นอเมริกากับแคนาดา กำลังโศกสลด ...และโกรธด้วย!
"วิธีการนำเสนอตนเองของ PETA โดยลดทอนผลงานของบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ หลานสาวผู้นี้ควรมีความละอาย" มาเรีย โลเปซ แห่ง โบลิเวีย กล่าว
"เฮ้ ลิเดีย คราวหน้าถ้าฉันจะล่าสัตว์เพื่อหาอาหารแล้วล่ะก็ ฉันจะฆ่าสัตว์อีกตัวเพิ่ม แล้วปล่อยทิ้งให้มันเน่าไป เพื่อเป็นเกียรติ์แก่เธอ! ผู้อัปยศ!" ฮวน วัลเดซ จากโคลัมเบีย กล่าว
"โอ้! แล้วเธอก็ชูกำปั้นด้วยล่ะ หมายความว่าไง แสดงความสมานฉันท์ระหว่างเธอกับหนูและเห็บหมัดน่ะเหรอ ทั้ง ๆ ที่ความฝันของปู่เธอยังไม่เป็นความจริงน่ะนะ? บราโว่!! PETA จงเจริญ พวกเขารู้วิธีที่จะสร้างความประทับใจในแรกพบจริง ๆ" ซินญอ '(รู้กันอยู่)ทนโท่' จากประเทศอื่น ๆ ในทวีปอเมริกา กล่าว
ในอีกมุมหนึ่ง ฮูโก้ ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา ผู้ไม่เคยย่อท้อต่อการแสวงหาพลังงานใหม่ให้กับประเทศ ก็ชื่นชมการกระทำของลิเดียว่า "ในตอนนี้เราได้ไปถึงที่ที่ปู่ของเธอถูกฝังไว้แล้ว ปู่เชผู้ตายเพื่อคนจนและคนถูกกดขี่ ขณะที่เธอแก้ผ้าเพื่อคนรวยและความเสื่อมโทรม พวกเราได้ไปถึงจุดที่เชตายอย่างเสียสละ ขณะที่หลานสาวใช้ชีวิตด้วยการหลอกหาประโยชน์จากนามอันยิ่งใหญ่ของเช แล้วเราก็เอาท่อเหล็กสอดเขารูทวารของเขาที่เชื่อมต่อกับเครื่องปั่นไฟ และการหมุนของเครื่องยนต์จะเป็นเชื่อเพลิงให้กับกรุงคาราคัส (เมืองหลวงของเวเนซุเอลา) อย่างแน่นอน!!!
จะไม่ให้พวกเขาออกมาด่าหรือประชดแบบนี้ได้ไงเล่า ก็เพราะ PETA เป็นองค์กรที่ทำตัวเป็นนางงามรักสัตว์มากกว่าจะสนใจมนุษย์ผู้ยังหิวโหยและหาเช้ากินค่ำจริง ๆ นี่นา
- พัคคา วาดิก้า , นักแปล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอเมริกากลาง-ใต้
เรื่องที่ว่าลิเดียใช้นามสกุลของปู่ตัวเองมาหากินเนี่ย
ผมเห็นว่า มันก็ไม่น่าเกลียดอะไรกับการหาผลประโยชน์จากความนิยมของคน (หรือตัว) อื่นนะครับ
ก็หมีแพนด้ายังไงก็มีกินอิ่มหมีพีมันอยู่แล้ว แต่กระผมกับเจ้านายยังต้องหาเช้ากินค่ำ
จะทำการตลาดกันบ้างก็ต้องเกาะกระแสหน่อย แม้จะบูมขึ้นมาชั่วคราว
แต่คนเราหากยังต้องเอาตัวรอด มันก็ต้องดิ้นกันไปล่ะครับ
แต่ผมก็เห็นด้วยว่า PETA น่าสงสัยจริง ๆ นะครับ พวกเขารักช้างอย่างผมจริงหรือเปล่าครับเนี่ย หรือหาเรื่อง
โปรโมทมังสวิรัติไปวัน ๆ
- ช้าง (ที่ถูกเพนท์ให้เป็น) แพนด้าในไทย
เมื่อสอบถามคนตามท้องถนนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่บางคนก็อยู่ในอเมริกาเหนือ ให้ความเห็นเมื่อได้ดูภาพนี้ว่า "อยากเห็นเธอใส่ขนสัตว์หรืออะไรประมาณนี้มากกว่า"
ในข่าวที่เกี่ยวข้องกัน มีเรื่องขององค์กรเพื่อการปลดปล่อยพืชผัก (Plant Liberation Organization) ได้ฟ้องร้องลิเดีย กูวาร่า ในข้อหาฆาตกรรมแครอทอย่างโหดเหี้ยมจำนวน 125 ลูก โดยไตร่ตรองไว้ก่อน และไม่ได้ฆ่าเพื่อเป็นอาหาร แต่เพื่อเอามาสวมใส่และขว้างทิ้งไป (...บางคนกระทั่งเชื่อว่าเธอข่มขืนมันก่อนด้วย)
แม้ผมจะไม่ค่อยชอบเจ้าองค์กร PETA นี้เท่าไหร่ แต่การเอารูปของอนงค์นางมาถ่ายแบบวาบหวาม
เพือโปรโมทโครงการณ์บ็องตื้นแบบนี้ มันก็น่าแช่มชื่นไปอีกแบบ เป็นการเอาใจคนหื่น เอ้ย! ผู้นิยมศิลปะจากความเปลือยเปล่าอย่างกระผมได้อย่างจับใจ อยากให้ทำมาอีกเยอะ ๆ นะ
- นิแว้ด กลองเพี้ยน, นักวิจารณ์นู้ด

อย่าว่าแต่หลานสาวแกเลย ปู่แกเองก็เคยถ่ายนู้ดเหมือนกัน
มองดูความแข็งแกร่งตามแบบฉบับนักปฏิวัติของเขาสิ อาาาาาาา ...ว่าแต่ นี้มันรูปตัดต่อชัด ๆ เลยนี้เฮ้ย!
- นิแว้ด กลองเพี้ยน , นักวิจารณ์นู้ด
(ที่มาของรูป Uncyclopedia)
แปล ...อย่างมั่ว ๆ ซั่ว ๆ (และแอบใส่ความเห็นลงไป) จาก
UnNews : Che's granddaughter exploits him , Uncyclopedia , 20-06-2009
http://uncyclopedia.wikia.com/wiki/UnNews:Che%27s_granddaughter_exploits_him
[หมายเหตุ : ข่าวแปลชิ้นนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิง และนำมาจากเว็บไซต์แนวยั่วล้อ โปรดระวังหากจะนำไปใช้อ้างอิงทางวิชาการหรือซุบซิบนินทา ขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยหากบอกช้าเกินไป]
[ Permalink ] . [ 0 Comments ]

ในปีนี้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐคว้ารางวัล “ภาพข่าวยอดเยี่ยม” ไปครอง หลังจากนั้นมาไม่กี่วันก็แทบจะต้องเพิ่มตำแหน่งมิสป๊อบปูล่าไปให้ด้วย เพราะมันไม่ใช่ได้รางวัลแล้วก็แล้วกันไปแบบทุกปี หากแต่ถูกพูดถึงอย่างมากมาย โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ มีทั้งคำชื่นชมและผรุสวาทให้ระงม ฐานที่เกี่ยวพันกับการเมืองลูกกวาดหลากสีของเราเต็มๆ
ในฐานะที่ไม่ใช่คณะกรรมการ (และไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ ด้วย) ขอประกาศสนับสนุนคณะกรรมการที่ให้รางวัลแก่ภาพนี้ โดยจะขอยกเหตุผลเพิ่มเติมจากท่านคณะกรรมการตัวจริงที่อาจพูดสั้นไป เพราะท่านคงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับพวกไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้จักแพ้ชนะ ทั้งยังไม่มีองค์ความรู้ด้านสื่อสารมวลชน พูดไปสองไพเบี้ย...
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 11 Comments ]

ภาพจาก: http://imaim.wordpress.com
แรงกระเพื่อมของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ต่อเรื่อง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ต้องมานั่งนับวันว่า เมื่อไหร่จะถึงวันที่กฎหมายฉบับนี้นี้จะเขาที่ประชุม ครม.เพื่อลุ้นเอาแค่กฎหมายฉบับนั้นจะผ่านครม.เข้าสู่สภาฯ ได้หรือไม่ แล้วค่อยไปว่ากันต่อด้วยเรื่องหน้าตาว่าจะออกมาสวย หล่อ เพียงใด
ตามที่ รมว.คลัง ท่านบอกผ่านสื่อมวลชนไว้ เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา มีกำหนด 2 สัปดาห์ นี่ก็คงอยู่ในช่วงระยะเวลานัดหมายแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ล่าสุด รมว.คลังกล่าวผ่านสื่อว่า กระทรวงการคลังยังเดินหน้าแนวคิดการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเดือน ส.ค.นี้
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 0 Comments ]
แดง ใบเตย
1. บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
ข้อเขียนชิ้นนี้ เขียนขึ้นเพื่อโจมตีกลุ่มปัญญาชนเก๋ไก๋ทั้งหลาย ที่บังอาจวิพากษ์วิจารณ์กระแส "เคอิโงะ"
2. ดวงของเคอิโงะ
แหม่มโพดำ
"เคอิโงะ" เสี่ยงได้ไพ่ "แหม่มโพดำ" ดวงดีมากมาย
3. บทกวีแด่เคอิโงะ
เ ร า ก็ ไ ม่ ท ร า บ ว่ า จู่ ๆ คุ ณ ดั ง ขึ้ น ม า ไ ด้ เ ยี่ ย ง ไร "เ ค อิ โ ง ะ"
สำ ห รั บ ผ ม เ ริ่ ม แ ร ก ก็ อ อ ก จ ะ ห มั่ น ไ ส้ คุ ณ อ ยู่ ม า ก เ ล ย ที เ ดี ย ว
แ ต่ สำ ห รั บ ผู้ ที่ แ ส ด ง ค ว า ม ฉ ล า ด ห ลั ง เ ห ตุ ก า ร ณ์ นี่ ยิ่ ง น่ า ห มั่ น ไ ส้ ก ว่ า
มั น ไ ม่ ใ ช่ เ รื่ อ ง ข อ ง ผ ม กั บ คุ ณ . . . "เ ค อิ โ ง ะ"
แ ต่ เ ป็ น เ รื่ อ ง ข อ ง พ ว ก เ ร า ห มู่ ม ว ล ม ห า ช น ค น เ สี่ ย ว ๆ ทั้ ง ห ล า ย
กั บ พ ว ก ปั ญ ญ า ช น เ ห ล่ า นั้ น . . .
W e a r e t h e w o r l d - รั ก กั น รั ก กั น - เ พื่ อ ธ ร ร ม ช า ติ อั น ยิ่ ง ใ ห ญ่ ยื น ย ง !?
อ้ายแดง ใบเตย ของมอบให้น้อง เคอิโงะ
28 พ.ค. 52 .. น่าจะเข้าฤดูฝนแล้ว ณ ใบกระท่อมนักรบศรีวิชัย
4. ปรากฏการณ์ "เคอิโงะ"
ปรากฏการณ์ "เคอิโงะ" เกิดจากการปั่นกระแสของสื่อมวลชน ซึ่งจะเริ่มจากรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ของเฮียสรยุทธ์ ทางช่อง 3 (ซึ่งช่อง 7 ไม่ยอมน้อยหน้า ขุดหนูน้อยมะเร็งมาสู้ แต่โดนเคอิโงะตีตกพ่ายกระแสไป) จนเกิดการระบาดฟีเวอร์ไปทั่ว ทั้งสื่อในประเทศและต่างประเทศต่างประโคมข่าวความน่าสงสารของเด็กน้อยลูกครึ่งไทยญี่ปุ่น จนดังไปทั่วโลก แถมยังมีข่าวสินค้าต่างๆ รุมตอม มาเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า และนำเรื่องราวชีวิตมาเขียนการ์ตูน
แทบไม่น่าเชื่อว่าจากกระแสความน่ารักเอ็นดูของ ดช.เคอิโงะ ซาโต เด็กกำพร้าชาวพิจิตร อายุแค่ 9 ขวบ แม่ตายออกตามหาพ่อชาวญี่ปุ่น จะมีคลื่นไต้น้ำคอยเจาะยาง และได้กลายเป็นกระแสหมั่นไส้ขึ้นมาดื้อๆ โดยเฉพาะเหล่า "ปัญญาชน" ทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ตามเวบบอร์ด หรือบลอก หรือหน้าคอลัมน์ตามนิตยสารเก๋ไก๋ต่างๆ ในสังคมไทย ที่มีคำวิจารณ์มากมายอาทิ..
ทำไมนะ "ปรากฏการณ์เคอิโงะ" ถึงได้ไปเข้าทางตีน ของผู้รู้เหล่านี้จังเบ้อเร่อ
5.จริตของปัญญาชน
สังคมไทยจะมีคนกลุ่มหนึ่ง, พวกเขาเกินขั้นนักวิจารณ์ธรรมดาดาดๆ ทั่วไป พวกเขาไปถึงขั้นตรัสรู้และตัดสินความเป็นไปของสังคมด้วยตัวของเขาเองแล้ว "ปัญญาชน" คือคำนามและบ่งชี้คุณลักษณะของพวกเขา
ปัญญาชนเหล่านี้มักจะบอกว่าตัวเองเป็นพวกคนคิดนอกกรอบ ทวนกระแส สวนกระแส ต้านทุนนิยม ต้านบริโภคนิยม .. ต้านอะไรที่คนหมู่มากเขาชอบ เขาทำกัน เช่น ต้านการค้าเสรี ต้านระบบประชาธิปไตยเลือกตั้ง ต้านนายกทักษิณ ต้านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ต้านช่อง 3 5 7 9 ต้านละครหลังข่าว ต้านเพลงค่ายอาร์เอส ค่ายแกรมมี เป็นต้น
และก็มีความคิดความอ่านที่ไม่ค่อยเป็นวิทยาศาสตร์เท่าไร เพราะปัญญาชนเหล่านี้มักจะชอบพกหนังสือของ "ตุ๊ด นัด อัน" หรือไม่ก็ "บุ๊ดดะด๋าด คิกขุ" [1] เท่ๆ สักสองสามเล่ม ใส่รวมๆ ไว้กับเน็ตบุ๊คในย่ามสะพายข้างเก๋ๆ ออกเดินจาริกแสวงบุญตามร้านกาแฟหรือร้านหนังสือเล็กๆ มีสไตล์ จับกลุ่มสนทนาว่าด้วยเรื่อง "ปรัชญาสูงสุดของจักรวาล" - ทุกเรื่องในโลกไอ้พวกนี้จะตรัสรู้หมดทุกตัว (ทุกอย่างถูกอธิบายไว้หมดแล้วในหนังสือสองสามเล่มที่อยู่ในยามสะพายดังที่ได้กล่าวไป)
การต่อสู้ของเคอิโงะ สำหรับสายตาของปัญญาชนพวกนี้ดูเสี่ยวเกินไป เพราะไทยรัฐและช่อง 3 เล่นเรื่องนี้จนเกินคำว่าพองาม สำหรับนักปรัชญาพวกนี้ พวกเขาติดตามและให้ความสนใจเกี่ยวกับการต่อสู้ของภาพยนตร์ฟอร์มเล็กๆ จากอิหร่านในเวทีเทศกาลหนังยุโรป หรือการต่อสู้ของ ซูซาน บอยล์ สาวทึนทึกวัย 47 ปี บนเวทีคนล่าฝันของฝรั่งหัวแดง หรือไม่ก็เป็นเรื่องการต่อสู้ของ ซูจี กับ ทาไล ลามะ (2 เคสไฟต์บังคับที่ปัญญาชนต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา อย่าได้ตกข่าวเชียว)
การต่อสู้ของไอ้โงะอาจจะไม่น่าสนใจเท่าแมวน้ำขั้วโลกกำลังทุรนทุรายเพราะได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอ หรือเรื่องของบลอกเกอร์ทิเบตถูกจับกุมที่อิรักเนื่องจากเขียนบลอกเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับพม่า ฯลฯ มากกว่า เหตุการณ์เสี่ยวๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองนี้
เช่นเดียวกับพวกซ้ายลูกเศรษฐี ปัญญาชนเหล่านี้จะสนุกสนานอยู่กับการวิเคราะห์ความเป็นไปในสังคม แต่ตนเองตีนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ...แต่ช่วงหลังซ้ายลูกเศรษฐีบ้านเราพฤติกรรมดีขึ้นมาหน่อย คือยอมลงไปถือป้ายประท้วงพวกอำมาตย์ ร่วมเป็นร่วมตายกับคนเสื้อแดง ได้หลบกระสุนหลบรถแก็สพอเป็นพิธี ได้เชื่อมโยงกับโลกที่มันเป็นจริงๆ มากกว่าหน้าจออินเตอร์เน็ต หรือหนังสือเท่ๆ --- สำหรับการเมืองเรื่องสี พวกปัญญาชนทั้งหลายนั้นยังคงทำตัวอยู่เหนือปัญหา ปวารณาตนเป็นพวกสองไม่เอาอยู่อย่างเคร่งครัด
จริตของพวกปัญญาชนเหล่านี้ มักจะเกลียดชนิดถึงขั้นรังเกียจกับสิ่งที่มันเป็น "ประชานิยม" (ที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "ปอปปูล่า" น่ะ!)
และข่าวของเคอิโงะ มันก็ถูกสร้างมาในรูปแบบ "ประชานิยม" ดังกล่าว
6.คนมันสู้ (น่ะ!)
บนโลกทุนนิยมนี้ คุณจะจนอย่างไร คุณจะทุกข์ยากอย่างไร การนอนแบมือรอโอกาสอยู่ที่บ้านให้เหี่ยวเฉาตายไปทีละน้อย หรือนั่งเขียนแถลงการณ์เพื่อรัฐสวัสดิการวันละแผ่นสองสามแผ่น โดยไม่ได้ทำตัวเงินตัวทองอะไรไปมากกว่านั้น ไม่เป็นผลดีแน่
การต่อสู้มีต้นทุนทั้งนั้น ก่อนจะมาเป็นเคอิโงะในวันนี้ ไอ้โงะเองก็ต้องบากหน้าเอาความเป็นเด็กกำพร้า แม่ตายด้วยโรคร้าย พ่อญี่ปุ่นทิ้ง เอาความเวทนาแลกมันมานะครับ -- คนน่ะถ้ามันไม่สุดๆ จริงๆ เขาไม่งัดเอาความเวทนามาขายกันหรอก
เคอิโงะ ไม่ได้นอนกระดิกตีนอยู่บ้าน แล้วต่อสายหาสรยุทธ์แบบว่า "เฮ่ย! ไอ้เผือก มรึงช่วยปั้นกรูออกรายการเล่าข่าวมรึงหน่อยเด๊ะ!" อะไรประมาณนั้น
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างพวกปัญญาชนทั้งหลายวิจารณ์นะครับ กว่าจะมีวันนี้ เคอิโงะเองก็ใช้เวลาไม่ใช่น้อยในการรณรงค์อยู่หน้าอุโบสถ เพื่อเรียกร้องสิทธิในการที่จะเจอพ่อ ผ่านการถูกดูถูกเหยียดหยามมาแทบจะทุกชนิดแล้ว
สำหรับคนเสื้อแดง เราต้องแยกแยะเรื่องคนที่เข้ามาช่วยเหลือเคอิโงะ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล อภิสิทธิ์ เสธ.หนั่น กษิต ฯลฯ เพราะเราก็รู้กันดีว่ามันเป็นไฟต์บังคับที่ผู้ใหญ่เหล่านี้ต้องดาหน้าออกมา - อย่าไปว่าเด็กมันเลย
อย่ามาพาลหมั่นไส้เด็กด้วยเรื่องพวกนี้ โตๆ กันแล้วต้องมีน้ำใจเป็นนักกีฬาระดับผู้ใหญ่กันสักหน่อย ดูเด็กมันเป็นแบบอย่างดีกว่า นี่แหละผลพวงของการออกมาต่อสู้ ... เคอิโงะเกือบจะเจอพ่อแล้ว ส่วนพวกเราคนเสื้อแดง ทนสู้กันไปอีกนิด ไม่นานคุณทักษิณก็ต้องได้กลับมาเป็นนายกอีกครั้ง
หรือจะหมั่นไส้เคอิโงะว่าได้คืบจะเอาศอก ที่ขอเล่นหนังเป็นดาราอะไรเทือกนั้น -- ก็เรื่องของไอ้โงะมัน เพราะต้องยอมรับว่ากว่าที่จะมีวันนี้ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มันไม่ได้นอนงอแข้งงอขาอยู่ที่บ้านนะครับ มันออกมาตามหาพ่อมันนะ แบกความน่าเวทนาและผ่านแรงเสียดสีมาได้อย่างหวุดหวิด
สิ่งที่เคอิโงะได้รับมาในวันนี้ต้องยอมรับหน่อย น้ำพักน้ำแรงของมันทั้งนั้น (เช่นเดียวกับที่คุณทักษิณได้รับแรงใจจากคนเสื้อแดงอยู่ตลอดเวลา นี่ก็น้ำพักน้ำแรงที่เขาได้ทำตอนเป็นนายก)
คนเสื้อแดง ชาวนา กรรมกร นักรบโรนิน ผู้นิยมชมชอบลัทธิมาร์ก และเคอิโงะ นั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีที่ทางและวิธีการต่อสู้แตกต่างกันไป
ออกมาสู้ในแบบของคุณ จะดีจะเด่นจะดังจะดับ ยังไงมันก็เรื่องของคนที่ออกมาสู้! ... อย่าไปสนใจขี้ปากปัญญาชนทั้งหลายเลยน่ะ!
ปรากฏการณ์ "เคอิโงะ"
เด็ก 9 ขวบแม่ตายรอพ่อญี่ปุ่นหน้าโบสถ์นานนับปี
คมชัดลึก 11 พฤษภาคม 2552
หนูน้อยวัย 9 ขวบ สุดอนาถแม่ป่วยตายสั่งเสียพ่อเป็นชาวญี่ปุ่นให้ไปรอตรงหน้าโบสถ์วัดท่าหลวง เมื่อเห็นรถทัวร์ท่องเที่ยววิ่งถามรู้จักพ่อหนูไหม สุดรันทดรับจ้างขัดรองเท้าขายอาหารปลาหน้าวัดรอพ่อ
นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวกราบไหว้หลวงพ่อเพชรพระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพิจิตรต่างรันทดใจ เมื่อเห็นภาพหนูน้อยวัย 9 ขวบ วิ่งถือรูปพ่อที่เป็นชาวญี่ปุ่นให้กำเนิดแล้วแยกทางกับแม่หายไป ส่วนแม่หลังแยกทางกับพ่อไปทำงานในกรุเทพฯต่อมาได้เสียชีวิต ปล่อยให้ลูกเผชิญชะตากรรม
หนูน้อยคนดังกล่าวคือเด็กชายเคอิโงะ หรือ "เคโงะ" ซาโต อายุ 9 ปี เล่าว่า มีแม่ชื่อนางทิพย์มณฑา ซาโต อายุ 33 ปี เสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา
ด้านนางปัทมา จตุพิศ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 686 ถ.บุษบา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นป้า ของเด็กชายเคอิโงะ เล่าให้ฟังว่า เมื่อประมาณปี 2542 นางทิพย์มณฑาได้ออกจากบ้านไปตั้งแต่เป็นสาวอายุประมาณ 15 - 16 ปี บอกเพียงว่า ไปทำงานในกรุงเทพฯ
จากนั้นก็หายไปกลับมาอีกทีก็อุ้มท้องมาบ้านที่จังหวัดพิจิตรพร้อมกับสามีซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น ชื่อนายคัทซูมิ ซาโต มาพบนายปรีชา จันทร์ประทุม อายุ 60 ปี ผู้เป็นพ่อ ปัจจุบันป่วยเป็นอัมพาตมากว่า 5 ปี แล้ว เพื่อแนะนำให้รู้จักกับคนในครอบครัวที่เป็นชาวไทย
จากนั้นก็หายไปอีก 3 - 4 ปี ประมาณ พ.ศ.2543 กลับมาอีกครั้ง คราวนี้นางทิพย์มณฑา ก็หอบเอาลูกชายสายเลือด นายคัทซูมิ ซาโต ชาวญี่ปุ่น ที่อายุได้เพียง 4 เดือน มาทิ้งไว้ให้ญาติ ๆ เลี้ยงดูโดยไม่ยอมบอกว่า เกิดอะไรขึ้นแล้วก็กลับไปทำงานสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ ส่งเงินมาให้เพียง 2 - 3 ครั้ง เป็นค่านมลูกแล้วก็ขาดการติดต่อไป
จนกระทั้ง พ.ศ.2545 แม่ของเด็กชายเคโงะ และ นายคัทซูมิ ซาโต สามีชาวญี่ปุ่นมาจังหวัดพิจิตร เพื่อเยี่ยมลูกเป็นครั้งสุดท้าย โดยในคราวนั้นลูกอายุได้ 3 ขวบ ก่อนจะเงียบหายไป ทั้งแม่และพ่อชาวญี่ปุ่น โดยปล่อยให้เด็กชายเคโงะใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังอดมื้อกินมื้ออยู่กับญาติ ๆ ที่ฐานะยากจน โดยหากินด้วยการไปขายอาหารเลี้ยงปลาหน้าวัดท่าหลวงพระอารามหลวง เป็นการยังชีพ และทุกวันพระ ก็จะได้รับความเมตตาจากพระให้อาหารหรือไข่เค็ม บะหมี่สำเร็จรูป ขนม ที่คนเอามาทำบุญให้เอาไว้กิน
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดเมื่อวันสงกรานต์ปี 2551 นางทิพย์มณฑาก็กลับมาบ้านเพราะป่วยหนัก กอดลูกและพร่ำบ่นถึงสามีที่เป็นพ่อชาวญี่ปุ่น ให้ลูกฟังว่า พ่อจะต้องกลับมาหาลูก และจะต้องมาที่วัดท่าหลวง
นางปัทมา กล่าวว่า หลังจากนางทิพย์มณฑากลับมาเด็กชายเคโงะมักจะพาแม่มานั่งที่หน้าอุโบสถหลวงพ่อเพชรทุกวัน พร้อมกับถือรูปพ่อชาวญี่ปุ่น ที่เป็นสมบัติชิ้นเดียวที่แม่มอบให้ ทุกครั้งที่มีรถทัวร์นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาจอด เด็กชายเคโงะ ก็จะถามว่า "เห็นพ่อหนูไหม" พร้อมกับโชว์รูปของพ่อให้ดู แต่เวลาผ่านไป 2 ปีกว่า ก็ไม่มีวี่แววของพ่อชาวญี่ปุ่นจะกลับมา แถมอาการป่วยหนักขึ้นจนกระทั้ง ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา นางทิพย์มณฑามีอาการหนักขึ้นใกล้ตายพร้อมกับสั่งเสียลูกว่า
"ให้รอพ่อที่หน้าอุโบสถวัดท่าหลวงพระอารามหลวง จะได้เจอพ่อชาวญี่ปุ่น " ในที่สุดวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา นางทิพย์มณฑา ผู้เป็นแม่ของเด็กชายเคโงะ ก็สิ้นชีวิตลง
ทุกวันนี้เด็กชายเคโงะ ยังคงเฝ้ารอพ่อชาวญี่ปุ่นอยู่หน้าอุโบสถวัดท่าหลวงพระอารามหลวง อ.เมือง จ.พิจิตร และ เฝ้าวิงวอนว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงจะช่วยให้ได้เจอพ่อผู้ให้กำเนิดที่เป็นชาวญี่ปุ่น ทั้งที่ทุกวันนี้ชีวิตสุดแสนลำเค็ญอีกไม่กี่วันนี้ก็จะเข้าชั้นเรียน ป.4 ที่โรงเรียนท่าหลวงสงเคราะห์ อ.เมือง จ.พิจิตร ขณะที่ญาติ ๆ ทุกคนก็ยากจน จึงวอนขอสังคมช่วยถ้าพบพ่อชาวญี่ปุ่น ติดต่อนาง ปัทมา ผู้เป็นป้า โทร....
จากนั้นปรากฏการณ์สิบกว่าวันยิ่งกว่านิยายของ "เคอิโงะ" จึงบังเกิดขึ้น ..
|
เชิงอรรถ
[1] "ตุ๊ด นัด อัน" และ "บุ๊ดดะด๋าด คิกขุ" คือสองสุดยอดนักคิดที่กลายเป็นมหาเมพบร๊ะเจ้าของเหล่าปัญญาชนทั้งหลาย ไม่ใช่แค่งานเขียนเท่านั้น แม้แต่ตดของมหาเมพบร๊ะเจ้าทั้งสองนี้ก็มีความหมายอันลึกซึ้งเกินกว่าปุถุชนคนธรรมดาสามัญที่ไม่ใช่พวกมันจะเข้าถึงได้ สำหรับเหล่าลูกศิษย์ลูกหานักปรัชญาทั้งหลาย
[ Permalink ] . [ 15 Comments ]