หัวไม้ story
วิกฤตการณ์ข้าวยากหมากแพงส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่งกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเห็นจะหนีไปพ้น คนยากคนจนทั่วโลก ในหลายประเทศวิกฤตการณ์นี้นำไปสู่การจลาจล เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เช่นในเฮติ อียิปต์และโซมาเลีย วิกฤติอาหารยังลามถึงภูมิภาคอเมริกากลาง จนประธานาธิบดีนิคารากัวเรียกประชุมฉุกเฉิน ยอมรับภาวะขาดแคลนอาหารเข้าขั้นวิกฤติ จนเกรงว่าจะบานปลายเป็นเหตุวุ่นวายในสังคม
ขณะเดียวกันองค์กรระหว่างประเทศต่างก็ออกมาให้ข้อมูลชวนหวั่นไหว ธนาคารโลกออกมาเตือนว่า วิกฤตอาหารแพงนี้จะเพิ่มระดับความยากจนทั่วโลกอาจพุ่งสูงขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยราคาอาหารและน้ำมันแพงในช่วง 2 ปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนประมาณ 100 ล้านคนตกอยู่ในฐานะยากจน มีชีวิตอยู่ด้วยความรันทดหนักเข้าไปอีก เพราะมีรายได้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่ถึง 50 บาทต่อวัน
ปรากฏการณ์ที่สำคัญคือ ธัญพืช (ข้าว,ข้าวสาลี และข้าวโพด) ของโลกมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มขึ้นในปี 2550 และเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนมีนาคม 2551 เป็นต้นมา ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้น 31% ข้าวเพิ่มขึ้น 74% ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 87% และข้าวสาลีเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 130%
ตอนนี้ราคาอาหารเฉลี่ยแล้วเพิ่มมากขึ้น 2 เท่าครึ่ง ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรกรรมโลก (เอฟเอโอ)ระบุว่า ราคาอาหารตอนนี้พุ่งขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 26 ทำให้ต้นทุนต่างๆ ขยับขึ้นร้อยละ 40
สาเหตุของวิกฤตการณ์พืชผล อาหารแพงเป็นประวัติการณ์ดังกล่าวมีหลายปัจจัย และแยกไม่ออกกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ซึ่งเป็นเหตุทำให้หลายประเทศโหมปลูกพืชพลังงานทดแทน เบียดบังพื้นที่เพาะปลูกอาหาร บราซิลและสหรัฐดูเหมือนจะเป็นประเทศหลักที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในกรณีนี้ เพราะเป็นผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่สุดของโลก ถึงขั้นที่ "ยีน ซีเกลอร์ " ผู้จัดทำรายงานพิเศษของสหประชาชาติเรื่องสิทธิในการเข้าถึงอาหาร เรียกการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพอย่างมโหฬารนี้ว่าเป็น "การก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ"
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูล่า ดา ซิลวาของบราซิล ได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้โดยบอกว่าชาติอุตสาหกรรมที่ให้เงินอุดหนุนต่อผลผลิตทางการเกษตรของชาติตนเอง จนทำให้ได้เปรียบประเทศกำลังพัฒนาต่างหากเป็นสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรของโลกลดน้อยลง
มุมมองนักเศรษฐศาสตร์
ด้านนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ของไทย ‘นิพนธ์ พัวพงศกร’ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานสัมมนาที่คณะเศรษฐศาสตร์ เรื่อง “สถานการณ์ข้าวยากหมากแพง: โอกาส หรือวิกฤตสำหรับสังคมเศรษฐกิจไทย” เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยแยกสาเหตุวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นระยะยาวและระยะสั้น
สาเหตุระยะยาว ด้านอุปสงค์ ได้แก่ 1.ประชากรโลกเพิ่มขึ้นสูง อัตราการเพิ่มของประชากรหลังทศวรรษ 1970 เพิ่มขึ้น 1.2% เทียบกับ 2% ในอดีต แต่ประชากรส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก
2.การเติบโตของรายได้จะทำให้ความยากจนในประเทศกำลังพัฒนาลดลง คนมีอำนาจซื้อมากขึ้น ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ระบุว่ายิ่งคนรวยขึ้นก็จะบริโภคคาร์โบไฮเดรตลดลงแต่จะบริโภคเนื้อสัตว์ ดังนั้น อุปสงค์ธัญพืชที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็จะเพิ่มขึ้นมาก เพราะเนื้อวัว 1 กก.ต้องใช้ 7 กก. เนื้อหมู 1 กก.ใช้ข้าวโพด 6.5 กก. ไก่ 1 กก.ใช้ข้าวโพด 2.6 กก.
ด้านอุปทาน ได้แก่ 1.รัฐบาลกับองค์กรระหว่างประเทศลดการลงทุนในภาคการเกษตรหลังจากปฏิวัติเขียว เพราะหลังจากปฏิวัติเขียวราคาอาหารลดลงมาตลอด บรรษัทข้ามชาติเน้นการวิจัยจีเอ็มโอที่ลดการใช้ยาฆ่าแมลงแล้วให้เกษตรกรมาซื้อเมล็ดพันธุ์ทุกฤดูกาลแทนการเพิ่มผลผลิตโดยตรง
2.สต๊อกธัญพืชทั่วโลกลดลง ในอดีตรัฐบาลพัฒนาแล้วหลายประเทศจะช่วยเหลือเกษตรกรโดยซื้อเมล็ดพันธุ์มาไว้ในสต๊อกแล้วแจกจ่าย แต่หลังจากราคาเมล็ดพันธุ์สูงขึ้นมากในระยะหลังจึงอุดหนุนเป็นตัวเงินโดยตรง ขณะที่ ปัญหาเรื่องมลพิษก็ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรมีข้อจำกัดขึ้นมาก
ส่วนสาเหตุระยะกลางและระยะสั้น ได้แก่ ปัญหาดินฟ้าอากาศในปีสองปีที่ผ่านมาทำให้พืชผลน้อยลง โดยเฉพาะสินค้าข้าว รัฐบาลในประเทศผู้ส่งออกต่างตกใจแล้วงัดมาตรการจำกัดการส่งออกมาใช้ ขณะที่ผู้นำเข้าก็แตกตื่นรีบสั่งซื้อข้าวกักตุนไว้จำนวนมาก นี่เป็นปัจจัยสำคัญของการดันราคาขึ้น ประกอบปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวกับการเก็งกำไร ค่าเงิน กระพือให้ราคาส่งออกพุ่งสูงผิดปกติ ซึ่งนิพนธ์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ราคาฟองสบู่” กรณีข้าวเป็นกรณีพิเศษเพราะตลาดข้าว “บาง” มาก เพราะตลาดข้าวมีลักษณะเหมือนตลาดหุ้น ผลผลิตข้าวสารผลิตได้หลายร้อยล้านตัน แต่ซื้อขายกันในตลาดโลกเพียง 6% กว่าเท่านั้น ดังนั้น แม้การกระเพื่อมเพียงนิดหน่อย เช่น ผลผลิตลดลงเล็กน้อย ราคาก็จะพุ่งรวดเร็วและลดลงเร็วเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งคือราคาพลังงานสูงขึ้น รัฐบาลทั่วโลกมีนโยบายว่าด้วยชีวพลังงาน และมีเป้าหมายอย่างมโหฬารในการผลิตพืชพลังงาน สหรัฐอเมริการะบุว่าภายในปี 2012 จะผลิตเอทานอลอีก 7.5 พันล้านแกลลอน หรือ 30 ล้านตัน บราซิลจะผลิต 36 พันล้านลิตร ต้องใช้พื้นที่มหาศาล กรณีของสหรัฐ นโยบายชีวพลังงานของสหรัฐนั้นใช้ข้าวโพด 20% ของผลผลิตทั้งหมดมาผลิตเอทานอล ซึ่งไปแย่งพื้นที่ปลูกธัญพืช ฝ้าย ฯ ทำให้พืชตัวอื่นๆ ราคาสูง
“ตลาดข้าวเวลานี้ไร้ดุลยภาพ ราคาฟองสบู่ การทำวิจัยขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง คาดคะเนว่าระหว่างปี 2548-2558 ราคาข้าวแท้จริงน่าจะเพิ่มขึ้น 28% ภายใต้ข้อสมมติว่ารัฐบาลประเทศต่างๆ ใช้นโยบายชีวพลังงาน ภายใต้ข้อสมมติว่า ผลผลิตต่อไร่คงที่ สรุปว่า คนส่วนใหญ่คิดว่าในระยะ 5-10 ปีราคาอาหารจะอยู่ในระดับสูง แต่ผันผวน ส่วนจะผันผวนมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับรัฐบาลประเทศต่างๆ หากมีการแทรกแซงมากอาจจะทำให้ผันผวนมากกว่าในอดีต ซึ่งน่ากลัวมากเรื่องความผันผวน เพราะกระทบกระเทือนต่อเกษตรกรโดยตรง”
จ้าละหวั่น รับมือวิกฤต
ท่ามกลางสภาพการณ์เช่นนี้ หลายประเทศ หรือหลายกลุ่มประเทศเริ่มขยับปรับนโยบายเพื่อรับมือกับอนาคตอันไม่แน่นอนแล้ว เช่น คณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรปหรืออียู อยู่ระหว่างทบทวนร่างนโยบายการปฏิรูปเกษตรกรรมครั้งใหญ่ในหมู่ชาติสมาชิกอียู โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
ล่าสุด เป็นที่น่าจับตามากสำหรับรัฐบาลแถบละตินอเมริกาซึ่งเริ่ม ‘เลี้ยวซ้าย’ มากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงประเทศคาบสมุทรแคริบเบียนรวม 17 ชาติ ได้จัดประชุมสุดยอด เรื่อง “อาหารเพื่อชีวิต” ขึ้นในกรุงมานากัวของนิการากัว เมื่อวันที่ 8 พ.ค.ที่ผ่านมา หาแนวทางแก้วิกฤติที่กำลังรุมเร้า
โดยที่ประชุมร่วมลงนามในข้อตกลงแบบไร้ข้อผูกมัด เพื่อส่งเสริมภาคเกษตรในภูมิภาคและให้ธนาคารเอกชนปล่อยกู้ในภาคเกษตรสูงถึง 10% ของวงเงินและสินทรัพย์ที่มีและยังวิจารณ์กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่อุดหนุนภาคเกษตร จำกัดการเผยแพร่เทคโนโลยีจนส่งผลกระทบต่อชาติยากจน
ข้อตกลงยังเรียกร้องให้ร่างแผนปฏิบัติการภายใน 30 วัน เพื่อเพิ่มผลผลิตอาหารท้องถิ่นในภูมิภาค จัดตั้งตลาดภายในและระหว่างประเทศ จำหน่ายสินค้าราคายุติธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยข้อตกลงยังรวมเอาแนวคิดริเริ่มตั้งกองทุนอาหารจากผลกำไรการขายน้ำมัน มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ของเวเนซุเอลา และพันธมิตรฝ่ายซ้ายอย่างคิวบา โบลิเวีย และนิการากัวที่มีขึ้นเมื่อครั้งประชุม “กลุ่มการค้าอัลบา” (เอแอลบีเอ) ในกรุงการากัสเมื่อ 23 เม.ย. เข้าไปด้วย เรื่องนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแม้บางประเทศยังมีความเห็นแย้งอยู่บ้าง
ขณะที่ประเทศไทยก็เริ่มยกระดับความสนใจให้วิกฤติอาหารโลกเป็นวาระแห่งชาติ และรัฐบาลมียุทธศาสตร์จัดการพืชพลังงานและอาหาร โดยมุ่งปรับโครงสร้างการผลิตอาหารใหม่พร้อมกำหนดนโยบายพืชพลังงานให้ชัดเจนขึ้น ในส่วนของมันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน และปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะรักษาระดับพื้นที่ปลูกแต่ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต กำหนดเป้าหมายเพิ่มผลผลิตต่อไร่อย่างน้อย 10%
ทั้งหมดนี้เป็นกรอบกว้างๆ ที่รัฐบาลกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลไม่ได้ระบุถึงในขณะที่นักวิชาการจากหลายส่วนเคยเสนอไว้คือ การเพิ่มการทำวิจัยภาคการเกษตร และผลิตฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพราะแม้เราจะส่งออกอันดับ 1 แต่กลับลงทุนกับการวิจัย การสร้างองค์ความรู้น้อยมาก อย่างปีที่แล้วมีการลงทุนวิจัยเพียง 100 กว่าล้านบาท รวมทั้งเรื่องข้อมูลการเกษตรของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น ดูเหมือนจะมีปัญหาด้านคุณภาพของข้อมูล จึงยังไม่ต้องพูดถึงองค์ความรู้ ข้อมูลที่จะลงสู่เกษตรกรรายย่อยให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนโยบายรัฐ ทิศทางการตลาดเพื่อวางแผนการผลิตมากขึ้นอย่างที่มีการนำเสนอกันตลอดมา
ข้อมูลบางส่วนจาก
เวิลด์แบงก์เตือนอาหารแพงทำคนยากจนพุ่ง, เว็บไซต์เดลินิวส์ วันที่ 21 พ.ค.51
ชี้งบโลกซื้ออาหาร กระฉูด32ล้านล้าน, เว็บไซต์ข่าวสด วันที่ 23 พ.ค.51
ละตินอเมริกา รวมกลุ่มคุยแก้วิกฤติอาหารโลก, เว็บไซต์ไทยรัฐ วันที่ 9 พ.ค.51
[ Permalink ] . [ 3 ความคิดเห็น ]
ควรเช็คความคงเส้นคงวาของตัวเลขหน่อย
"เพราะมีรายได้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่ถึง 50 บาทต่อวัน"
"ปรากฏการณ์ที่สำคัญคือ ธัญพืช (ข้าว,ข้าวสาลี และข้าวโพด) ของโลกมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มขึ้นในปี 2550 และเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนมีนาคม 2551 เป็นต้นมา ราคาข้าวโพดเพิ่มขึ้น 31% ข้าวเพิ่มขึ้น 74% ถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 87% และข้าวสาลีเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 130%
ตอนนี้ราคาอาหารเฉลี่ยแล้วเพิ่มมากขึ้น 2 เท่าครึ่ง ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรกรรมโลก (เอฟเอโอ)ระบุว่า ราคาอาหารตอนนี้พุ่งขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 26 ทำให้ต้นทุนต่างๆ ขยับขึ้นร้อยละ 40"
เช่น 2 เท่าครึ่ง เทียบกับอะไรเมื่อไหร่ เพราะดูจะต่างจากตัวเลขในสองบันทัดต่อมา
อย่าให้เป็นแค่เอาข่าวหรือที่ใครต่อใครพูดมาต่อกัน
วิกฤติที่อาหารขาดแคลน เนื่องจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว คือพลเมืองเพิ่มขึ้น ผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากสภาพอากาศ แต่ผมว่าสาเหตุอีกอย่างเป็นเพราะคนเลิกประกอบอาชีพ หรือเลิกทำ ถ้าเปรียบเป็นบริษัท ก็เลิกกิจการ หรือพูดอีกอย่างว่าเจ๊ง คือทำอยู่อย่างนั้น แต่ได้ผลตอบแทนน้อยไม่คุ้ม ขาดทุน จะเห็นได้ว่ามีนาร้างไม่ได้ทำอยู่ทั่วไป แต่ชาวนาที่ทำกันอยู่ก่อนนั้น ทำไปเพราะไม่รู้จะไปทำอะไร คือไม่มีทางเลือก ถ้าเลือกได้ จะไปทำอย่างอื่นดีกว่า เช่นถ้ามีลูกจะให้ลูกไปทำงานโรงงาน เพราะเป็นอาชีพที่ไม่ต้องลงทุน ใช้แรงอย่างเดียว ได้เงินแน่นอน ไม่เหมือนทำนาไหนค่ารถไถ ยาฆ่าแมลง ค่าปุ๋ย ค่ารถเกี่ยว ขายข้าวทีได้เยอะจังแต่ไม่เหลือ ปีนี้ข้าวราคาดี คาดว่าจะมีคนที่เลิกทำนากลับมาทำนาอีก แต่พอข้าวเยอะ ราคาก็ตกอีก ถึงตอนนั้นก็เลิกทำอีก มันก็จะกลับมาเกิดวิกฤติอีกครั้ง
ไม่ว่ากระแสจะเป็นแบบไหน รัฐบาลมีหน้าที่ แก้ปัญหา ไม่ใช่เพิ่มปัญหา เมื่ออาสาเข้ามารับใช้ประชาชน ก็ต้องแก้ปัญหานั้นๆ ให้ได้ ไม่ใช่อ้างแต่กระแสโลก เพราะนั่นจะแสดงถึงศักยภาพของรัฐบาลชุดนั้นว่าบริหารประเทศแบบล้มเหลว ปล่อยให้คนจน คนมีรายได้น้อย มารับกรรม ซื้อของแพง โดยเฉพาะข้าว เราไม่ได้นำข้าวจากต่างประเทศเข้ามาขาย แต่เราปลูกข้าวขาย ส่งนอกประเทศ เพราะฉนั้น จะอ้างไม่ได้ว่า ข้าวแพงเพราะ ราคาน้ำมันขึ้น เหตุผลฟังไม่ขึ้น ถ้ารัฐมนตรี มีความสามารถในเรื่องที่ตนเองถนัด มันก็จะสามารถ นำพาประเทศก้าวผ่านไปได้ หากแต่ถ้า รัฐบาลจับใครก็ได้ยัดตำแหน่งให้บริหารไปตามความต้องการของตัวเอง ไม่มีความรู้ ความถนัด ประเทศก็จะล่มจมในที่สุด และประชาชนก็จะออกมาประท้วงไม่จบ ไม่สิ้น นี่คือสัจธรรมของโลก