หัวไม้ story
ทีมข่าวการเมือง
ข่าวเรื่องนิตยสาร ดิ อิโคโนมิสต์ ถูกแบน ในประเทศไทย ได้รับการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของเอพี และเสตรทไทม์ ขณะที่ในเมืองไทย [1] ข่าวดังกล่าวไม่ปรากฏในสื่อกระแสหลัก และเพิ่งมาปรากฏขึ้นในลักษณะของการตอบโต้จากทางการไทย ผ่าน.นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงบรรณาธิการนิตรสาร ดิ อิโคโนมิสต์ ระบุว่า....
"รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่งต่อมุมมองและทัศนคติของนิตยสารฉบับดังกล่าว ซึ่งลงบทความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ไทย และตีความเหตุการณ์ต่างๆ ไปตามการคาดเดา โดยไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง รวมถึงไม่คำนึงว่าประเทศไทยมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ และยังมีความผูกพันระหว่างประชาชน กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่หยั่งรากลึกมายาวนาน และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงวางพระองค์ตามบทบาทที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ทรงวางพระองค์เป็นกลางทางการเมือง ทรงเข้าแทรกแซงทางการเมืองน้อยมาก และถ้ามีการแทรกแซงก็เป็นไปเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์นองเลือดในหมู่คนไทย เช่น ในปี 2535 โดยไม่ได้ทรงเข้าข้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มการเมืองต่างๆ และนักวิเคราะห์ มักดึงพระองค์เข้าไปเกี่ยวข้อง
ก่อนการแทรกแซงโดยทหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ระบบการเมืองไทยวุ่นวายจนเกือบหยุดชะงัก มีเสียงเรียกร้องให้มีรัฐบาลพระราชทาน แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธ พร้อมกับมีพระราชกระแสว่าปัญหาต่างๆ ต้องแก้ไขด้วยกระบวนการประชาธิปไตย
คนไทยมีความรักและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสมัครใจ จากการได้เห็นพระองค์ท่านทรงเสียสละ และทรงงานหนักมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อความสุขของปวงชนชาวไทย
กระนั้นก็ดี มีบุคคลบางกลุ่มพยายามกล่าวอ้างว่า ได้รับการสนับสนุนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือตีความเข้าข้างตัวเอง ซึ่งอันที่จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสเมื่อปี 2548 ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ แต่ฐานะของพระองค์ที่อยู่เหนือกฎหมายทำให้พระองค์ไม่สามารถตอบโต้ข้อกล่าวอ้างทางการเมืองหรือข้อกล่าวหาใดๆ แต่ประเทศไทยมีกฎหมายปกป้องพระมหากษัตริย์
นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง นั่นคือ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ที่มีการบังคับใช้กฎหมายโดยสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เลือกพวกเขาเข้ามาเป็นตัวแทน
ในการละเลยข้อเท็จจริงและตรรกะง่ายๆ เช่นนี้ บทความในนิตยสาร ดิ อิโคโนมิสต์ ถือเป็นการกล่าวหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างผิดๆ และสร้างความโกรธเคืองในหมู่ชาวไทย ดังนั้นจึงต้องมีการประท้วงอย่างจริงจังที่สุด".....[2]
แล้ว ดิ อีโคโนมิสต์เขียนอะไร
บทความ The king and them, http://www.economist.com/opinion/displaystory.cfm?story_id=12724832
ถูกแปลเป็นไทยในชื่อ สถาบันกษัตริย์กับปวงชน อ้างอิงจากเว็บไซต์ อารยชน http://arayachon.org/sansab/20081207/902 มีเนื้อหาว่า
ธุรกิจการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการส่งออกและภาพลักษณ์ของประเทศไทย ได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ จากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้
มวลชนที่นิยมเจ้า เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลมาหลายเดือนและได้ยึดสนามบินกรุงเทพฯทั้งสองแห่งด้วยตำรวจไทยปฏิเสธที่จะขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ
การชุมนุมยึดสถานที่ดังกล่าว ยุติลงในสัปดาห์นี้ หลังจากศาลสั่งให้ยุบสามพรรคการเมืองซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสามพรรค กำลังจะตั้งพรรคใหม่และจะร่วมกันบริหารประเทศต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้ง ที่กำลังคุกรุ่น
เปรียบดั่งเปลือกหุ้มแห่งความทันสมัย ที่เกิดจากการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ได้ลอกคราบบางๆของมันออกไป ทั้งที่ไม่นานมานี้ ไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำของเอเชีย ในด้านความเป็นสังคมที่เปิดกว้างและหลากหลาย แต่ตอนนี้ ไทยกลับลื่นไถลไปสู่ความเป็นอนาธิปไตย
ความขัดแย้งเริ่มขึ้นเมื่อสามปีที่แล้ว จากการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร บรรดาผู้ประท้วงใส่เสื้อเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสถาบันฯ กล่าวหาว่าทักษิณเป็นผู้นิยมสาธารณรัฐ
พวกเขาประสบความสำเร็จ เมื่อพวกนายทหารนิยมเจ้า ได้ก่อรัฐประหาร ขับไล่ทักษิณออกจากอำนาจ เมื่อปีพ.ศ. 2549 แต่เมื่อระบอบประชาธิปไตยได้กลับคืนมาเมื่อปีที่แล้ว คนไทยส่วนใหญ่เลือกรัฐบาลซึ่งนำโดยพรรคที่เป็นพวกเดียวกับทักษิณ กลุ่มคนเสื้อเหลืองซึ่งตั้งชื่ออย่างไม่ตรงกับความจริงนักว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พันธมิตร) ได้กลับมาประท้วงอีกครั้ง และได้นำเอายุทธวิธีป่าเถื่อนแบบอันธพาลมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ กระตุ้นให้กลุ่มผู้สนับสนุนทักษิณซึ่งใส่เสื้อสีแดง รวมตัวกันเพื่อตอบโต้
พูดไม่ได้ ตลอดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่อาจพาดพิงถึงได้ ไม่เพียงแต่สำหรับสื่อมวลชนไทย แต่รวมถึงผู้สื่อข่าวต่างชาติส่วนใหญ่ด้วยคือ บทบาทของพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์และบรรดาผู้รับใช้ใกล้ชิดทั้งหลาย
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงที่สุดกว่าทุกประเทศในโลก เป็นเกราะกำบังสำคัญ ที่ทำให้แม้แต่การเอ่ยถึงบทบาทของราชวงศ์อย่างสุภาพที่สุด ก็ยังถือเป็นเรื่องต้องห้ามในที่สาธารณะของคนไทย
กฎหมายนี้ถูกยกเลิกไปแล้วในประเทศอื่นๆทั่วโลก แต่ในประเทศไทยกลับถูกนำมาบังคับใช้อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970
เป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผล ที่ใครก็ได้ สามารถแจ้งความฟ้องร้องให้ดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจต้องดำเนินคดีประเภทนี้อย่างจริงจัง แม้กับการแจ้งความในเรื่องเล็กๆน้อยๆ
ทั้งหมดนี้ ทำให้กฎหมายนี้ ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับนักการเมืองหรือใครก็ตาม ในการทำลายศัตรูของตน และบ่อยครั้งสื่อมวลชน ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อธิบายรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่มีต่อสถาบันฯ ทำให้คนไทยไม่มีทางทราบว่า การกล่าวหาว่าไม่เคารพสถาบันฯ นั้น จริงหรือไม่
กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพ เป็นกฎหมายที่รุนแรงเข้มงวดในตัวเอง และไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในประเทศใดก็ตาม ที่ประกาศว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แย่ยิ่งกว่านั้นคือ กฎหมายนี้ ปิดบังคนไทยไม่ให้รู้เหตุผลหลายเรื่องของปัญหาการเมืองไทยที่เรื้อรัง.....
|
ดิอีโคโนมิสต์ ระบุต่อไปว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดกว้าง สำหรับการอภิปรายเรื่องนี้ ถ้าต้องเตรียมการสำหรับการขึ้นครองราชย์ของพระราชวงศ์องค์ต่อๆ ไป "ไม่ดีแน่ๆที่ประเทศใด จะหลอกตนเองด้วยประวัติศาสตร์แบบเทพนิยายปรัมปรา"
ดิ อีโคโนมิสต์ นำเสนอต่อไปด้วยว่า หลังจากการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชกาลนี้ เจ้าหน้าที่ทางการไทยพยายามบอกชาวต่างชาติว่า ตามแบบแผนพิธีการของไทย พระมหากษัตริย์ จำเป็นต้องยอมรับการยึดอำนาจของคณะนายทหาร ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่า พระมหากษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะรัฐประหารเข้าเฝ้าฯอย่างเร่งด่วน และหนังสือพิมพ์ต่างๆได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าว สื่อแสดงว่า สถาบันฯยอมรับการรัฐประหารครั้งนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เมื่อทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษา ให้จัดการกับวิกฤตทางการเมือง บรรดาศาลทั้งหลาย ดูเหมือนได้แปลพระราชประสงค์ออกมา ในรูปของการเร่งดำเนินคดีต่างๆ กับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรและพรรคพวกของเขา ซึ่งล่าสุด ในสัปดาห์นี้ คือการวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรค
ทั้งนี้ ผู้เขียนได้วิพากษ์ด้วยว่า ในจินตนาการของกลุ่มคนไทยนิยมเจ้า ประเทศของพวกเขาคล้ายกับประเทศภูฏาณ ที่ซึ่งกษัตริย์หนุ่มมีสง่าราศรี ได้รับความนิยมรักใคร่จากประชาชนที่มีจำนวนเล็กน้อย และนิยมอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์มากกว่าระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง สาธารณชนกำลังขุ่นเคืองต่อการให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นอันธพาล และพันธมิตรฯซึ่งได้รับการอุ้มชูและให้ท้ายโดยสถาบันฯ ได้กลายเป็นตัวบ่อนเซาะทำลายสถาบันฯเสียเอง
"ภาพที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนในหลายวันที่ผ่านมา ก็คือบรรดาอันธพาลในกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ยิงทำร้ายประชาชนผู้สนับสนุนรัฐบาล ในขณะที่กำลังชูพระบรมฉายาลักษณ์"
"กระนั้นก็ดี พระองค์ก็ยังทรงเป็นบุคคลเดียวที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันคร่ำครึ รวมทั้งข้อความทั้งหมดที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนไทย สามารถร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออก สำหรับอนาคตของตนได้ แม้ว่าพระองค์ได้เคยกล่าวถึงกฎหมายดังกล่าวอย่างครึ่งๆกลางๆในปีพ.ศ. 2548 ว่า พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่า การยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คงไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใหญ่โตนี้ได้ ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศและประชาชนไทย ควรต้องช่วยกันบอกประเทศไทย"
นอกเหนือจากบทความชิ้นนี้ ดิ อีโคโนมิสต์ยังได้ตีพิมพ์บทความอีกชิ้น คือ Thailand's king and its crisis: A right royal mess http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=12724800
โดยแนวทางเดียวกับที่ ดิ อีโคโนมิสต์ได้นำเสนอ สื่อระดับโลกอื่นๆ ก็นำเสนอบทความวิเคราะห์วิพากษ์เช่นกัน อาทิเช่น
- The International Herald Tribune ,The crowd and the crown http://www.iht.com/articles/2008/12/01/opinion/edbowring.php
- Los Angeles Time, Bhumibol, Thailand's remarkable king The 81-year-old built up, and now wields, considerable power over his country.
http://www.latimes.com/news/opinion/commentary/la-oe-thompson11-2008dec11,0,7501175.story
- BBC, How did Thai protesters manage it? http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/7762806.stm
- The Times, Analysis: dark rumours around Thai monarchy and PAD victory http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article5274383.ece
- Washington Post, Thailand's Vicious Circle http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2008/12/03/AR2008120302958.html
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐไทยคงจะต้องตามส่งจดหมายประณามสื่อเหล่านี้ต่อไปให้ถ้วนหน้า พร้อมชี้แจงข้อความเข้าใจผิดทั้งปวง ทั้งนี้ ในส่วนขอนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์นั้น เว็บไซต์เสตรทไทม์รายงานแล้วว่า ผู้เขียนบทความเจ้าปัญหาดังกล่าว คือผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ซึ่งเดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้ว และไม่มีกำหนดการที่จะกลับมายังประเทศเล็กๆ แห่งนี้อีก
ข่าวที่ไม่ได้รับการรายงาน แต่ถูกพูดต่อๆ ไปในหมู่ผู้สื่อข่าวก็คือ แม้แต่ออฟฟิศของนิตยสารเล่มนี้ก็เตรียมจะย้ายออกจากประเทศไทยด้วย
‘ความเข้าใจผิด' ของสื่อต่างประเทศเหล่านี้ ทั้งที่ได้อาศัยพำนักอยู่ในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี ยังคงต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง แน่นอนว่าพวกเขาต้องมีสิทธิในการ ‘ทำความเข้าใจให้ถูกต้อง' เช่นเดียวกับที่ประชาชนไทยได้สิทธินั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า เนื้อหาแห่งความ ‘เข้าใจผิด' นี้กลับไม่ถูกรายงานในสื่อกระแสหลักในประเทศไทย เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับรู้ด้วยว่า ‘คนนอก' มีความ ‘เข้าใจผิด' อย่างไร สำหรับในหมู่คนไทยเอง คำอธิบายเรื่องการ 'ไม่ปรากฎ' ต่อสาธารณะของเนื้อหาเหล่านี้ ย่อมเป็นไปในทางที่ว่า เป็นการใช้วิจารณญาณของสื่อต่างๆ ในการพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำเสนอ ซึ่งหากแปลเป็นภาษาอังกฤษก็หนีไม่พ้นคำว่า self censorship
ดิ อีโคโนมิสต์ นั้น เป็นกระบอกเสียงของฝ่ายเสรีนิยม-อนุรักษ์นิยม ซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านมากอย่างยิ่งฉบับหนึ่ง การตีพิมพ์บทความนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะส่งผลสะเทือนในแง่ความเข้าใจของมิตรประเทศที่มีต่อสังคมไทย และแม้จะตบท้ายบทความด้วยน้ำเสียงห่วงใยสังคมไทยก็ตามที ทว่า ความเปลี่ยนแปลงใดๆ คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากคนในประเทศไม่รู้สึกถึงความ ‘ต้องเปลี่ยนแปลง' ด้วยตนเอง
และแม้ข่าวคราวเกี่ยวกับการที่นิตยสารเล่มนี้ไม่ได้ถูกวางจำหน่าย จะไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ในระหว่างที่คนไทยจำนวนมากไม่ได้รับข้อมูลเรื่องนี้ ในพื้นที่อื่นๆ นอกพรมแดนประเทศไทย เริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น ทั้งผ่านนักกิจกรรม และนักวิชาการ แน่นอนว่า ประเทศไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในโลก และคงห้ามการหลั่งไหลถ่ายเทของข้อมูลได้ยาก หากยังต้องอยู่ร่วมผืนดินและแผ่นฟ้าเดียวกับประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ เว้นเสียแต่ว่า จะปิดทุกประตูและหน้าต่างออกจากการติดต่อสัมพันธ์
ภาพของข้อมูลที่ไม่ถูกถ่ายเท และการสะดุดหยุดลงของข้อมูลข่าวสารใดๆ ยังคงถูกจับจ้องมองจากนานาประเทศ พร้อมจะถูกวิพากษ์ และ ‘เข้าใจผิด'
ท่ามกลางผู้สื่อข่าวชาวต่างชาติกว่า 90 ชีวิตที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามวีระ มุสิกะพงษ์ ดูเหมือนเป็นสัญญาณว่าเขาได้รับรู้อะไรมาบางอย่างเกี่ยวกับการ ‘แบน' รายการ ‘ความจริงวันนี้ รวมไปถึงผู้สื่อข่าวอีกคน ที่พุ่งคำถามไปตรงๆ ว่า รายการของคุณจะถูกปิดใช่ไหม หากรัฐบาลประชาธิปัตย์เข้าสู่อำนาจ
ดูเหมือนว่า วันนี้ คำตอบเชิงรูปธรรมจะปรากฏแล้วจากคำให้สัมภาษณ์ของนายสุริยงค์ หุณฑสาร รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (ช่อง11) ซึ่งให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า จากกระแสข่าวที่มีออกมาว่า ทางสถานีฯมีการปลดรายการ "ความจริงวันนี้" ออกจากผังรายการ หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น ขอชี้แจงว่า รายการความจริงวันนี้ ยังอยู่ในผังรายการของทางสถานีฯอยู่ ถึงแม้ว่ากำลังจะใกล้หมดสัญญาแล้วก็ตาม แต่ที่ไม่ได้เห็นรายการนี้แพร่ภาพเหมือนที่เคยเพราะสถานีได้ขอเวลามาทำเอง"
แน่นอน สังคมไทยมีความสามารถพิเศษในการยอมรับต่อคำอธิบายที่อ่อนโยนและคลุมเครือเสมอ แม้แต่ในการเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเหตุให้ประชาชนของหลายประเทศได้รับผลกระทบ จำนวนไม่ต่ำกว่า 350,000 คน ซึ่งไม่คำอธิบายอะไรที่ชัดเจน เป็นหลักการที่พอยอมรับได้จนกระทั่งบัดนี้
เป็นที่คาดเดาได้ไม่ยากว่า ประเด็นการปิดรายการความจริงวันนี้ จะกลายเป็นหนึ่งในรายงานของผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จะนำเสนอข้อมูลที่ ‘ผิดพลาด' เกี่ยวกับสังคมไทยอีกคำรบหนึ่ง
และนี่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า คำอธิบายที่แท้จริงต่อกรณีที่รายการความจริงวันนี้ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสื่อของรัฐเองนั้น สังคมไทยจะตอบว่านี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนแล้วหรือมิใช่ ที่สามารถขจัดรายการที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐ อย่างที่สื่อไทยและสังคมไทยยึดถือเป็นปัญหาขั้นคลาสสิก เราพร้อมที่จะอธิบายแล้วว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือรัฐบาลไทยและเข้มแข็งมากจนสั่นคลอนรายการที่เป็นกระบอกเสียงให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี้ เป็นอำนาจของประชาชน เสียงสวรรค์แห่งระบบประชาธิปไตย ใช่ หรือไม่?
อ้างอิง
รอยเตอร์และสเตรทไทม์รายงาน นิตยสาร The Economist ถูกห้ามเผยแพร่ในไทย, http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ID=14801&Key=HilightNews
ประท้วง "ดิ อิโคโนมิสต์" บิดเบือนสถาบันเบื้องสูง http://www.prachatai.com/05web/th/home/14846
[ Permalink ] . [ 38 ความคิดเห็น ]
แบ๊ะ...แบ๊ะ...แบ๊ะ...
สิ้นหวังแล้ว...
ความจริงที่แสนปวดร้าว - สถาบันดำรงสภานะเหมาะควรแล้วด้วยประการทั้งปวง แต่มีผู้แสวงหาอำนาจที่ขาดสติพยายามนำสถาบันเข้ามาเป็นเครื่องมือจนเป็นเหตุให้การเมืองที่แสนสกปรกแปดเปื้อนสถาบันที่สูงส่ง นอกจากไม่น่าจะต้องไปแบนบทความนี้แล้วยังควรเผยแพร่ให้สังคมได้รับรู้ด้วยซ้ำไปว่าบ้านเมืองของเรานี้กำลังเกิดอะไรขึ้น
ชัดเจน
ทุกวันนี้ เราก็อยู่อย่างปิดหู ปิดตา เปิดไว้แต่จมูกใช้หายใจ เคลื่อนไหวได้เพื่อให้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ส่วนสมองก็ฝ่อเต็มทีแล้ว รับรู้อะไรก็ไม่ได้ คอยปิดกลั้นตลอด ต่อไปสัญญาลักษณ์ที่แสดงว่าเป็นคนไทย ก็คือหัวฟีบ ตัวเกร็ง จมูกโหว่ เพราะต้องคอยให้จูงจมูกตลอด .....ยังไงยังงั้น.....
โถ ท่านอย่าทำตัวเป็นไฟล่อแมลงเลยครับปล่อยให้มันตายเองเหอะ ตายแล้วถ้าคอมเม้นได้ค่อยมาว่ากันไปแล้ว เป้าหมายสนามศุภฯ
ขังตัวได้ไม่อาจขังใจ
จิตใจรักในเสรีภาพ มีหรือเหล่าศักดินาจะแย่งชิงไปจากประชาชนได้
กระแสทุนนิยมในระดับสากลโลกโหมพัดกระหน่ำทั่วทุกอณูสังคมไทย ระบบศักดินาอย่างไรเสียก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกาภิวัฒน์
บุคคลย่อมมีสิทธิความเป็นมนุษย์ตามหลักสากล บุคคลย่อมกระทำความผิดได้ และบุคคลนั้นย่อมต้องได้รับการพิจารณาความผิดตามที่ได้กระทำนั้น การละเว้นบุคคลประเภทใดก็ตาม ที่อาจจะมีการกระทำผิดกฎหมาย ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากสากลได้แน่นอน จนกว่าจะได้มีการวินิจฉัยโดยระบบแล้วว่าไม่ได้ผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา
การดูแลสนามบินนานาชาติโดยสากล ไม่ควรจะให้เกิดเหตุการณ์อัปยศครั้งล่าสุด เพราะนั่นคือพื้นที่ของคนทุกประเทศเข้ามาใช้บริการ พวกที่ต้องมีหน้าที่ดูแลรักษา แต่กลับปล่อยปะละเลย ไม่ใยดีต่อหลักสากล มัวเอาแต่สนองความต้องการของตนเอง หรือตามคำสั่งของใครบางคน แล้วอย่างนี้ใครจะหวังพึ่งระบบความปลอดภัยของสนามบินสากลนานาชาติของไทยได้อีก หากยังมีแนวคิดวิปริตผิดปกติแบบนี้
มีแต่คนไทยเท่านั้นที่ถูกปิดหูปิดตา ในเรื่อง"การรับรุ้ข่าวสาร"
เกี่ยวกับ "อดีต ปัจจุบัน และอนาคต" ของ สถาบันอันเก่าแก่
คิดแล้วเศร้า
มีการกล่าวอยู่เสมอและอาจถูกยอมรับในทางสากลแล้วว่า "การนิ่งเงียบคือการยอมรับ"
เห็นทีงานนี้กระทรวงการต่างประเทศคงต้องใช้เวลาตามล้างตามเช็ดกันอีกนาน ภาวนาขออย่าให้ คุณธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศต้องเอาปี๊บคลุมหัวขณะลงนามในหนังสือด้วยก็แล้วกัน
...ถูกมารครอบงำจนไม่เป็นตัวของตัวเอง
สุดท้ายสื่อมวลชนไทย ก็ ขี้ขลาด เหมือนเดิม
เก่งแต่ ด่า วิพากษ์วิจารณ์ "นักการเมือง" เท่านั้น
เสรีภาพสื่อ คือ เสรีภาพประชาชน นั้น เป็นเพียงแค่ "คาถา" ไว้หากินเท่านั้น
ยังคงให้ท้าย "เสื้อเหลือง" ด่า เสื้อแดง ไม่เลิกรา
ความจริงที่แสนปวดร้าว
สมแล้วที่เป็น Kingdom od Thailand
คนไทยถูกปิดหูปิดตาเสมอ ทำให้เราไม่ได้มองเห็นความจริงความเท็จ ภาพที่เห็นจากสื่อ ถูกยัดเยียด ถูกบังคับให้ดู ภาพเหล่านี้แน่ใจหรือไม่ระบายสี ภาพที่เห็นได้ยินยกย่องกันเหลือเกิน
ปิดข่าวทำไม ถ้าเป็นทองแท้ สื่อบางราย ไม่เป็นตัวเอง บริการบางกลุ่ม กลุ่มมีอำนาจไม่มีทางยอมสูญเสียอำนาจหรอก จะกดขี่ครอบงำผู้ด้อยกว่าในรูปแบบใหมๆ เนียน นุ่ม. ถ้าอยู่ต่างประเทศคงได้รับรู้อะไรดีอีกมาก.
รักกันเพื่อชาติ เพื่อพ่อหลวงของเรา
ในบทวิจารณ์ของ The economist เขากล่าวถึงพระบาทสมเด็่จพระเจ้าอยู่หัวและ
ทั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯด้วยครับ แต่ที่ท่านในกระทรวงตอบโต้นิตยสารนี้เพื่อปกป้อง
แต่น่ะตอบโต้แต่ในส่วนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียว
แต่ท่านในกระทรวงไม่ได้ตอบโต้ในส่วนของสมเด็จพระนางเจ้าแต่อย่างใด
หดหู่ สิ้นหวัง
กฎหมายรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทย หลายฉบับตั้งแต่สมัยจอมพลสะลิด เขียนไว้ชัดเจน
ว่าห้ามหมิ่น เมื่อตอนพวกคุณมีอำนาจเป็นรัฐบาลกุมเสียงข้างมากตั้งหลายปี ทำไมไม่แก้กฎหมาย ถ้ามาอ้างว่าไม่ดีตอนนี้หมายความว่าอย่างไร แสดงว่าพยายามจะโยงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อหวังผลทางการเมือง ผมว่ามันโสโครกมากครับ เล่นวิธีการแบบนี้
มันน่ายันโครมจริงๆนะพวกคุณนี่ อ่านความเห็นหลายๆความเห็นในเวปนี้ มันหมิ่นชัดๆ น่าถีบจริงๆไม่ดูกระแสสังคมบ้างว่าคนส่วนใหญ่เขาชื่นชม ก็เพราะว่าท่านเป็นคนดีไง ชาวบ้านเขาถึงได้รัก ชาวบ้านเขาไม่ได้ดูตรงไหนเลย เขาดูที่ความดีเป็นหลัก พวกคุณอย่าพยายามก้าวล่วงให้มากนักไอ้พวกนักแสดงความเห็นทั้งหลาย หมั่นใส้ว่ะถ้ารู้จักและเห็นหน้าคงได้ต่อยปากไปแล้ว
พอมีกฎหมายหมิ่น ก็อ้างว่าถูกปิดปาก ปิดหูปิดตา บ้างล่ะ แล้วมึงจะมาเห่าทำสวรรค์วิมานอะไร
ทำไมไม่รวมตัวกันเลือกพรรคในอุดมคติของพวกมึง หรือจัดตั้งพรรค เมื่อชนะได้เสียงข้างมากมึงก็แก้ไขกฎหมายไปสิ เว้นแต่ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเขาไม่เอากับพวกมึงด้วย ถึงได้มาเห่าแต่ในเวปนี้และฟ้าเดียวกันไง ไอ้เวรทั้งหลาย
กรรมใดใครก่อ ผู้นั้นย่อมใช้กรรมของตัวเอง น่าสงสารที่ชีวิตนั้น เราขออโหสิกรรมให้
ด้วยรอยยิ้มแห่งการแผ่ส่วนบุญให้
คิดว่า ดิอีโคโนมิสต์ เขาทำถูกแล้ว เพราะในเมืองไทย มีการสุมหัวของแหล่งอำนาจต่างๆ คอยปิดกั้นไม่ให้ประชาชนรู้เรื่องราว การแบหนังสือข่าวสารของต่างชาติ จะทำให้ประชาชนส่วนมากที่รักประชาธิปไตย เขามีความรู้กที่ไม่ดีต่อสถาบัน อันเนื่องมาจากมีการก่อการร้ายทำลายประเทศไทย และจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวไทยาส่วนมาก แต่กลับมีการยกย่องให้เป็นวีรสตรีจากเบื้องสูงมากๆ ประชาชนเข้าใจดีเป็นอย่างยิ่งว่า วีรบุรุษของพวกเขาคือใคร การทำงานหนักมาตลอดชีวิต ใช่ว่าจะทำถูกต้องต่อประชาชน คนบางคนทำงานแค5ปี ก็สามารถทำให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มีความหวัง การอยู่ดีกินดี ที่สภาพบ้านเมืองเป็นเช่นนี้ เพราะมีการจัดฉากว่าจ้างทำลายประเทศไทยเพื่อลดความน่าเชื่อเถือของรัฐบาลทักษิณ
ยุคมืดของประเทศไทยเริ่มขึ้นแล้ว สงครามกลางเมืองเริ่มแล้ว ตั้งแต่มาร์ค ณ หนีทหาร ได้คะแนนเป็นนายก.
ธ ทรงงานเพื่อคลายจนและพ้นทุกข์ เพื่อราษฎรเป็นสุขสมประสงค์
เน้นรู้รักสามัคคีเพื่อไทยคง พระราชวงศ์ทรงงานเพื่อบ้านเมือง
พ่อหลวงของชาวไทย กับ พ่อเหลี่ยมของใครๆ ท่านจะเลือกใคร
อย่าตกเป็นเครื่องมืออคติบางอย่าง จนเข้าทางคนที่พยายามดิ้นรน เพื่อเอาตัวรอดเลย
สาธุ
ใครทำไรก็รู้อยู่แก่ตัวตน
รัฐบาลไม่สามารถเดินได้เลย สั่งการไปข้าราชการไม่ปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นซึ่งหน้า
ใครที่สั่งได้บ้างให้เป็นเช่นนั้น : ทหาร , ตุลาการรัฐธรรมนูญ, ศาลปกครอง ฯลฯ
นำมาซึ่งความเสียหายของชาติที่ไม่สามารถนับเป็นตัวเลขได้ เพราะเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้
ประชาชนกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า กลุ่มบุคคลทำผิดกฏหมายไม่มีใครกล้าจับมารับโทษ แต่กับอีกกลุ่มบุคคลชุมนุมอย่างสงบกลับถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาอะไร? คำตอบก็........
กฏหมายของประเทศไทย มีไว้ลงโทษ เฉพาะคนที่ไม่เห็นด้วย กับ คมช. และ พธม. เท่านั้นหรอ ห้ามคุกคามสื่อ แต่นี่ยกเลิกรายการไปเรย เลวที่สุด คิดว่าคนไทยกลุ่มอื่นไม่มีสมอง ไม่มีหัวใจหรอ
- พรรคทักษิณ บริหารงานโดยกระจายทุกสิ่งทุกอย่างออกมาสู่ชนบท
- พรรคประชาธิปัตย์ และเจ้าทั้งหลาย บริหารงานโดยดูดทุกสิ่งสิ่งทุกอย่างเข้าสู่สถาบัน
................ ขอไว้ทุกข์ให้กับนักการเมือง กับ การเมืองไทย ...............................
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
???????? อับปรีย์ทำลายบ้าน ให้เดรัจฉานเข้าครองเมือง ????????????????????
วันนี้เ้ป็นวันมหาอุบาทต์จิงๆคนหนีทหารได้เป้นนายก ต่อไปอีกหนอ่ยคนที่หนีคุกหรือคนที่ก่อการร้ายคงได้เป้นนายกอีกบัดสบจิงๆ คนไทยก้มีหัวจัยนะคับจะไปแบนทามไมสื่อต่างชาติคนไทยมีสิทธิที่จะฟังข้อมุลข่าวสารหลายๆด้านนะคับไม่ไช้จะไห้ฟังขอ้มุลที่บิดเบือนหรือข้อมุลตอแหล่ของสือไนประเทศไทยอะ
เรื่องรายการความจริงวันนี้
ทีใครทีมันก็ยังงี้แหละ
ทุกรัฐบาล หากรายการใดด่า ก็เตรียมแบน
ผมเกิดมา 20 กว่าปี ก็จำได้ ที่มีการแบนตั้งแต่สมัยเนชั่น
เจิมศักดิ์ รายการของสนทิ (เท่าทีผมผ่านตาแต่ไม่รู้ว่าแบนอะไร เพราะไม่ค่อยสนใจ)
มันมีมาตลอด ผมไม่เข้าใจ ทำไมไม่ใช้กฎหมายฟ้องหากมีการกล่าวหาให้เสียหาย
ทำไมต้องแบน
และไอ้ข้าราชการนั่นแหละตัวดีใครเป็นรัฐบาลก็เตรียมเลีย
แม่นไม่เคยทำอะไรให้ดีขึ้นกับประเทศ คิดว่าตัวเองไม่ตกงาน ลอยตัว
นักการเมืองก็เหมือนกัน อยากให้ไอ้พวกที่มันทะเลาะกันในสภาตายให้หมด เมื่อไหร่
กลุ่มจีฮัดมันจะเอาระเบิดไปวางที่สภาสักที จะได้ตายๆ ให้หมด ช่วงประเทศกำลังวุ่นวายเนี่ย
ผลประโยชน์ทั้งนั้น สส หรือหมาวะ เอาขี้มาล่อแม่งเดินตามเป็นขบวน สงสารคนเสื้อเหลือง
และแดงที่ฆ่ากันตาย โดนกลุ่มผลประโยชน์จูงจมูกตกเป็นหมากให้นักการเมืองเดิน (ไม่ใช่ควายนะครับ นักการเมืองมีใครจนบ้างวะ)
ถ้าผมเป็นประเทศคู่แข่งทางการค้ากับประเทศไทยนะครับ
ผมจะให้เงินสนับสนุนกับคนเสื้อเหลืองและแดง รวมทั้งกลุ่มโจรใต้ด้วย เพื่อให้ประเทศมันล่มจมไปเลย ตัดคู่แข่งทางการค้า
อนิจจัง อนัตตา ความไม่เที่ยงเป็นลาภอ
สื่อ,รัฐบาล และ ประชากรต่างชาติ เขาคิดว่า ประเทศไทย ประชาชนคนไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก เขาจึงอยากจะเห็นสิทธิ และ เสรีภาพเกิดขี้นเท่าเทียมกันทั่วโลก
ที่พันธมิตรยึด ถนน ทำเนียบ และสนามบิน เป็นการไม่เคารพสิทธิของประชากรไทยคนอื่นๆ และโดยเฉพาะในกรณียึดสนามบิน นั่นคือไม่เคารพสิทธิพื้นฐานของชาวต่างชาติด้วย เขาจ่ายภาษีค่าใช้สนามบินด้วยนะคะ ใครชดเชยสิ่งที่เสียหายให้เขาบ้าง รวมทั้งสายการบินโดยสารและคาร์โก้ เสียหายทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ภาครัฐไทย และภาครัฐต่างชาติที่เคยสนับสนุนให้ภาคเอกชนของเขามาลงทุนในเมืองไทย พันธมิตรไม่ต้องรับผิดชอบอะไรนี่ถึงจะมีการฟ้องร้องก็เถอะ มันก็คงจะเป็นละครหลายๆฉาก หรือปาหี่ตบตาคนไทยบางคนเท่านั้น แต่ต่างชาติเขาดูจากผลที่เกิดขึ้น มากกว่านั้นดิฉันมั่นใจว่า คนไทยทุกคนรู้กันดีว่ากำลังเกิดอะไรในบ้านเรา เพียงแต่ แบ่งฝักฝ่ายเลือกสิ่งที่ตัวเองชอบเหมือนกัน ไม่เอาคนที่เกลียดเหมือนกัน ไม่ว่าจะโดยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกเรารู้ความจริงว่า เหตุหลักก็คือ อารมย์โกรธแค้น เสียผลประโยชน์ เสียหน้า ของคนไม่กี่คน จริงหรือไม่?
คนไทยด้วยกันใจเย็นๆอย่าเพีงเถียงกัน ใส่เสื้อสีอะไรไม่สำคัญ แต่ต้องเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย การทำร้ายกันไม่ใช่อารยชน ประชาธิปไตยต้องมีเหตุผล การเคารพนิติรัฐผู้ใดทำผิดกฏหมายยังมีอายุความอยู่คงมีสักวันหนึ่งคงต้องรับผิดชอบในสีงที่ตัวเองกระทำ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลบ้านเมืองอยู่คงไม่ปล่อยปละละเลย ขอให้เชื่อกฏแห่งกรรม ใครทำสีงใดไว้ต้องชดใช้
เมื่อไม่มีความเป็นธรรม ก็อย่าหวังความสงบสุข ขอสาปแช่งความไม่เป็นธรรมทุกรูปแบบ
ต้นเหตุ ความวิบัติทั้งมวล ไม่ว่าใครหน้าไหน ใครทำต้องรับโทษในมาตราฐานเดียวกัน
เพราะเลือกปฏิบัติมันถึงพังกัน ชาวบ้านมีแต่เสีย กับเสีย และก็เสีย ทุกอย่าง จนวันนี้
มันก็พร้อมที่จะแรกกันอยู่แล้วนะ
555 พูดให้เคลียหน่อยซิ ดูดทุกสิ่งเข้าสถาบัน หมายความว่าอย่างไร สถาบันอะไร? แต่ถ้าเป็นสถาบันสูงสุดละก็ นรกได้เขียนชื่อคุณลงไปในบัญชีหนังหมาเรียบร้อยแล้วครับ ถ้ารู้สึกคันที่หัวกระบาลละก็ใช้เลย
คุณ กระเหรี่ยง ภาษาไทยยังเขียนผิดๆถูกเลย แสดงว่าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ และไม่รู้จริงอีกต่างหาก เขาไม่เคยหนีทหารเลยถ้าเขาหนีทหารเขาจะไปทำงานให้กับหน่วยงานราชการได้อย่างไร หัดไปศึกษาหาความรู้เข้าสมองเยอะๆหน่อยนะ แล้วค่อยมาเขียนเหมือนกับคนอื่น
อยากรู้ว่าอนาคตของประเทศไทยเป็นอย่างไร ไม่อยากให้เสื้อเหลือง เสื้อแดงทะเลาะกัน เหมือนไก่ที่อยู่ในเข่ง รอการถูกเชือด จิกตีกันจนตาย โดยไม่ได้อะไรเลย นักการเมืองบางคนไม่มีความดีพอที่เราจะปกป้องเข้าข้าง เห็นแล้วใช่ไหมว่า เขาเอาตัวรอดทรยศนายเขาได้ ต่อไปเขาก็ทรยศกับประชาชนและประเทศชาติได้เช่นกัน
จะอ่านต่อไป
ก่อนจะเรียกร้องสิทธิอะไร ให้มองว่ากลุ่มชนที่ตนเรียกร้องสมควรได้รับสิทธินั้นหรือยัง
องค์ความรู้เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
http://www.sameskybooks.org/2009/01/23/lese-majeste-laws/
(คนใช้ CS Loxinfo อาจกดดูไม่ได้ โดนบล็อค)