เรื่องน่ารู้ในธรรมชาติ
จะว่าไปแล้วเรื่องนี้เถียงกันให้ตายก็คงไม่มีใครชนะ ก็เราไม่ใช่สัตว์เหล่านั้น แต่ด้วยความพยายามของมนุษย์ จึงมีการวิจัยและศึกษามากมายเกี่ยวกับความเป็นไปของสัตว์ชนิดต่างๆ และมีข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้สึก การมองเห็น การได้ยิน การรับรู้รส กลิ่น สี ของสัตว์ประเภทต่างๆ จนได้ข้อสรุปที่น่าสนใจหลายประการ
เป็นเรื่องเล็กๆ ของธรรมชาติที่น่าทึ่ง ต่างจากมนุษย์อย่างเราๆ หลายเรื่องทีเดียวค่ะ
--break--
ในเว็บไซต์ faculty.washington.edu ซึ่งจัดทำโดย Eric H. Chudler, Ph.D. นั้น ได้จัดทำเว็บไซต์ "ระบบประสาทน่ารู้เกี่ยวกับสัตว์สำหรับเด็ก" หรือ Neuroscience for Kids ซึ่งเป็นข้อมูลสนุกๆ เกี่ยวกับสัตว์ไว้มากมายตอนนี้เลยรวบรวมเอา "ดวงตาและการมองเห็น" ของเจ้าตัวเล็กๆ เหล่านั้น แบบฉบับย่อๆ มาฝากค่ะ

1. มด : สัตว์ตัวเล็กๆ ที่สามารถมองเห็นและสืบเสาะสิ่งที่ค้นหาในระยะ 5 เซนติเมตร และสามารถมองเห็นได้ดีในแสงแดดจ้า
2. ผึ้ง : สามารถมองเห็นแสงที่อยู่ในระหว่างความยาวของคลื่น 300 -650 นาโนเมตร ดวงตาของผึ้งแต่ละตาประกอบด้วยเลนส์จำนวน 5,500 อันอยู่ในนั้น ส่วนผึ้งงาน มีช่องท้องที่สามารถสัมผัสหาพื้นที่แม่เหล็กเพื่อใช้นำทางได้
3. อีแร้ง : มีจุดรับแสงจำนวน 1 ล้านอัน ในจอเรติน่าของดวงตา ทำให้สามารถมองเห็นสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น หนู จากความสูงที่พวกมันอาศัยอยู่บนต้นไม้ ถึง 15,000 ฟุต
4. กิ้งก่า : มีความสามารถในการกรอกตาไปมาในระยะกว้างจากซ้ายไปขวา ดังนั้นมันจึงสามารถเห็นทิศทางที่แตกต่างกันถึง 2 ทิศในเวลาเดียวกัน
5. ปู : มีเส้นผมอยู่บนร่างกายและส่วนอื่นๆ สามารถค้นหากระแสน้ำและสัมผัสถึงแรงสั่น ด้วยดวงตาที่อยู่จุดท้ายสุดของร่างกาย

6. ปลา : ปลาส่วนใหญ่มีระบบประสาทที่ไวมาก สามารถรับรู้ถึงแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้ๆ ได้จากสารเคมีที่อยู่บนฟิว และปลาบางชนิดสามารถมองเห็นเข้าไปในความยาวของคลื่นอินฟราเรด ประเภทแสงเจ็ดสีได้
7. ปลาทะเล : โดยเฉพาะปลาในทะเลลึก มีอุปกรณ์ที่เหมือนท่อนไม้ (rods) อยู่ในตาของพวกมันจำนวน 25 ล้าน อันต่อ 1 ตา ที่ไวต่อแสงและสามารถวัดระดับความลึกของมหาสมุทรได้ โดยเฉพาะเวลาต้องการเดินทางและหาทางออกจากทะเลลึก
8. ปลาน้ำจืด บางชนิดสามารถมองเห็นได้ทั้งในอากาศและในน้ำ โดยสามารถแยกแยะประสาทในการมองเห็นให้ตาข้างหนึ่งมองได้ในอากาศ ตาอีกข้างมองได้ในน้ำไปพร้อมๆ กัน
9. กบ : มีเยื่อแก้วหูพิเศษที่อยู่ภายนอกร่างกาย บริเวณหลังดวงตา
10. เหยี่ยว : มีจุดรับแสงจำนวน 1 ล้านอันในจอตาแต่ละข้าง
11. แมงกะพรุน : แมงกะพรุนกล่อง (Box jellyfish) แต่ละตัว มีดวงตาอยู่ตัวละ 24 คู่ หรือ 48 ลูกตา
12. เพนกวิน : มีดวงตาตั้งอยู่อยู่ใกล้กับศีรษะมาก ซึ่งสามารถลืมตาในน้ำได้เวลาดำน้ำ เพราะมีเยื่อบุป้องกันตา แต่เมื่อขึ้นบก จะกลายเป็นสายตาสั้น มองเห็นได้ไม่ดี แต่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ใน 340 ระดับ ยกเว้นสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะของมันเอง
13. ม้าน้ำ : สามารถเคลื่อนย้ายลูกตาไปมาได้เพื่อให้เห็นมุมที่กว้างขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
14. แมงป่อง : สามารถมีลูกตาได้มากที่สุดถึง 12 คู่
15. งู : มีอวัยวะที่ไวต่อความรู้สึกมากที่อยู่ระหว่างตาและรูจมูกประมาณ 0.5 เซนติเมตร งูไม่มีหูภายนอก จึงไม่ได้ยินเสียงจากหู แต่สามารถรับรู้คลื่นเสียงผ่านกระดูกในหัว และมีลูกตาที่เคลื่อนที่ไม่ได้ และสามารถกะระยะสิ่งที่มองเห็นจากเกล็ดที่อยู่เหนือลูกตาอีกที
16. แมงมุม : แมงมุมจำนวนมากมีตาถึง 8 คู่
17. แมลงปอ : มีดวงตาแต่ละข้างที่บรรจุเลนส์เอาไว้ ข้างละ 30,000 เลนส์

18. แมลงวัน : มีดวงตาและข้างบรรจุเลนส์ไว้ 3,000 อัน สามารถหรี่ตาเพื่อมองเห็นได้เร็ว 300 ครั้งต่อวินาที ขณะที่มนุษย์ทำได้ที่ 60 ครั้งต่อนาทีในแสงสว่างและ 24 ครั้งต่อนาที ในแสงสลัว
19. ยุง : มีจุดรับแสงจำนวน 20 ล้าน แห่งบนจอตา
20. ฉลาม : ฉลามบางชนิด มองเห็นลำแสงได้โดยตรงจากอวัยวะในกะโหลกศีรษะ และขยายดวงตาได้ถึง 5-12.5 นิ้ว ของเส้นผ่าศูนย์กลาง
ตอนหน้ามาติดตามเรื่องของการได้ยินที่พิเศษของสัตว์ต่างๆ กันนะคะ

.....................................
ข้อมูลอ้างอิง
http://www.faculty.washington.edu/
http://www.earthsci.org/
http://www.azooptics.com/Details.asp?NewsID=3010
http://www.lostingpixels.hu/
แนะนำหนังสือเพื่อค้นเพิ่มเติม
John Downer, Supersense. Perception in the Animal World, Holt and Co., New York, 1988, pp. 160. (Grades 9-12).
Howard C. Hughes, Sensory Exotica. A World Beyond Human Experience, The MIT Press, Cambridge, 1999, pp. 345. (Grades 9-12).
Sandra Sinclair, How Animals See. Other Visions of Our World, Facts on File Publications, New York, 1985, pp. 146 (Grades 7-12).
Jillyn Smith, Senses & Sensibilities, John Wiley & Sons, New York, 1989, pp. 230 (Grades 9-12).
[ Permalink ] . [ 1 Comments ]
ตอนแรกตั้งใจว่าจะเขียนถึงเรื่องของฝนดาวตก ซึ่งมักจะมีให้เห็นมากที่สุดในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี แต่สัปดาห์นี้ตื่นเต้นนิดหน่อยกับเรื่องของปรากฏการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" ซึ่งผู้สื่อข่าวเตือนว่าอย่าลืมชมความน่ารักๆ บนท้องฟ้าได้ตั้งแต่หลังพระอาทิตย์ตกดิน นั่นคือ 17.40 น. จนถึง 20.30 น. ของคืนวันที่ 1 ธันวาคม 2551

[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 2 Comments ]

ภาพของปัจจุบันและอดีตของทะเลสาบในตะวันออกเฉียงเหนือของ Aotea
มีคนบอกว่า ชิลี เป็นประเทศที่มีเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อยเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ อย่างเช่น ทะเลสาบที่สวยงามในเขตแมกกัลลันส์ ห่างจากกรุงซานดิอาโก้ ไปประมาณ 2,000 กิโลเมตร ที่นั่นเคยมีน้ำอยู่เต็มทะเลสาบ มีสิ่งมีชีวิต มีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม และดำรงอยู่เช่นนั้นมานานร่วม 30 ปี ด้วยพื้นที่ 10-12 เอเคอร์ หรือประมาณ 10 เท่าของสนามฟุตบอล
แต่แล้ววันหนึ่ง อยู่ๆ ทะเลสาบนั้นก็แห้งเหือด อันตรธานหายไปเสียเฉยๆ ทั้งที่คนยืนยันว่าก่อนหน้าที่ทะเลสาบจะหายไปไม่ถึง 1 เดือน ก็ยังเห็นน้ำมีอยู่เต็มทะเล
สิ่งที่เหลืออยู่แทนที่ความงามของทะเลสาบ คือแอ่งขรุขระขนาดใหญ่ เหลือเพียงก้อนน้ำแข็ง ดิน หิน ทราย แห้งๆ ราวกับว่าที่นี่ไม่เคยเป็นทะเลสาบมาก่อน
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นข่าวครึกโครมไปแล้ว ซึ่งตามมาด้วยโครงการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาที่ทำการสำรวจโดยละเอียด แล้วพวกเขาก็ค้นพบทฤษฎีหนึ่งที่มีสมมุติฐานว่า ชิลี มีแผ่นดินไหวเล็กๆ อยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดรอยแยกใต้แผ่นดิน ดังนั้น น้ำในทะเลสาบ ก็ไหลออกไปตามรอยแยก ตามรูใต้ดิน จนกระทั่งน้ำแห้งเหือดไปในที่สุด
สมมุติฐานอันนี้ อ้างอิงจากสถิติการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งของชิลี ซึ่งทำให้เกิดคำถามที่ว่า ทะเลสาบที่แห้งเหือดไปนั้นเป็นตัวบอกถึงการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกในระดับรุนแรงหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่น่าตกใจต่อมาก็คือ นั่นไม่ใช่ทะเลสาบที่เดียวเท่านั้นที่หายไป แต่มีทะเลสาบอีกหลายแห่งที่แห้งเหือดหายไปเช่นกัน
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 1 Comments ]
การทำนายนั้นอยู่คู่กับสังคมของเรามานาน โดยเฉพาะการทำนายธรรมชาติ เช่นการดูสีของท้องฟ้า ก้อนเมฆ สายลม ดวงดาว แม้กระทั่งการมองเห็นด้วยจิต ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดินและธรรมชาติได้ เหมือนที่เคยฮือฮากันไปเมื่อหลายปีก่อน เมื่อนาย กอร์ดอน (Gordon-Michael Scalion) ชาวอเมริกันที่เคยเสียชีวิตเมื่อปี 1979 แต่กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นเขาก็อ้างว่า ได้รับพรสวรรค์ที่หยั่งรู้อนาคต เขามักจะเดินทางไปอยู่บนพื้นที่สูงๆ บนภูเขา แล้วมองลงมาเห็นภาพในอนาคต โดยเฉพาะภาพของเมืองที่เปลี่ยนไป และโลกที่จะเกิดขึ้นมาใหม่
คนที่เชื่อถือนายกอร์ดอนนั้นมีไม่น้อย เพราะได้เคยฝากผลงานการทำนายที่แม่นยำเอาไว้ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวในลอส แองเจอริส เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2535, เหตุการณ์แผ่นดินไหวในแคลิฟอร์เนียเมื่อ มกราคม 2537 รวมอีกหลายเหตุการณ์ที่เขาทายไว้แล้วก็ถูกเผง
แต่ที่น่าตื่นเต้นที่สุด ก็เห็นจะเป็นการทำนายเมื่อปี พ.ศ.2521 ซึ่งเขาเห็นตัวเองลอยอยู่เหนืออวกาศ แล้วมองลงมาบนโลก ด้วยภาพแผนที่โลกใหม่ เขาจึงใช้เวลาอยู่ 4 ปี ที่จะร่างแผนที่โลกอนาคตที่เห็นคนเดียวนั้นออกมาสู่สายตาชาวโลก พร้อมทั้งให้คำอธิบายไว้ว่า โลกที่แปรเปลี่ยนไปนี้จะเกิดจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ทำให้ทวีปของโลกเคลื่อนไปหมด และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1998-2012 หรือ พ.ศ.2541-2555 นั่นเอง
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 16 Comments ]

ภาพแสดงลักษณะของโลก Earth
มีคนพูดบ่อยๆ ว่า โลกของเราเล็กลงเรื่อยๆ แคบลงเรื่อยๆ
นั่นคงเพราะ เราสื่อสารกันง่ายขึ้น ทั้งทางโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต จะไปเรียนที่ไหน ทวีปใด เราก็ยังพูดคุยกันได้แทบทุกวัน เวลาเพื่อนคนไหนหายไปไม่ติดต่อกันนานๆ เผลอๆ ก็ไปเจอกันในเวบบล็อกหรือ ชุมชนออนไลน์ สักพักก็หาทางเจอกันจนได้
เราคงไม่คิดว่า วันหนึ่ง คำว่า “โลกเล็กลง” นั้นจะหมายถึง “โลกที่มีขนาดเล็กลงไปจริงๆ” เล็กกว่าที่เราเคยรับรู้ แม้เราจะจินตนาการได้ยากอยู่ว่าโลกของเรามันใหญ่โตขนาดไหน และมันจะสำคัญหรือเปล่าที่มันจะเล็กลง ใหญ่ขึ้น หดตัวหรือขยาย ซึ่งคงต้องขอบอกว่า มันก็สำคัญมากทีเดียวค่ะ
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 3 Comments ]
ตั้งแต่เด็กๆ เราเห็นรุ้งมี 7 สี ไล่จาก ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง พอโตมาถึงรู้ว่า รุ้งมีสีเยอะมากๆๆ ไล่ตั้งแต่สีม่วงไปจนถึงสีแดง แต่เราเห็นเฉพาะสีหลักๆ อย่างที่รู้กันว่ารุ้งธรรมชาตินั้นเกิดหลังฝนตก และมีแดดออก และปรากฏอยู่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ เวลาจะมองหารุ้งเลยต้องหันหลังให้ดวงตะวันเสมอ ซึ่งกระบวนการเกิดรุ้งก็คือแสงเดินทางไปหาหยดน้ำ หักเหผ่านตัวกลางจากอากาศสู่น้ำ เกิดแสงสะท้อนภายในหยดน้ำที่โค้งและมีผิวเหมือนกระจก แสงเลยหักเหผ่านหยดน้ำมาสู่อากาศอีกครั้ง
ยังไงเสีย ทุกครั้งที่ได้มองรุ้ง ผู้เขียนรู้สึกว่าช่างสวยเหลือเกิน แต่ละครั้งมีแถบกว้างแคบไม่เหมือนกัน ลักษณะวงบางครั้งเล็ก บางครั้งใหญ่ แถมบางทีก็ออกมาไม่ครบวง เหมือนถูกหั่นครึ่งบ้าง หรือสลับกลับหัวเป็นโค้งหงายเหมือนพระจันทร์บ้าง จากชอบมองก็เปลี่ยนเป็นสงสัยว่า "รุ้งมีกี่แบบกันแน่?" และเริ่มสนุกกับการเฝ้ารอสายรุ้งว่า จะต่างไปจากวันอื่นอย่างไร แถมยังมีเพื่อนคนหนึ่งที่ชวนกันคุยบ่อยเรื่องสายรุ้ง ถ่ายรูปมาแลกเปลี่ยนประจำ เสียดายที่ถ่ายรูปไว้ไม่สวย หรือเห็นได้ไม่ชัด บันทึกเรื่องรุ้งตอนนี้เลยขอยืมภาพของคนอื่นมาประกอบไปก่อนนะคะ
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 4 Comments ]
ในช่วงนี้ คำว่า Storm Surge หรือ Tidal Surge หรือที่ไทยเรียกว่า คลื่นพายุซัดฝั่ง น่าจะทำให้ใครๆ วิตกอยู่บ้าง เพราะมีความคล้ายคลึงกับการเกิดสึนามิ มีรูปแบบการเคลื่อนตัวของคลื่นขนาดใหญ่พัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ สึนาเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ แต่ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ
หลังจาก ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ผอ.ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ออกมาเตือนให้รับมือกับภัยพิบัติในกรุงเทพฯ และถึงกับประกาศลาออกเพราะไม่มีหน่วยงานสนใจเรื่องนี้ ผู้เขียนเลยคิดถึงคำว่า “ถ้า” ซึ่งมีความหมายได้สองอย่าง คือ ให้สบายใจเพราะอาจจะไม่เกิดก็ได้ อีกด้านคือไม่น่านิ่งนอนใจเลย แม้ Storm Surge จะเกิดหรือไม่ ในข่าวก็ยังมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนทฤษฎีที่จะก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงอยู่หลายประการทีเดียว
เราลองไปดูกันกว่าค่ะ ว่าเหตุผลเหล่านั้นมีอะไรกันบ้าง
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 2 Comments ]

ถึงไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่พออ่านเจอเรื่องนี้เลยอดคิดไม่ได้ว่า ก่อน “พายุ” จะเกิดนี้ จะมีสัญญาณบอกเหตุอะไรบ้างไหมนะ ในเมื่อกระแสลม อากาศ อูณหภูมิที่สัมพันธ์กันทั้งหมด วูบนั้นผู้เขียนนึกถึงตอนเด็กๆ ที่น้ำท่วมบ้านบ่อยจนพ่อวิตกกับฟ้าฝนเป็นพิเศษ จึงมักจะสอนให้สังเกตท้องฟ้าว่า ถ้าท้องฟ้าเป็นสีแดงส้มหรือแดงเพลิง นั่นเป็นลางไม่ดีนัก อาจจะมีพายุเร็วๆ นี้ แม้ไม่มีคำอธิบายมากนัก แต่ก็จำมาโดยตลอด
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 4 Comments ]
หลายคนเคยบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่ชื่อสวยๆ อย่าง นากรี รูซา นิดา เกศนา สาลิกา คัมมุริ ฯลฯ และอีกหลายชื่อที่มีความหมายน่ารักๆ ถึง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นชื่อของพายุไปได้ อาจเพราะความจริงแล้วพายุ หรือวาตภัยส่วนใหญ่นั้นมีพิษสงทำลายล้าง ทำความน่าสะพรึงกลัวกับพวกเราชาวโลกไม่น้อยนั่นเอง เรื่องน่ารู้ฯ ตอนนี้เลยอยากเอาชื่อพายุมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551
ชื่อของพายุนั้น ว่ากันว่า เดิมทีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ตั้งชื่อพายุทั่วโลกมาโดยตลอด เพราะสมัยก่อนสหรัฐนั้นถือว่าเป็นผู้นำด้านนี้ มีอุปกรณ์พร้อมในการตรวจสภาพอากาศ ดูพายุเคลื่อนไหว ชื่อที่ใช้ตั้งในอดีตบางครั้งมาจากนักเดินเรือที่เจอพายุในทะเล ก็จะตั้งชื่อเป็นคนรักเพื่อคลายความคิดถึงแฟน ชื่อก็เลยออกมาหวานๆ สวยๆ เป็นชื่อของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ฟังดูแล้วไม่รุนแรง ไม่น่ากลัวอย่างที่เป็นจริง โดยพายุโซนร้อนลูกแรกถูกตั้งชื่อว่า จูเลียต (Juliet)
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 2 Comments ]
ก่อนจะนั่งลงเขียนคอลัมน์นี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่า 72 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้เอง 7 ประเทศ กำลังผจญกับวิกฤตพายุถล่มและน้ำท่วมชนิดที่ยังรอการช่วยเหลือและสรุปยอดผู้เสียชีวิตยังไม่ได้
เริ่มตั้งแต่เยอรมนี เจอพายุหนักทางตอนใต้ของประเทศ จนต้องปิดถนน บ้านหลายหลังพังพินาศ มาถึงประเทศยูเครน ที่มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 16 คน ประชาชน 2 หมื่นกว่าคนอยู่ในความมืดเพราะไม่มีไฟฟ้า ตามด้วยโรมาเนีย ที่ประกาศอพยพคนออกจากเมืองนับสิบเพราะน้ำกำลังท่วมอย่างหนัก ส่วนพายุที่กระหน่ำเกาะเหนือของ นิวซีแลนด์ นั้นมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 3 คน และผู้สูญหายอีกหลายคน
ดูเหมือนฝั่งยุโรปอาจจะดูไกลไปหน่อย กลับมาที่เอเชียของเราที่ ไต้หวัน เพิ่งผ่านศึกหนักจากพายุไต้ฝุ่น “คัลเมจิ” ไปไม่ถึงสัปดาห์ ก็เจอกับพายุ “ฟองวอง” (Fung-Wong) ซึ่งเป็นชื่อยอดเขาของจีน ตามลักษณะการตั้งชื่อที่ตกลงกันไว้ของคณะกรรมการไต้ฝุ่นเมื่อต้นปี 2008 นี้ ที่ให้แต่ละประเทศมีชื่อพายุได้ 10 ชื่อเป็นภาษาท้องถิ่น
[ Permalink ] . [ Read more ] . [ 2 Comments ]