blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

คิดถึง ‘เพื่อนสนิท’

Submitted on 29 November 2008 - 02:26:46.  Category: บันเทิง.  ป้าย: ,

ไก่ย้อย

หมายเหตุ: จดหมายฉบับนี้สร้างขึ้นจากเรื่องจริงแต่แอบอิงวิธีการนำเสนอจากภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิทโดยสมมติเหตุการณ์ว่าเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ต้นฉบับ หากใครยังไม่มีโอกาสได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ บางทีก็อาจจะไม่เข้าใจมุกเห่ยๆ ของผู้เขียน  ส่วนใครที่ไม่อยากอ่านจดหมายฉบับนี้ ผู้เขียนก็ขอร้องว่าอย่าอ่านเลยนะพวกคุณ

 

ถึงเพื่อนๆ

หากพวกแกได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันขอร้องพวกแกอย่างหนึ่งนะว่า อย่าคิดมาก เพราะที่ผ่านมาเหตุการณ์บ้านเมือง และวงการวิชาการของไทยมันก็มีเรื่องซีเรียสมากมายกันพออยู่แล้ว ฉะนั้นพวกแกอย่าเสียเวลาเปลืองมันสมองเพื่อขบคิดกับจดหมายบ้าๆ บอๆ ของฉันอยู่เลย เอาเป็นว่าเอาไว้อ่านเล่นเพลินๆ ก็แล้วกันนะพวกแก

                                                                                                                                                                                                                                  ไก่ย้อย

 

ถึงดาวกานดา

แกหายไปไหนของแกวะ ฉันอุตส่าห์ขึ้นมาตามหาแกที่งานลูกทุ่งวิจิตร แต่กลับได้ยินข่าวคราวว่าแกต้องไปชุบตัวถึงเมืองนอกเมืองนา เพื่อจะได้มีปัญญากลับมาเป็นอาจารย์ เป็นเรื่องจริงรึเปล่าวะแก? แล้วไหนแกเคยบอกกับฉันว่าไม่ว่ายังไงแกก็จะไม่มีวันทิ้งที่นี่ไปไงล่ะ ฉันนึกโกรธแกมากมายที่ไปไหนโดยไม่ร่ำไม่ลา แต่ก็นั่นแหละนะคนเราย่อมมีเหตุผลที่เป็นส่วนตัวเสมอ บางทีฉันคงจากที่นี่ไปเสียนาน นานจนเมื่อกลับมาอีกที ฉันรู้สึกว่าเชียงใหม่เปลี่ยนไปมาก มากเสียจนบางครั้งฉันก็ตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ทัน

 

20th Century Boys หนังแนะนำ..โปรดดูก่อนไปม็อบ

Submitted on 22 November 2008 - 01:44:38.  Category: บันเทิง.  ป้าย: , , , , ,

 

จันทร์ ในบ่อ

 

20th Century Boys หรือเด็กในศตวรรษที่ 20 เป็นภาพยนตร์ที่นำเรื่องราวจากการ์ตูนชื่อเดียวกันมาสร้าง (การ์ตูนชื่อไทยว่า แกงค์นี้มีป่วน) เป็นผลงานเรื่องเด่นจากค่าย Shogakukan แต่งโดย Naoki Urasawa คนเดียวกับผู้เขียน Monster (คนปีศาจ)

 

20th Century Boys ยังคว้ารางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยมครั้งที่ 48 จาก Shogakukan  รางวัลชนะเลิศในงาน Media Art ครั้งที่ 6 ของทบวงวัฒนธรรมญี่ปุ่น และรางวัลการ์ตูนยอดเยี่ยม ครั้งที่ 25 จาก Kodansha คอการ์ตูนเองคงรู้ดีถึงความยอดเยี่ยม ส่วนฉบับภาพยนตร์ดูแล้วก็คิดว่าว่าไม่เสียรสชาติครับ

 

ด้วยข้อจำกัดของหนังด้านเวลาเมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อหา แม้ 20th Century Boys ฉบับภาพยนตร์จะไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้เท่าต้นฉบับที่เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหาที่ซับซ้อนสูง แต่การเรียบเรียงและดำเนินเรื่องที่ระบุช่วงเวลาชัดเจนทำให้เข้าใจเรื่องราวได้ง่าย แม้แต่คนที่ยังไม่เคยอ่านฉบับการ์ตูนมาก่อนก็ตามก็เข้าใจได้ไม่ยาก ทีมงานยังตั้งใจที่จะคงอรรถรสแบบการ์ตูนไว้ด้วยคาแรกเตอร์ของตัวละคร เนื้อหาที่ควรจะเครียดจึงดูสนุกน่าติดตาม

 

20th Century Boys เป็นเรื่องราวที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องขึ้นมาได้ มันเริ่มต้นในราวปีโชวะที่ 40 ด้วยการที่ เกนจิ' กับเพื่อนๆ มีความฝันถึงศตวรรษที่ 21 ด้วยจินตนาการแบบเด็กๆ ว่า ในอนาคตจะมีองค์กรก่อการร้ายมาทำลายล้างโลก และพวกเขาสัญญากันว่าจะเป็นฮีโร่ผู้ปกป้องความยุติธรรมและจะทำลายแผนการร้ายนั้น

แล้วเรื่องราวไร้สาระเหล่านี้ก็ถูกบันทึกขึ้นในฐานลับของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นกลางทุ่งหญ้า พวกเกนจิเรียกมันว่า บันทึกคำทำนาย' และฝังมันไว้

 

จนกระทั่งปี 1997 เมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จินตนาการและความฝันถูกทิ้งไว้ระหว่างทางของโลกความจริง เกนจิวัยเด็กผู้ชื่นชอบดนตรีร็อคและฝันไว้ว่าจะใช้มันเปลี่ยนแปลงโลกกลายเป็นผู้จัดการร้าน ‘King Mart' ธรรมดาคนหนึ่งและเลิกเล่นดนตรีเพื่อทำงานที่มั่นคงกว่าเพื่อหาเงินดูแลแม่กับ คันนะ' ลูกสาวของพี่สาวที่หายตัวไปทิ้งไว้ให้เลี้ยง ส่วนเพื่อนๆ ก็เป็นพนักงานออฟฟิศบ้าง เปิดร้านกิฟท์ช็อปบ้าง เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบ้าง หรือบางคนก็ขาดการติดต่อกันไป

 

ในขณะที่ชีวิตกำลังดำเนินไปแบบธรรมดาๆ เกนจิและเพื่อนๆ กลับเริ่มพบว่ามีปรากฏการณ์ประหลาดๆ รอบตัวที่กำลังดำเนินไปตาม บันทึกคำนาย' ในวัยเด็กที่พวกเขาเกือบลืมกันไปแล้ว

 

นั่นคือ มีองค์กรทำลายล้างโลกเกิดขึ้นจริงๆ โดยเริ่มต้นด้วยการปล่อยโรคระบาดไปตามเมืองต่างๆ จากซานฟรานซิสโก ไปลอนดอน จนกระทั่งมีการวางระเบิดสนามบินในประเทศญี่ปุ่น ทุกอย่างดำเนินไปตามคำทำนายพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของลัทธิแปลกๆ ที่มีชื่อว่า เพื่อน' ซึ่งใช้รูปดวงตากลางมือที่มีนิ้วชี้ขึ้นฟ้าซึ่งเป็นสัญลักษณ์องค์กร

 

แต่คงไม่น่าแปลกอะไรหากสัญลักษณ์นั้นไม่ใช่สัญลักษณ์ที่รู้กันเฉพาะในกลุ่มเกนจิตอนเด็กๆ นั่นเองจึงนำมาซึ่งความสงสัยในเบื้องหลังของลัทธิ เพื่อน' ว่าอาจเป็นใครคนหนึ่งในเพื่อนสมัยวัยเด็กของเกนจิ

ความสนุกของและความน่าสนใจอย่างมากของ  20th Century Boys ก็คือความลึกลับขององค์กรที่ชื่อว่า เพื่อน' กับการต้องลุ้นไปกับพวกเกนจิว่าจะสามารถคืนความปกติของโลกมนุษย์มาจากองค์กรลับนี้ได้หรือไม่ ซึ่งบทความนี้จะขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ เพื่อน' เป็นกรณีพิเศษ เพราะไม่แปลกใจเลยสักนิดว่าบางทีจินตนาการก็อาจกลายเป็นจริงได้ในโลกใบนี้ที่เราอยู่

 

องค์กร เพื่อน' เติบโตมาจากการเป็นลัทธิแปลกๆ ลัทธิหนึ่งในสายตาของคนทั่วๆ ไปอย่างเกนจิ แต่เป็นการนำการเล่นของเด็กที่ไม่ยอมจบมาทำให้กลายเป็นเรื่องจริงและคร่าชีวิตผู้คนได้อย่างน่าสะพึงกลัว  

 

ตัวตนของ เพื่อน' มีการคิดอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายในการก้าวไปสู่อำนาจสูงสุดของโลก เพื่อน'มีจิตวิทยามวลชนที่สูงมากนำมาซึ่งความเชื่อถือ เขาลอยได้เหมือนมีพลังจิต มีเรื่องราวทำให้ผู้คนติดตาม ตอบคำถามที่คนสงสัยได้อย่างชาญฉลาด ใช้ความกลัวร่วมกันของสังคมและความอ่อนแอในจิตใจมนุษย์เป็นเครื่องมือในการชักจูงและนำไปสู่การควบคุมถึงระดับจิตใจ จากนั้นก็แปรความรู้สึกที่มีต่อบุคคลไปเป็นรูปธรรมของเหตุผล และนำไปสู่การกวาดล้างคนที่เห็นแตกต่างอย่างมีเหตุผลเช่นกัน

 

เพื่อน' เริ่มต้นหาแนวร่วมด้วยการปลุกระดมความเชื่อที่เชื่อในตัวบุคคลโดยไม่ตั้งคำถาม จากลัทธิเล็กๆ ก็เริ่มเปิดเผยมากขึ้นและขยายความคิดแบบแทรกซึมทางจิตวิญญาณผ่านกระบวนการต่างๆ แม้แต่ดนตรีที่เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นก็ถูกนำมาใช้ปลุกระดมเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียว จนทำให้การฟังดนตรีถูกสวมด้วย รูปแบบ' ที่แม้แต่การโบกมือหรือร้องรับส่งก็เป็นแบบเดียวกันไปหมด

 

สมาชิกในองค์กรเพื่อนยังแทรกซึมไปตามหน่วยงานต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ในกรมตำรวจ ใช้เส้นสายภายในและก่อตั้งหน่วยงานกำจัดผู้ที่จะเปิดโปงแผนการของเพื่อน ส่วนผู้ที่คลั่งไคล้มากๆ จะถูกใช้เป็นเครื่องมือลอบสังหารฝ่ายตรงข้ามเพื่อทำให้ไม่อาจสาวถึงผู้บงการได้ 

 

การไม่เลือกวิธีใช้ของ เพื่อน' ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ในระบบการเมืองของญี่ปุ่น เมื่อเกิดการก่อวินาศกรรมที่สนามบินแห่งหนึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางจิตใจต่อคนญี่ปุ่น ขณะนั้น เพื่อน'ได้ตั้งพรรคยูมินขึ้นมาเป็นทั้งตัวเลือกทางการเมืองและที่พึ่งทางจิตวิญญาณ ภายในไม่กี่ปีก็สามารถชนะการเลือกตั้งในญี่ปุ่น

 

จนในที่สุด เพื่อน' ก็ดำเนินมาถึงแผนการสุดท้ายที่จะปูทางไปสู่อำนาจสูงสุด นั่นคือการสร้างสถานการณ์ นองเลือด' ด้วยวิธีการแพร่ไวรัสที่ทำให้เลือดออกจากตัวอย่างน่าสยดสยองและตายในเฉียบพลัน

 

20th Century Boys  ภาคแรกจบลงด้วยสถานการณ์ไวรัสระบาดล้างโลกในวันสิ้นปี 2000 การหายตัวไปของเกนจิและคันนะที่โตเป็นสาว

 

แต่สิ่งที่ 20th Century Boys ยังไม่จบลงก็คือการเป็นกระจกสะท้อนภาพความจริงที่กำลังเตือนสติเราว่า คนที่เราเชื่อ กลุ่มองค์กรที่เราเชื่อ หรือแม้แต่ศาสนาที่เราเชื่อ มันอาจไม่ได้ใสสะอาดบริสุทธิ์อย่างที่เห็นและอาจมีเบื้องหลังที่เปื้อนเลือดอย่างที่คาดไม่ถึง และความเชื่ออย่างขาดสติคุ้มคลั่งก็อาจสร้างความหายนะได้อย่างสุดจะบรรยาย

 

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่เลวร้าย 20th Century Boys ได้สร้างเกนจิและเพื่อนๆ ขึ้นมาเป็นภาพตัวแทนของกลุ่มคนที่แสวงหาความจริงอย่างท้าทาย แม้ว่าในที่สุดสังคมที่ถูกการชี้นำของ เพื่อน' จะทำให้เกนจิกลายเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างเป็น ขบวนการ' เป็น ขบวนการเกนจิ' ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ในวันสิ้นปี 2000  แต่การต่อสู้เพื่อบอกความจริงแม้จะสวนทางกับความเชื่อกระแสหลักก็คือภาพสะท้อนทางจิตวิญญาณแห่งเสรีของปัจเจกชน ซึ่งความเป็นเสรีชนของเกนจิได้สื่อออกมาผ่านเพลงร็อค นักดนตรีเปิดหมวก และกลิ่นอายของฮิปปี้ในยุคทศวรรษที่ 60 -70  

 

มาถึงตรงนี้ หากใครที่ยังไม่อยากรู้ตอนต่อไปโปรดอย่าอ่านต่อ เพราะจากตรงนี้จะขอเฉลยตอนต่อไปตามต้นฉบับการ์ตูน

 

โลกหลังปี 2000 ‘เพื่อน' กลายเป็นประธานาธิบดีโลก เพราะเขาสามารถนำวัคซีนมารักษาไวรัสประหลาดในเหตุการณ์นองเลือดได้ รวมถึงได้ช่วยเหลือ โป๊ป' ให้รอดชีวิต และอ้างถึงถึงพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ที่ลงมาโปรด ในเวลาต่อมา เพื่อน' ได้กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจทั้งทางการเมืองและจิตวิญญาณ โลกในศตวรรษที่ 21 คือโลกที่ เพื่อน' เป็นผู้ชี้นำทั้งทิศทางการปกครองและความถูกต้องทั้งมวล อีกทั้งยังได้สร้างภาพ ขบวนการเกนจิ' ขึ้นมาเป็นปีศาจแห่งความน่ากลัวจนทำให้สังคมถูกครอบงำให้ขาด เพื่อน' ไม่ได้ หนังสือ ดนตรี วิถีชีวิตและวัฒนธรรมถูกควบคุมโดยรัฐบาลเพื่อน และความคิดที่แตกต่างหรือการตั้งคำถามต่อ เพื่อน' คือภัยคุกคามที่ต้องถูกจัดการ

 

สังคมของโลก ภายใต้การนำของ เพื่อน' ใน 20th Century Boys จึงอาจเป็นคำเตือนจากโลกในจินตนาการมาสู่โลกของความจริง และเป็นความจริงที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์มันช่างคล้ายกับในสังคมไทยที่อาจมีการนองเลือดครั้งใหญ่ที่ถูกวางไว้ในอีกไม่กี่วันนี้

 

การนองเลือดในสังคมไทยคงจะไม่ได้มาจากไวรัสล้างโลกแน่ๆ แต่ก็เดินไปตามกระบวนการปูทางสู่อำนาจคำถามสำคัญมากๆที่สังคมไทยอาจต้องยิ่งคิดให้หนักก็คือ สังคมไทยมีคนแบบ เพื่อน' ที่กำลังทำอะไรชี้นำมวลชนแบบแปลกๆอยู่หรือไม่

 

เพราะใน 20th Century Boys คนแบบ เพื่อน' กว่าจะยึดครองโลกสำเร็จ มีคนตายราว 3,000 ล้านคน ส่วนสถานการณ์ในสังคมไทยตอนนี้แม้มีคนเสียชีวิตไปบ้างแล้ว แต่สถานการณ์คงยังอยู่ในช่วงของภาคแรก คือช่วงของการรณรงค์ ช่วงของการสร้างสถานการณ์และช่วงของการใช้ความกลัวเข้าครอบงำเพื่อชี้นำ

 

ดังนั้น จึงอยากให้ดูหนังหรืออ่านการ์ตูนเรื่องนี้แล้วคิดอีกครั้งก่อนไปชุมนุมไม่ว่ากับฝ่ายใดก็ตามว่า เหตุการณ์นองเลือด' บางทีอาจเปื้อนอยู่บนมือ  เพื่อน' ของคุณก็เป็นได้  

 

ปืนใหญ่จอมสลัด ‘มหาปืนใหญ่’ แห่ง ‘รัฐไทย’

Submitted on 08 November 2008 - 12:08:28.  Category: บันเทิง.  ป้าย: , , , , , , ,

จันทร์  ในบ่อ

 

หายหน้ากันไประยะหนึ่งสำหรับคอลัมภ์หนังรายสัปดาห์ของประชาไท ‘Blogazine' เลยขออนุญาตทำหน้าที่คั่นเวลาแทน นพพร ชูเกียรติศิริชัย' ที่ช่วงนี้กำลังยุ่งกับการอพยพย้ายถิ่นฐาน ถ้าทุกอย่างลงตัวแล้วจะกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิมครับ ส่วนช่วงคั่นเวลาสัปดาห์นี้ผมขอชวนคุยเรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด' ที่กำลังลงโรงฉายเลยแล้วกัน 

 

คงไม่ต้องการันตีคุณภาพให้มากขึ้นเมื่อปืนใหญ่จอมสลัดเป็นฝีมือกำกับเรื่องล่าสุดโดย นนทรีย์ นิมิบุตร' และเขียนบทโดย วินทร์ เลียววารินทร์' นักเขียนรางวัลซีไรต์ ใช้ทุนสร้างร่วม 200 ล้านบาท ภาพยนตร์ออกฉายปฐมทัศน์ครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2008 ต่อมาออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ออกฉายรอบกาล่า ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2008 เปิดตัวรายได้สัปดาห์แรกที่ 31.6 ล้านบาท กระแสตอบรับจึงถือว่าดี บทความนี้จึงขอแค่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น

ปืนใหญ่จอมสลัด ‘มหาปืนใหญ่’ แห่ง ‘รัฐไทย’

Submitted on 08 November 2008 - 11:58:51.  Category: บันเทิง.  ป้าย: ,

 

จันทร์  ในบ่อ

 

หายหน้ากันไประยะหนึ่งสำหรับคอลัมภ์หนังรายสัปดาห์ของประชาไท ‘Blogazine' เลยขออนุญาตทำหน้าที่คั่นเวลาแทน นพพร ชูเกียรติศิริชัย' ที่ช่วงนี้กำลังยุ่งกับการอพยพย้ายถิ่นฐาน ถ้าทุกอย่างลงตัวแล้วจะกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิมครับ ส่วนช่วงคั่นเวลาสัปดาห์นี้ผมขอชวนคุยเรื่อง ปืนใหญ่จอมสลัด' ที่กำลังลงโรงฉายเลยแล้วกัน 

 

คงไม่ต้องการันตีคุณภาพให้มากขึ้นเมื่อปืนใหญ่จอมสลัดเป็นฝีมือกำกับเรื่องล่าสุดโดย นนทรีย์ นิมิตรบุตร' และเขียนบทโดย วินทร์ เลียววารินทร์' นักเขียนรางวัลซีไรต์ ใช้ทุนสร้างร่วม 200 ล้านบาท ภาพยนตร์ออกฉายปฐมทัศน์ครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ 2008 ต่อมาออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส ออกฉายรอบกาล่า ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2008 เปิดตัวรายได้สัปดาห์แรกที่ 31.6 ล้านบาท กระแสตอบรับจึงถือว่าดี บทความนี้จึงขอแค่ทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ไปตามเรื่องตามราวเท่านั้น

Imagine : แด่สงครามและ John Lennon

Submitted on 26 September 2008 - 23:30:28.  Category: บันเทิง.  ป้าย:

 

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

Imagine : John Lennon

Imagine there's no heaven

It's easy if you try

No hell below us

Above us only sky

Imagine all the people 

Living for today

Imagine there's no countries

It isn't hard to do

No greed or hunger

And no religion too

Imagine all the people 

Living life in peace

You may say I'm a dreamer

But I'm not the only one

I hope someday you'll join us

And the world will live as one

Imagine no possessions

I wonder if you can

Nothing to kill or die for

A brotherhood of man

Imagine all the people

Sharing all the world

ผมเคยได้ยินและได้ฟังเพลง Imagine ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ฟันน้ำนมยังร่วงไม่หมดปาก ทั้งๆที่ในวัย 10 ขวบ ภาษาอังกฤษนั้นยังเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจ (จนถึงตอนนี้ก็ยังยากอยู่ดี) แต่เจ้าบทเพลงของ John Lennnon เพลงนี้กลับทำให้ผมรู้สึกว่า "ดนตรีคือพื้นที่ปลอดพรมแดน"

ผมเติบโตมาในช่วงปลายของยุคสงครามเย็น (Cold War) และคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีโอกาสได้นั่งชมบรรยากาศการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศรัสเซียผ่านหน้าจอโทรทัศน์ หลังจากนั้นผมก็เชื่อมั่นมาตลอดว่าต่อไปนี้ โลกจะไม่มีสงครามอีกแล้ว'

แต่จวบจนกระทั่งทุกวันนี้ ใครต่อใครต่างก็ทราบกันดีว่า สงคราม' ไม่เคยสิ้นสุด และอาณาเขตของมันก็มีแต่จะขยับขยายออกไปเรื่อยๆ เพียงแต่เราถูกทำให้หันไปใส่ใจใน แฟชั่นเพื่อโลกร้อนมากกว่า' ที่จะให้ความสำคัญกับ จำนวน' ของผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสังเวยชีวิตไปกับการทดลองประสิทธิภาพของ อาวุธ' ในทุกมุมโลก

"พี่น้องร่วมโลกเอ๋ย มันจะดีกว่าไหม? ถ้าหากโลกนี้ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขตมาแบ่งแยกดินแดนออกเป็นประเทศของฉันประเทศของเธอ

 

"มันจะดีสักแค่ไหน? หากโลกใบนี้ไม่มีความโลภและไม่มีความหิวโหย

 

"แล้วถ้าหากโลกใบนี้ไม่มีศาสนาที่จะมาแบ่งแยกว่า พระเจ้าของฉันนั้นยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้าของเธอ' เธอกับฉันจะต้องมานั่งโต้เถียงกันอีกไหม?

 

"แล้วถ้าหากมนุษย์ทั้งโลกต่างมุ่งหวังที่จะแบ่งปันมากกว่าครอบครอง เราจะต้องฆ่าฟันกันไปเพื่อสิ่งใด?" (ดัดแปลงและเรียบเรียงจากเนื้อเพลง Imagine)

 

หลังจากที่ได้รับชมภาพยนตร์สารคดี ‘Imagine' ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวประวัติของ Lennon ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงดนตรี The Beatles จนกระทั่งในวันสุดท้ายของชีวิต และท่ามกลางข่าวคราว กองทัพรัสเซียบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงของจอร์เจีย' ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้บริหารท่านหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อเพลง Imagine ของ John Lennon

"จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีการโต้เถียงกันอยู่ว่า John Lennon เป็นคอมมิวนิสต์หรือเปล่า เพราะบางประโยคอย่าง Imagine no possessions, Imagine there's no heaven ,And no religion too

โลกที่ไม่มีการครอบครอง โลกที่ไม่มีนรกสวรรค์ โลกที่ไม่มีศาสนานี่มันหมายถึงสังคมแบบ คอมมิวนิสต์' หรือเปล่า?" ผู้บริหารหนุ่มกล่าวด้วยความสงสัย

"ผมว่าไม่นะครับ" คนว่างงานอย่างผมตอบกลับอย่างไม่ต้องคิด เพราะผมเชื่อว่าหาก คอมมิวนิสต์'หมายถึงแนวคิดที่ใช้ในการแบ่งแยกจำแนก มนุษย์' ออกเป็นสองฝ่าย มันก็คงจะเปล่าประโยชน์ที่ John Lennon จะมานั่งกล่าวถึง โลกที่เป็นหนึ่งเดียว (The wold will live as one)

ส่วนใครที่อยากจะรู้ว่าก่อนที่จะเป็น ‘Imagine' John Lennon คิดถึงอะไร? คงปฏิเสธไม่ได้ที่จะชมภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘Imagine'

สำหรับผมก็ได้แต่หวังว่า ในสงครามครั้งต่อไป บทเพลง ‘Imagine' จะมีโอกาสดังก้องในกองทัพก่อนการนำผู้บริสุทธิ์เข้าสู่สงคราม

 

This is England : This is Thailand : อาชญากรสร้างได้

Submitted on 16 August 2008 - 23:30:04.  Category: วิพากษ์.  ป้าย:

 

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

 

อังกฤษ ปี ค.ศ. 1983 ยุคที่รองเท้า บู้ท' สไตล์ Dr.Matins ทรงผม สกรีนเฮด' เสื้อเชิ้ต ลายสก๊อต' และกางเกงยีนส์ คือสัญลักษณ์แห่ง อำนาจ' ที่เหนือกว่าชนชาติอื่นในหมู่เยาวชนชาวอังกฤษ

ชอน' เด็กชายวัย 12 ผู้ฝังใจอยู่กับการสูญเสียพ่อไปในสมรภูมิเกาะฟอร์คแลนด์ (สงครามแย่งชิงเกาะฟอร์แลนด์ระหว่างประเทศอังกฤษและ อาเจนติน่า) กำลังเริ่มต้นค้นหาชีวิตในวัยหนุ่มกับกลุ่มเยาวชนรุ่นพี่  

เขาถูกสอนให้รู้จักกับความเป็นกลุ่มก้อน หรือความเป็นสถาบันผ่านเครื่องแต่งกายสไตล์ขาโจ๋เมืองผู้ดีในช่วงต้นคริสตศตวรรษที่ 20 เขาถูกสอนให้รู้จักกับความเป็น ชาย' ผ่าน เกมส์' การทุบทำลายสิ่งของในบ้านร้าง ควบคู่ไปกับการที่ รัฐ' พยายามปลูกฝัง ความรักชาติ' ให้เหล่าเยาวชนชายเพื่อความสะดวกในการจัดส่งพวกเขาเข้าสังเวย ความใคร่' ใน สงคราม' ที่ รัฐ' เป็นผู้ก่อ

ในฐานะเด็กหนุ่มซึ่งเติบโตมาในสังคมแห่งการแข่งขัน' และ สงคราม'... ความรุนแรง' และ ความหยาบคาย' (ในสายตาผู้ใหญ่) จึงเป็นเพียงทางเลือกเดียวที่จะทำให้ พวกเขา' ข้ามพ้นจากการถูกรังแก

และแล้วการปรากฏตัวของ คอมโบ้' เยาวชนชายชาวอังกฤษผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรพิเศษจาก กรมราชทัณฑ์' ในฐานะนักโทษ ก็ได้นำพา ชอน' และเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่งไปสู่ ความรุนแรง' ในรูปแบบใหม่

จากคำถามเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติที่ คอมโบ้' หยิบยื่นให้ กลับกลายเป็นความเกลียดชัง ที่นำไปสู่อาชญากรรม พวกเขาเริ่มรวมตัวขับไล่ ความเป็นอื่น' ในเกาะอังกฤษ ด้วยเหตุผลในเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ และสีผิว

จากการข่มขู่เด็กนักเรียนชาวปากีสถาน สู่การทุบทำลายข้าวของและปล้นสินค้าจากพ่อค้าชาวเอเซีย จบลงด้วยร่างของ มิลกี้' เพื่อนชาวอังกฤษเชื้อสายแอฟริกาที่นอนแน่นิ่งจมกองเลือด ด้วยน้ำมือของ คอมโบ้' ทำให้ ชอน' เริ่มกลับมาทบทวนถึง บางสิ่ง' ที่กำลังฝังรากลงในจิตใจของเขา

ชอน' ตัดสินใจกลับไปนำธงชาติอังกฤษที่เขาเคยภาคภูมิใจลงจากหน้าต่างห้องนอน และปล่อยให้มันล่องลอยไปกลับสายน้ำ

ในขณะที่ภาพข่าวทางโทรทัศน์ยังคงนำเสนอ ชัยชนะ' ของทหารอังกฤษต่อ ทหารชาวอาร์เจนตินา ด้วยความภาคภูมิใจในจำนวน ศพ' ของ นักรบ' เยาวชน ฝ่ายตรงข้าม'...

 

กรุงเทพ ปี ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) ยุคสมัยที่ทั้งครูบาอาจารย์และเยาวชนไทยถูกปลูกฝังให้เชื่อมั่นในเทคโนโลยี ยิ่งกว่าพ่อแม่บังเกิดเกล้า

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยหลายสถาบัน ตัดสินใจให้ลูกศิษย์ส่งงาน และดูงานผ่าน อีเมล' (ทั้งๆ ที่ต้องเจอหน้าอาจารย์อยู่ทุกวันในชั้นเรียน) ด้วยความเชื่อมั่นว่า ทุกๆ บ้านในประเทศไทยจะต้องมี คอมพิวเตอร์'

แต่สำหรับนางสาว วัลลี' (นามสมมติ) คำสั่งของอาจารย์กลับสร้างความกังวลใจให้กับเธออย่างยิ่งยวด เพราะเมื่อนับระยะทางจากบ้านของเธอ (อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี) เพื่อเข้าสู่ตัวอำเภอ มันก็หลายกิโลอยู่

ขณะที่เท้าของเธอยังคงถีบจักรยานมุ่งหน้าสู่ร้านอินเตอร์เน็ต มันสมองของเธอก็แอบรำพึงรำพันใฝ่ฝันอยากจะได้คอมพิวเตอร์สักเครื่อง แต่สำหรับอาชีพเกษตรกรอย่างพ่อและแม่ของเธอ การได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็นับว่าเป็นบุญโข

"อาจารย์แม่งคิดว่าเด็กทั้งประเทศมันรวยกันทุกคนหรือไงวะ" วัลลีแอบสบถด่าท่านอาจารย์ผู้เสพเทคโนโลยีแทนอากาศด้วยความเคารพ

ท่ามกลางสภาวการณ์ทางการเมืองที่สับสนอลหม่าน เด็กนักเรียนมัธยมปลายวัย 18 ปี ตัดสินใจใช้มีดปลายแหลมปลิดชีพ คนขับแท็กซี่' ด้วยข้ออ้างที่ว่า เลียนแบบเกมส์คอมพิวเตอร์'

สื่อมวลชนผู้รักงานข่าวเป็นชีวิตจิตใจ เฝ้าประโคมข่าวการจัดระเบียบร้านเกมส์อินเตอร์เน็ต และเปิดเผยรายชื่อ 10 สุดยอดเกมส์อันตราย อย่างต่อเนื่อง โดยไม่คิดที่จะมองหาแรงจูงใจอื่นๆ ที่ยากไปกว่าการลงประกาศโฆษณาคุณสมบัติของเกมส์ และการนำไมค์ไปจ่อปากผู้หลักผู้ใหญ่ที่รักเยาวชนอย่างจับขั้วหัวใจให้ช่วยกันถ่มน้ำลายเพื่อสร้างภาพ

ขณะที่เจ้าของธุรกิจรถจักรยานยนต์กำลังหมกหมุ่นอยู่กับการคิดแคมเปญใหม่ๆ เอาใจวัยโจ๋ บริษัทคอมพิวเตอร์ทุ่มเทงบโฆษณาคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดที่มีสีสันโดนใจวัยรุ่น เจ้าหน้าที่นอกแถวบางส่วนกำลังจัดหา ตัวยา' ใหม่ๆ ไว้เมามอมเยาวชน

นักการตลาด และนักออกแบบระดับโลก กำลังคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อดูด เงิน' จากกลุ่มGeneration Z[1] (ผู้ที่เกิดใน ค.ศ.1995-2009 ซึ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่เติบโตมากับโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์) หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จกับการรณรงค์ให้เด็กๆ ทั่วโลกหันมาสนใจ แฮรี่พอตเตอร์' เครื่องเล่มเกมส์ เพลย์สเตชั่น' ‘โทรศัพท์มือถือ' ‘iPod' และอีกสารพัดสินค้าในยุคที่โลกถูกทำให้เล็กลงเท่าปลายนิ้ว

ทางออกของผู้ใหญ่ในสังคมไทย คือ "อย่าให้เด็กรับรู้อะไรที่ผู้ใหญ่ไม่ชอบ" แต่สำหรับเยาวชนไทย ข้อมูลมากมายที่ถูกยัดลงในหัวสมอง มันทำให้พวกเขาสับสนว่า แท้จริงแล้ว บางสิ่ง' ที่มีผลต่อจิตใจและพฤติกรรมของพวกเขาในวันนี้คือ อะไร' แล้วเขาจะจัดการกับเจ้า อะไร' ได้ อย่างไร' คำอธิบายอย่างง่ายที่สุด มันจึงลงเอ่ยที่ การเลียนแบบ' ‘ใคร' และ อะไร' สักอย่าง

น่าเสียดายที่พวกเขามิอาจค้นพบ บางสิ่ง'ในจิตใจ ได้เหมือน ชอน' ในภาพยนตร์ This is England

 

 


[1] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน บทความ Genaration Z Toward the world of the child-king.นิตยสาร iDesign ฉบับที่ 54 เดือนมกราคม 2007

Mona Lisa smile : หรือผู้หญิงต้องยิ้มเสมอ?

Submitted on 09 August 2008 - 12:24:57.  Category: บันเทิง.  ป้าย: , , , , ,

ชญานุช เล็กตระกูลชัย  

 

mona lisa smile
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Mona_Lisa_Smile

 

ศิลปะคืออะไร อะไรที่ทำให้มันดีหรือแย่ แล้วใครเป็นคนกำหนด

ศิลปะไม่ใช่ศิลปะ จนกว่าจะมีคนบอกว่าใช่ มันมีมาตรฐาน เทคนิค องค์ประกอบ สี และหัวข้อ

(บางส่วนของบทสนทนาระหว่างตัวละคร แคเธอรีน วัตสัน (จูเลีย โรเบิร์ตส์) อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และ เบ็ตตี้ วอร์เร็น (เคิร์สเตน ดันสต์) นักศึกษาสาวจากวิทยาลัยเวสลี่ย์คอลเลจ)

ปรัชญา ศิลปะ และกระบวนการทำให้ หญิงเป็น หญิง

ภาพยนตร์เรื่อง Mona Lisa smile นำเสนอภาพสะท้อนของสังคมตะวันตก (ทั้งยุโรป และอเมริกา) ในช่วงต้น คริสต์ศตวรรษที่ 20 (ช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชาวตะวันตกส่วนใหญ่ยังคงถูกครอบงำจากปรัชญาดั้งเดิม (สมัยกรีก มาถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ จนกระทั่งยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์) ในเรื่องของ ความดี’ ‘ ความงาม’ ‘ความสมบูรณ์รวมไปถึงเรื่องของ ศิลปะตลอดจนวิถีชีวิตประจำวัน

ผู้คนส่วนใหญ่ถูกทำให้เชื่อมั่นว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตที่ดี (เช่นเดียวกับศิลปะ) ที่ถูกต้องนั้นมีเพียงมาตรฐานเดียว และเป็น มาตรฐานสากล แบบเดียวกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

เช่นเดียวกันกับนักศึกษาสาวจากวิทยาลัยเวสลี่ย์คอลเลจ (ตัวแทนของกลุ่มอนุรักษ์นิยม) ที่กระบวนการของการเรียนการสอนในชั้นเรียนช่วยตอกย้ำให้พวกเธอเชื่อมั่นว่ามาตรฐานที่สังคมวางไว้ให้ คือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของ หญิงสาวผู้สมบูรณ์แบบ

Crows Episode Zero : เรียกเขาว่า "อีกา" จะเอายังไง! ในวันที่สังคมไทยไปไม่ไกลกว่า "ลูกกระแป๋ง"

Submitted on 02 August 2008 - 01:23:08.  Category: บันเทิง.  ป้าย: , ,

 

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

Crows Episode Zero

ภาพจาก http://www.japclub.com/dvd_box/j-bics/2008_may/Crows-Zero.htm


 

 

ผมเป็นผู้หนึ่งที่รู้สึกอิดหนาระอาใจกับสถานการณ์บ้านเมืองของเรา (หรือเปล่า?) ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะผมไม่เคยคาดคิดว่า ภาพการไล่กระทืบกันอย่างเมามันด้วยความมุ่งหวังที่จะพิชิตฝ่ายตรงข้าม (ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน) จะเกิดขึ้นในสังคมที่เที่ยวประกาศกับใครต่อใครว่าเป็นสังคมที่ยึดมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนาอย่างเข้มข้น

ฉากชีวิตจริงนั้นดุเด็ดเผ็ดมันกว่าหนังบู๊ที่ดูผ่านหน้าจอหลายเท่านัก และดูจะสยดสยองกว่าคลิปวีดีโอเด็กนักเรียนตบกันเป็นไหนๆ  ส่วน ความรุนแรงแบบเด็กช่างกลหรือจะเทียบเท่าลีลาการวาดแม่ไม้มวยไทยสไตล์ที่มีผู้หลักผู้ใหญ่เป็นผู้นำทัพ

โอ้พระเจ้า! ประชาธิปไตยอยู่ในกำมือของพวกเราแล้ว

Hellboy : ระวังนรกจะยิงกระบาล! สารจากซาตานถึงพระเจ้า

Submitted on 26 July 2008 - 08:45:59.  Category: (ยังไม่ได้กำหนด).  ป้าย:

 

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

 

 

"to prove the Faustian dream to be a nightmare"

 

ผมมีโอกาสประสบพบกับประโยคภาษาอังกฤษข้างต้นเป็นครั้งแรกในหนังสือ ‘POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ' ของ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร และตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่เคยคิดว่าผมจะต้องนึกถึงมันอีกเลยไม่ว่าจะในกรณีใดๆ

 

แต่แล้ววันดีคืนดี ในขณะที่ผมกำลังนั่งเพลิดเพลินเจริญอารมณ์อยู่กับภาพยนตร์เรื่อง Hellboy 2 : The Golden Army หลายๆ ฉาก หลายๆ ตอนในภาพยนตร์กลับทำให้มันสมองของผมเกิดระลึกถึงคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘the Faustian dream' ของอาจารย์ไชยันต์ (ไชยพร) ขึ้นมาอย่างกระทันหัน

 

แม้ว่าผมจะไม่เคยอ่านบทประพันธ์เรื่อง ‘Faust' ของเกอเธ่ (JohannWolfgang von Goethe) กวีเอกชาวเยอรมัน (ค.ศ.1749-1832) แต่หนังสือของอาจารย์ไชยันต์ก็ได้ช่วยอธิบายเรื่องย่อของบทประพันธ์ดังกล่าวซึ่งจะกลายเป็นที่มาของ ‘the Faustian dream' เอาไว้ว่า

 

"เป็นเรื่องเกี่ยวกับชะตากรรมของบัณฑิตผู้ใฝ่รู้นามว่า เฟาสต์' และด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะพบแก่นแท้ความหมายของชีวิต เขาได้เรียกปีศาจมาเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว ปีศาจเสนอตัวว่าจะรับใช้เขาตราบเท่าที่เขามีชีวิตอยู่ และจะเอาวิญญาณของเฟาสต์ก็ตอนที่เขาได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของความสุข" (ไชยันต์ ไชยพร.POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ. กทม. : หจก.ภาพพิมพ์, 2550 พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 96 )

 

และแม้ว่าผมจะไม่เคยอ่านบทความของ  Seyla Benhabib นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของประโยค ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare' แต่อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร ก็ช่วยอธิบายไว้ในหนังสือเรื่องเดิมอีกว่า

 

"การพูดถึง ‘the Faustian dream' นั้นเกี่ยวพันกับยุคสมัยใหม่ตรงที่ว่า ในการวิวาทะระหว่างภูมิปัญญาโบราณและภูมิปัญญาสมัยใหม่ในยุโรปช่วงศตวรรษที่สิบเจ็ดนั้น พวกที่นิยมความรู้สมัยใหม่อันได้แก่ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นต้น มีความศรัทธาเชื่อมั่นว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่นั้นจะนำมนุษยชาติไปสู่ชีวิตที่สะดวกสบายมีความสุขและก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ ท่ามกลางคลื่นศรัทธาว่า มนุษยชาติจะก้าวหน้าไปสู่ความสมบูรณ์แบบ' นั้น ก็มีนักเขียนหลายคนได้สะท้อนจินตนาการความเชื่อของเขาออกมาเป็นนิยายหรือนิยายวิทยาศาสตร์ พวกนิยมภูมิปัญญาสมัยใหม่เชื่อว่า การละทิ้งความรู้โบราณ ซึ่งอาจรวมถึงศรัทธาความเชื่อในศาสนาและพระผู้เป็นเจ้า ย่อมคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพราะการหันไปยึดมั่นในความรู้ใหม่จะสร้างโลกที่เหมือนกับสวรรค์ได้ด้วยน้ำมือความสามารถของมนุษย์เอง โดยไม่ต้องรอตายแล้วถึงจะได้ขึ้นสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า...

 

" การละทิ้งของโบราณเพื่อของใหม่นั้น ก็ได้ให้รางวัลแก่ผู้ที่กล้าทิ้งของโบราณที่ดำรงอยู่มานานอย่างสาสม เพราะความเป็นสมัยใหม่นั้นได้นำความสะดวกสบายต่างๆ มาให้มนุษย์อย่างที่คนโบราณยากที่จะจิตนาการได้...

 

"แต่การเลิกเชื่อพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่ต่างกับการที่คนเรากลายเป็นสัตว์ไร้วิญญาณ หรือไม่ก็ถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงสู่ การเลิกเชื่อพระผู้เป็นเจ้าเพื่อหวังความสุขสบายทางกายและความบันเทิงทางโลกีย์ต่างๆ นั้น ก็ไม่ต่างกับที่ Faust ทำสัญญากับปีศาจ ไม่ต่างกับการขายวิญญาณเพื่อแลกกับการตอบสนองกิเลสตัณหา...

 

"เมื่อเวลาผ่านไป ความก้าวหน้า ความสะดวกสบายต่างๆ ในยุคสมัยใหม่ก็เริ่มถูกเงาร้ายคืบคลานเข้ามาแทนที่ เพราะยังมิทันที่สังคมสมัยใหม่จะเข้าสู่ยุคสมบูรณ์พูนสุขกันถ้วนหน้าทั่วโลกอย่างที่จินตนาไว้...ทุกอย่างมันเริ่มจะเลวลงมากกว่าในสายตาของ คนสมัยใหม่' บางพวกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความวิบัติ ความอดอยากที่ไม่น่าจะมีในโลกที่มีวิทยาการอันแสนจะก้าวหน้า ที่สามารถผลิตอะไรต่างๆ ได้ครั้งละมหาศาล...สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แหล่งเสื่อมโทรม ฆาตกรโรคจิต คนวิปริตทางเพศ ช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย ก็เริ่มจะกลายเป็นฝันร้าย ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare'

(ไชยันต์ ไชยพร.POST MODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ. กทม. : หจก.ภาพพิมพ์, 2550 พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 92-93)

 

 

โดยสรุปแล้ว (ตามความเข้าใจของผู้เขียนเอง) ‘the Faustian drem' จึงเป็นคำที่ใช้อธิบายสภาพจิตใจของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่' ที่รู้สึกกังวัลว่าการละทิ้งความเชื่อแบบโบราณ (ความเชื่อในพระเจ้า) แล้วหันหน้ามาพึ่งพา วิทยาศาสตร์' และ เทคโนโลยี' กำลังจะนำพวกเขาไปสู่ข้อผูกมัดที่เลวร้ายดุจเดียวกับการทำสัญญากับปีศาจ

 

เกริ่นมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านหลายท่านคงจะตัดสินใจเลิกอ่านไปแล้ว หรือหากยังมีบางท่านที่อ่านอยู่ก็คงจะเกิดข้อสงสัยว่า แล้วไอ้ที่ผมพยายามอ้างอิงงานวิชาการมาตั้งนานนี่มันเกี่ยวอะไรกับ Hellboy  ภาค 2 วะ,ครับ,คะ? ซึ่งผมก็ไม่รู้จะตอบคำถามนี้ได้หรือเปล่า แต่ก็อยากให้ลองอ่านกันต่อไป

 

Hellboy 2 : The Golden Army : ‘พระเจ้าตายแล้ว' จริงๆ

 

(ก่อนอื่นผมคงต้องขอบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Hellboy ภาคแรก แต่เข้าใจไปเองว่ามันคงจะไม่ได้ต่อเนื่องกันสักเท่าไหร่ เพราะผู้กำกับเดล โตโรก็บอกเองว่าหนังจะไม่มีการอ้างอิงหรือย้อนอะไรไปถึงภาคแรกมากนัก')

 

ภาพยนตร์เรื่อง Hellboy ภาค 2 เริ่มต้น ด้วยตำนานแต่ครั้งโบราณที่อาณาจักรเอลฟ์ (สวรรค์) โลกใต้พิภพ และโลกมนุษย์ยังไม่ถูกแยกออกจากกัน จนอยู่มาวันหนึ่งราชาแห่งโลกมนุษย์นั้นต้องการที่จะยึดครองดินแดนทั้งสาม (ความพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะธรรมชาติ และปฏิเสธความเชื่อในพระเจ้า) พระองค์จึงเดินหน้าทำสงครามทั้งกับเหล่ามนุษย์ เทวดา และปีศาจใต้พิภพ

 

ยิ่งนับวันกองทัพของมนุษย์ก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ราชาแห่งเอลฟ์ (ราชาแห่งเทวดาตัวแทนแห่งพระเจ้า) ต้องตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโดยได้รับความช่วยเหลือจากนักรบทองคำที่สร้างขึ้นโดย ช่างตีเหล็กมากฝีมือ

 

ซึ่งนอกจากช่างตีเหล็กจะสร้างเหล่านักรบทองคำจำนวนมหาศาลขึ้นมาแล้ว เขายังได้สร้าง มงกุฏทองคำ' มอบให้แด่ราชาแห่งเอลฟ์เพื่อใช้ในการควบคุม นักรบทองคำ' และด้วยความแข็งแกร่งของกองทัพจักรกลทองคำ ทำให้มนุษย์จำนวนมากต้องพ่ายแพ้และล้มตายไปในสงครามระหว่างมนุษย์และเทวดา

 

จากความสูญเสียอย่างมหาศาล  ราชาแห่งเอลฟ์ (พระเจ้า) จึงตัดสินใจที่จะทำสนธิสัญญาเพื่อยุติสงคราม และตัดสินใจที่จะแยกมงกุฎทองคำออกเป็น 3 ส่วน เพื่อป้องกันมิให้มีผู้ใดสามารถนำ กองทัพทองคำ' ไปประหัตประหารชีวิตผู้คนได้อีก

 

แต่สำหรับเจ้าชายเนาด้า บุตรของราชาแห่งเอลฟ์ กลับรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะทำสนธิสัญญาสงบศึกกับพวกมนุษย์ เพราะนับวันพวกมนุษย์ก็ยิ่งพยายามจะรุกรานธรรมชาติ โดยไม่เห็นหัวเหล่าเทวดา (การปฏิเสธพระเจ้า) เจ้าชายเนาด้าจึงตัดสินใจที่จะเนรเทศตนเองออกจากอาณาจักรเอลฟ์ โดยมุ่งหวังว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมาแย่งชิง มงกุฎทองคำ' และนำ กองทัพทองคำ' ออกทำสงครามปราบปรามเหล่ามนุษย์ซึ่งหยิ่งผยองในอำนาจของตนเอง  

 

แต่ภารกิจในการแย่งชิงและรวบรวมชิ้นส่วนของ มงกุฎทองคำ' ของ เจ้าชายเนาด้า' กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหน่วยเฝ้าระวังเรื่องเหนือธรรมชาติของสหรัฐ (BPRD-Bureau for Paranormal Reserch and Defense) ที่นำทีมโดย เฮลล์บอย บุตรของเจ้าแห่งนรกซึ่งเต็มไปด้วยพละกำลัง, ลิช เชอร์แมน สาวพลังไฟ เพื่อนร่วมงานและภรรยาของเฮลล์บอย, เอ๊บ เบรเมน หรือเอ๊ป ซาเปียน มนุษย์ ปลาที่สามารถอ่านจิตได้ และสมาชิกใหม่อย่างโยฮาน ครอส (ดวงจิตที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถทางวิชาการ) ต่างรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่กำลังจะเกิดขึ้นกับมนุษย์

 

พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะใช้ความรู้ความสามารถ (องค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ของโยฮาน ครอส พละกำลังมหาศาล (กองกำลังทหาร)ของ เฮลล์บอย บุตรของเจ้านรก และเทคโนโลยีทางอาวุธอันทรงอานุภาพ) ในการบุกตะลุยดินแดนใต้พิภพ ที่ถูกกั้นกลางด้วยประตูกลไก (สัญลักษณ์หรือตัวแทนความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถไขความลับของธรรมชาติด้วยองค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์) เพื่อลงไปสืบหาปรากฏการณ์ที่อาจจะเป็นภัยต่อมนุษย์

 

แม้ว่าเจ้าชายเนาด้า (ตัวแทนของพระเจ้า) จะพยายามขัดขวางหน่วย BPRD ด้วยการส่งสัตว์ร้ายเข้าต่อสู้ แต่ก็ไม่คะนามือ บุตรแห่งเจ้านรกอย่างเฮลล์บอย หรือแม้แต่ รุกขเทวดา' (ตัวแทนของภัยธรรมชาติ) ก็ถูก เฮลล์บอย' ระเบิดกระบาลดับสนิทด้วยอาวุธปืนขนาดใหญ่ (สัญลักษณ์แห่งความสามารถของมนุษย์ในการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะธรรมชาติ)

 

และถึงแม้ว่าเจ้าชายเนาด้า (ตัวแทนของพระเจ้า) จะสามารถรวบรวม มงกุฎทองคำ' เพื่อบัญชาการกองทัพจักรกลทองคำ' ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายเจ้าชาย (พระเจ้า) ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรแห่งเจ้านรกอย่าง เฮลล์บอย (ตัวแทนของกองทัพและเทคโนโลยี) อยู่ดี

 

และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ทำให้เรารับรู้ว่า จากความร่วมมือระหว่างมนุษย์ และบุตรของปีศาจ (เทคโนโลยี) ในสังคมสมัยใหม่นั้น ทำให้ พระเจ้าตายแล้ว' จริงๆ  

 

 ‘to prove the Faustian dream to be a nightmare' หรือ ความฝันแบบ ‘Faust' กำลังจะกลายเป็นฝันร้ายแม้แต่ในโลกของฮอลีวู้ด

 

 

 

 

The Darjeeling Limited: อดีต ปัจจุบัน อนาคต เราจะขึ้นรถไฟ ไปด้วยกัน

Submitted on 19 July 2008 - 00:38:04.  Category: บันเทิง.  ป้าย: , ,

นพพร ชูเกียรติศิริชัย

 

การที่ใครจะเป็น ‘modern’ (ทันสมัย) เขาคนนั้นก็จะต้องคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และพร้อมทุกเมื่อที่จะละทิ้งและตัดขาดจากของเก่าที่ดำรงอยู่ (tradition) และที่สำคัญ คือ พร้อมทุกเมื่อที่จะละทิ้งและตัดขาดจากตัวตนของตัวเองที่ดำรงอยู่ ถ้าตัวตนเป็น modern ก็ต้องพร้อมที่จะละทิ้งความเป็น modern ด้วยเหตุผลของความเป็น modern เอง

 ในการจะเป็น modern มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็น postmodern หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าใครจะเป็น modern เขา หรือเธอคนนั้นก็จะต้องเป็น postmodern มิฉะนั้นแล้ว เขาก็ไม่สามารถเป็น modern ได้ (Jean-Francois Lyotard อ้างถึงใน ไชยันต์ ไชยพร.POSTMODERN : ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ.กทม.: หจก.ภาพพิมพ์, 2550 หน้า 41)

 หากรถไฟ คือ ตัวแทนของความทันสมัย (modern) ที่จะนำพาผู้คนจากอดีตไปสู่อนาคต การที่คนกลุ่มหนึ่งมัววิ่งตามขบวนรถไฟ ก็อาจจะทำให้พวกเขาไม่สามารถไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่ขณะเดียวกันการที่จะมัวหมกหมุ่นอยู่บนรถไฟ (modern) ก็ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าคนกลุ่มนั้นจะสามารถหาคำตอบให้กับชีวิตของพวกเขาเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางค้นหาจิตวิญญาณโดยสามพี่น้องตระกูลวิตแมน ในภาพยนตร์ The Darjeeling Limited

 The Darjeeling Limited เป็นเรื่องราวของสามพี่น้องแห่งตระกูลวิตแมน ซึ่งปรารถนาที่จะใช้โปรแกรมการเดินทางไปยังอินเดีย เพื่อผสานรอยร้าวแห่งความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง

« ก่อนหน้า

 

cinemania

cinemania

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ