blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

สารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์ (จบ)

Submitted on 12 February 2008 - 02:38:54.  Category: คนชายขอบ.  Tags:

“พี่น้องครับ พี่ชายคนนี้ยังคงทำหน้าที่ต่อ ณ ตรงนี้ครับ ขอมอบเวทีต่อให้พี่ครับ” ผมพูดจบผมกลับไปที่นั่งของผมเพื่อเป็นคนดูต่อ

แม่น้ำสายนี้ยังคงไหลไปตามกาลเวลา
ฯ....................................................
ฉันผ่านมา  ผ่านมาทางนี้ ผ่านมาดูสายน้ำ...
..........ได้รู้ได้ยิน..............ฯ

บทเพลงแรกผ่านไปต่อด้วย

สาละวิน สายน้ำตา
เสียงปืนดังที่กิ่วดอย
ลูกชายไปสงคราม
เด็กน้อยผวาตื่น(ทุกคืนๆ)

สารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์ (4)

Submitted on 05 February 2008 - 11:32:57.  Category: คนชายขอบ.  Tags:

“ผมมีเพื่อนปกาเกอะญอมาด้วยคนหนึ่ง” ผมบอกกับคนดู
ผมได้ไปพบ และได้ไปฟัง เพลงที่เขาร้อง ณ ริมฝั่งสาละวิน ทำให้ผมเกิดความประทับใจในท่วงทำนองและความหมายของบทเพลงรวมทั้งตัวเขาด้วย

ผมทราบมาว่าตอนนี้เขาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่  ผมจึงไม่พลาดโอกาสทีจะชักชวนเขามาร่วม บอกเล่าเรื่องราวของชนเผ่า ผ่านบทเพลงที่ผมประทับใจ ซึ่งแรก ๆ นั้น เขาแบ่งรับ แบ่งสู้  ที่จะตอบรับการชักชวนชองผม แต่ผมก็ชักแม่น้ำทั้งห้า จนเขาหมดหนทางปฏิเสธ

“ผมไม่คุ้นเคยกับการร้องเพลงต่อหน้าคนมาก ๆ นะ” เขาออกตัวกับผมก่อนวันงาน แต่เมื่อถึงวันงานเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง เขาเดินออกมาแบบเกร็งๆ และประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เขาจะยืนตรงก็ไม่ใช่ จะยืนเท้าเอวก็ไม่เชิง

“ตอนขึ้นต้นช่วยร้องนำให้หน่อยนะ ผมไม่มั่นใจ ผมกลัวขึ้นไม่ถูก” เขากระซิบข้างผมก่อนจะร้องเพลง ผมพยักหน้าตอบและยิ้ม ๆ เพื่อให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้น ผมบีบแขนเขา เพื่อให้เขาหายเกร็ง เขาหันกลับมายิ้มแบบเกร็ง ๆ อยู่เหมือนเดิม  

เมื่อผมเริ่มบรรเลงเตหน่า เขาเริ่มทำหน้าเครียดทันที เขาพยายามฟังเตหน่าของผม และพยายามดูหน้าของผม เผื่อผมจะส่งสัญญาณให้ขึ้นต้นร้องเพลง  และแล้วเขาก็เริ่มต้นร้องพลาดจนได้ แต่ผมส่งสัญญาณให้เขาเดินหน้าร้องต่อไป  เขาไม่ลังเลอีกแล้ว เขาเปล่งเสียงร้องต่อแบบสั่น ๆ นิดหน่อย

สารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์ (3)

Submitted on 22 January 2008 - 00:05:42.  Category: คนชายขอบ.  Tags:

ณ ห้องเล็กๆ แถวสี่แยกกลางเวียง เมืองเชียงใหม่ เก้าอี้ถูกเรียงเป็นแถวหน้ากระดานประมาณร้อยกว่าตัว  ข้างหน้าถูกปล่อยว่างเล็กน้อยสำหรับเป็นพื้นที่ตั้งเครื่องเล่นดีวีดีและโปรเจคเตอร์เพื่อฉายสารคดี

ใกล้เวลานัดหมายผู้คนเริ่มทยอยกันเข้ามาทีละคน ทีละคู่ ทีละกลุ่ม

“เค้าไม่อยากให้เราพูดถึงเรื่องการเมือง แต่เราอาจพูดได้นิดหน่อย” เจ้าหน้าที่ FBR กระซิบมาบอกผมเกี่ยวกับความกังวลของเจ้าของสถานที่ ผมยิ้มแทนการสนทนาตอบ เพียงแต่คิดในใจว่า หากการเมืองคือความทุกข์ยากของประชาชน ของชาวบ้านคนรากหญ้าก็ต้องพูดให้สาธารณะได้รับรู้ เพื่อจะหาช่องทางในการช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชน ชาวบ้านรากหญ้าด้วยกันในแนวทางที่อาจไม่ใช่การเมืองโดยตรง

เมื่อเก้าอี้ที่เตรียมไว้ในห้องเริ่มถูกจับจองหมด จึงเริ่มกิจกรรมโดยการฉายสารคดี “สันติอธิษฐาน เพื่อบรรเทาทุกข์ในเขตการสู้รบในประเทศพม่า”

ผ่านไปกว่าสี่สิบนาที หนังสารคดีได้จบลงท่ามกลางความเงียบที่หดหู่ต่อสิ่งที่พึ่งได้เห็นผ่านสารคดี ท่ามกลางความเงียบชายคนหนึ่งได้ลุกขึ้นยืน

“ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาดูสารคดีครั้งนี้ ต่อจากนี้ผมขอมอบเวลาให้เพื่อนนักดนตรีปกาเกอะญอ แล้วแต่ว่าเขาจะมาทำอะไร ขอเชิญครับ” เขาเล่นโยนมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเลย หลังเขาพูดจบเขาไปเลื่อนเครื่องเล่นดีวีดีและโปรเจคเตอร์ไปแอบไว้ที่มุม เป็นการส่งสัญญาณให้ผมรู้ว่าพื้นที่ว่างนั้นถูกเปลี่ยนสถานภาพเป็นเวทีดนตรีแล้ว

ผมขยับตัวออกมาจากกลุ่มผู้ชมแล้วลุกขึ้นเดินไปยังพื้นที่ว่างข้างหน้า

“ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง หลงทางมาจากทางใต้ของประเทศไทย พลัดหลงมาพบกับคนปกาเกอะญอบนภูหลายๆ เขา วันนี้ผมอยากให้เขามาเรื่องราวต่างๆ ที่เขาพบเจอระหว่างทางให้พวกเราฟัง ขอเชิญพบกับเมล็ดพันธุ์ป่าแห่งแผ่นดินครับ”  ผมพูดจบพร้อมกับส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เขาขึ้นมาทำหน้าที่ ณ พื้นที่ว่างแห่งนี้

เขาเดินเก้งก้างออกมา มือถือกีตาร์โปร่งที่ยืมมาจากคนอื่นอีกที เขาหยุดอยู่ตรงที่ว่างข้างหน้า มือสองข้างกอดกีตาร์แล้วมองมาที่คนดู

“สิ่งที่เราดูผ่านไปเมื่อสักครู่ ทุกท่านคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติมั๊ยครับ? มันเป็นเรื่องปกติที่ควรจะเกิดมั๊ยครับ?
หลังจากดูสารคดีเสร็จแล้วอยากให้ทุกท่านสำรวจดูหัวใจตนเองว่า หัวใจเรายังปกติดีอยู่หรือเปล่า? หากหัวใจเรายังปกติเราจะช่วยผู้ทุกข์เหล่านั้นได้อย่างไร?”


เขาพูดจบเขาเริ่มเล่นกีตาร์และเริ่มร้องบทเพลง “หลงทาง”

สารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์ (2)

Submitted on 18 December 2007 - 00:29:32.  Category: คนชายขอบ.  Tags:

หลังจากดูสารคดีด้วยกันจบ
“ผมอยากฉายสารคดีชุดนี้สู่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้าใจแก่คนทั่วไปในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมอยากให้คุณมาร่วมเล่นดนตรีด้วย คุณ โอ เค มั้ย” เขาถามผม

ผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพราะผมไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร  ผมรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ต้องทำ  ผมบอกกับตัวเองว่า เพียงแค่เห็นใจและเข้าใจอาจไม่เพียงพอ   หากสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสื่อสารเรื่องราวของผู้ทุกข์ยาก โดยเฉพาะคนชนเผ่าเดียวกันได้  มันก็ควรทำไม่ใช่หรือ

หลังจากผมตอบตกลงเขา เราทั้งสองได้พูดคุยประสานงานกันเกี่ยวกับงานอยู่เรื่อย ๆ จนเวลาลงตัวในวันที่ 21 ธันวาคม ศกนี้ ณ สมาคม AUA เชียงใหม่ ในหัวข้อ “ดนตรีและหนังสารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์”  

ผมอยากเชิญชวนประชาชน  ผู้รักประชาชนด้วยกัน  ประชาชน ผู้เข้าใจประชาชนด้วยกัน ประชาชน ผู้ทนทุกข์ภัยใต้อำนาจของชนชั้นปกครองด้วยกัน เผื่อเกิดแรงกระตุ้นที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อประชาชนด้วยกัน

ผมขออนุญาตนำเสนอรายละเอียดของงาน ทั้งเวลาและสถานที่ตามโปสเตอร์ข้างล่างนี้

แล้วเจอกันในงานนะครับ มาดูสารคดีและ ฟังดนตรีเพื่องานบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนร่วมกัน

ภาพประกอบ ดนตรีและหนังสารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์

ต่าบลื๊อ ครับ

สารคดีเพื่องานบรรเทาทุกข์ (1)

Submitted on 10 December 2007 - 00:59:55.  Category: คนชายขอบ.  Tags:

ต่า หมื่อ แฮ ธ่อ เลอ โข่ โกละ         ตา ข่า แฮ ธ่อ เลอ โข่ โกละ
อะ เคอ กิ ดิ เค่อ มี โบ            มา ซี ปกา ซู โข่ อะ เจอ

ผีร้ายโผล่มาทางริมฝั่งสาละวิน        แมงร้ายโผล่มาทางลำน้สาละวิน
เสื้อผ้าลายเหมือนดั่งต้นบุก        มาเข่นฆ่าทำลายล้างชีวิตคน

(ธา บทกวีคนปกาเกอะญอ)

“คุณเคยติดตามสถานการณ์ทางรัฐกะเหรี่ยงประเทศพม่าบ้างไหม” เสียงผู้ชายโทรศัพท์มาถามผมด้วยภาษาไทยสำเนียงฝรั่ง
“ผมทำงานในองค์กรชื่อFree Burma Rangers ครับ” เขาแนะนำตัว

จากนั้นผมกับเขาก็ได้สนทนากันในเรื่องสถานการณ์การสู้รบในประเทศพม่า  โดยเฉพาะในรัฐกะเหรี่ยง คนชนเผ่าเดียวกับผม เขาบอกผมว่าเขาได้เข้าไปทำงานในเขตการสู้รบโดยการไปช่วยเหลือทางการแพทย์ต่อชาวบ้านผู้ทนทุกข์จากการกวาดล้างของรัฐบาลทหาร

เขาเล่าถึงสถานการณ์ชาวบ้านที่ต้องอพยพหนีการสู้รบ จนต้องมาอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากสงครามในฝั่งไทยตลอดแนวเขตตะเข็บชายแดนไทย-พม่า

ปัจจุบันทางการไทยไม่อนุญาตให้ผู้อพยพรายใหม่เข้ามาอาศัยเพิ่มอยู่ในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากสงครามได้อีกแล้ว  ในขณะที่การสู้รบ การใช้กำลังเข่นฆ่าชาวบ้านและบังคับไปเป็นลูกหาบยังคงมีอยู่และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นด้วยซ้ำ  

ผู้นำชาวบ้านที่หนีภัยจากการสู้รบกลุ่มที่ไม่สามารถเข้ามาอยู่ในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากสงครามในฝั่งไทยได้ จึงได้มีการหาพื้นที่ริมฝั่งสาละวินในเขตฝั่งรัฐกะเหรี่ยงที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยให้ชาวบ้านมาอาศัยอยู่ชั่วคราว เพื่อให้ชาวบ้านสามารถหลบซ่อนความตายจากน้ำมือของรัฐบาลทหารได้อย่างน้อยได้ต่อชีวิตให้ยืนยาวออกไปได้ชั่วขณะหนึ่ง  แล้วค่อยมาคิดกันต่อว่าจะไปต่ออย่างไร

อิ๊ตุถ่า หรือสบห้วยอิ๊ตุ ริมฝั่งสาละวินทางตะวันตก  แม้ว่าในความรู้สึกของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปคือที่ปลอดภัยและอุ่นใจได้ว่าอยู่ไกลจากเงื้อมปืนของทหารพม่า  แต่สำหรับผู้นำชาวบ้านและผู้นำกองทัพกะเหรี่ยงรู้ดีว่ามีความเสี่ยงไม่น้อย

จากแม่สามแลบขึ้นไปโดยเรือประมาณ 1ชั่วโมงครึ่ง ถึง อิ๊ตุถ่า ตรงข้ามแม่สามแลบทางฝั่งพม่าคือฐานของทหารพม่าซึ่งมีทหารประจำการไม่ตำกว่า 100 นาย  เหนือแม่สามแลบขึ้นไปทางเหนือฐานของทหารพม่าอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปจากบ้านท่าตาฝั่งเล็กน้อยเดินทางโดยเรือประมาณ45 นาที ถึง อิ๊ตุถ่า และเหนืออิ๊ตุถ่าหากเดินด้วยเท้าประมาณ 2 ชั่วโมงก็มีฐานทหารพม่าตั้งอยู่ ณ อูดาถ่า แต่ละฐานมีขนาดและจำนวนทหารประจำการที่ใกล้เคียงกัน

แต่ ณ วันนี้ไม่มีเวลาและโอกาสจะหาที่ที่ดีกว่าและเหมาะสมกว่านี้ได้

“รัฐบาลทหารพม่า ไม่เพียงแต่ต้องการทำลายกองทัพของชนกลุ่มน้อยต่างๆเท่านั้น แต่ยังต้องการทำลายชุมชนของชนกลุ่มน้อยด้วย โดยการเข้ามาปล้น ฆ่าและเผาบ้านของชาวบ้านที่ไร้อาวุธ นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผู้คนต้องหนีออกมา” เขาพูดกับผม แล้วเขาก็เปิดสารคดีที่เขาไปถ่ายทำในพื้นที่การสู้รบ

มีทีมแพทย์อาสาปฏิบัติหน้าที่อยู่ท่ามกลางการหนีภัยสงคราม สภาพการอพยพหนีของชาวบ้าน  ผู้ที่บาดเจ็บและเจ็บป่วย รวมทั้งการให้สัมภาษณ์ของชาวบ้าน

“รัฐบาลทหารพม่า ไม่ต้องการเพียงแค่ครอบครองหรือมีอำนาจเหนือชนเผ่าต่างๆเท่านั้น แต่ต้องการทำลายล้างประชากรของชนเผ่าต่างๆให้หมดไปจากประเทศโยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าการเข่นฆ่า การขับไล่ออกจากพื้นที่ การกลืนทางวัฒนธรรมรวมทั้งการกลืนทางสายเลือดโดยการแต่งงานกับคนชนเผ่าต่างแล้วให้มาเป็นคนพม่า เพราะฉะนั้นหากเราหนีออกไป  ก็ยิ่งเป็นการยอมแพ้  เราอยู่เราก็ตาย แต่ผมแก่แล้วหนีก็ตายอยู่ก็ตายจะขออยู่ตรงนี้เป็นจนถึงที่สุด ไม่ไปไหนแล้ว” ผู้เฒ่าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในสารคดี

“สำหรับเราชาวบ้านหรือประชาชนไม่ใช่ศัตรู ชาวบ้านที่เป็นชาวพม่าก็ไม่ใช่ศัตรู ศัตรูที่แท้จริงคือรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ประชาชนพม่าเองก็ทนทุกข์ทรมานจากการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าเช่นกัน หากประเทศนี้มีการปกครองโดยระบบประชาธิปไตย รัฐบาลให้สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมแก่ประชาชนในการทำมาหากิน ก็คงไม่มีการลุกขึ้นมาต่อต้านรบราฆ่าฟันกันขนาดนี้” ทหารคนหนึ่งให้สัมภาษณ์

“อย่าว่าแต่ประชาชนพม่าด้วยกันเลย ขนาดพระสงฆ์ที่เขา (ทหารพม่า) กราบไหว้นับถือ ยังฆ่าและทำลายได้เลย” ผู้ทำสารคดีพูดกับผมพร้อมกับส่ายหัว

ไม่ว่าใครจะมีอำนาจปกครองประเทศไหน  ไม่ว่าใครจะปกครองประเทศแบบใด  เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อย แต่สำหรับเราประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือ ชะตากรรมของประชาชนผู้ไร้อำนาจจะเป็นอย่างไร เพียงแค่ความเห็นใจความเข้าใจ อาจเป็นกำลังใจที่มีค่าสำหรับประชาชนด้วยกัน  หรือคุณอาจทำได้มากกว่านั้น ???

ตาม นำ และไปด้วยกัน

Submitted on 09 November 2007 - 04:51:20.  Category: คนชายขอบ.  Tags: Leader Supporter

เขานั่งอยู่แถวหน้า และเขาโบกไม้โบกมือขณะที่ผมกำลังบรรเลงเพลงอยู่บนเวที  ในมหกรรมคอนเสิร์ตเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งจัดโดยสำนักประชาสัมพันธ์ร่วมกับองค์กรยูเนสโก้  ในงานได้มีการเชิญศิลปินชนเผ่าหลักทั้ง 7 เผ่า ได้แก่ ม้ง อาข่า ลีซู ลาหู่ เมี่ยน ไทยใหญ่และกะเหรี่ยง รวมทั้งยังมีศิลปินล้านนา อาทิ ครูแอ๊ด  ภานุทัต  คำหล้า ธัญาภรณ์ น้อง ปฏิญญา และไม้เมือง

นอกจากนี้มีทายาทของสุนทรี  เวชชานนท์ ราชินีเพลงล้านนา คือน้องลานนา มาร่วมร้องเพลง ธีบีโกบีกับทอดด์ ทองดี ศิลปินจากรัฐเพนโซเวเนีย พิธีกรรายการคุณพระช่วยในงานนี้ด้วยเช่นกัน

ในการเล่นเพลงสุดท้ายของผม ผมได้เชิญคุณทอดด์ มาช่วยตีโกละหรือฆ้องกบเพื่อบรรเลงร่วมกับเตหน่ากู   

“ชิครับ! ผมขอคุกเข่าตีนะ เพราะผมยืนตีแล้วไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่” คุณทอดด์ บอกกับผมก่อนขึ้นเวที ผมตอบตกลงตามนั้น ซึ่งทอดด์ ทองดี ก็ทำหน้าที่บนเวทีได้อย่างที่ควรเป็น

เขาคนนั้นจ้องมองผมเล่นกับคุณทอดด์อย่างไม่กะพริบตา

หลังจากจบงานคืนนั้น เขาได้เงียบหายไป เขาไม่เข้ามาหาผมหลังเวทีอย่างเคย  แต่หลังจากนั้นสองวันเสียงโทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น

“โอะ มึ โช เปอ” เขาทักทายผมเป็นภาษาปกาเกอะญอซึ่งเป็นภาษาของเราทั้งสอง จากนั้นเขาก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่เขาประทับใจและไม่ประทับใจในการจัดงานที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของตัวศิลปินแต่ละคนและฝ่ายจัดการจัดงานด้วย

“เรามีอะไรที่สงสัยบางอย่างที่อยากถาม” เขาบอกกับผม ซึ่งผมก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่เขาอยากถามได้
“อยากรู้ว่า โกละนั้นเป็นของชนเผ่าปกาเกอะญอ แล้วชิคิดอย่างไรถึงให้ฝรั่งเป็นคนช่วยตีให้ ทำไมไม่ให้คนปกาเกอะญอตี” มันเป็นคำถามที่ทำให้ผมต้องใช้เวลาในการตอบยาวหน่อย แต่เขาก็พร้อมที่จะเสียเวลาฟังผมอธิบาย

ที่ผ่านมาเราตามเขามาโดยตลอด เราต้องพูดภาษาตามเขา เราต้องแต่งตัวตามเขา เราต้องกินอาหารตามเขา เราต้องเล่นเครื่องดนตรีตามเขา ซึ่งมันผิดไหม มันก็ไม่ผิด เพียงแต่เราต้องตามความคิดคนอื่น ตามการกระทำของเขาตลอด ซึ่งบางครั้งก็ไม่จำเป็น และเรามักถูกครอบงำจากคนที่เราตามนั้นเสมอ

แต่สิ่งที่ผมทำ ผมอยากให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องตามเขาเสมอไป เราก็มีดีพอที่จะให้คนอื่นตามเราได้เช่นกัน  โดยเฉพาะฝรั่งจากตะวันตกซึ่งเราพยายามตามและเลียนแบบเขามาโดยตลอด ซึ่งงานนี้ผมอยากให้ฝรั่งตามผมบ้าง มาเล่นเครื่องดนตรีของผม ของชนเผ่าผมบ้าง

โดยวิธีการเล่นทั้งหมดผมเป็นกำหนดว่าควรเล่นแบบไหน  มันถูกไหม  มันอาจไม่ถูก  แต่มันมีศักดิ์ศรีกว่า  สิ่งเหล่านี้มันเป็นของเราเอง เราเล่น เราร้อง เราเป็นโดยไม่เขิน ไม่อายใคร เล่นผิดก็ไม่มีใครรู้ ฮ่า ฮ่า!!

ซึ่งบางทีคนทางตะวันตกเขาเคารพและศรัทธาในสิ่งที่เราเป็น  แต่บางครั้งเราเองกลับไม่มั่นใจในองค์ความรู้ภูมิปัญญาของบรรพชนเรา  บางทีคนตะวันตกก็เอามาจากคนอื่นเช่นกัน  ต้นกำเนิดของกีตาร์นั้นพัฒนามาจากเครื่องดนตรีจากประเทศอิรัก  ฝรั่งเอาไปประยุกต์อีกที  

องค์ความรู้ของเรานั้นหากเราหยิบใช้มันพัฒนาและต่อยอด มันจะเป็นการยกระดับองค์ความรู้ให้ขยับไปอีกในระดับที่ดีขึ้น

หลังจากเสร็จงาน คุณทอดด์ นัดผมไปทานข้าวผม ขณะที่กำลังทานข้าวนั้น เขาบอกว่า
“เฮ้!! ชิ แก๊ง ยูเนสโก ชอบโชว์ของเรานะ เขา(ยูเนสโก้)บอกว่า ไม่เคยเห็นการเล่นดนตรีที่มีศิลปินฝรั่งที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงบ้างเล่นดนตรีร่วมกับคนชนเผ่า  โดยที่ศิลปินฝรั่งคุกเข่าเล่นและคนชนเผ่ายืนเล่นอยู่เหนือกว่า  มันเหมือนคนฝรั่งเองคารวะในศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาของคนชนเผ่า  เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนชนเผ่า” คุณทอดด์ กล่าวอย่างตื่นเต้น
 
“แต่ผมบอกเขาไปว่า เปล่าหรอกครับ ผมยืนตีแล้วไม่ถนัด ก็เลยคุกเข่าตี” คุณทอดด์ พูดจบพร้อมกับอ้าปากหัวเราะจนเห็นฟันครบทุกซี่

แต่ประเด็นที่สำคัญคือทำอย่างไร เราถึงจะไปด้วยกันได้  โดยไม่รู้สึกว่าใครนำ ใครตาม หรือใครครอบงำใคร  ผมเชื่อว่าเราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือปิดตัวจากโลกภายนอกได้  เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  แต่ในการปฏิสัมพันธ์นั้นทำอย่างจึงจะมีความสมดุลระหว่างการรับของคนอื่นและการใช้ของตนเอง  โดยที่เราสามารถยังสามารถยืนอยู่บนรากทางวัฒนธรรมของตนเองได้

“เออ จริงหว่า!!” เขาพูดออกมาหลังจากที่ฟังผมพร่ำยาวเหยียด แต่ผมไม่ทราบว่าเขาคิดและเข้าใจอย่างไรบ้าง??
 “แล้ว ได้ชื่ออัลบั้มใหม่หรือยัง และเปิดอัลบั้มเมื่อไหร่” เขาถามผมต่อ ผมไม่แน่ใจว่าเขาถามเพื่อที่จะซื้อหรือว่าเพื่อที่จะขอฟรี
“ได้แล้ว ชื่ออัลบั้ม เตหน่าแลมิตร คาดว่าจะเปิดตัวที่เชียงใหม่ราวเดือนธันวาคมศกนี้ หากคืบหน้าอย่างไรเดี่ยวจะส่งข่าวอีกที”
“ ต่าบลื๊อ ต่าบล๊อ” เขาขอบคุณบอกลาแล้วเขาก็วางสายโทรศัพท์

เหตุแห่งน้ำตา(2)

Submitted on 22 October 2007 - 01:02:24.  Category: คนชายขอบ.  Tags: Life

เมื่อเข็มนาฬิกาเข็มที่สั้นที่สุด เลื่อนไปยังหมายเลขเก้า ทุกคนจึงขึ้นรถตู้ เคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ศิลปและวัฒนธรรมแสงอรุณ  เมื่อถึงมีทีมงานเตรียมข้าวกล่องไว้รอให้ทาน

พอทานข้าวเสร็จพี่อ้อย ชุมชนคนรักป่า ก็มาบอกผมว่า  งานจะเริ่มบ่ายโมง  พร้อมกับยื่นใบกำหนดการให้ผมดู  ผมตื่นเต้นนิดหน่อย

พอบ่ายโมง งานก็เริ่มขึ้น โดยการฉายสไลด์เกี่ยวกับป่าชุมชนที่หมู่บ้านสบลาน อำเภอสะเมิงเชียงใหม่   
"ถ้าถึงคิวแล้วจะมาเรียกนะ” ทีมงานบอกกับผม

ในระหว่างที่ผมรออยู่หน้างานนั้น ผมก็ได้เจอกับนักเขียน นักดนตรี นักกวี ที่ทยอยมา ได้มีโอกาสคุยกับคนที่ผมรู้จัก และกำลังรู้จัก และที่ไม่รู้จักด้วย  ส่วนมากจะไต่ถามเรื่องของเตหน่ากู วิธีเล่น วิธีจับต่าง ๆ   ผมก็แนะนำตามที่ผมรู้  นับว่าเตหน่ากูเป็นเครื่องดนตรี แปลกใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯและคนอื่นๆที่พบเห็น แต่ปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า  ที่เตหน่ากู กลายเป็นเครื่องดนตรีแปลกใหม่สำหรับลูกหลานปวาเก่อญอแท้ๆ  ทั้งที่เป็นต้นตำรับของเครื่องดนตรีชนิดนี้  มันเป็นไปได้อย่างเหลือเชื่อ

การรอคอยผ่านไปเรื่อย ๆ  ตอนนี้ผมเห็นอ้ายไพฑูรย์  พรหมวิจิตร เริ่มแต่งองค์ทรงเครื่องแล้ว ผมก็เลยไปหยิบกางเกงสะดอของผมมาใส่พร้อมกับเสื้อปวาเก่อญอ แล้วเอาผ้าโพกหัวคล้องคอตามฉบับของผม  ผมสังเกตเห็นศิลปินรับเชิญหลายท่าน เริ่มเรียกอารมณ์กันแล้ว ผมนึกในใจว่า “พวกนี้กินน้ำชา หรือว่ากินเหล้ากันแน่?? กินได้ไม่หยุดหย่อน ไม่เมา ยากที่ผมจะลอกเลียนแบบ”

สักครู่ผู้จัดก็มาเชิญพี่อัคนี  มูลเมฆ  อ้ายไพฑูรย์ กับอ้ายแสงดาว ศรัทธามั่น ขึ้นเวที พี่ภูเชียงดาว มาเรียกผมกับพี่นก โถ่เรบอ บอกว่า "เตียมตั่วเน้อ เฮาจะขึ้นเวทีต่อจากอ้ายแสงดาว”
“ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึ่งนะครับ” ผมบอกพี่ภู เชียงดาว
“โวยๆๆ หน้อยเน้อ” พี่ภู บอกผม ผมจึงรีบไปด้วยความเร่งรีบ

เมื่อเจอห้องน้ำผมรีบเข้าไปทันที จนผมทำธุระส่วนตัวเกือบเสร็จแล้วนั้น มีผู้หญิงกลุ่มใหญ่มาเข้าห้องน้ำ พร้อมทั้งคุยกันเสียงดัง โดยไม่เกรงใจคนอยู่ในห้องน้ำอย่างผม จนผมชักไม่แน่ใจว่า “นี่ เราเข้าห้องน้ำผู้หญิงหรือเปล่าวะ?”   ผมพยายามสำรวจห้องน้ำ เพื่อให้เห็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของห้องน้ำหญิงหรือชาย ผมมองไปที่ประตูห้องน้ำ มีป้ายเขียนว่า "ห้ามทิ้งผ้าอนามัยลงในโถส้วม"

ซวยละกู ! ผมต้องรอจนกว่าผู้หญิงกลุ่มนั้นออกจากห้องน้ำจนหมด แล้วค่อยย่องออกไป โดยก่อนออกไปพ้นปากประตูห้องน้ำ  ผมดูป้ายห้องน้ำอีกทีหนึ่งเพื่อความแน่ใจ  คราวนี้ผมแน่ใจแล้วว่าเข้าห้องน้ำผิดจริง ๆ  เพราะป้ายห้องน้ำเขียนคำสั้น ๆ เอาไว้ว่า "หญิง” ผมจึงรีบเผ่นทันทีเลย พอไปถึงหน้างาน พี่นกกับพี่ภูตามหาผมกันใหญ่เลย

พี่นกชวนเข้าไปรอด้านในงาน  เมื่อเข้าไปในงานก็เห็น อ้ายไพฑูรย์ กำลังอยู่บนเวที  พร้อมกับเสียงปะทัด  ต่อจากอ้ายไพฑูรย์ก็เป็นอ้ายแสงดาว กับบทกวี  “ห่อโข่เลอเหย่อโอะแผล่" ต่อด้วย "The World is My Country" ก็เริ่มขึ้น และสุดท้ายก็จบลงด้วย "เราจะอยู่ที่นี่เพราะ ห่อโข่เหม่เป่อต่าลอ"

พอพิธีกรประกาศให้พี่ภู เชียงดาวขึ้นไป พี่ภูก็ชวนพี่นก โถ่เรบอ พร้อมผมขึ้นไปด้วย โดยพี่ภู เป็นคนอ่านบทกวี พี่นก โถ่เรบอเป็นคนเป่าปี่เขาควาย ผมเป็นคนคลอเสียงเตหน่ากู ไปตามบทกวี
เมื่อขึ้นไปถึงบนเวที มีการทักทายผู้ชมนิดหน่อย ตามสไตล์ พี่ภู ผมเริ่มคลอเสียงเตหน่ากู เสียงปี่เขาควายของพี่นก โถ่เรบอก็ดังขึ้น พร้อมกับบทกวีของพี่ภู  เชียงดาวเริ่มขับขาน

ช่วงขณะจิตนั้น ทำให้ผมย้อนกลับมานึกทบทวนวัตถุประสงค์ของการมากรุงเทพฯ อีกครั้ง  คำบอกเล่า ของผู้เฒ่าได้แล่นเข้ามาในสมองของผม ทำให้คิดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับฟังบทกวีของพี่ภูไป เมื่อบทกวีจบลง เสียงปี่เขาควาย และเตหน่ากู ก็สงบลงเช่นกัน

พี่นก โถ่เรบอและพี่ภูลงเวทีไป  พี่นก โถ่เรบอหันมาบอกผมว่า  "มา เก แน เต่อ กา อ่อ"   พร้อมส่งยิ้มมา ซึ่งแปลว่า คุณต้องลุยเดี่ยวแล้วนะ

ผมจับไมค์ขึ้นมา คำบอกเล่าของผู้เฒ่ายังไม่ได้แล่นออกจากสมองของผม ทำให้ผมเห็นภาพของพี่น้องชนเผ่า ผู้หญิงแก่ เด็กๆ ผู้เฒ่า คนหนุ่ม คนสาว ที่รอฟังข่าว อยู่ที่บ้านป่าบ้านดอย พร้อมลุ้นทุกเวลาว่า หน่วยงานรัฐจะมีมติออกมายังไงเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ป่าชุมชน

นั่นหมายถึงการชี้อนาคตของพวกเขารวมถึงผม ว่าจะอยู่หรือจะไป หรือหากอยู่ก็มีสิทธิ์แค่อยู่โดยไม่มีสิทธ์ในการใช้ทรัพยากรในพื้นที่หรือ?                                                                   

เพลงแรก ที่ผมจะขับร้องและบรรเลงคือเพลงหน่อฉ่าตู  เพลงนิทานปวาเก่อญอ ที่เคยขับร้องกันมาเป็นร้อย ๆ ปีมาแล้ว ที่บอกว่า "งูใหญ่จะกลืนเอาลูกหลานปวาเก่อญอลงไปในท้องงู”

ซึ่งในท้องงูนั้น น่ากลัว เหมือนหุบเหว หน้าผาสูงชัน  มีแต่เสียงโหวกแหวกจนหูอื้อไปหมด จนทำให้ลูกหลานชนเผ่าปวาเก่อญอลืมความเป็นคนปวาเก่อญอ  ลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน  ผู้เฒ่าเล่าขันเอาไว้เป็นตำนาน แต่มาวันนี้มันกลายเป็นความจริงหรือ?

ผมเห็นกับตา! มันเป็นความจริงที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าปวาเก่อญอ โดยที่คนปวาเก่อญอไม่ทันตั้งตัว โดยที่คนปวาเก่อญอไม่อาจต้านทานไหว  มันเป็นความจริงที่ผมเห็นมากับตา

งูใหญ่ตัวนี้มันใหญ่มันยาว จากเหนือจดใต้  ลำตัวมันคดเคี้ยวลดเลี้ยวจนเวียนหัว มันกลืนแล้ว มันกลืนลูกหลานคนปวาเก่อญอลงสู่ท้องของมันแล้ว ท้องของมันที่เป็นหน้าผาสูงสามสิบสี่สิบชั้น มีเสียงโหวกแหวกจนหูอื้อไม่เพียงเท่านั้นยังมีควันดำควันขาวตามเสียงนั้นด้วย

งูใหญ่ไม่เพียงแต่กลืนลูกหลานของคนปวาเก่อญอเท่านั้น แต่มันจะกลืนทั้งหมู่บ้าน ทั้งผืนป่า วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของเราไปหมดเลย  มันเป็นไปแล้ว ไก่ป่าขันเรียกไก่บ้าน แผ่นดินจะไม่เหมือนเดิม  ยิ่งไก่ป่ารุกรานไก่บ้าน แผ่นดินยิ่งไม่เหมือนเดิม

ผมพยายามจะสื่อสารไปยังผู้ฟังในวันนั้น  แต่ผมมิอาจห้ามความรู้สึกหดหู่กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับชนเผ่าของผมได้  เราต่อสู้มาเป็นเวลาเกือบสิบปี แทบทุกวิถีทาง เพื่อป่าซึ่งเป็นเหมือนชีวิต ทั้งร่างกายและวิญญาณของพวกเรา แล้วเราจะทำร้ายชีวิตของเราเองได้อย่างไร  เราได้พิสูจน์มาแล้วพอสมควร ต้นไม้ ป่าไม้ก็เป็นพยานเป็นอย่างดี แต่เขายังไม่ไว้ใจเราอยู่ดี 

เหมือนเราเกิดมาภายใต้คำแช่งสาปบางอย่างที่ไม่มีวันแก้มันได้  เราเกิดมาผิดที่หรือผิดที่เราเกิดมา  

ช่วงที่ผมกำลังพูดอยู่บนเวทีนั้นความคิดเหล่านี้ได้มาโจมตีสมาธิของผม จนเสียงพูดของผมเริ่มสั่นกลายเป็นคลอนสะอื้ ผมพยายามหยุดพูดเพื่อให้สถานการณ์ บรรยากาศและอารมณ์ของผมจะได้กลับมาสู่ภาวะปกติ

แต่ถึงที่สุดแล้ว ผมควบคุมมันไม่ได้จริงๆ จนหยดน้ำจากมุมตาเอ่อล้น เต็มเป้าตา แล้วค่อยๆ ร่วงไหลเป็นน้ำตาออกมา โดยไม่ได้เจตนา

ผมต้องฝืนร้องเพลงหน่อฉ่าตู ทั้งที่อารมณ์และความรู้สึกไม่อยู่ในภาวะปกติ เพลงจบไปอย่างสะอึกสะอื้น ผมไม่ทราบว่าคนที่ได้ฟังในวันนั้นจะรู้สึกอย่างไร เพราะผมเองก็งงเหมือนกัน ว่ามันเกิดขึ้นบนเวทีอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน

ผมต้องกราบขอโทษคนที่มาฟังในวันนั้น  ที่ผมได้ทำให้เสียบรรยากาศ และเสียอารมณ์ในการฟังเพลง แต่ผมอยากบอกว่า นั่นแหละคือความรู้สึกที่แท้จริงที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจของลูกหลานชนเผ่าปวาเก่อญอ ที่ตกเป็นเหยื่อของสังคมตลอดมา

แต่เมื่อชะตาลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ เราก็จะต้องเคลื่อนไหวกันต่อไป ต้องเป่าร้องกันต่อไป ต้องขับขานบรรเลงกันต่อไป ต้องขีดเขียนกันต่อไป ต้องพูดคุยสื่อสารกันต่อไป โดยหวังว่าสักวันหนึ่งผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ  จะได้รับรู้และเข้าใจพวกเรา    แล้วอะไรต่าง ๆ ก็คงจะดีขึ้นบ้าง  โดยที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า มันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด???

แม้จะเกิดในที่ที่ต่างกัน  ระบบการปกครองที่ดูเหมือนจะต่างกัน แต่เราคนรากหญ้า คนด้อยโอกาส คนจน และประชาชนไม่เคยห่างเหินและปราศจากจากน้ำตาแห่งความทุกข์ยากจากผลแห่งนโยบายการบริหารปกครองบ้านเมืองได้เลย 

“มันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด???”

เหตุแห่งน้ำตา(1)

Submitted on 16 October 2007 - 02:28:44.  Category: คนชายขอบ.  Tags: Tear

บุ เต่อ โดะ นะ แล บุ เออ
บุ ลอ บ ะ เลอ ต่า อะ เออ

ชะตา วาสนาช่างรันทด
ต้องเผชิญแต่สิ่งลำเค็ญ

ข่าวคราวชะตากรรมและน้ำตา น้ำเลือดของประชาชนและพระในประเทศพม่าได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วตามสื่อต่างๆ ผมทราบความเป็นไปเหล่านี้มานานบ้างแล้ว  ผมยังทราบอีกว่าส่วนหนึ่งของประชาชนในประเทศพม่านั้นคือ คนเผ่าพันธุ์เดียวกับผมซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10 ล้านคนในประเทศทหารเผด็จการแห่งนั้น

ผมได้รับรู้ถึงเรื่องราวของน้ำตาที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนั้นเป็นระยะๆมานานแล้ว โดยที่ผมเองมิอาจคาดเดาได้ว่า  มันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

บางทีเรื่องราวบางเรื่องมันเหมือนไกลตัวเรา แต่ความจริงมันก็ใกล้ตัวเรานี่เอง น้ำตาแห่งความเจ็บปวดไม่เคยทิ้งผู้ด้อยโอกาสกว่าในทุกสังคม  ไม่ว่าสังคมที่เป็นเผด็จการ สังคมประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเต็มใบก็ตาม

ทำให้คนด้อยโอกาส คนรากหญ้า คนจน คนชั้นล่างเกิดขบวนการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหลุดพ้นจากความไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่เกิดจากนโยบายการบริหารปกครองอันมีผลกระทบร้ายแรงต่อวิถีชีวิตอยู่เรื่อย

ผมเองเคยมีเรื่องราวแห่งน้ำตาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อนึกย้อนไปในงาน กวีคีตา เพื่อป่าชุมชน จัดขึ้น เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2545 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร

ซึ่งงานนี้มีทั้งนักดนตรี กวี  นักคิด นักเขียนมากันมากมาย  บางท่านผมเคยเห็นและรู้จัก แต่หลายท่านผมไม่รู้จักเลย  แต่ก็ได้มารู้จักในงานนี้

ปกติแล้วตอนนั้นผมมักจะบินคู่กับ พาตี่ทองดี แต่งานนั้น พาตี่ทองดี ไม่สบาย  ผมเลยต้องบินเดี่ยว นั่นเป็นสิ่งที่ค่อยๆลับ ค่อยๆฝนผมในทางอ้อมให้คมพอสามารถใช้แผ้วถางหญ้าได้บ้าง

ผมออกจากเชียงใหม่โดยรถทัวร์ หอบเอาร่างกายและวิญญาณก่อนหน้าที่จะมีงานเกิดขึ้นหนึ่งวัน ระหว่างทางผมได้ทบทวนวัตถุประสงค์ของการไปกรุงเทพฯครั้งนี้อย่างจริงจัง 

คำตอบในใจบอกว่า แผ่นดินเกิดกำลังจะร้อนรุ่ม  เผ่าพันธุ์กำลังเดือดร้อน ในเมื่อหมู่บ้านที่เกิด อยู่ กิน กำลังจะถูกพรากไปจากเรา  นึกถึงโชคชะตาของชนเผ่า ที่ต้องมาเจออุปสรรคต่างๆ   ทำให้คิดถึงคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าปวาเก่อญอ  ที่เคยเล่าให้ฟังว่า

ในอดีตนั้นพวกเราอยู่กันอย่างสงบสุข และเรียบง่ายกลางป่า กลางดอย ชีวิตไม่ได้แขวนไว้กับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกไม่ได้ยึดติดกับเงินตรา ไม่ได้หวั่นไหวกับการผันผวนของค่าเงิน  มีผืนดินเป็นเหมือนเนื้อหนัง  มีสายน้ำเป็นเป็นเหมือนสายเลือด  มีอากาศเป็นลมหายใจ ต้นไม้ป่าไม้เป็นกระดูก มีผีเทวดาคุ้มครองร่างกายและวิญญาณ เราเคารพต่อกันและกัน ไม่รบกวนที่อยู่ที่พักของผู้คุ้มครอง  ทำเท่าที่เราจะกิน กินเท่าที่เรามี  ไม่มีบัตรประชาชน หรือบัตรใดๆ   ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลใดๆ

อยู่กันอย่างเสรี ตามจารีตและประเพณีปวาเก่อญอ  ที่บรรพบุรุษเคยทำเคยอยู่เคยกินกันมาเนิ่นนาน ต้นโพธิ์ที่ทวดของทวดปลูกเอาไว้ ต้นมะม่วงที่ตาของตาปลูกเอาไว้ ที่นาที่ปู่ของปู่เบิกเอาไว้ เราลูกหลานได้กินได้ใช้กันอย่างไม่ขัดสน  เพราะเราทำเท่าที่เรากิน เรากินเท่าที่เรามี

แต่อยู่มาวันหนึ่งมีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้าน มาบอกเราว่าผืนดินที่คุณอยู่นี้มีเจ้าผู้ครอบครอง  คุณต้องมีบัตรประชาชน ต้องเสียภาษี ทั้งภาษีไร่ ภาษีนาและภาษีคน เขาอ้างตัวว่าเป็นคนของทางการ บังคับให้ทุกคนต้องทำบัตรฯ   ทำให้คนหนุ่มบางคนในหมู่บ้านต้องหนีออกจากหมู่บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการทำบัตรประชาชน

ผู้หญิงคนแก่ในหมู่บ้านจึงต้องทำบัตรประชาชน  เราพูดภาษากลางไม่เป็น  นอกจากภาษาโย(ล้านนา)  เขาเลยเรียกเราว่า ชาวเขา ไม่ใช่ ชาวเรา เมื่อเราทำบัตรเสร็จทุกอย่างมันแปรเปลี่ยน ทุกปีมีผู้เก็บภาษี ขึ้นมาเก็บภาษีในหมู่บ้าน

ในแต่ละปีนั้น  คนเก็บภาษีมา  ไม่รู้ว่าพวกไหนจริง พวกไหนปลอม แต่พวกมันอ้างตัวว่าเป็นคนของทางการ  พวกเราเลยไม่กล้าทำอะไร  เพราะบัดนี้บ้านและผืนดินที่เราอยู่มา มีผู้อ้างตนเป็นเจ้าของเสียแล้ว   มีหมูมันก็ฆ่าของเรากิน  มีไก่มันก็เชือดของเราไปต้ม  ก่อนกลับมันไม่ลืมที่จะเรียกเก็บภาษีที่นา ภาษีไร่ ภาษีบ้านและภาษีคนจากเราอีก

คนในหมู่บ้านเลยกลัวการมีบัตรประชาชน  เพราะถ้าคุณมีบัตรประชาชนแล้ว คุณต้องเสียภาษีให้กับทางการ ไม่รู้ปีละกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ผู้คนในหมู่บ้านจึงไม่อยากมีบัตรฯ   เมื่อไม่มีบัตรก็กลายเป็นคนเถื่อน ทำให้มีปัญหาเรื่องบัตรประชาชนตกหล่น ถึงปัจจุบัน

ต่อมาคนของทางการยังได้มาบอกอีกว่า  ผืนที่ไร่นาของเราทำกินไม่ได้แล้ว เป็นผืนที่ป่าที่ทางการสงวนอนุรักษ์   แม้กระทั่งหมู่บ้านที่พวกเราอยู่กินกันมาเป็นร้อยๆปี ก็กลายเป็นหมู่บ้านที่ผิดกฎหมาย

ความขัดสน ความขาดแคลน ความยากจน จึงมาเยือนผู้คนในหมู่บ้านของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องพึ่งพาเงิน  ต้องพึ่งพิงปัจจัยภายนอก  ต้องอาศัยเครื่องไม้ เครื่องมือ จากภายนอกที่มานำเสนอโดยมีเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย

โอ้….. ลูกฉันจะกินอย่างไร   เหลนฉันจะอยู่อย่างไร

ผมหลับตาคิดไปโดยไม่รู้ว่าหลับตอนไหน

ตื่นมาอีกทีไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว  มองออกไปนอกรถมืดไปหมด  เหมือนเส้นทางอนาคตชีวิตชนเผ่าที่ยังมองไม่ เห็นอะไร  ผมเลยหลับต่อดีกว่า  กระทั่งอีกทีผมได้ยินเสียงเพลงจากรถทัวร์ที่ดั่งผ่านประสาทหูผม  ทำให้ผมได้สติลืมตาขึ้นมา   กวาดลูกตาไปยังข้างทาง  ฟ้าเริ่มสางแล้ว  และเห็นป้ายโฆษณาสินค้าต่าง ๆและอาคาร ใหญ่โตโอฬารอยู่ตามสองข้างถนนเต็มไปหมด   แสดงว่าผมจะถึงกรุงเทพฯแล้ว

และผมก็ถึงหมอชิต  ผมลงรถแล้วได้เจอกับพี่พฤ  โอโดเชา  ซึ่งมารถคันเดียวกันโดยบังเอิญ
ผมถามเขาว่า  จะไปไหน  เขาบอกว่าไปงานเดียวกันกับผมนั่นแหละ

ทีนี้ผมโล่งใจมากที่เจอคนนำทางไปสู่ที่พักแล้ว  เพราะลำพังผมคนเดียวนั้นลำบากเป็นอย่างยิ่งกับการไปไหนมาไหนในกรุงเทพฯ   ผมแทบไม่รู้จักทางเลย  นอกจากหมอชิต  หัวลำโพงและดอนเมือง

พี่พฤ พาขึ้นรถแท็กซี่เพื่อไปยังสำนักงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

พอไปถึง  ผมได้เจอกับพี่ต๋อม ชุมชนคนรักป่า  พี่ต๋อมบอกผมว่า  "เก้าโมงเราจะเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน ตอนนี้ให้พักผ่อนตามสบาย”

แล้วผมก็จะได้เจอกับพี่สุวิชานนท์ และพี่ภู เชียงดาว  ผมสังเกตว่าพี่นนท์และพี่ภู ตื่นเต้นกับงานนี้ไม่น้อย

พี่นนท์ชวนพี่พฤ ซักซ้อมนัดแนะเกี่ยวกับงานนิดหน่อย   พี่ภูก็เรียกผมและพี่นก โถ่เรบอมา

เราได้นัดแนะกันแผนการที่จะขึ้นเวทีนิดหน่อย  แล้วเวียนกันเข้าห้องน้ำอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปในงานฯ





ถัดไป »

 

ชิ สุวิชาน

ชิ สุวิชาน

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ