blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

โลกใบเก่ากับคนเฝ้าสุสาน

ส่งมาเมื่อ 26 มี.ค. 2008 - 11:03:24.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

‘นายยืนยง’

20080326 โลกใบเก่ากับคนเฝ้าสุสาน

 

ชะตากรรมของสังคมฝากความหวังไว้กับวรรณกรรมเพื่อชีวิตเห็นจะไม่ได้เสียแล้ว  หากเมื่อความเป็นไปหรือกลไกการเคลื่อนไหวของสังคมถูกนักเขียนมองสรุปอย่างง่ายเกินไป  ดังนั้นคงไม่แปลกที่ผลงานเหล่านั้นถูกนักอ่านมองผ่านอย่างง่ายเช่นกัน  เพราะนอกจากจะเชยเร่อร่าแล้ว ยังเศร้าสลด ชวนให้หดหู่...จนเกือบสิ้นหวัง

ไม่ว่าโลกจะเศร้าได้มากแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายรวมว่าเราจะใช้ชีวิตอยู่แต่กับโลกแห่งความเศร้าใช่หรือไม่? เพราะบ่อยครั้งเราพบว่าความเศร้าก็ไม่ใช่ความทุกข์ที่ไร้แสงสว่าง  ความคาดหวังดังกล่าวจุดประกายขึ้นต่อฉัน เมื่อตั้งใจจะอ่านรวมเรื่องสั้น โลกใบเก่ายังเศร้าเหมือนเดิม ของ ทัศนาวดีแต่แล้วกลับต้องผิดหวัง! (ในลำพัง) เพราะไม่เคยคาดคิดว่าต้องมาพบเจอกับกระบวนการที่ยังกลับย่ำวนอยู่ในหลุมบ่อโศกนาฏกรรมของศตวรรษที่แล้ว

รวม ๑๒ เรื่องสั้นที่ถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงอย่างที่เรียกได้ว่าท้องถิ่นนิยม ปรนเปรอผู้อ่านด้วยคราบน้ำตาอันสุดรันทด  แต่ความผิดหวัง (ส่วนตัว) ดังกล่าวนั้นก็ถูกชดเชยด้วยภาษาของทัศนาวดี

การใช้ภาษาของทัศนาวดีเต็มไปด้วยอารมณ์ละเอียดอ่อน และช่างเปรียบเปรย ให้ภาพพจน์ สร้างชีวิตชีวาให้ตัวละคร  มีแรงดึงดูดชวนให้อยากอ่านจนจบ เพราะไม่ว่าเนื้อหาจะดีเลิศเลอเพียงใด  ถ้าขาดศิลปะการใช้ภาษาแล้ว งานเขียนนั้นย่อมไม่ประสบความสำเร็จในแง่ของการสื่อสาร  แต่ขณะเดียวกันเค้าโครงเรื่องและแก่นของเรื่องกลับแสดงออกให้เห็นข้อด้อยที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นแม้ในปีพ.ศ.๒๕๔๗ ปีที่จัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นนี้ขึ้น

นี่ไม่ใช่ข้อเขียนที่จ้องจับผิดหรือประทุษร้ายอารมณ์ใคร หากแต่มุ่งหวังจะชี้ให้เห็นว่า วรรณกรรมแนวเพื่อชีวิตนั้น  ควรค่าแค่เป็น “ของเก่าหายาก”ในยุคที่คนเดือนตุลา (ต้นแบบแนวคิดอันเป็นรากฐานของวรรณกรรมแนวเพื่อชีวิต) กลายเป็นเบี้ยให้รัฐบาลทาสทุนข้ามชาติเท่านั้นหรือ?  หรือควรจะเป็นเสียงประกาศที่แท้ของยุคสมัยดั่งที่เคยเป็นมาในอดีต

เนื่องจากสูตรสำเร็จของแนวเพื่อชีวิต คือ โศกนาฏกรรม และขั้วคู่ขัดแย้ง  ซึ่งคู่เอกคงไม่พ้น ชนบท –สังคมเมืองหลวง , อนุรักษ์นิยม –หัวสมัยใหม่, ไพร่ฟ้า –รัฐ ซึ่งประเด็นนี้จะไม่อาจก้าวถึงความเป็นสากลได้เลย หากนักเขียนยังจำกัดตัวเองให้หลับตาเขียนสนองอุดมคติของโลกใบเก่า  ยกตัวอย่างเรื่องสั้นชื่อ กำแพง

เรื่องของคู่รัก คู่ขัดแย้งในรูปแบบของ อนุรักษ์นิยม –หัวสมัยใหม่  
ฝ่ายชายเป็นครูบ้านนอก บูชาอุดมคติ บรรพบุรุษและถิ่นกำเนิด ฝ่ายหญิงเป็นพนักงานบริษัทในเมืองกรุง ฝันถึงชีวิตพรั่งพร้อมสะดวกสบาย  สองคู่ขัดแย้งนี้ปะทะกันที่จุดวิกฤตคือการตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน สุดท้ายไม่อาจยอมถอยหลังคนละก้าว ไม่อาจประนีประนอมได้ นั่นคือ การไม่อาจยอมรับในความเป็นอื่น  

ดังคำพูดของฝ่ายหญิงในหน้า ๒๑  “ ทุกสิ่งล้วนความจริง  แต่ทำไมพี่ไม่ยอมรับ  ยุคนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว เราต้องวิ่งตามมัน   จะมามัวนั่งดื่มด่ำอยู่กับภาพเก่าๆ ของบรรพบุรุษไม่ได้หรอก  พี่เห็นมั้ย ล้อเกวียนพาหนะสมัยปู่ย่าตายาย เดี๋ยวนี้มีหรือที่บ้านนอกคอกนา  เปล่าเลย... มันมาเรียงรายอยู่หน้าห้องอาหาร ตามบาร์ตามเธคหมดแล้ว... ”   

คำพูดนั้นได้แสดงออกถึงการเคลื่อนย้ายของค่านิยมและรสนิยมของคนในสังคม กระแสอนุรักษ์ของเก่าที่มาพร้อมชุดความรู้สึกนึกคิดแบบ “เพื่อชีวิต” “ชาวนา” “ชนบท”ต่างเข้าไปอยู่ในแผนการตลาดตามธุรกิจหลายสาขา กลายเป็นพรีเซนเตอร์ขายสินค้าไปแล้ว  ปัจจุบันชุดความรู้สึกนึกคิดที่ถูกสร้างมาจากวรรณกรรมแนวนี้ รวมถึงบทกวี หรือเพลงเพื่อชีวิต ก็ถูกนำมาติดราคาขายอย่างแพง  นั่นมันก็เท่ากับว่ารอยไถ คราบน้ำตาชาวนา การถูกกดขี่ข่มเหง ความยากไร้รันทดของคนด้อยโอกาสที่มีชีวิตโลกแล่นในโลกวรรณกรรม เป็นสินค้าขายดีมีราคา สร้างกำไรให้กลุ่มคนที่ประกอบอาชีพบนความทุกข์ยากเหล่านั้น

เมื่อสังคมเคลื่อนผ่านจากจุดเดิมที่อุดมคติของฝ่ายครูหนุ่มบ้านนอก หัวอนุรักษ์นิยมและใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนผ่านไปแล้ว แต่มุมมองของนักเขียนยังจับจ้องอยู่ที่เดิม เรื่องสั้นที่มุ่งนำเสนอปัญหาสังคม ที่กำลังถูกตัดตอนออกจากรากเหง้าบรรพบุรุษ น่าจะแสดงออกได้กว้างและลึกกว่านี้  กลับกลายเป็นเรื่องที่ราบเรียบไร้มิติให้ตีความต่อ  โดยเฉพาะตอนจบของเรื่อง ในหน้า ๒๕ ที่จบแบบโศกซื่อ เร้าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจเท่านั้นเอง  ( เรื่องเล่าผ่านมุมมองบุรุษที่หนึ่ง คือ ผม )

ผมยืนมองสองพ่อลูกยืนอยู่บนสะพานลอยในเมืองกรุง ขณะฝนเริ่มสาดเม็ด
 “  ฝนจะตกแล้ว  กลับบ้านเราเถอะ พ่อ... ” ไอ้หนูเขย่าแขนพ่อ แววปิติเต้นระริกอยู่ในดวงตาซื่อ  สายตาสองพ่อลูกตอบโต้กัน  พ่อกลืนน้ำลายเหนียวหนืด เหม่อขึ้นมองฟ้า มือโอบลูกชายไว้

 “  พ่อขายนาแล้วลูกเอ๋ย ... เราไม่ต้องการฝนอีกแล้ว ”


เรื่องกำแพงจบลงตรงนี้เอง  จบลงตรงหน้ากำแพงอุดมคติที่ทึบทื่อ จนกระทั่งผู้เขียนไม่อาจฝ่าทะลุไปได้  ขณะที่เรื่อง  โลกใบเก่ายังเศร้าเหมือนเดิม ( หน้า ๑๐๑ ) ที่เล่าชะตากรรมของยายเพ็ง แม่เฒ่าคนจรที่อาศัยข้างสถานีรถไฟ  นางถูกนักเขียนสร้างให้เป็นคนที่น่าเวทนาเกินกว่ามนุษย์คนใดในโลก ทั้งถูกลูกสาวเนรคุณ ขณะลูกชายสุดที่รักก็หายเข้ากรุงเทพฯ ไม่รู้ชะตากรรม ทั้งถูกกดขี่ ข่มขู่จากพนักงานสถานีรถไฟ ตกรถขนม็อบเข้ากรุงเทพฯ ไม่ได้เงินค่าจ้าง สุดท้ายนางทิ้งชีวิตเฮือกสุดท้ายไว้ข้างถังขยะซึ่งเป็นเสมือนห้องครัวและบัญชีเงินฝากของนาง

ทั้งเรื่องเขียนให้เห็นแต่ความเศร้าที่ไร้ต้นสายปลายเหตุ ไม่บอกว่านางถูกอะไรกระทำนอกจากชะตากรรม  นักเขียนไม่สามารถถ่ายทอดกลไกของสังคมที่สำแดงให้เห็นว่าคนด้อยโอกาส คนไร้ คนไร้โอกาสทางการศึกษา คนบ้านนอก คนไร้สัญชาติ ถูกกระทำโดยใคร?  “ มือที่มองไม่เห็น ”หรือ? ถูกกระทำโดยกลไกทางเศรษฐศาสตร์หรืออำนาจรัฐ

หากนักเขียนแนวเพื่อชีวิตมีมุมมองที่จับจด หละหลวม เกินไป เหมือนรายการสงเคราะห์คนจนในจอโทรทัศน์  วรรณกรรมแนวเพื่อชีวิตคงอยู่แต่ในตู้โชว์ของบรรดากลุ่มคนที่มองเห็นลู่ทางสร้างรายได้จากวรรณกรรมแนวนี้  

ขณะนักเขียนตกเป็นจำเลยในข้อหาด้านคุณภาพของงานแล้ว  เราต้องไม่ละเลยที่จะตักเตือนแวดวงการตลาดในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย  หากกระบวนการขายยังปิดกั้น ไม่เอื้อโอกาส เปิดที่ทางให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคม ต่อนักเขียน และต่อผู้บริโภคแล้ว ก็เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางสังคมที่กดขี่ไม่ให้ความดีงามเจริญขึ้นมาได้ ฉะนั้นแล้วธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ก็ควรเลิกยกย่องตัวเองว่าวิเศษวิโสกว่าธุรกิจการค้าอื่น เพราะสิ่งเดียวที่แสวงหามิใช่การจรรโลงสังคมแต่เป็นกำไรเพียงประการเดียว.

        

ส่งมาโดย Plin, :-p เมื่อ 30 มี.ค. 2008 - 00:31:34 - ip: 202.28.62.245  

ไม่กล้า comment มาก เพราะยังไม่ได้อ่าน กลัวว่าจะพูดกันไปคนละประเด็น แต่... ชักอยากอ่านเรื่องกำแพงที่ว่านี้แล้วสิ ว่าจะคิดเหมือนคุณยืนยงหรือเปล่า

ถ้าจับใจความไม่ผิด เข้าใจว่าคุณยืนยง กำลังชี้ว่าเล่มนี้ ผิดยุค ไปหรือเปล่า พอดีตัวเองกำลังคิดว่า บางที่มันหลงยุค ก็เพราะว่า สังคมมันไม่ได้พัฒนาไปเท่า ๆ กันหมด สังคมบางส่วน อาจจะยังอยู่แบบเดิม ไม่ไปไหน และอาจจะเป็นแบบนั้นไปอีกเป็นสิบ ๆ ปีเลยก็ได้

พอดีติดใจชื่อหนังสือ โลกใบเก่ายังเศร้าเหมือนเดิม อยากรู้ว่า ทำไมคนแต่งใช้คำว่า โลกใบเก่า หรือว่า มันเป็นเพียงชื่อเรื่องสั้นเรื่องหนึั่่งในเล่มเท่านั้น หรือว่า คนแต่งก็มองเหมือนกันว่า บางสังคม มันก็ยังเหมือนจะเก่า ย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหนสักที ปัญหาแบบเดิม ๆ ก็เลยยังเกิดอยู่

พอปัญหาเก่า ๆ ยังแก้ไม่ได้ ก็เลยไม่รู้จะไปเน้นของใหม่ ๆ ทำไม

อันนี้พูดไป แบบยังไม่ได้อ่านอ่ะนะ อาจจะนอกประเด็นก็ได้

ส่วนเรื่องสั้นเรื่องที่มียายเพ็ง ที่ว่านักเขียนไม่สามารถถ่ายทอดกลไกทางสังคมได้เนี่ย ก็เลย อยากอ่านเหมือนกัน

พอดีตัวเองกลับมองว่า เค้าทิ้งไว้เพื่อให้คนอ่าน จินตนาการตามประสพการณ์ ณ ปัจจุบัน มั้ง

:-)

ส่งมาโดย Plin, :-p เมื่อ 30 มี.ค. 2008 - 03:37:29 - ip: 202.28.62.245  

หมายถึงยังไม่ได้อ่าน"หนังสือ"นะ ไม่ใช่ยังไม่ได้อ่าน post
(พอดีนอนไม่หลับ เลยกลับมา post ต่อ)

แหะ ๆ

:-p

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 30 มี.ค. 2008 - 11:37:06 - ip: 125.24.134.125  

โลกใบเก่ายังเศร้าเหมือนเดิม นั้น เล่าด้วยภาษาสละสลวยลื่นไหล โดยรวมแล้วถือได้ว่าศิลปะการใช้ภาษาของทัศนาวดีไม่น่าตำหนินัก และที่คุณกล่าวก็เหมาะสมแล้ว ที่ว่าสังคมไม่ได้พัฒนาไปพร้อมกัน แต่ที่นำมาทำให้เป็นประเด็นคือ.. การต่อยอด หรือพัฒนาการสู่ก้าวย่างของนักเขียน หากวรรณกรรมยังย่ำ วน อยู่ เท่าที่ได้อ่าน ๆ กัน วรรณกรรมจะกลายสภาพเป็นสินค้าผลิตจากโรงงานเก่า และทับสต๊อก

หวังว่าคุณจะอ่านโลกใบเก่ายังเศร้าเหมือนเดิมนะ

ส่งมาโดย Plin, :-p เมื่อ 30 มี.ค. 2008 - 15:43:05 - ip: 202.28.62.245  

ชอบอ่านเรื่องสั้นครับ ถ้าอ่านหนังสือในstockหมดแล้ว ก็จะไปหามาอ่าน

ส่วนเรื่องวรรณกรรมย่ำวนอยู่กับที่ จนเหมือน สินค้าเก่าทับstockนี่ ไม่กล้า discuss มาก เพราะว่า อันที่จริงไม่ใช่คนชอบอ่านวรรณกรรมแบบคนเขียนวรรณกรรมเค้าเรียกวรรณกรรมกันเท่าไหร่ (ยกเว้นเรื่องสั้น)

แต่มีความเห็น (ก่อนที่จะได้อ่าน) ประมาณว่า สมมติว่ามีรูปแบบการเขียนหลาย ๆ แบบอยู่ มีแบบเก่า ๆ มีแบบใหม่ ๆ แบบใหม่ ๆ ก็จะต่างจากของเก่า

นักอ่านรุ่นเก่า เห็นของใหม่ก็ ก็จะรู้สึกใหม่ แต่นักอ่านรุ่นใหม่ เห็นของเก่า เค้าก็คงมองว่าใหม่เพราะไม่เคยอ่าน

ทีนี้วรรณกรรมเก่า ๆ (คือพิมพ์มานานแล้ว) ในบ้านเรา ตีพิมพ์ก็ไม่มาก คงหาได้ตามร้านหนังสือเก่า หรือ ห้องสมุด ซึ่งคนรุ่นใหม่ ๆ ก็น้อยคนจะไปหาอ่าน จะตีพิมพ์เพิ่มก็กลัวขายไม่ออก

ก็เลย คิด(เอาเอง)ว่า ถ้ามีหนังสือปกใหม่ แต่บรรยากาศเก่า ๆ ออกขาย ก็น่าจะมีคนรุ่นใหม่หาอ่านเพราะไม่เคยอ่าน หรือ คนเก่าที่อยากหวนความรู้สึกเก่า มันก็เลยทำให้มี ปกใหม่แต่บรรยากาศเก่า ออกขายอยู่

ส่วนในแง่การต่อยอดหรือพัฒนาการของนักเขียน คิดว่าคงอยู่ที่สภาวะแวดล้อมขณะที่เค้าเขียนด้วยมั้งครับ

:-p

ส่งมาโดย น้ำมนต์ เมื่อ 02 พ.ค. 2008 - 15:02:39 - ip: 203.113.17.174  

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว(และหลายรอบ) เห็นด้วยกับข้อวิจารณ์ อ. สุทัศน์ ใช้ชั้นเชิงวรรณศิลป์ทำให้ผู้อ่านลื่นไหลตามอย่างรื่นรมย์ แต่ในแง่ของเชิงเนื้อหา ผู้เขียนจะใช้ลักษณะของการบริภาษสังคม มากกว่าจะชี้แนะให้เห็นปัญหาและทางออก จะคล้าย ๆ กับการนำเสนอข่าว อีกเรื่องที่น่าอ่านคือ ตะแบกบานแล้วร่วง
ลองอ่านดูนะคะ แตรวมเรื่องสั้น ความลับที่ซาปา ของผู้เขียนอีกเล่มหนึ่ง น่าสนใจกว่าเล่มโลกใบเก่า ฯ เยอะเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.17) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

สวนหนังสือ

สวนหนังสือ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ