blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

หลุมพรางของเมจิกคัลเรียลลิสม์ (1)

ส่งมาเมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 00:00:00.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

เมจิกคัลเรียลลิสม์ หรือที่แปลเป็นไทยว่า สัจนิยมมายา หรือสัจนิยมมหัศจรรย์ เป็นแนวการเขียนที่นักเขียนไทยนำมาใช้ในงานเรื่องสั้น นวนิยายกันมากขึ้น ไม่เว้นในกวีนิพนธ์ โดยส่วนใหญ่จะได้แรงบันดาลใจมาจาก ผลงานของกาเบรียล การ์เซีย มาเกซ ซึ่งมาเกซเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจาก ฮวน รุลโฟ (ฆวน รุลโฟ) จากผลงานนวนิยายเรื่อง เปโดร ปาราโม อีกทอดหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์วรรณกรรมแนวนี้ถูกตัดตอน ขอกล่าวถึงต้นธารของงานสกุลนี้สักเล็กน้อย


กล่าวถึงฮวน รุลโฟ ซึ่งจริงๆ แล้วควรเขียนเป็นภาษาไทยว่า ฆวน รุลโฟ ทำให้หวนระลึกถึงผลงานแปลฉบับของ ราอูล ที่ฉันตกระกำลำบากในการอ่านอย่างแสนสาหัส ในนวนิยายแนวสัจนิยมมหัศจรรย์เรื่อง เปโดร ปาราโม ที่เคยเขียนถึงในคอลัมน์นี้มาแล้ว


อ่านตั้งสามรอบกว่าจะพอรู้เรื่องเป็นเลาๆ และต้องอ่านอีกหลายรอบกว่าจะจินตนาการให้ซึมซับความเลอเลิศของสุดยอดนวนิยายเรื่องนี้ได้ ขอบคุณพระเจ้าที่มอบเวลาให้ฉันมากเป็นพิเศษ ท่านคงหัวร่อจนคอเคล็ดแล้วตอบว่า “เพราะแกมันทึ่มเองนี่นา คนทื่อมะลื่ออย่างแกสมควรจะมีเวลามากกว่าคนฉลาดเขา” อย่างไร ฉันก็ขอบคุณล่ะ และไม่ลืมเอาเจ้าเปโดรสุดที่รักไปถ่ายเอกสารเก็บไว้ เป็นสำเนาสำรอง ถ้าหนังสือหาย หรือถูกขอยืมโดยไม่อาจเรียกเก็บได้ ยังไงซะ ฉบับถ่ายเอกสารก็ยังอยู่ ฉันชอบใช้วิธีนี้จัดการกับหนังสือสุดหวง ถ้าตังค์เยอะหน่อยก็สำเนาไว้สักสองชุด ถือเป็นความละโมบได้ไหมนี่


ขอบอกก่อนเลยว่า เปโดร ปาราโม ฉบับที่แปลโดย ราอูล นั้น เป็นการแปลที่มีข้อผิดพลาดอย่างมากมาย ถ้าใครได้อ่านบทความของ เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ อาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาสเปน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ แล้วจะรู้ซึ้งเลยว่า ราอูล แปลสุดยอดนวนิยายเมจิกคัลเรียลลิสม์ของโลก ให้กลายเป็นอะไรสักอย่างที่อาจฆาตกรรมคนอ่านได้ แต่ยังไงฉันก็รักเปโดรเล่มนี้สุดหัวใจ มันน่าพิสมัยกว่า คนจมน้ำตายที่รูปหล่อที่สุดในโลก ของ มาเกซ เสียอีกแน่ะ


กับผลงานเรื่อง เปโดร ปาราโมนิดหนึ่ง

เปโดร ปาราโม ถือเป็น ผลงานแนวเซอร์เรียลลิสม์ระดับมาสเตอร์พีซของนักเขียนชาวเม็กซิกันท่านนี้ บรรยายให้เห็นถึงประสบการณ์แปลกประหลาดที่ชายคนหนึ่งได้รับ เมื่อเขาเดินทางไปตามหาพ่อจากคำบอกเล่าของแม่ว่า เปโดร ปาราโม พ่อซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยของเขาอาศัยอยู่ที่โกมาลา เขาจึงต้องเดินทางไปยังเมืองที่มีชีวิตอยู่ด้วยเสียงกระซิบและเงามืดแห่งนั้น ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ที่นั่นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย และเขาได้รับรู้เรื่องราวในอดีตเหล่านั้น ผ่านคำบอกเล่าของวิญญาณที่แวะเวียนมาหาเขา ทั้งในยามหลับและยามตื่น


หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1955 และได้รับคำยกย่องและความนิยมอย่างกว้างขวางทันที ด้วยวิธีการนำเสนอที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับงานแนวเรียลลิสม์ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในงานเขียนแถบลาตินอเมริกาในยุคก่อนหน้างานเขียนของ ฆวล รุลโฟ เต็มไปด้วยจินตนาการ การเหลื่อมซ้อนทางความคิดและเวลา และการสร้างภาพที่ละเอียดอ่อน เป็นภาพเหนือจริงที่ยืนอยู่บนฐานของความเป็นจริง ซึ่งในภายหลังงานแนวนี้ได้รับการเรียกขานว่าเป็นงานแนว เมจิกคัล เรียลลิสม์ ที่มีอิทธิพลต่อผลงานของนักเขียนในกลุ่มลาตินอเมริกาในยุคต่อ ๆ มา อย่าง โฮเซ่ โดโนโซ การ์ลอส ฟูเอนเต้น ไปจนถึง มาริโอ วาร์กัส โลซ่า และ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ที่เรารู้จักกันดี


เมจิกคัลเรียลลิสม์ หรือสัจนิยมมหัศจรรย์ ที่เรารู้จักนั้น ถือกำเนิดมาจากประเทศแถบลาตินอเมริกา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วน่าจะเป็นประเทศที่อยู่ใต้สหรัฐอเมริกาลงมาจนสุดปลายทวีปอเมริกาใต้ หรือกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศสเปนและใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ


ในหนังสือก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ เล่มนี้ยังเขียนถึงวรรณกรรมลาตินอเมริกาไว้ในบทความชื่อ

วรรณกรรมลาตินอเมริกา ความหลากหลายในความเป็นหนึ่งเดียว เขียนโดย ภาสุรี ลือสกุล อาจารย์สาขาวิชาภาษาสเปน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยแบ่งวรรณกรรมกลุ่มลาตินอเมริกาไว้ 5 กลุ่ม

1.กลุ่มประเทศลุ่มน้ำริโอ เด ลา ปลาตา ได้แก่ อาร์เจนตินาและอุรุกวัย

2.กลุ่มประเทศเทือกเขาแอนดีส ได้แก่ ชิลี เปรู โบลิเวีย

3.กลุ่มประเทศแคริบเบียน ได้แก่ คิวบา เปอร์โตริโก โดมินิกัน

4.กลุ่มประเทศอเมริกากลาง ได้แก่ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส คอสตาริกา

5.เม็กซิโก ซึ่งมีความหลากหลายทางวรรณกรรม แต่ก็ปรากฏงานเขียนสำคัญที่นำแนวคิดชนเผ่า แอสเท็กมาผสมผสานกับแนวเขียนสมัยใหม่ รวมถึงแนวสัจนิยมมหัศจรรย์


โดยแนวสัจนิยมมหัศจรรย์นี้ ถือเป็นแนวการเขียน “ร้อยแก้วแนวใหม่” ซึ่งมี 3 แนวหลัก คือ สัจนิยมแฟนตาซี สัจนิยมมหัศจรรย์ แฟนตาซีแนวใหม่ ถือกำเนิดในทศวรรษ 1950- 1970 โดยมีกาเบรียล การ์เซีย มาเกซ เป็นความโดดเด่นแห่งยุค จากนวนิยายเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว


ลักษณะสำคัญของสัจนิยมมหัศจรรย์คือ การขยายความเป็นไปได้ของ “ความเป็นจริง” โดยผสมผสานความจริงและจินตนาการจากตำนานความเชื่อดั้งเดิมเพื่อบอกเล่า “ความเป็นจริง” ของสังคม เป็นการตั้งคำถามต่อความเป็นจริงด้วยสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ต้องอาศัยบริบทของสังคม วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของสังคมมาร่วมด้วย มิใช่ถือกำเนิดขึ้นมาโดด ๆ เช่นเดียวกับบริบททางสังคมของประเทศลาตินอเมริกา ที่มีความหลากหลายของชาติพันธุ์ มีชนพื้นเมือง มีชาติตะวันตก มีตำนานชนเผ่าต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ก่อน ซึ่งน่าสนใจตรงที่ บทความดังกล่าวเขียนไว้ว่า (หน้า76)


ทั้งที่ความเป็นจริง ทฤษฎีต้นกำเนิดของชนพื้นเมืองในอเมริกาซึ่งยอมรับกว้างขวางที่สุดระบุไว้ว่า ชนพื้นเมืองเหล่านั้นอพยพจากเอเชียข้ามไปยังทวีปอเมริกาผ่านทางบริเวณช่องแคบแบริ่ง ในยุคที่ผืนแผ่นดินบริเวณดังกล่าวยังไม่แยกออกจากกันทำให้ชาวเอเชียและชนพื้นเมืองมีรูปพรรณสัณฐาน วัฒนธรรมความเชื่อที่คล้ายคลึงกันอันเชื่อมโยงถึงความ “คล้ายคลึง” ของแนวความคิดที่ปรากฏในวรรณกรรมของทั้งสองซีกโลกด้วยเช่นกัน


ดังที่นักเขียนไทยบางคนเคยพูดว่า บรรยากาศ วัฒนธรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ของไทย มีบริบท มีกลิ่นอายเอื้อให้เกิดงานเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ขึ้นได้ ก็เป็นข้อพิสูจน์หนึ่งที่สอดคล้องกับทฤษฎีต้นกำเนิดของชนพื้นเมืองดังกล่าวนี้ด้วย


กลับมาที่ประเทศไทย ที่เราพบว่า วรรณกรรมแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ กำลังก่อร่างสร้างตัวจนถึงขั้นแผ่ขยายเป็นความมั่งคั่งไปแล้ว อย่างนี้ถือว่ามนตร์เสน่ห์ของงานเขียนแนวนี้ยังคงไว้ซึ่งความขลังอลังการมาได้เป็นร้อยปีแล้วอย่างน่าทึ่ง และนักเขียนไทยก็ได้แรงบันดาลใจมากจากหนังสือเล่มเดียวกัน เพราะปัญหาการขาดแคลนนักแปลภาษาสเปนของไทยนี่เอง อย่างนี้หรือเปล่าที่ทำให้วรรณกรรมไทยมีใบหน้าคล้ายคลึงกันไปหมด ซึ่งก็ไม่สำคัญเท่ากับใบหน้าที่เสแสร้งในงานวรรณกรรม ไม่ว่าจะเสแสร้งให้เป็นเมจิกคัลฯ หรือเสแสร้งให้เซอร์เรียลลิสม์ก็ตาม


หากเรา ผู้อ่านสามารถตีความและเข้าถึงความเป็นเมจิกคัลเรียลลิสม์ได้ถึงแก่น ก็จะสามารถจำแนกแยกแยะงานที่เป็นของจริงกับการเสแสร้งออกจากกันได้ไม่ยาก และการที่จะเข้าถึงหัวใจของเมจิกคัลฯนั้น เราควรศึกษาถึงบริบททางสังคม เข้าใจถึงตำนาน วัฒนธรรมที่เป็นฉากหลังของวรรณกรรมนั้นด้วย หาไม่แล้ว เมจิกฯจะกลายเป็นงานที่ทำให้เราเงอะงะเท่านั้นเอง


สาเหตุที่เมจิกคัลฯ ยังถูกใช้งานเพื่อตีความ เสียดสี หรือตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความจริง” อยู่จนทุกวันนี้ อาจเป็นเพราะ “ความจริง” และ “ความลวง” มีความซับซ้อนมากขึ้น และถูกตีความจากมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น บ่อยครั้งที่ไม่สามารถหาบรรทัดฐานใดอย่างโดด ๆ มาวัด จัดค่า ชี้ให้เห็นถึง ความถูก ความผิด ได้เลย ไม่สามารถแม้กระทั่งจะเปลี่ยนขั้ว จากดีเป็นชั่ว จากชั่วเป็นดี จากนักบุญเป็นปีศาจ เราต่างรู้ซึ้งว่าสังคมไทยก้าวล่วงไปสู่พัฒนาการอื่น ที่ไม่ใช่แค่ การเปลี่ยนขั้ว เท่านั้น เรากำลังจะก้าวสู่ศตวรรษใหม่ ด้วยท่าทีแยบคายกว่าเดิม


เช่นเดียวกับวรรณกรรมไทย ที่นักเขียนต่างพยายามแสวงหา “เครื่องมือ” ทางวรรณกรรม มารับใช้แนวคิดของตนเอง และเครื่องมือสุดฮอตก็คือ เมจิกคัลเรียลลิสม์ นั่นเอง ไม่เชื่อก็ลองหยิบเรื่องสั้น นวนิยายแนวที่เรียกตัวเองว่า สร้างสรรค์ ทั้งหลายนั่นแหละ เชื่อเหอะว่า คุณได้ลิ้มรสกับเมจิกคัลฯอย่างง่ายดาย แต่ไม่รับรองนะว่า เมจิกคัลฯ ที่บังเอิญติดมือมาจะเป็นของจริงหรือของปลอม และถ้าต้องชี้ชัดลงไปว่าเล่มไหนของจริง เล่มไหนของเก๊ ก็เป็นการไม่สมควรอย่างแรง หรือว่าไม่จริง


ที่กล้าชี้ชัดลงไปอย่างนี้ ก็ด้วยเหตุผลที่เมจิกคัลฯ เป็นเรื่องของสุนทรียรสอย่างเที่ยงธรรม และไม่ได้ขึ้นต่อศีลธรรมซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้สุนทรียรสผิดแผกไปได้ แต่เรากลับพบงานเขียนเมจิกคัลฯที่กำลังพ่นคำเทศนาทางศีลธรรม จนแทบจะยกมือกราบไหว้บูชาเลยทีเดียว


ดูจะเป็นการเอาจริงเอาจังเกินไป ทั้งที่บรรยากาศไม่ค่อยอำนวยเลย ว่ามั้ย

แต่อยากให้นักเขียนนิยมเมจิกคัลฯทั้งหลาย รอบคอบและประณีตกับ “เครื่องมือ” ของท่านสักหน่อย อย่าให้มันเร่อร่า ลุ่น ๆ ออกมาแบบมักง่ายนัก ของดี ๆ เขามีให้ศึกษาก็ควรพิถีพิถัน ให้เกียรติเจ้าของสกุลงานเขาหน่อย ไม่ใช่สักแต่จะจำลองภาพเท่านั้น


โดยทั่วไปแล้ว เมจิกคัลฯ มักจะมีพื้นฐานมาจากบรรยากาศในท้องถิ่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และโดยบรรยากาศนั้นก็มีความพิลึก มหัศจรรย์ในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นการเสแสร้งให้ดูลึกลับ พิลึกพิลั่น จึงเป็นการกระทำของนักเขียนที่ยังอ่านเมจิกคัลฯไม่แตกเท่านั้นเอง และโดยเฉพาะกับตัวละครด้วย เห็นชัดเจนในเรื่องเปโดร ปาราโม ที่ภูมิประเทศเป็นทะเลทรายแห้งแล้ง ร้อนระอุดุจเดียวกับนรก ตัวละครในเรื่องที่ต้องเผชิญกับสภาพภูมิอากาศร้ายกาจรุนแรง จึงไม่ยี่หระว่า เมื่อตายไปแล้ว เขาจะต้องทนทรมานในนรกอเวจี เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ เขาก็ได้รู้ซึ้งแล้วว่า นรกเป็นอย่างไร ไม่ใช่เป็นเพียงการล้อเลียน หรือลอกแบบเช่น เรียกโสเภณีว่าเป็นนางอัปสร เพียงเพื่อจะยั่วล้อการแปรสภาพของมายาคติเท่านั้น


ถ้าได้เอ่ยถึงงานเขียนที่ยังเป็นเพียงข้อปฏิเสธของเมจิกคัลเรียลลิสม์แล้วจะเกิดอาการ “ไม่เวิร์ค” ในอารมณ์ขึ้นมาทันที ดังนั้นแล้ว เราควรมาทำให้มันเวิร์คด้วยการพินิจพิเคราะห์งานที่เข้าขั้นจะดีกว่า ว่ามั้ย


เอาเป็นว่า จะนำผลงานของกนกพงศ์ สงสมพันธุ์ มาเขียนถึงเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

โทษทีนะ ไม่ใช่เพราะกนกพงศ์จะลาโลกไปแล้ว ค่อยนำมาเขียนสดุดีกันอย่างที่สังคมวรรณกรรมนิยมกันหรอก อย่างประเภทว่า ถ้านักเขียน กวี คนไหนลาโลกไปก่อนวัยอันควร ผลงานของพวกเขาจะถูกตีพิมพ์กันจนเกร่อ ทำไมตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ จึงไม่มีใครดูดำดูดีเขาบ้าง หรือเป็นคนประเภทตอนมีชีวิตอยู่คุยกันไม่รู้เรื่อง นิยมคุยผ่านควันธูปอย่างงั้นหรือ


เหตุที่เลือกผลงานของกนกพงศ์นั้นก็เพราะ... เอ.. หรือจะเลือก เงาสีขาว ของแดนอรัญ แสงทอง ดีนะ

ชักเลือกไม่ถูก ว่าไปแล้ว อสรพิษ หรือ เจ้าการะเกด ของแดนอรัญ แสงทอง ก็ไม่เป็นสองรองใคร ฝีมืออยู่ในขั้นน่ายกย่องทั้งสิ้น เอาเป็นว่า ไว้เจอกันใหม่ค่อยเฉลยดีกว่า ตอนนี้ยังเลือกไม่ถูก.

 

 

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 19:25:07 - ip: 118.173.166.190  

ผมเพิ่งซื้อ"ดวงตาที่สาม"ของแดนอรัญ แสงทอง มาอ่านวันก่อน ไม่สู้ประทับใจนัก อาจเป็นเพราะว่า อ่านไปครึ่งเล่าดันไปเดาทางมุขจบได้เสียวก่อนในใจ อาจกระหวัดไปถึงเรื่องอสรพิษ ที่ทำให้เกิดอาการอึ้งมาก่อนแล้วเมื่อถึงจุดไคล์แม็กซ์ตอนจบที่หักคอสะบัดลงดังพล่อก!

อาจเป็นเพราะดันมีดวงตาที่สามเสียก่อน หรือมีเพียงดวงตาที่สองก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องมาตานุสติยังหาอ่านไม่ได้ ส่วนเงาสีขาวอ่านมาครึ่งเล่มสองรอบแล้ว ยังไม่มีสมาธิพอกับการเขียนพืดเดียว ไม่แน่ใจว่าอ่านเล่มไหนของแดนอรัญมาอีกบ้าง ส่วนใหญ่จะได้อ่านงานแปลหลายๆเล่มในนามของมายา หรือเชน จรัสเวียง และอาจจะเป็นเล่มหนังสือที่ชอบที่สุด อย่างน้อยก็ในช่วงสิบกว่าปีก่อนก็คือ คนโซ ของคนุท แฮมซุน ช่างนั้นเราเองก็กำลังไฟแรงอยากจะเขียนหนังสือกับเขา อ่านได้อ่านดี น่าจะสามรอบเป็นอย่างน้อย และห้าหกปีผ่านมาแล้วก็ไม่รู้ว่า คนโซ เล่มนั้นมันระเหระหนไปหนใด กับใคร เห็นมีพิมพ์ใหม่ออกมา แต่ยังไม่สามารถสู้ซื้อได้อยู่

สำหรับ งานที่อ่านแล้วชอบ ซื้อมาพร้อมๆกับ วันดวลเหล้า ของอาจินต์ ปัญจพรรค์ ก็คือ เจ้าการะเกด นั่นเอง ชอบมากๆ ด้วยอ่านไปแล้ว นึกถึงบรรยากาศเรื่องเล่าสมัยเด็กๆ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 19:53:50 - ip: 118.173.166.190  

(ข้อมูลหายอีกแล้ว/เขียนใหม่คับ)
ที่ทวดชอบเล่าเรื่องพ่อทวดเพ็งซึ่งเป็นพรานให้ฟัง แม่ทวดก็จะอยู่บ้าน ไปหาปลาหาผัก และคอยพ่อทวดเพ็งกลับมาจากล่าสัตว์ คอยทำเครื่องแกงเครื่องปรุงรอท่าอยู่ นอกจากนี้ว่างๆพ่อทวดเพ็งจะรับจ้างเป็นควานเลี้ยงช้าง ให้กับสุลต่านหรืออะไรสักอย่างแถวๆเทพา บาโหย ข้อมูลพวกนี้น่าจะพอถามแม่ถามยายได้อยู่ พ่อทวดเพ็งพลัดตกช้างเสียชีวิตในวัยสามสิบ ก่อนจะมาอยู่กินกับก๋ง และได้ลูกสาวคนเดียวคือยาย

นอกจากนิทานแต่แรกๆที่เราสองพี่น้อง เรากับพี่ชายได้ฟัง เวลาไปนอนกับแม่ทวดค่ำคืนไหน เรื่องพ่อทวดเพ็งเป็นเสมือนนิทานเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องเอกที่เรามักรบเร้าให้แม่ทวดเล่าให้ฟัง "เล่าเรื่องพ่อทวดเพ็งหล่าวต่ะแม่ทวด" พวกเรารบเร้าเมื่อฟังนิทานอื่นๆแล้ว "เรื่องพ่อทวดเพ็งอีกแล้วเหรอ" แม่ทวดถาม "ไม่เบื่อบ้างเหรอ" แม่ทวดถามเสมือนถามไปอย่างนั้นขณะแววตาแม้ในความมืดขณะนี้พวกเรายังแทบมองเห็น แจ่มกระจ่างอยู่ในดวงใจ และเรื่องราวของพ่อทวดเพ็งก็เสมือนพรั่งพรูออกมา
แม่ทวดเพิ่งจากเราไปเมื่อห้าหกปีที่แล้ว ในอายุ92ปี เรื่องราวชีวิตของแม่ทวดช่วงกับพ่อทวดเพ็งเป็นวิถีชีวิตดำเนินของคนสมัยแต่แรก(บุรมบุ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 20:13:21 - ip: 118.173.166.190  

บุรมบุราณ)น่าจะรุ่นสุดท้าย แม้หลังจากนั้นมาพ่อเฒ่า กับแม่เหี๋ยว หรือยายของเราจะใช้วิถีชีวิตอยู่กับการทำไร่ทำสวน แต่ก้เป็นยุคที่ถนนลาดยาง ไฟฟ้า ทีวี รถยตร์เริ่มเข้ามา พร้อมๆกับพ่อกับแม่ และน้าค่อยๆย้ายแยกบ้านกันออกไปสร้างบ้านใหม่ อย่างไรก้ตามในช่วงที่แม่ทวดยังอยู่ ซึ่งเราก็วัยสามสิบปีกว่าปีแล้ว พร้อมๆกับพ่อเฒ่าแม่เหี๋ยวเราก็ได้รู้จักวิถีชีวิตสืบทอดมาหลายอย่าง รุ้จักการไปหมหอยซ่อนกุ้งดักไซ ทำข้าวหนมข้าวต้ม น่ำข้าว นวดข้าว ปลูกยาง ถางป่า ได้ฟังเสียง"เหลาะ"หรือ"เกราะ"ปลุกยามค่ำคืน เพราะพ่อเฒ่าเป็นผู้ใหญ่บ้านมาร่วม30ปีรู้จักบรรยากาศของการไปดอม มูสัง ที่มากินมะปริงหลังบ้าน รู้จักเตาถ่าน ซึ่งลงไปมุดเล่นซ่อนหากัน และที่สวนหลังบ้าน ซึ่งทอดลงไปเป็นท้องนา ซึ่งยายบอกว่าสมัยก่อนเค้าทำนาล้อมรอบหมู่บ้านกัน คล้ายๆร่องรอยของแม่น้ำใหญ่ ใต้ต้นมะปริง ข้างๆส้วมเก่า ใกล้เตาเผาถ่าน ต้นสิเหรง มีจอมปลวก และพุ่มป่ารกครึ้มด้วยเถาวัล และไม้ใหญ่แซม ซึ่งต้องเลาะร่องนาเรามักไปแอบซุ่มยิงนกคนเดีววอยู่หลายครั้ง และเป็นที่ๆเราเคยเห็นพญานาคมาแล้ว ซึ่งจริงๆอาจจะเป็นงูเขียวที่มีอะไรติดอยูบนหัวคล้ายๆหงอนไก่ก็ได้

ส่งมาโดย คนไม่ค่อยอ่านหนังสือ ที่อยากจะอ่านหนังสือ (บ้างแล้ว) (นิดๆ) เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 20:30:11 - ip: 58.8.101.132  

เพิ่งรู้จัก เมจิกๆ อะไรนี่ก็ตอนได้อ่านงานของ ชูศักดิ์ แล้วไอ้หนังสือ "ก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ" นี่มันพิมพ์มานานรึยัง หายากไหมหนา

สารภาพตามตรง ช่วงที่ใครๆ ก็พูดถึง มาเควซ นี่ไปเดินดูเห็นหนังสือ 100 ปีแห่งความโดดเดี่ยว แต่ไม่ซื้อ (อีกแล้ว) ตอนนั้นไม่ค่อยมีตังค์ เลยยืมเพื่อนเอา อ่านไปได้ครึ่งเล่ม รู้สึกมันเป็น 100 ปีแห่งความหนุกหนาน สับสน และปวดหัวชิบเป๋ง เพราะจำชื่อตัวละครไม่ได้ เลยพักไว้ก่อน จนเพื่อนมันมาทวงหนังสือคืน พร้อมสาปแช่งว่าจะไม่ให้ยืมแล้ว ชอบดอง .. รออ่านตอนหน้า เผื่อจะรู้จักซื้อ(เอง) และอ่านหนังสือกับเค้าบ้าง

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 20:30:51 - ip: 118.173.166.190  

เมื่อเรานึกถึงเมืองมาคอนโดในเรื่องหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ภาพหลังบ้านยายก็ปรากฏขึ้น และเรื่องเจ้าการะเกด ทำให้เรานึกถึงเรื่องราวของพ่อทวดเพ็งเสมอๆ ปัจจุบันนี้ บรรยากาศรอบข้างเปลี่ยนไปบ้างที่สวนหลังบ้าน และเพิ่งจะถูกหักร้างถางพงไปไม่นานวัน แต่บริเวณหลังบ้านเรานั้นแทบทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม มะปริงต้นใหญ่ก็ยังอยู่ แต่ต้นไทรที่ล้มไปพาดอยู่กลางนาให้เราขึ้นไปนอนพาดตัวคอยยิงนกใกล้ๆมือ หายไปแล้ว (ไทรต้นนี้ทำใหนึกถึงบทกวีของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์) อย่างน้อยก็ยังมีร่องรอยของมันอยู่ มีเตาเผาถ่านที่ครั้งหนึ่งพี่ชายถูกนำมามัดทำโทษที่นี่เพราะตอบไม่ได้ว่าตังค์แบงค์ยี่สิบได้มาจากไหน ตังค์ยี่สิบที่เพื่อนมันแอบขโมยของพ่อแม่มากแจกเพื่อนๆสำหรับเราตอนนั้นคือสิ่งมหัศจรรย์มากๆที่สุด เพียงแต่ของเราก็มีแต่เราเก็บไว้ไม่ได้เอามาจ่ายเหมือนอย่างพี่ชาย ที่พาไปซื้อขนมแล้วสงสัยว่าทำไมลุงมืดถึงไม่ทอน แล้วเค้าก็เอาตังค์นั้นมาถามกับยายว่าพี่ชายเราไปเอาตังค์(มากมาย)ขนาดนั้นมาจากไหน เพราะสมัยนั้นเราได้ตังค์ไปโรงเรียนวันละยี่สิบห้าสตางค์ ห้าสิบสตางค์เท่านั้น คดห่อไปโรงเรียน พาลูกพีดองไปกินแทนขนมหวาน

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 24 พ.ย. 2008 - 20:50:22 - ip: 118.173.166.190  

ตอนนั้นเรื่องตาจี้กินดิน เป็นที่เลื่องลือ เรื่องผีเข้าครูคนหนึ่ง เรื่องยาสั่ง เปลว บ่อน้ำ โอ่งน้ำโอ่งหมาก ยังมีอยู่ฯลฯ เรื่องเมจิคอลฯสมัยใหม่ อาจเป็นเรืองอัศจรรย์เหลือเชื่อสำหรับคนโบราณยุคก่อนหน้านี้ไม่นาน เช่นการกินอิฐ หิน ดินทราย เขมือบหัวคิวรถเมล์ สนามบิน และการโฟนอิน การคุยถึงเม็คกะโปรเจ็คร้อยล้านพันล้าน ฯลฯ เป็นเรื่องปกติ วรรณกรรมสมัยใหม่น่าจะถือเป็นสัจนิยมมายาในตัวมันเองได้สบายๆ

แหม พอพูดถึงเรื่องสมัยเด็ก ยาวเชียวคับ ต้องขออภัยไว้ด้วย จะรออ่าน ตอนต่อไปคับ ผมจำได้ติดตรึงจนกระทั่งถึงทุกวันนี้คือ หนังสือเล่มแรกที่ผมได้อ่าน มาจากกองขยะ เป็นหนังสือการ์ตูนแนวปีศาจสู้รบอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งพระเอกมีกล้ามเป็นมัดๆถือดาบ ทุกวันนี้ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าหรือมันเป็นหนังสือที่พี่ชายผมแอบไปซื้อมา แล้วพาผมไปปีนต้นฝรั่งข้างๆบ้านใกล้ๆทีทิ้งขยะตรงนั้น แล้วเจตนาให้ผมเจอหนังสือกันแน่ ผมเพียงแต่ตื่นเต้นที่ได้เป็นผู้พบหนังสือเล่มนั้น แต่จำไม่ได้คลับคล้ายคลับคลาว่าพี่ชายจะพาไปบอกยายบอกพ่อกับแม่ว่าผมพบหนังสือเล่มนั้น แล้วมันก็พาหายไปไหนไม่รู้ กระทั่งถึงวันนี้ ผมถึงได้มีนิสัยชอบไปค้นรื้อหนังสือฯเป็นนิตย์.

ส่งมาโดย ถนอม ไชยวงษ์แก้ว เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 09:56:18 - ip: 222.123.210.3  

ผมเคยอ่าน เปรโด ปารามี จากสำนวนของ สุคนธ์ แคแสด นานนับสิบกว่าปีแล้ว รูปเล่มและปกสวยมาก ไม่ทราบว่าคุณได้อ่านหรือยัง นามปากกานี้ ว่ากันว่าภาษาอังกฤษและความรู้ทางวรรณกรรมสากลของเขา เยี่ยมยุทธพอๆกับ แดนอรัญ แสงทอง แต่ต่อมาได้หักเหชีวิตไปด้านอื่น อยากให้คุณหาเล่มนี้มาอ่านเปรียบเทียบ และอีกเล่มหนึ่งในแนวนี้ที่ผมชอบมากๆ คือ " ฝันสีดำ" ดูเหมือนจะเป็นงานจากอิหร่าน แปลโดย มายา ( นามปากกาของ แดนอรัญ แสงทอง ) ผมเจอหนังสือที่อ่านแล้วเป็นบ้า...ทั้งสองเล่มนี้ทีไร ก็ซื้อทุกครั้ง แล้วก็ให้คนไปอ่านแล้วไม่ส่งคืนทุกครั้ง จนหาซื้อไม่ได้ และหลือแต่ความทรงจำ โดยเฉพาะ ฝันสีดำ ผมว่ามันมีความเป็นอาร์ทยิ่งกว่า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของกาเบรียล ที่คนเคยเห่อกันเยอะ ขอบคุณครับ.

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 14:20:55 - ip: 222.123.218.139  

หนังสือที่ทุกท่านพูดมา ล้วนแล้วแต่น่าอ่านทั้งนั้น กระชุ่มกระชวยขึ้นมาเลย เพราะมัวแต่ปวดหัวอย่างแรงกับข่าวพันธมิตรฯยึดสุวรรณภูมิ
หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวเอย อยากอ่านใจแทบขาด ทั้งเปรโด ปารามี สำนวนแปลของคุณสุคนธ์ แคแสด ที่เห็นว่าน่าจะสมบูรณ์จับใจกว่า ฉบับแปลของ ราอูล ที่ฉันอ่านเป็นบ้าเป็นหลังอย่างงงงวย ส่วนฝันสีดำ เคยอ่านแล้วแต่ไม่จบ อ่านแบบใจจะขาด ตอนนั้นแบบยังไม่บรรลุนิติภาวะก็เลยรับไม่ค่อยได้ แหะ ๆ แล้วผลงานแปลของแดนอรัญ แสงทอง ก็อ่านบ้างในนามปากกาอื่น เช่น มายา อย่างที่คุณถนอมว่า ซึ่งถือว่าน้อยนิดจิ้ดริดเดียว แต่ที่เพิ่งอ่านจบไปหลัด ๆ เป็นเงาสีขาว ที่หน้าปกเป็นรูปนักเขียนหน้าบึ้ง ๆ นั่นแหละ และกำลังหาแง่มุมมาเขียนต่อ
รู้สึกดีขึ้นเยอะเลยที่ได้มาอ่านความคิดเห็นของทุกคนที่อ่านหนังสือ แม้ว่าคุณคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ จะออกตัวในนามของคุณ แต่ฉันว่าคุณก็เป็นหนอนตัวหนึ่งแน่ ๆ อ้อ.. ก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ เพิ่งพิมพ์ปีนี้เอง น่าจะหาไม่ยาก ร้านบีทูเอส ก็มี ราคา 19.50 บาท พิมพ์ดีเยี่ยม ซื้อแจกเป็นของขวัญปีใหม่ได้สบาย แล้วถ้าคุณจรดลผู้ค้นพบหนังสือเก่าจะเอื้อเฟื้อล่ะก็ขอยืมมั่งได้ป่าว

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 18:56:26 - ip: 118.173.164.171  

เรามี"หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"2เล่ม ให้เพื่อนผู้ศิลปินยืมไปโดยได้รับคำกำชับกำชาเป็นหนักเป็นหนาว่าใครที่ให้หนังสือมานยืมส่วนมากก็มักจะไม่ได้คืนเพราะจะกระจายกระจัดพลัดพรายไป เอ่อ ไอ้เราก้เห็นว่าเพื่อนบ่นอยากอ่านๆ อีกรอบ อะไรของมันนี่แหละ มีอยู่2ก็เลยยินดีให้มันไป
เป็นเล่มพิมพ์ก๊อป จำได้ว่าตอนนั้นเห็นในร้านดวงกมลหาดใหญ่สิบกว่าเล่มขายลด50เปอร์เซ็นต์จากราคาปก 68 บาท ตอนแรกว่าจะซื้อมาไว้ขายแล้ว แต่ชะล่าใจไปตอนแรกคิดว่าจะเก็บไว้สักสองเล่มก้พอ ที่เหลือก็แบ่งๆคนอื่นเค้าบ้าง ตอนหลังเห็นฉบับปกแบบเดียวกันนี้ขายที่งานสัปดาห์เล่มละ400ก้เลยคิดว่าคงเป็นหนังสือหายาก น่าจะซื้อเก็บไว้แจกจ่ายหรือขายถูกๆสัก100นึง เว้นเวลาไว้นานไปดูอีกทีหายเกลี้ยงแล้ว
อย่างไรก้ตามถ้านายยืนยงหมายถึงเล่มนี้ เราจะส่งไปให้อ่าน ไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นฉบับที่มีหน้าสลับกันอยู่สามสี่หน้าช่วงท้ายๆหรือเปล่า เราเองอ่านหนึ่งร้อยปีด้วยความพิศวงงงงวย แต่เหมือนโดนมนตร์สะกดให้นะจังงังเหมือนกันกับ คนไม่ค่อยอ่านหนังสือ นั่นมาแล้วเหมือนกัน เช่นเดียวกับ เพโดร ดารามี อะไรนั่น จำได้ว่าอ่านไปปวดหัวไป

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 19:11:49 - ip: 118.173.164.171  

เรายังสงสัยอยู่ทุกวันนี้ว่า เป็นเพราะก่อนหน้านั้นสองสามวันเราฉีดไบก้อนใส่ตู้หนังสือหรือเปล่า เมื่อครั้งเห็นแมงกินหนอนเพียบ(แต่เราไม่เคยประพฤติปฏิบัติแบบนั้นอีกเลย ไม่รุนึกงัย รุ้สึกว่าจะรื้อหนังสือรัยนี่แหละ) อ่านจบหรือเปล่าก้จำไม่ค่อยได้ แต่จำได้ว่าหยิบมาอ่านอีกครั้งนึงเมื่อนานปีมาแล้วอ่านไปได้ไม่กี่หน้าไม่จบ แต่ไม่ปวดหัวเหมือนวันนั้น บางทีเราอาจจะลองหามาอ่านอีกที ต้องรื้อค้นก่อนเข้าใจว่ายังมีอยู่และเป็นฉบับแปลของใคร
ส่วนฝันสีดำน่าจะมีอยู่หลายปก จำได้ว่าอ่านครั้งแรกตอนไปเช่าห้องโกโรโกโสแห่งหนึ่งอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นห้องเช่าแบบร้างๆ ร่องรอยน้ำท่วมขังอับเหม็น บรรยากาศช่างประทับใจกับ ฝันสีดำนั้นเหลือหลาย
ดูเหมือนว่าพวกเราจะหนักมาทางแดนอรัญ มากกว่ากนกพงศ์ ในที่นี้ อาจเป็นเพราะเสน่ห์ความเย้ายวนบางอย่าง ได้แก่ความลึกลับ กับความโปกฮา เราจะไหลเทไป งานกนกพงศ์เป็นงานมาตรฐานเข้มข้ม คลี่คลาย และกำลังเข้าสู่ภาวะบางอย่าง..น่าเสียดาย ที่เขาด่วนจากไปสู่แผ่นดินอื่น โดยทิ้งเงื่อนงำปริศนาอะไรบางอย่างเป็นเค้าลางเอาไว้
เราพอมีหนังสือกลางเก่ากลางใหม่อยู่บ้างจำนวนหนึ่งที่พอให้กระซิบหยิบยืมกันได้

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 19:13:07 - ip: 118.173.164.171  

เพื่อช่วยกันเขียน เวียนกันว่า วานกัน(พิศ)ชม..คับ

ส่งมาโดย ถนอม ไชยวงษ์แก้ว เมื่อ 26 พ.ย. 2008 - 22:47:18 - ip: 117.47.226.216  

คุณ ยืนยงครับ ถ้าคุณงุนงงเกี่ยวกับงานวรรณกรรมแบบแมจิก เรียลลิสท์แมจิก อะไรก็แล้วแต่ คุณไปหาเรื่องสั้นชื่อ " ท่อนแขนนางรำ " ของมนัส จรรยงค์ นักเขียนบ้านเรามาอ่าน คุณจะเข้าใจว่ามันคืออะไร และเขาทำได้เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับความเชื่อและวัฒนธรรมสังคมไทย โดยไม่มีการเสแสร้ง แล้วคุณก็จะเข้าใจแมจิกต่าง ชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมโดยง่าย งานวรรณกรรม ไม่ว่าจะถูกผลิตออกมา ด้วยรูปแบบและเนื้อหาสลับซับซ้อนอย่างไร ล้วนแล้วแต่มีเจตนา เพื่ออะไรสักอย่าง ถ้าเราค้นหาตรงนี้พบ คุณก็จะพบว่า ไม่มีงานของใครที่เป็นมนุษย์เลอเลิศเกินที่เราจะเข้าใจได้ เจตนาครับ เจตนา ถ้าเราเข้าใจเจตนาเพื่ออะไรของเขา ไม่ว่าจะเป็นเซอร์ เป็นแมจิก เป็นเรียลลิสท์ เป็นอิมเพรสชันนิสทม์ เป็นคิวบิสท์ เป็นแอ็บสแทรคฯลฯ เราจะไม่สงสัย และคำว่าศิลปะก็คือวิธีการสื่อสารที่งดงามและได้ผลทางการสื่อสารที่เราต้านทานความงามของมันไม่ได้นั่นเอง เฮ้อ ! เหนื่อย ขออภัยเจ้าของคอลัมน์ที่พูดมากไปหน่อยครับ.

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 28 พ.ย. 2008 - 15:19:02 - ip: 117.47.170.193  

ขอบคุณที่ช่วยแนะนำ จะหาท่อนแขนนางรำมาอ่านเป็นที่แน่นอน ผลงานของมนัส จรรยงค์ หรือ เหม เวชกร นั้นน่าศึกษาในแง่ของศิลปะ หากแต่คนรุ่นใหม่อย่างนายยืนยงเป็นต้น ห้ามใจตัวเองให้เห่อวรรณกรรมแปลไม่ค่อยได้ ดีที่คุณถนอมดึงเอาไว้ ขอบคุณจริง ๆ
แล้วถ้าคุณจรดลจะเมตตา ฮ่า ๆ ก็ชี้แจงโดยไม่ต้องด่วนก็ได้ ว่าจะให้ยืมเล่มไหน ทราบแล้ว และซึ้งใจ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 28 พ.ย. 2008 - 20:42:47 - ip: 118.173.150.59  

คือมะทราบน่ะคับ มีหลายเล่ม นายยืนยงไม่มีเล่มหนัยยังงัย โปรดบอก ถ้ามีจะได้ส่งไปให้คับ
งานช้นครูของบ้านเราก้มากหลายนะครับ การอ่านก้ตามตามรสนิยมนะคับเป็นหลัก
อือ มีนิตยสารเล่มหนึ่งชื่อว่า อ่าน รายสามเดือนออกใหม่ เล่มทีสองวางแผงแล้ว
นายยืนยงมีงานวิจารณ์ดีๆส่งไปได้นะครับ

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.62) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

สวนหนังสือ

สวนหนังสือ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ