blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง

ส่งมาเมื่อ 13 ต.ค. 2008 - 00:00:00.  หมวด: บันเทิง  ป้าย: ,

นายยืนยง




ผู้เขียน
:
เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

ประเภท : รวมเรื่องสั้น พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2551

จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ในดวงใจ



ชวนอ่านเรื่องสั้นมหัศจรรย์


ปลายกันยายนจนถึงต้นเดือนตุลาคมปีนี้ ข่าวสารที่ได้รับค่อนไปทางรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสถาบันการเงินของสหรัฐที่ส่อเค้าว่าจะลุกลามไปทั่วโลก ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน หุ้นร่วงรูดเป็นประวัติการณ์ ชวนให้บรรดานักเก็งกำไรอกสั่นขวัญแขวน ไม่กี่วันจากนั้น รัฐบาลที่นำโดย นายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ ซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งได้ไม่กี่วัน ก็ได้ใช้อำนาจทำร้ายประชาชนอย่างไร้ยางอาย ตลอดวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพเหตุการณ์ในจอโทรทัศน์ทำให้เกิดความรู้สึกว่าประเทศนี้เป็นดินแดนอนารยะเต็มขั้น แต่คนที่ติดตามข่าวสารชนิดเสพติดอาจหลงลืมไปว่า ปลายฤดูฝนที่มาพร้อมมรสุมติดต่อกันไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ เกษตรกร ชาวไร่ชาวนา เขามีชีวิตความเป็นอยู่เช่นไร


การทำกำแพงกั้นน้ำไม่ให้ทะลักเข้านาข้าวที่กำลังชูยอดใบไสวเป็นหน้าที่สำคัญไม่ย่อหย่อนกว่าการประกาศตัวว่าเป็นคนรักชาติ อย่างน้อยที่สุด อาหารมื้อต่อไปก็รออยู่ตรงหน้า เพราะไม่ว่านโยบายอุ้มสถาบันการเงินสหรัฐจะชอบธรรมหรือไม่ ไม่ว่าตำรวจจะสวมวิญญาณข้าราชการผู้จงรักภักดีประทุษร้ายประชาชนด้วยข้ออ้างสูงส่งปานใด ต่อให้รัฐบาลนายสมชายจะหน้าบางแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกหรือไม่ ถั่วฝักยาวก็ยังทอดตัวรอให้เก็บไปเป็นมื้ออาหาร ปูปลาที่เริงรื่นกับน้ำที่มาใหม่ก็ยังเป็นความสามัญของหม้อแกง ประเทศเกษตรกรรมจะมั่นคงอยู่ได้ก็ด้วยสิ่งเหล่านี้ สอดรับกับอมตะวาจาที่ว่า เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง นั่น นอกเสียจากว่า ผืนนาจะไม่ใช่ของคนไทยเท่านั้นเอง

เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งแล้วรู้สึกอยากนำมาเล่าต่อตรงนี้เช่นเคย ทั้งที่มีความตั้งใจล้นเหลือที่จะสาธยายว่า หนังสือเล่มนี้ดีอย่างไรบ้าง แต่กลับทำเขียนไม่ได้สักตัวเดียว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร จะเกี่ยวกับข่าวสารหรือไม่ ฉันก็ได้ตัดสินใจหอบตัวเองไปอยู่บ้านสวนที่ไม่มีหนังสือติดตัวไปสักเล่ม มีแต่กระดาษ ปากกา กะว่าจะหาที่โล่ง ๆ ให้โปร่งเบาใจขึ้น แล้วค่อยเขียนอะไร ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าสนุกไปกับการกางตาข่ายดักปลา หาผักหญ้ามาเป็นมื้ออาหาร ลืมเรื่องข่าวสารประจำวัน ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ เพราะที่นั่นไม่มีไฟฟ้าใช้


ได้ตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพราะเสียงปลาใหญ่ดำผุดอยู่ในสระ ผืนดินชุ่มฝนที่พรำอยู่ตลอดคืน กลิ่นควันไฟที่ติดด้วยฟืนชื้นเพื่อเตรียมต้มน้ำชงกาแฟ แสงแรกมาเยือนพร้อมดอกเสาวรสที่สวยประหลาด หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่ฉุดรั้งฉันไว้ไม่ให้กลับไปเผชิญหน้ากับความจริงในที่ซึ่งได้จากมา จึงตัดสินใจอยู่ต่ออีกสักหน่อย เมื่อกลับถึงบ้านพร้อมฝนที่โปรยลงอีกระลอก หน้าจอโทรทัศน์ก็รายงานภาพเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม อย่างไม่ไยดีว่า ฉันเพิ่งกลับมาถึงและอยากนั่งพักให้หายเหนื่อยบ้าง และเสียงจากคลื่นเอเอสทีวีก็ยิ่งซ้ำเติมราวกับฉันผิดเหลือเกินที่มัวแสวงหาความสุขส่วนตัว โดยไม่ไยดีต่อชาติบ้านเมือง ไม่ไยดีแม้กระทั่งชีวิตเลือดเนื้อของเพื่อนร่วมชาติผู้กล้าหาญที่ออกมาเรียกร้องเพื่อยุติความชั่วช้าสามานย์ทั้งมวลที่มาพร้อมกับรัฐบาลนอมินีของทักษิณ พวกเขาเรียกร้องให้เกิดสิ่งที่ดีงามสำหรับพวกเราชาวไทยทุกคน อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และเราใช้มันอย่างคุ้มค่าเสียจนอำนาจนั้นกำลังเติบโตจนแทบจะกลายเป็นอำนาจอื่น


หลายสิ่งในสังคมปัจจุบันที่เราอาจพบปะ เผชิญอยู่ กำลังกลายสภาพ จากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่ง เหล่านี้เคยเป็นวิถีทางที่นักเขียนได้บอกเราผ่านวรรณกรรม จิตรกรได้บอกเราผ่านภาพเขียนอันแสนประหลาดพิสดาร บ่อยครั้ง มันเป็นแค่เรื่องชวนหัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจขำไม่ออก เช่นเดียวกับเรื่องสั้นของเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ เล่มล่าสุดนี้


แม้เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ จะมีชื่อชั้นทางกวีนิพนธ์ จากผลงานเรื่อง แม่น้ำรำลึก ที่ได้รางวัลซีไรต์ปี 2547 กระนั้น กวีหนุ่มคนนี้ยังมีฝีมือทางเรื่องสั้นจนเป็นที่กล่าวขานไม่ย่อหย่อนด้วย ทั้งจากรวมเรื่องสั้น

ชีวิตสำมะหาอันใด ที่เข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ และได้รางวัลดีเด่นเซเว่นบุ๊คอะวอร์ด ปี 2547 และล่าสุดกับผลงานรวมเรื่องสั้นในชื่อ เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง เหล่านี้อาจเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่ลองมาดูเนื้อหาของเรื่องสั้นที่บรรเลงอยู่ภายในทั้ง 12 เรื่องกันเถอะว่ามันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับ ปรากฎการณ์การกลายเป็นอื่นเช่นที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันอย่างไร


ภาพรวมเราจะเห็นตัวละครในเรื่องที่ดิ้นรนอยู่ในพันธนาการ โดยเฉพาะกับบาดแผลของวัยเด็ก ซึ่งเปรียบเสมือนแรงผลักดัน บีบคั้น ที่คอยสะกดให้วัยผู้ใหญ่คิดเห็น กระทำ เป็นไป อย่างนั้นอย่างนี้

โดยเรวัตร์เองได้สารภาพออกมาในหน้า 92 จากเรื่อง คอยถ้อยคำ เป็นคำให้สัมภาษณ์ของสรรค์พจี ที่ตอบคำถามถึงแรงขับดันอะไรในชีวิตที่ทำให้เขากลายเป็นคนเขียนบทกวี เขาตอบว่า “ผมคิดว่าคือความทุกข์ในวัยเยาว์นะครับ” และบาดแผลในวัยเยาว์ที่ปรากฏขึ้นชัดเจนมีอยู่แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะจากเรื่อง คอยถ้อยคำ ที่ผู้เป็นพ่อได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้แก่แม่และลูกชาย ลูกสาว เราจะเห็นความชิงชังรังเกียจที่ลูกมีต่อพ่อเพราะการกระทำของผู้เป็นพ่อเอง หรือจากเรื่อง เสียงร้องของจระเข้ ที่เด็กชายร่างบอบบาง อมโรคถูกกระทำจากระบบการศึกษา จากสังคม สร้างบาดแผลเรื้อรังให้เขาเมื่อยามเติบโตขึ้นมาเป็นนักแปลวรรณกรรมที่ย้ายตัวเองมาอยู่ห่างไกลจากผู้คน จริง ๆ แล้วบาดแผลในวัยเยาว์ปรากฏอยู่แทบทุกเรื่อง ราวกับเป็นเรื่องที่เราปฏิเสธไม่ได้


นั่นเองที่เรวัตร์ได้ผูกปมเป็นขั้นแรกไว้กับ ความทุกข์ในวัยเยาว์ เพื่อสะท้อนถึงจุดขัดแย้งสำคัญเมื่อตัวละครนั้น ๆ ต้องตัดสินใจ ก้าวต่อไป หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตในห้วงเวลาวิกฤต ซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศอันหม่นมัว เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยฝุ่นละอองทึมเทา แต่แปลกที่ไม่ชวนให้อึดอัดขัดข้องอะไร ขณะเดียวกัน

เรวัตร์สามารถสร้างเรื่องราวได้อย่างลื่นไหลจนน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ฤดูนกกวัก เสียงร้องของจระเข้ ปลาใต้สำนึก คอยถ้อยคำ มาร์เกซ-ช่างซ่อมรองเท้า โลกในขวดแก้ว กลายเป็นแมว หญิงร้อยดอกไม้

การเดินทางของบทกวี เพื่อชีวิตสำมะเลเทเมา เหมือนฝนจะตก ดอกบัวของวินเซนต์ แวนโกะห์ ซึ่งแทบทุกเรื่องเราอาจเปรยกับตัวเองว่า เรวัตร์เป็นกวีที่เก็บรายละเอียดของชีวิตมาเขียนเป็นเรื่องสั้นได้อย่างมีชีวิตชีวา เช่นเดียวกับกวีนิพนธ์ของเขาอย่างน่าชื่นชม


ปมต่อไปของเรื่องสั้นชุดนี้คือ ความเปลี่ยนแปลง ที่เรวัตร์บรรจุไว้แทบทุกเรื่องอีกเช่นกัน เริ่มตั้งแต่เรื่องแรก ฤดูนกกวัก ที่กวีผู้ผิดหวังในชีวิตรักครอบครัว ต้องคลุ้มคลั่งขนาดหนัก “กวีเมามายหนักหน่วง เขาเมาแล้วคลานไปทั่วท้องทุ่งเห่าหอนโหยหวนจนดาวบางดวงสั่นไหว” แม่ได้ผละออกมาจากแนวแถวตัวหนังสือสีดำของกวี “เมื่อถึงฤดูนกกวัก ชีวิตของฉันจะเปลี่ยนไป” (จากหน้า 24)


หากต้องตีความต่อถึงสัญลักษณ์บางอย่างในเรื่องนี้ เราอาจพบว่า เรวัตร์กำลังวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์กวีไทยในปัจจุบันก็เป็นได้ เพราะตลอดทุกเรื่องอีกเช่นกัน ที่กวีนาม สรรค์พจี ได้ผ่านเข้ามา ได้ปรากฏกาย โฉบฉายอยู่ เหมือนพยายามส่งสัญญาณบางอย่าง ผ่านหลายมุมมอง ทั้งจากยายของวารี ลูกสาวกวี

สรรค์พจีเอง ที่แดกดันว่า “กวีมันทำมาหากินอะไรกันนะ” หรือแม่ของวารีที่มักจะพูดว่า “พ่อของแก ปีกหักกับทุกเรื่องนั่นแหละ ทุกเรื่องในโลกนี้”


การยกเอา “ความเปลี่ยนแปลง” มาเป็นเค้าโครงสำคัญของเรื่อง ยังปรากฏชัดในเรื่อง เสียงร้องของจระเข้ ด้วย


เสียงร้องของจระเข้ เป็นเรื่องราวของ บูรพา นักแปลวรรณกรรม ที่ “วัน ๆ แทบไม่ได้ลงสู่เบื้องพื้น ในสวนสี่สิบไร่อันรกครึ้ม ระงมอยู่ด้วยสรรพเสียงของเหล่านก” หรือ ผู้ที่กำลังคิดว่า“การงานเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแช่มช้า และเมื่อตระหนักว่าการงานคือชีวิต ดังนั้นชีวิตจึงเชื่องช้าลงเช่นกัน งานเขียนเก่าแก่ของเหล่านักเขียนผู้มีชีวิตอยู่เมื่อร้อยปีก่อน ในยุคสมัยแห่งปัจจุบันซึ่งเคลื่อนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อา..เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็แทบจะมองเห็นตนเองกำลังเข็นครกขึ้นสู่ยอดเขากระนั้น ” และเขาเบื่อหน่ายถึงขั้นหนึ่ง ดังในหน้า 39 ที่เขาตระหนักว่า ใช่แล้ว,เขาปรารถนาการเกิดใหม่อีกสักครั้ง


เรื่องนี้ดำเนินผ่านกระแสสำนึกของบูรพา ที่สัญจรลึกไปถึงวัยเยาว์ ไปถึงเรื่องราวของหนังสือ นักเขียน (หน้า 43) เขาคิดถึงเรื่องราวที่เขาแปล -- ชายหนุ่มตื่นขึ้นมาในรุ่งเช้า แล้วพบว่าตัวของเขาได้กลายเป็นแมลงขนาดยักษ์ อา,กลายเป็นแมลงยักษ์หรือ? บูรพารู้สึกมหัศจรรย์ใจกับแนวแถวตัวหนังสือเบื้องหน้า เพียงเพราะความปวดร้าวเปลี่ยวเหงาต่อชีวิตเท่านั้นเองหรอกหรือ ที่ทำให้ชีวิตทั้งทางกายภาพและนามธรรมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง และแน่นอนว่า เรื่องราวของกวีนาม สรรค์พจี “เขานึกขัน เมื่อเห็นภาพของกวีกลายร่างเป็นแมลงขนาดยักษ์ กำลังคลานงุ่มง่ามอยู่ในท้องทุ่งที่ไหนสักแห่ง และอาจเป็นไปได้ว่า แมลงกวีได้ถูกชาวบ้านรุมล้อมจับตัวไว้ เพื่อกราบไหว้ขอเลขหวย..ถึงตรงนี้, บูรพารู้สึกถึงความขมขื่นแล่นขึ้นจุกคอหอย” เขาคิดต่อว่า เมื่อใดกันนะที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร? ในท้ายที่สุด เขาได้กลายเป็นจระเข้


ในเรื่อง โลกในขวดแก้ว หรือ เรื่อง ปลาใต้สำนึก ก็แสดงออกถึงภาวะที่ต้องตัดสินใจไปสู่สิ่งใหม่อีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน


นอกจากเค้าโครงเรื่องที่เรวัตร์ ได้ปูพื้นให้เรื่องดำเนินไปสู่การที่ตัวละครต้อง ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแล้ว ในเรื่อง เสียงร้องของจระเข้ ยังมีเรื่องของสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ และชวนให้ตีความ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่สุดแท้แต่ใครจะตีความไปอย่างไร แต่เรื่องของการ “กลายเป็นอื่น” นี้สิน่าสนใจ เพราะได้ปรากฏอยู่ในหลายเรื่อง จนเกือบจะเป็นใจความสำคัญอย่างหนึ่งในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ เพราะการที่บูรพาได้กลายเป็นจระเข้ ในตอนจบเรื่องนั้น ได้ไปปรากฏเป็นความฝันของตัวละครอีกตัวหนึ่ง คือ ถาวร ในเรื่อง ปลาใต้สำนึก


(หน้า 47) ถาวรฝันเห็น บูรพา หลายเป็นจระเข้ ได้ยินเสียงการเดินทางของคลื่นน้ำ ฯลฯ เขายังนอนลืมตาอยู่ในเตียง รู้สึกตื่นใจกับภาพฝันก่อนตื่น ทั้งรู้สึกชวนหัวยที่คนแปล The Metamorphosis ของ ฟรันซ์ คาฟคา กลายเป็นจระเข้ (หนอนหนังสือที่คลุกวงใจอาจไม่ต้องคาดเดาให้เมื่อยว่า ถาวร คือ ใคร?)


การกลายเป็นอื่นที่ปรากฏในเรื่องสั้นชุดนี้ยังปรากฏอยู่ในหลายเรื่องด้วย เช่น เรื่อง คอยถ้อยคำ ที่พ่อผู้ซึ่งได้สร้างบาดแผลในวัยเยาว์แก่ลูกชาย ได้กลายเป็นเด็กชายที่ร้องหาขนมเมื่อลูกชายในวัยหนุ่มผู้หนีหายจากบ้านไปหลายปีกลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งแรก แต่กับเรื่องนี้ การกลายเป็นอื่น ไม่เข้มข้นเท่าเรื่อง เสียงร้องของจระเข้ เนื่องจากน่าจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงขั้วเป็นคู่ปฏิปักษ์มากกว่า คือ พ่อกลายเป็นลูก


ที่ได้กล่าวมาแต่เพียงเล็กน้อยนั้น ยังมีเรื่องสำคัญหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ บรรยากาศแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน ที่ปรากฎอยู่ในงานเขียนแนวที่เรารู้จักในนาม เมจิคัลเรียลริสต์ หรือ สัจจะนิยมมหัศจรรย์ อย่างที่ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นักเขียนผู้เป็นหัวขบวนของงานสกุลนี้ เคยได้สร้างความประทับใจให้นักอ่านทั่วโลก (อันที่จริง งานสกุลนี้ยังมีอีกหลาย เช่น ฮวล รุลโฟ เจ้าของผลงานเรื่อง เปโดร ปาราโม) ความมหัศจรรย์แบบเมจิคัลเรียลริสต์นี้เองที่ดำรงอยู่ในเรื่องสั้นชุดนี้ของเรวัตร์ ทำให้เรื่องสั้นไทยมีกลิ่นไอตลบอบอวลอย่างหลอกหลอน กดดัน บีบคั้น รุนแรงและมีอิทธิพลเหนือตัวละคร เหนือความรู้สึกด้านใน


มีคำถามว่า ทำไมเรวัตร์ จึงหยิบจับมาเกซและคาฟคา มา “เล่นงาน” สังคมไทย ถึงเวลาแล้วหรือที่สังคมไทยจะก้าวไปถึงจุดนั้น ขอบอกก่อนว่า อาจไม่ใช่เรื่องของเวลา แต่เป็นเรื่องของการผสมผสาน  การหยิบจับเอารูปแบบความรู้สึก นึก คิด มาสวมเข้ากับทัศนคติของสังคมแบบไทย ๆ ที่ทุกวันนี้การกลายเป็นอื่น” ได้เริ่มปรากฏชัดเจนในงานวรรณกรรม และชีวิตจริง ทั้งจากสถานการณ์ข่าวสารในจอโทรทัศน์ ที่ใคร ๆ ก็กลายเป็นคนอื่น หรือ อะไร ๆ ก็กลายเป็นทุนสามานย์ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมันอยู่กับมือของเรานี่เอง และเมื่อรวมเข้ากับอารมณ์แบบทีเล่นทีจริง หรืออย่างที่ดลสิทธิ์ บางคมบาง เขียนถึงตอนท้ายเล่ม เป็นจดหมายถึงเรวัตร์เมื่อได้อ่านต้นฉบับเล่มนี้ว่า อารมณ์ขี้อำ จึงทำให้เรื่องมีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่ง


นับว่า เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง เล่มนี้ของเรวัตร์ เป็นเรื่องสั้นที่อ่านสนุก มีอรรถรส ท้าทายนักวิจารณ์ผู้มากฝีมือ ชวนให้หลักวิชาการวิจารณ์ได้ครึ้กครื้นท่ามกลางสถานการณ์เรื่องสั้นไทยที่รอคอยแต่รางวัลซีไรต์ซึ่งนับวันมีแต่จะเงียบหงอย ฉันนำมาบอกเล่ากันได้เพียงเท่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว มีประเด็น หรือ จุดเด่นพิเศษ ๆ อีกมากมาย อยากเชิญชวนให้หามาอ่านดูกัน ส่วนคอวรรณกรรม อาจสนุกไปกับการคาดเดาว่า ตัวละครในเรื่องจะเป็นใครในโลกของความจริง




ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 16 ต.ค. 2008 - 20:27:37 - ip: 118.173.151.64  

ซีไรต์ปีนี้หงอยเห็นๆจริงๆ ไม่เห็นมีบทวิจารณ์ใดๆให้เป็นที่ปรากฏเป็นกระแสเลยว่าปีนี้มีหนังสือได้รางวัลซีไรต์เล่มหนึ่งนะ ชื่อ "เราหลงลืมอะไรบางอย่าง" ของวัชระ สัจจะสารสิน
เป็นการเงียบโดยปริยาย วัฒนธรรมซีไรต์ดูเหมือนจะอิ่มตัวเต็มที ทำทีจะเป็น "รางวัลขึ้นหิ้ง"ไปในอนาคตอันไม่นานนี้

แต่ถ้าพูดถึงตัวงานที่ได้รับรางวัลแล้ว เป็นที่กล่าวได้เช่นกันว่าช่างสอดรับกับกรแสเงียบฉี่เช่นนั้น เพราะเป็นงานที่เราสามารถเห็นได้กลาดเกลื่อน มีท่วงทำนองรูปแบบเนื้อหาไม่ต่างกับเรื่องสั้นนับร้อยนับพันนับหมื่นนับแสนเรื่อง-ทั่วไปที่เคยมีมา

กรรมการดูเหมือนจะ"หลงกล"ติดกับดักนักเขียนซึ่งก็หลงกล"ติดกับดัก"ตัวเองโดยการตั้งชื่อเรื่องไปได้เรื่อยเจื้อย เพราะถ้าเราลองเอาชื่อเรื่องสั้น"เราหลงลืมอะไรบางอย่าง"มาตอบรับกับคำประกาศของกรรมที่ว่า"สะท้อนความขัดแย้งและสภาวะในการดำรงอยู่ของสังคมยุคปัจจุบัน"อะไรเทือกทำนองนั้นแล้ว-ดูเหมือนจะใช้ได้กับรวมเรื่องสั้นแทบทุกเรื่องทุกเล่ม

ถ้าพูดอีกอย่างคือโคตรจะ"ครอบจักรวาล"เลย และรูปแบบเนื้อหาที่มีที่พูดที่เกิดในเรื่องสั้นเหล่านั้นก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ที่พอจะพูดได้ว่าสร้า

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 16 ต.ค. 2008 - 20:43:45 - ip: 118.173.151.64  

โดยเฉพาะกับคำว่า "วรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซ๊ยน"
มีบางเรื่องที่หลุดออกมา"ใหม่"ในแง่ประเด็นหรือการหยิบยกมาพูดถึง และพอใช้ได้คือ "เพลงชาติ"ไทย แต่เรื่องโดยส่วนใหญ่ของวัชระก็เรื่อยเจื่อย ทั่วไปจริงๆ

คำถามมีว่าคณะกรรมการเอาอะไรมา"จับ"หรือ"ตัดสิน"ว่างานชิ้นนี้ยอดเยี่ยมเป็นเอกฉันท์ นอกจาก"จริต"ที่อิงกระแส"การบ้านการเมือง"ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสั้นบางเรื่องในเล่มเท่านั้น และในหนังสืออื่นๆ เรื่อง และระดับคุณภาพก็ใกล้เคียงกันมีมากมายเป็นกุรุต หรือเพราเพียงรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ตั้งชื่อเรื่องได้"เข้าทาง" ทั้งๆที่โดยเนื้อหาสาระของเรื่องทั้งหมด โดยชื่อเรื่องสั้นไม่มีส่วนไหนมีน้ำหนักพอให้มองเห็นโดยตัวมันเองได้ นอกจากคิดออเออสารตะไปตามลม และคำว่า"เราหลงลืมอะไรบางอย่าง"ก็ช่างเป็นอะไรที่เบาหวิว ว่างโหวงและฉาบฉวยเกินไปที่จะให้น้ำหนักและคุณค่า ถืงกับเอามานำเป็นมติในประกาศให้รางวัล

สิ่งที่สะท้อนถึง"วุฒิภาวะ"ของคณะกรรมการตัวสินในคราวนี้ก็คือคำว่าสุดท้ายอ่านจบแล้วก็ชวนให้ผู้อ่านฉงนตีความไปได้หลายหลาก...เฮ้อ ถ้าเราเขียนเรื่องสั้น(หรือทำงานศิลปะใดๆ)แล้ว เสพแล้วอ่านจบแล้วทำให้ผู้

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 16 ต.ค. 2008 - 20:53:52 - ip: 118.173.151.64  

(ต่อ)รู้ได้บอกได้ว่า แล้วเรื่องสั้นเรื่อง(ที่ว่า)นี้ให้อะไรบอกอะไรกับคนอ่าน ชัดเจน ไม่ใช่เรืองสั้นทั้งหมดมีประเด็นนำมาสู่ความขัดแย้งแล้วคลี่คลายได้คำตอบ การเปลี่ยนแปลง บทสรุป(ในนัยยะของศิลปะ) แล้วสุดท้ายก็...ให้คำตอบกับผู้อ่านไม่ได้ อ่านจบแล้วยัง"มึน"ชวนฉงน ว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้บอกอะไร อ่านแล้วได้พบคำตอบหรือความรู้สึกอะไรแน่ ก็ไม่รู้ว่าจะเขียนจะอ่านเรื่องสั้นไปทำไม(ให้เสียเวลาปลี้เปล่าๆ)
ไม่รู้ว่าโดยเรื่องสั้นของวัชระเองมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือการอ่านของคณะกรรมการมีปัญหา หรือเพียง"ได้ใช้คำ"ให้มันเท่ๆ(เข้าไว้ก่อน)ก็ไม่รู้ได้ แต่"เลิก"เถอะครับ คำประกาศหรือตัดสินทำนองว่า ผู้เขียนยังทิ้งท้ายไว้ให้ได้คิดต่อตามอิสระเสรีภาพอะไรทำนองนั้นไปเรื่อย กับคุณค่าของงานศิลปะที่แท้ บอกชัดๆไปเลยว่าสิ่งที่ได้จากเรื่องสั้นเรื่องนี้ได้ข้อสรุปว่าเราได้หลงลืมอะไรบางอย่างไป เอาไอ้ที่มันเป็นรูปธรรม เพราะการที่สรุปสุดท้ายที่ว่าสุดท้ายจบแล้วชวนให้ฉงนหรือคิดต่อไปได้หลายอย่างหลายแบบนั้น ก็เท่ากับว่าที่อ่านเรื่องสั้นมาทั้งหมดสุดท้ายผู้เขียนก็ไม่มีคำตอบใดๆให้ผู้อ่าน และผู้อ่านอ่านแล้วก็ตอบไม่ได้ว่าสุดท้ายเร

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 16 ต.ค. 2008 - 21:06:38 - ip: 118.173.151.64  

หรือหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า
สุดท้ายอ่านจบแล้ว คนอ่านก็ทะเลาะกันว่าอย่างนั้นอย่างนี้ เรื่องสั้นพรรค์อย่างนั้นจะไปมีสาระประโยชน์อันใด

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นข้อสังเกตอีกมุมที่เห็นและรู้สึกเช่นนั้น บางทีรางวัลวรรณกรรมซีไรต์คงจะต้องมา"ทำธง"ใหม่กันเสียทีก็ได้ว่าจะเอาอะไรเป็นมาตรวัดตัดสินค่า รูปแบบ หรือเนื้อหา หรือนวัตรกรรม เพราะดูแต่ละปีๆก็มั่วไปเรื่อย จนคล้ายๆกับรางวัล"หวยออก"ก็ไม่ปาน
ในความเห็นของผมเมื่อตั้งเป้าว่าคือวรรณกรรมสร้างสรรค์ระดับอาเซียนแล้ว ก็ควรเล็งค่าไปที่ตัวงาน คือความเป็นศิลปะวรรณกรรมอย่างสูง ไม่ใช่นวัตกรรม แนวทดลองแล้วทดลองอีก ปีนั้นได้ทดลองมาแบบนี้ ปีนี้ได้ความเข้มข้นมาแบบนั้น เช่น แผ่นดินอื่น ตลิ่งสูง เดี๋ยวก็ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ความน่าจะเป็น บ้านเก่า ประเดี๋ยวก็เวลา แล้วมาซอยเดียวกัน ดูเหมือนว่ากรรมการ และรางวัลซีไรต์ก็เที่ยวเล่นไปกับการคัดเลือก"ตามอำเภอใจ"มาตลอดยี่สิบสามสิบปีเข้าแล้ว การแสดงให้เห็นว่ายืนยันยืนหยัดกับการให้"คุณค่าของงานวรรณกรรม"ยอดเยี่ยมจริงๆดูเหมือนจะไม่ใคร่เห็นหรือรู้สึกได้นับวัน
แต่เชื่อไหมว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดสำคัญที่สังคมของเราข

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 16 ต.ค. 2008 - 21:07:58 - ip: 118.173.151.64  

ขาดในความเห็นของผมก็คือ"วัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์"นั่นเอง.

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 17 ต.ค. 2008 - 12:42:13 - ip: 222.123.48.40  

คุณจรดล บ่นได้ยืดยาวแต่มีสาระ
เราเองยอมรับว่า เรื่องสั้นของ วัชระ ทำให้เราหลงลืมมันไปเลย สมกับชื่อเรื่อง
ซีไรต์วันนี้ และวันต่อ ๆ ไป อาจไม่มีคุณค่าทางวรรณกรรม เท่ากับกระแสที่พอจะทำให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยโรงเรียนต่าง ๆ ก็สั่งซื้อมั่งล่ะ
เราเหม็นเบื่อกับเรื่องพวกนี้เสียแล้วล่ะ ไม่รู้จะปวดประสาทกับมันไปเพื่อสิ่งสร้างสรรค์อันใด
แม้แต่วัฒนธรรมการวิจารณ์ ก็กลายเป็นลูกหม้อศักดินาที่รีดเฟ้นกันเป็นฝั่งเป็นฝา
บอกได้คำเดียวเลยว่า อนิจจา

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 00:22:14 - ip: 118.173.143.225  

หมายเหตุ..ถึงเวบมาสเตอร์
(กดวันที่ผิด กลับไปตรวจสอบอีกครั้ง หลายครั้งแล้ว ข้อมูลหายหมดเลย เป็นไปได้อยากให้แก้ไข ดังนั้น..ท่านจึงอดอ่านบทวิจารณ์ที่แรดแสมนแตนไปหนึ่งพันตัวอักษรที่ผ่านมา)

เอาใหม่

เข้าใจยากอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็คิดว่าปีนึงมีคนอ่านหนังสือที่ได้ซีไรต์เล่มนึง แต่ทีนี้ในมุมกลับกัน รางวัลน่าจะเป็นเครื่องการันตีคุณภาพเอาไว้ก่อน ถ้าหนังสือได้รางวัลก็แค่งั้นๆ ถือว่าขาดทุนโดยมิพักสงสัย ปีไหนดีเยี่ยมถึงว่าเสมอตัว
ปีที่วาณิชวิจารณ์อัญชัญ ไพวรินทร์ วิมลไทร รู้สึกว่าจะเกิดกระแสวรรณกรรมสร้างสรรค์ขึ้นในสังคม หลังจากนั้นก็ซบเซา
ส่วนหนึ่งอาจเป็นวัฒนธรรมป๊อบคูลเจอร์ด้วยตัวมันเอง พอโด่งดังขึ้น รางวัลต่างๆก็พลอยฟ้าพลอยฝนผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด (เหมือนกับกระแสเพลงสำเนียงใต้ซี่งฟังกันจนเอียน วรรณกรรมแฟนตาซีทั้งแปลและเด็กอมมือเขียนเอง ซึ่งเละคาแผงอยู่ในขณะนี้)
รางวัลวรรณกรรที่ผุดกันขึ้นมาเกร่อเกินไปก็กลายเป็นขยะ เยอะไปด้วยปริมาณแต่คุณภาพเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ยกตัวอย่างง่ายๆ วรณณกรรมอมตะเสนีย์เสวพงค์ได้ไม่เป็นที่เคลือบแคลง หรือท่านเขมานันทะซึ่งควรจะได้ก่อนด้วยซ้ำ แต่...

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 00:47:11 - ip: 118.173.143.225  

เปลว สีเงิน ล่ะสมควรได้ไม่สมควรยังพอเถียงกัน แต่ได้ก่อนท่านเขมาฯนั้นการพิจารณาให้รางวัลน่าสงสัยแน่แท้ เพื่อนตอบข้อสังเกตกับผมว่ารงค์ วงษ์สวรรค์ อันที่จริงเป็นเพราะเขาอยู่เหนือรางวลไปแล้ว รางวัลศิลปาธรที่ปีนี้ได้ไพวรินทร์ กับขจรฤทธิ์ ก็ไม่ทราบว่าทำไมต้องให้สองคน ถ้าคนที่มีคุณภาพงานไล่เลี่ยกันเท่านี้บอกได้เลยว่ามีอีกหลายคน เช่นประชาคม ลุนาชัย หรือกระทั่งกุดจี่ คนหลังหลายคนอาจมองถึงความไม่เหมาะเพราะบุคลิกคนบุคลิกงานไปทางวัยสะรุ่น แต่ปีที่ศิริวรได้ ก็ทำให้หลายคนอดแปลกใจเพราะชื่อรางวัลกับบุคลิกของคนเขียนดูจะไม่เข้ากันกับคำว่าศิลปาธรเท่าไหร่ แล้วคนอย่างปราบดา หยุ่น ใครต่อใครอีกหลายคนซึ่งก็คงจะได้ โดยเฉพาะที่โด่งดังในแวดวง (ทั้งๆที่ยังมีคนที่สร้างสรรค์งานมายาวนานไม่โด่งดังอีกมากมายเช่นเป บูรพ หรือนอกวงการพวกพ้องหน่อยเช่นอีแร้ง ดำรง อารีกุล(อายุโดยประมาณ)คนที่ทำงานท่วงทำนองเหล่านี้เหมือนล๊อกตัวไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการคัดเอาทั้งไพวรินทร์ พ่วงขจรฤทธิ์เข้าไปด้วยนั้นเหมือนกับว่าถ้าพ้นปีนี้ไปแล้วขจรฤทธิ์อาจจะได้ยากถ้าได้คู่กับไพวรินทร์ เพราะยังมีตัวเลือกอีกเพียบ นั่นเป็นเพราะถ้าเอา"ระนาบ"งานเดียว

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 01:03:24 - ip: 118.173.143.225  

แนวเดียวกับขจรฤทธิ์ก็มีมากมายก่ายกอง ทีนี้ต้องถามว่าบุคลิกของ"ศิลปาธร"คืออย่างไรแน่ เพราะโดยบุคคลผู้ได้รับรางวัลที่ผ่านมามีผลงานและตัวตนค่อนข้างโดดเด่นไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เช่นชาติ กอบจิตติ ศักดิ์ศิรมีสมสืบ วินทร์ เลียววารินทร์ ศิรวร แก้วกาจญน์ แต่ขจรฤทธิ์นั้นไม่มีผลงานชิ้นไหนที่โดดเด่นโด่งดังเลย ดาดๆธรรมดาที่สุด ถ้าเปรียบเทียบกับปราบดา หยุ่น หรือกุดจี่ก็ตาม นี่คือข้อน่าเคลือบแคลงของการให้รางวัลว่ามั่วไปหรือเปล่า ถ้าได้ปราบดา ตัดขจรฤทธิ์ออกไป ตัวรางวัลก็จะเริ่มโดดเด่นทันที หรือหลุดๆขอบไปเลยอย่างแดนอรัญ เมือได้ขจรฤทธิ์ขึ้นมาก้ให้นึกสงสัยว่ารางวัลนี้พิจารณาอย่างไรกันแน่ ทั้งนี้ไม่ได้หมายความขจรฤทธิ์เขียนงานไม่ดีก็หาไม่
หรือรางวัลอย่างรางวัลรพีพร เริ่มต้นด้วยมาโนช พรหมสิงห์ ก้หาความโดดเด่นดีเด่นยังไม่ค่อยชัด เช่นเดียวกับที่ป่านนี้ชัชรินทร์ยังไม่ได้รางวัลศรีบูรพา(ถ้าเปรียบเทียบกับวัฒน์) หรือศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์คมทวน คันธนู ยังไงผลงานก็โดดเด่นเยี่ยมยอดยาวนานกว่าประยอม ซองทอง เป็นไหนๆแม้จะมีเรื่องวัยวุฒิ กระทั่งอ.ถาที่เคารพ ถ้าเทียบโดยเนื้อน้ำของงานไฉนถึงมาก่อนท่านเขมานนันทะไปได้

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 01:33:30 - ip: 118.173.143.225  

แล้วไปทิ้งพจนา จันทรสันติ ใบหนาด หรือณรงค์ จันทร์เรือง ไว้ที่ไหน กระทั่งว่าถ้าเทียบเชิงเทียบชั้นเทียบผลงานกันแล้ว วาณิช จรุงกิจอนันต์ ซี่งเขียนงานมายาวนานทุกรูปแบบ สร้างเป็นละครโด่งดังก็มาก เอาไปไว้ที่ไหนจนป่านนี้(สงสัยเอาไปไว้ที่แกรมมี่อะวอร์ด)
ยังไม่นับรางวัลวรรณกรรม พาฝัน กุ๊กๆกิ้กๆ และวรรณกรรม อะวอร์ดๆทั้งหลาย เป็นต้น
ประเด็นก็คือ...
อยากให้รางวัลไม่ใช่สักแต่ตั้งขึ้นมาโดยขาดกรอบขาดวิสัยทัศน์ เพราะรางวัลมันต้องให้ยืนยาว สำคัญคืออย่าให้เพราะเสน่หาหรือพวกพ้องกัน เพราะถ้ารางวัลอย่างศิลปธรขจรฤทธิ์ได้ รางวัลนี้ก็คงให้ใครก็ได้ ประชาคม วิมล อ่อ แล้วประกาย ปรัชญา ล่ะเขาไปอยู่เสียที่ไหน ถ้าพูดถึงอิอิทธิพลบทบาทต่อแวดวงก็มาก ไม่พูดถึงคุณค่าฝีมือ และเส้นทางการทำงาน ไม่ได้อู้ฟู่ไม่ต่างกับศักดิศิริ
เผลอ)บ่น
มา
เสีย
ยืดยาว (ไม่ได้ตั้งใจนะเนี่ย)เพราะซีไรต์แท้ๆ ความคิดไม่ปะติดปะต่อนัก(ต้องโทษเวบมาสเตอร์ กับตัวเองที่กดวันที่ผิดไป ทำให้เครื่องสะดุด) แต่โดยเจตนาก็คือว่าอยากตั้งข้อสังเกตเพื่อการทำงานกันต่อไป เท่านี้ก่อนนะครับ...วันนี้

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 17:05:01 - ip: 125.26.88.247  

เรื่องรางวัลทางวรรณกรรม ไม่ว่าศิลปาธร ศรีบูรพา ซีไรต์ อะไรต่ออะไรอีกเยอะนั้น มีเรื่องราวเยอะ จนกลายเป็นว่าเรื่องมันยาววว มากเกินกว่าจะพูดในแจ้งได้ล่ะมั้ง เลยไม่มีใครเขาพูดกันในที่โล่งโจ้ง ให้เปลืองเนื้อเปลืองตัว แหม..นึกภาพไม่ออกจริง ๆ ว่า วงการวรรณกรรมจะไม่โปร่งใสไปได้อย่างไร (กล้ำกลืนหัวเราะ) ตอนนี้อยากใช้คำว่า รู้เช่นเห็นชาติ ก็อาจจะแรงไป และดูไม่สม บางทีนักเขียนอาชีพอาจไม่ต่างจากนักการเมืองอาชีพก็เป็นได้

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ต.ค. 2008 - 23:01:58 - ip: 118.173.146.183  

การวิพากษ์วิจารณ์เส้นสนกลในก็คงว่ากันไปตามเพลง...ผมเองก็ไม่ใคร่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไร อาศัยการสังเกตหรือข้อเอะใจเอา ว่าที่จริงมันก็จำเป็นที่จะต้องพูดถึงกันทั้งกระบวน เราอยู่ในแวดวงนี้ก็คงจะคงจะต้องคอยตรวจสอบ ให้กำลังใจ และทำงานกันต่อไป
ส่วนหนึ่งนั้นต้องยอมรับว่าจะหาคนมาทำงานวิจารณ์วรรณกรรมได้ค่อนข้างยาก มีที่แสดงทัศนะปากเปล่าได้น่าสนใจหลายคน ชนิดคนถูกวิจารณ์ไม่ว่าจะเป็นพวกแอ๊กอาร์ตอย่างจิตรกรขี้คุย ไปจนถึงนักเขียนทีทะเล่อทะล่าทั้งหลาย ได้ฟังแล้วน่าจะอึ้งกิมกี่ไปได้ และน่าชื่นใจสำหรับคนทำงานจริงๆ
อันที่จริงคนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่จำเป็นจะต้องเก่งกาจมาจากไหน ควรแสดงทัศนะของตนตามเหตุและผลธรรมดาๆได้ พวกเราหลายคนมีความรู้ความสามารถกันอยู่ แต่จะหาคนมีเวล่ำเวลามาทำกะมันจริงๆนั้นน้อย สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือไม่ต้องให้ความสำคัญกะรางวัลซีไรต์อะไรต่ออะไรมากนัก แต่ถ้าจะพูดถึงก็ดี

ส่งมาโดย sandrine เมื่อ 24 ต.ค. 2008 - 18:24:09 - ip: 61.19.57.41  

ชอบบทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้มาก หวังว่าจะมีโอกาสเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ต่อไป บางทีแรงกระเพื่อมเล็กๆ ก็มีผลสะเทือนสูง ...ได้อ่านแล้ว และอยากให้หนังสือมีโอกาสไปกระทบใจให้ผู้คนนิ่งคิดและดื่มด่ำกับอรรถรสทางวรรณศิลป์ที่ดิ่งลึกสู่มิติอันหลากหลายของมนุษย์

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 26 ต.ค. 2008 - 17:05:48 - ip: 118.173.144.141  

เราชอบที่เขาเขียนแบบผ่อนปรนขึ้น และได้มุมมองที่ไม่จำเพาะออกมา
มันค่อยๆผสมกลมกลืนกันทีละนิด แม้ชิ้นนี้จะไม่คมชัดนัก แต่ก็สื่อให้สามารถเห็นภาพรวมของความคลุมเครือและคล้ายคลึงได้

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.62) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

สวนหนังสือ

สวนหนังสือ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ