blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

ตำราอาหารสูตรผสมแฟชั่น

ส่งมาเมื่อ 01 ก.ย. 2008 - 00:00:00.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

นายยืนยง

 

1_9_01


      ชื่อหนังสือ : อาหารรสวิเศษของคนโบราณ

      ผู้เขียน : ประยูร อุลุชาฎะ

      ฉบับปรับปรุง : กันยายน 2542

      จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์แสงแดด







ใครที่เคยแก่อายุเข้าแล้ว พออากาศไม่เหมาะก็กินอะไรไม่ถูกปาก ลิ้นไม่ทำหน้าที่ซึมซับรสอันโอชาเสียแล้ว อาหารจึงกลายเป็นเรื่องยากประจำวันทีเดียว ไม่เหมือนเด็ก ๆ หรือคนวัยกำลังกินกำลังนอน ที่กินอะไรก็เอร็ดอร่อยไปหมด จนน่าอิจฉา คราวนี้จะพึ่งแม่ครัวประจำตัวก็ไม่เป็นผลแล้ว ต้องหาของแปลกลิ้นมาชุบชูชีวิตชีวาให้กลับคืนมา นั่นเองที่ได้เห็นร้านอาหารต่างชาติ ต่างวัฒนธรรม เปิดบริการกันให้สะพรั่งบ้านเมืองไปหมด แถมยังจัดบรรยากาศชวนเจริญหูเจริญตาด้วย ดังนั้นอาหารจึงเป็นเรื่องของปากและใจไปพร้อมกัน

 

เมื่อก่อนไม่เคยเห็นความสลักสำคัญของอาหาร นอกจากเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็น แต่นานเข้าจึงซาบซึ้งว่า อาหารเป็นกลิ่นอายของชีวิตโดยแท้ ใครที่เคยได้กลิ่นโชยชายของไข่เจียวที่ทอดด้วยเตาถ่านคงจะรับรู้สึกได้ และอาหารยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์อีกด้วย เพราะโดยสามัญแล้วแม้มนุษย์ต้องการอาหารเป็นเครื่องยังชีพ แต่กลับมีการสรรค์หาสูตรเด็ดในการปรุงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด บางทีการที่มนุษย์ช่างเสาะหาอาหารรสแปลกใหม่ ถูกปากมาปรนเปรอตน อาจนับเป็นพรอย่างหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักแสวงหาและสร้างสรรค์ก็เป็นได้ บรรดาความรู้สึกเหล่านี้นี่เองที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการกินอาหารนอกบ้าน แน่นอนว่ามื้อพิเศษเหล่านั้นก็เป็นที่ปรารถนาและไขว่คว้าได้ไม่ยากเย็น ขอให้มีสตางค์จ่ายเป็นพอ

 

โชคดีตกอยู่ที่ผู้มีฐานะมั่นคงหน่อย นึกเบื่อข้าวแกง ก็กินน้ำพริก เบื่ออีกก็ไปเจแปนนิสเรสเทอรองค์ หรืออิตาเลี่ยน ฝรั่งเศส อะไรก็ว่าไป นั่นย่อมแสดงออกได้ชัดเจนว่า คนกลุ่มดังกล่าวมีทางเลือกให้ตัวเอง

หากเป็นคนกลุ่มหาเช้ากินค่ำบ้างเล่า ความรู้สึกอยากกินอะไรอร่อย ๆ แปลก ๆ ก็เยือนมาบ้าง ในเมื่อสตางค์ไม่อำนวย จำต้องอาศัยเหล้าสูงดีกรีมาเป็นเครื่องบำรุงชิวหา พอจะชูรสชูใจของสำรับมื้อเย็นอันจำเจได้ไม่ยากเย็น แต่เมื่อดีกรีพอเหมาะ อาหารก็โอชารส กินไปได้มากก็อิ่ม เมื่อเคลิ้มกำหนัดที่ถูกกระตุ้นตรงปลายลิ้นจะแผ่กำซาบไปถึงไหนต่อไหน จึงไม่แปลกเลยที่คนกลุ่มนี้จะกินข้าวได้เยอะ นอกจากใช้แรงงานมากแล้ว เขายังมีลูกแยะด้วย อาหารจึงไม่ใช่เรื่องของปากอย่างเดียวแน่นอน

กับข้าวเป็นวิถีชีวิตของคนในสังคม สามารถบ่งบอกถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละยุคได้ชัดเจน จะเห็นได้จากนิตยสารทุกวันนี้ มีคอลัมน์สอนทำกับข้าวผสมอยู่แทบทุกฉบับ ไม่ว่านิตยสารผู้หญิงทั้งหลาย ซึ่งถือตำราอาหารเป็นส่วนประกอบตายตัว ตามสำนวนของแม่ศรีเรือนทั้งหลาย เป็นเสน่ห์ปลายจวักอะไรก็ว่าไป ผู้หญิงจึงต้องทำกับข้าวเก่ง ถูกใจถูกปากสามี แต่ทุกวันนี้ ผู้หญิงต้องทำงานนอกบ้าน เหนื่อยสายตัวแทบขาดยังสู้อุตส่าห์กลับมาทุ่มเทเวลาปรุงมื้อเย็นเตรียมไว้ให้สามีและลูก ๆ จนพร้อมสรรพ ผู้หญิงดังกล่าวนี้น่ายกย่อง และเห็นจะทำได้ไม่กี่คนนัก ดังนั้นนอกจากตำราสอนทำกับข้าวแล้ว นิตยสารยังมีคอลัมน์ประเภทชวนไปกิน ชวนไปชิมที่ร้านนั้นร้านนี้ ประแต้มไปกับคอลัมน์อื่น เป็นการสนองตอบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วของคนในสังคมยุคนี้ แต่คอลัมน์ประเภทนี้มักถูกมองว่ากินเป็นอย่างเดียว เพราะไม่ได้แสดงฝีมือด้านการประกอบอาหารของคอลัมนิสต์ เพราะคนที่จะเขียนตำราสอนทำกับข้าวนั้นย่อมเป็นพ่อครัว แม่ครัวฝีมือเอก จึงกล้าเขียนถ่ายทอดวิชาให้ผู้อ่านได้อย่างน่าเชื่อถือ

ปัจจุบันคอลัมน์สอนทำกับข้าว หรือตำราอาหาร ได้กลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว เนื่องจากใคร ๆ ก็พากันเขียนทั้งนั้น

 

ตำราอาหารได้แตกหน่อต่อยอดไปจากเดิมมาก ยังจำได้ไหมว่า เมื่อก่อนตำราอาหารมักจะมีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ เครื่องปรุง ที่จำเป็นอย่างยิ่งว่าต้องมีเยอะแยะสารพัด และเน้นว่าต้องละเอียด เช่นน้ำปลา เธอก็จะกำหนดให้เป็น 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ¾ ช้อนโต๊ะ อีกส่วนคือ วิธีทำ อย่างกับการบ้านเลขสมัยประถม กระทั่งว่าฮิวเมอริสต์เคยเขียนล้อเลียนตำราอาหารแบบนี้ให้เป็นที่ขบขันมาแล้ว คือทำกับข้าวอะไรง่าย ๆ ก็กลับให้กลายเป็นเรื่องยากเย็น ทำให้ศิลปะการปรุงกลายเป็นเรื่องแบบวิทยาศาสตร์ไปได้ อาจเพราะสมัยนั้น คนกำลังเห่อวิทยาศาสตร์กัน ผิดกับทุกวันนี้ที่คนเขียนตำราอาหารต่างออกแบบการเขียนของตนให้มีเสน่ห์ และใคร ๆ ก็พากันเขียนทั้งนั้นเป็นเรื่องจริง ไม่ว่านายสมัคร ผู้เป็นนายก แม้แต่กวีซีไรต์อย่างท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็เคยเขียนคอลัมน์ ครัวทองประศรี อยู่สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ยุคก่อน ๆ โอย...เยอะแยะ อ่านกันไม่หวาดไม่ไหว หรือเอารุ่นใหม่บ้าง เห็นที่ ขวัญเรือน มีคอลัมน์ ครัวสีแดง ของ นักเขียนสาวอุรุดา โควินท์ หรือที่ดิฉัน ในคอลัมน์ คลุกข้าวซาวเกลือ โดยฮิมิโกะ ณ เกี่ยวโต ที่ต่างคนก็มีลีลากันคนละแบบ แต่ตำราอาหารที่ต้องยกให้เป็นพระเอกในวันนี้ คือตำราของประยูร อุลุชาฎะ หรือ . ณ ปากน้ำ นั่นเอง

 

ตำราอาหารที่เขียนได้ดีนั้นจัดเป็นงานประเภทสารคดีได้เลย แต่ตลาดหนังสือได้จัดให้อยู่ในหมวดอาหาร ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับหมวดหมู่หนังสือในบ้านเราหรอก เสียเวลาเปล่า

 

ใครที่เคยอ่านตำราอาหารตามนิตยสารคงรู้ว่า ตำรามีคนเขียน 2 แบบ คือ แบบที่นักโภชนาการเขียน และแบบอื่น

 

แบบที่นักโภชนาการเขียนนั้น เขาเน้นเรื่องสุขลักษณะ เรื่องโครงสร้างของสารอาหาร และรสชาติอาหาร ขณะที่แบบอื่นนั้น เป็นการเขียนที่กล่าวถึงสภาพแวดล้อมของอาหารของแต่ละเมนู ยกตัวอย่างชัดเจนอีกตำรับหนึ่งที่สกุลไทย คอลัมน์ พ่อบ้านทำครัว โดยหนานคำ ที่เขาเขียนได้น่าอ่านและน่าลองปรุงกินเอง ได้เกร็ดความรู้ เนื่องจากมีการกล่าวถึงสิ่งที่เชื่อมโยงให้ก่อเป็นอาหารจานนั้น เสน่ห์ของเขาอยู่ที่การเขียนถึงตำรับดั้งเดิมของคุณยาย คุณแม่เขาในสมัยก่อน ที่ลุ่มแม่น้ำน้อยมีปูปลาอุดม เครื่องปรุงมีไม่มากแต่ทำแล้วก็โอชารส ผิดกับสมัยนี้ต้องอาศัยการประยุกต์

 

ขณะที่ตำราอาหารของประยูร อุลุชาฎะ ที่นำเสนอนี้มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน แต่สำนวนโวหารจะเหนือชั้นกว่าและอุดมด้วยองค์ความรู้แวดล้อมอยู่ในอาหารจานนั้น อย่างในเล่ม อาหารรสวิเศษของคนโบราณ ในส่วนบทนำ (หน้า 37) เขียนไว้ว่า

 

หลักการของการทำอาหารก็คือ ทำให้อร่อย ถูกปากผู้กิน แต่หลักการใหญ่กว่านั้นก็คือ จะต้องให้ทันใจคนด้วย มิใช่ว่าเชิญแขกมาแล้วก็ปล่อยแขกให้คอยเป็นชั่วโมง จนแขกหิวกระสับกระส่าย แบบนี้ถือว่าเป็นนักโภชนาการใช้ไม่ได้ เพราะถึงอาหารจะอร่อย แต่ช้าเกินไปความไม่อร่อยก็จะเข้ามาแทนที่ เพราะมันมีความไม่พอใจของผู้บริโภคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 

เขาเขียนขนาดนั้น หรือเกร็ดเล็กน้อยที่สำคัญ ซึ่งจะพบได้ไม่ง่ายนักในตำราเล่มอื่น (หน้า 39)

 

ศิลปะการแก้กลิ่น แก้รสนี้ นักโภชนาการจำเป็นจะต้องรู้ เช่นนักต้มเครื่องในวัวเขาแก้คาวเนื้อวัวกับเครื่องในด้วยข่าและตะไคร้

 

น้ำมันทอดกล้วยแขกสมัยสงครามน้ำมันหมูแพง เขาใช้น้ำมันมะพร้าวมาทอด แต่เขาแก้รสเหม็นหืนของน้ำมันมะพร้าว ด้วยการใส่ใบพลูลงไปทอดจนกลิ่นหืนหมดไป

 

บรรดารายละเอียดเล็กน้อยนี้ถือเป็นตัวชูโรงของตำราอาหาร หรืออย่างแกงเลียง (หน้า 61)

แกงเลียง เป็นเชื่อของแกงโบราณของไทย ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราเช่น พม่าหรือเมียนม่าร์ ก็มีอาหารประจำชาติแบบแกงเลียงนี้เหมือนกัน

 

เห็นได้ว่า การเขียนวิธีปรุงแกงเลียง ก็ขึ้นต้นด้วยเกร็ดความรู้ เรียกน้ำย่อยก่อน และมีการเปรียบเทียบระหว่างแกงเลียงโบราณแท้ กับแกงเลียงสมัยใหม่ (หน้า 62) บางสำนักเมื่อใส่ผักก็ใส่กุ้งสดลงไปด้วย อย่างนี้ก็ไม่ผิดอะไร แต่ดูจะเป็นการสำรวยเกินไป เพราะจุดมุ่งหมายของแกงเลียง ท่านต้องการกินผักและซดน้ำกำลังร้อน ๆ อร่อยดีนัก คนสมัยนี้กินแกงเลียงไม่เป็นก็ว่าได้ ต้องใส่กุ้งหรือปลาหมึกลงไป หรือใส่ฝักข้าวโพดอ่อนลงไปด้วย ฯลฯ แกงเลียงนั้นจะขาดใบแมงลักไม่ได้ จะเอาอะไรมาแทนก็ไม่ได้เหมือนขนมจีนซาวน้ำ ฯลฯ หรืออย่างในคำนำ เขาเขียนว่า

 

โปรดจำไว้ว่าคนโบราณเขาใช้มือเปิบข้าวกัน ดังนี้อาหารประเภทเหลว ๆ หรือแกงน่าจะเป็นของลำลองหรือมาทีหลัง การทำอาหารแบบละเมียดละไมเช่นนึ่งหรือทอดนั้นไม่ใช่ลักษณะความเป็นอยู่แบบพื้นเมืองของคนไทย คำว่าทอดกับกระทะสำหรับทอดน่าจะเป็นวัฒนธรรมจีน สมัยก่อนกระทะเหล็กถูกส่งมาขายโดยเรือสำเภาเสียส่วนใหญ่ รวมทั้งลังถึงสำหรับนึ่งด้วย

 

อ่านตำราอาหารของผู้เขียนท่านนี้แล้วไม่พบความผิดหวัง เพราะนอกจากได้กลเม็ดเด็ดพรายในการปรุงจนนึกอยากทำกับข้าวกินเอง นึกถึงต้มโคล้งปลากรอบ นึกถึงสะเดาน้ำปลาหวานแนมปลาดุกย่าง น้ำลายสอไปเลย นอกจากนั้นยังทำให้กินอาหารเป็นขึ้นเยอะ ไม่ใช่สักแต่มีรสหวานนำเหมือนแกงถุงตามตลาด ทั้งยังรู้จักว่า แกงไหนเป็นไทยแท้ แกงไหนเป็นของแขก ของจีน ได้เกร็ดแม้กระทั่งว่า ยามป่วยไข้กินอะไรไม่ถูกลิ้น ขอให้ได้ฟักต้มใส่กุ้งแห้ง ซดน้ำร้อน ๆ เป็นพอแล้ว บางทีเบื่ออาหาร มียอดสะเดากับน้ำปลาหวานก็ชูชีวิตให้โอชารสขึ้นมาได้อย่างน่าประหลาด เป็นอันว่าตำราอาหารเล่มนี้หรือเล่มไหน ๆ ของผู้เขียนท่านดังกล่าว เหมือนตำราจิตวิทยาแฝงเข้ามาอีกย่อม ๆ ด้วย

 

กล่าวถึงตำราอาหารฝีมือคนรุ่นเก่าที่ต้องยกย่องแล้ว ก็ต้องขอกล่าวถึงตำราอาหารฉบับแฟชั่นของคนรุ่นใหม่บ้าง ไม่ใช่นำมาเทียบกัน แต่เพราะอยากเขียนให้เห็นถึงวิธีการแตกหน่อต่อยอด

 

คอลัมนิสต์แต่ละคนล้วนมีจุดขายที่ต่างกันไป (ความจริง คำว่าจุดขาย ไม่น่าใช้ เพราะมีคอลัมนิสต์ตำราอาหารบางคนเขียนให้ฟรี เช่นที่สานแสงอรุณ คอลัมน์ ชวนลูกเข้าครัว ขออภัยถ้าจำไม่ผิด เขาเขียนได้น่ารัก เป็นการทำอาหารที่รวมเอากลิ่นอายของชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน แถมยังเป็นชีวิตที่งดงาม เป็นสุขอีกต่างหาก ดังนั้นไม่ใช้คำว่า จุดขาย จะดีกว่า) แน่นอนว่าการทำอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ชัดเจนอยู่ในตัว การเขียนตำราอาหารก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน ต่างแต่อาหารในทัศนะคติ หรือมุมมองของคนเขียนตำราอาหารแต่ละคนนั้นย่อมต่างกันไป ถือเป็นลักษณะจำเพาะ ยกตัวอย่างคอลัมน์คลุกข้าวซาวเกลือ ของ ฮิมิโกะ ณ เกียวโต ที่เขียนประจำในนิตยสารดิฉัน

 

คอลัมส์นี้ทำให้ผู้อ่านได้เห็นบุคลิกภาพชัดเจนของคอลัมนิสต์สาวมีลีลาเร่าร้อน เขียนได้สนุกแสบ และเศร้าตามแบบของเธอ พอ ๆ กับรสชาติอาหารแต่ละจานที่นำเสนอ เมื่อพิจารณาดูแล้ว อาหารที่ต้องเป็นตัวชูโรงของเรื่องยังพอมีความโดดเด่นสูสีกับเรื่องแวดล้อม อย่างไรอาหารก็ไม่ได้เป็นพระเอกอยู่ดี กลับกลายเป็นว่า ตัวเอกคือ ตัวคอลัมนิสต์เอง พอจะสรุปได้ว่า ทัศนะคติของเธอที่มีต่ออาหาร คือ อาหารเป็นเครื่องบำเรอกามรสของชีวิต

 

หรืออีกคอลัมน์ ครัวสีแดง ของนักเขียนสาวอุรุดา โควินท์ ในขวัญเรือน

 

คอลัมนิสต์ครัวสีแดงนี้ มีฝีมือทางการเขียนเรื่องสั้นและบทกวีในแนวอีโรติก แต่สำหรับตำราอาหารที่เธอเขียนยังสู้ฝีมือเรื่องสั้นของเธอไม่ได้ เรื่องแวดล้อมที่เขียนเพื่อนำไปสู่เมนูอาหารนั้น ก็น่าสนใจดี เช่นการไปเที่ยว การเดินทาง ได้พบปะคนนั้นคนนี้ เหมือนนักท่องเที่ยวตระเวนตามที่ต่าง ๆ ตามใจปรารถนา แล้วตลบท้ายด้วยอาหารสักจานหนึ่ง แต่ไม่รู้เพราะอะไร อาหารจานที่ควรโด่นเด่นนั้นถูกกลบสีสันลงอย่างน่าเสียดาย เธอไม่สามารถแสดงออกถึงความจริงใจในรสชาติอันโอชาของอาหารจานนั้นได้เท่าที่ควร บ่อยครั้งเมนูที่นำเสนอ เธอไม่ได้เป็นผู้ปรุง แต่ฉลาดเลือกหยิบจับเทคนิคการปรุงของคนแวดล้อมมาเขียน ทำให้ตัวเอกของเรื่องไม่ใช่อาหาร กลับกลายเป็นเธอเอง หรือเจ้าของเมนูเด็ดนั้นไปเสียแล้ว อย่างไรก็ตามพวกชอบอ่านหนังสือชนิดไม่จำเพาะเจาะจงประเภทอย่างเรานี้ ขอให้พัฒนาฝีมือต่อไป

 

ดังนั้น อาหารในทัศนะคติของคนเขียนตำราอาหารจำเป็นต้องสำแดงออกชัดเจนว่า อาหารคืออะไร เป็นศิลปะอย่างไร และเป็นเอกเพียงไหน แม้ว่าใครก็ทำอาหารเป็น หรือใครก็เขียนได้ เรื่องง่าย ๆ พวกนี้ แต่ขอให้นึกถึงผู้อ่านบ้างเถอะว่า เขาจะรู้สึกอย่างไรหากผู้เขียนตำราไม่ได้เห็นอาหารเป็นของวิเศษ.


ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 14:53:44 - ip: 119.42.86.120  

สวัสดีนายยืนยง
อ่านแล้ว อ่านดี มีรสชาติ
บางคนเขียน รสชาด ซึ่งผมว่าไม่ถูก
ไม่ทราบคำว่ารสชาดนี่มีที่มาที่ไปอย่างไร คล้ายๆเป็นความเข้าใจ จงใจ เอาเอง
ผมเคยทักเคยบอกใครหลายคนที่พอถามถึงคำว่า รสชาติ ว่าเขียนดอเด็กหรือตอเต่าสระอิ
ผมก็บอกว่าตอเต่า เลยไปเปิดพจนานุกรมกัน ก็ปรากฏว่าเป็น รสชาติ
อันที่จริง รสชาด ดอเด็กนี่ ก็พอจะทราบเนาๆกันอยู่ว่า ชาด น่าจะเป็นสีชาด(ซึ่งหมายถึงสีแดง-ไหมนะ) เขาเอาไปรวมเข้ากับ รสชาติ โดยความเข้าใจอย่างไรก็ไม่รู้ เพราะนอกจากเป็นความเข้าใจส่วนบุคคลแล้ว ป้ายโฆษณา หรือข้อความที่เป็นทางการหลายๆแห่งหนก็เคยเห็นเขียน รสชาดเหมือนกับว่า เป็นสิ่งถูกต้อง เหมือนกับว่ารสชาตินั้นไม่ได้รสชาติ หรือขอแปลกไว้ก่อน หรือคำว่า มุข ซึ่งบางคนเขียน มุก อันที่จริงจะว่าเป็นเรื่องหยัดแย้งกันอยู่ก็ว่าได้ แต่โดยทัศนะผมแล้ว มุขที่ถูกต้องน่าจะเป็นมุข ขอไข่ ไม่ใช่กอไก่ เหตุผลเพราะ หมายถึงมุขปาฐะ มุขซึ่งเป็นนัยยะของนามธรรม ขณะมุกกอไก่เป็นมุกแบบแป๊ก คือมุขจำเพาะ หรือไม่เป็นมุข(ในความหมายของมุข)เลยก็ว่าได้ แต่เป็นมุก ซึ่งเป็นไข่มุก เป็นวัตถุสิ่งของ
ภาษา ก็มีรสชาติ รสชาติของภาษา ก็คงคล้ายๆกับรสชาต

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 15:06:22 - ip: 119.42.86.120  

กล่าวอีกอย่าง ภาษา ก็มีรสชาติ รสชาติของภาษา ก็คงเหมือนกับรสชาติของ อาหาร
ที่เขาเปรียบว่าวรรณคดีนั้นมีรส7อย่าง9อย่างอะไรนั่น
ผ่านเรื่อง รสชาติ ซึ่ง ปรุงเองชิมเอง หรือพูดเองเออเองแล้ว อยากแสดงทัศนะเกี่ยวกับอาหารการกินสักนิด
ปัจจุบัน ผู้หญิงทำกับข้าวกันไม่ค่อยเป็นแล้ว แม้แต่คนรุ่นๆผม (แต่ไม่บอกหรอกว่ารุ่นไหน ให้ทายเอาเอง) คือดูเหมือนว่า การทำกับข้าวไม่เป็นของผู้หญิงในสมัยหลังปัจจุบัน(ไม่รู้แปลว่าอะไร โพสต์โมเดิร์น) จะเป็นเรื่องเท่ ใครบอกว่าทำกับข้าวไม่เป็นไม่เก่งนี่เท่ ทำได้นิดหน่อย พอปะแล่มๆ ยิ่งเท่เข้าไปใหญ่
กลับกัน การทำกับข้าว กลับเป็นเรื่องของผู้ชาย แม้ว่าปัจจุบัน สังคมสมัยใหม่ ไม่นับเป็นเรือนครัว แต่เป็นคนอาศัยเช่าบ้าน อยู่หอ หรือคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยมีการทำกับข้าวกันแล้ว คนรุ่นใหม่ที่อยู่บ้านเอง บ้านพ่อแม่ บ้านนอกคอกนา บ้านเมือง ก็ทำกับข้าวไม่เป็น อาศัยกรุณาปลายจวักของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย หรือไม่ก็ แกงถุง
การทำกับข้าวของผู้ชาย กลับกลายเป็นเรื่องปกติ และเท่นิดๆ การเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ตกทอดมาถึงหญิงรุ่นหลังมีบ้าง แต่น้อยนัก เรียกว่าถ้าคนสมัยใหม่ เด็กรุ่นใหม่อยู่กินด้วยกัน

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 15:18:08 - ip: 119.42.86.120  

น่าจะครึ่งต่อครึ่ง ที่ผู้หญิงกับผู้ชาย ทำกับข้าว(ให้)กันกิน และน่าจะเกินครึ่งต่อครึ่งที่ผู้ชายเป็นฝ่ายทำ เพราะทำคล่องทำอร่อย ซึ่งเป็นว่า ใครที่อยู่ด้วยกันกับใคร หญิงชายอยู่ด้วยกันแล้วผู้หญิงทำกับข้าวให้ทำกับข้าวเป็น นับเป็นโชคดี ของผู้ชายคนนั้นในปัจจุบัน กลับกับที่ผู้ชายทำกับข้าวให้ผู้หญิงนั้นนับว่าโชดีไป แต่ที่เกินครึ่งต่อครึ่งก็คือทั้งคู่ทั้งโขยงทำกับข้าวไม่เป็นกัน กินข้าวนอกบ้าน (ไม่ใช่สนามหญ้าหน้าบ้าน เพราะไม่มีแม้แต่ที่จอดรถเครื่อง) อาหารตามสั่ง อาหารสำเร็จอย่างในห้างดิสเค้าโตร์ต่างๆ อย่างดีก็แกงถุง อย่างปกติก็มาม่า
เราจึงต้องกินอาหารไม่ หรอย หรอยบังหน้า คือไม่แน่ใจว่าหรอยแบบไหน อาหารแบบปักษ์ใต้ก็จัดจ้านเกินถ้าเผ็ด สะตอก็เม็ดโตสมบูรณ์เกินเหตุ เป็นต้น และอาหารหวาน จะกินของดีของอร่อยไม่แพง หาได้ไม่ง่ายนักที่ใกล้บ้านกับวิถีชีวิตที่ (ต้อง)กินไม่เลือกที่ ของคนในยุคปัจจุบัน
อาจเป็นกระแสตีกลับในวันนึง กล่าวคือ คนจะหุงข้าวกันมากขึ้น ซื้อแกงถุงอยู่(แม้ตามหมู่บ้านชนบท) ต่อมา ปลูกผักในกระถาง ริมรั้วไว้แนม หัดทำผัดต้มแกงคั่วง่ายๆกิน เพราะเห็นความสำคัญของอาหารการกินมากขึ้น เริ่มต้นด้วย..

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 15:21:37 - ip: 119.42.86.120  

อาหารรสวิเศษของคนปัจจุบัน (ที่สวนหนังสือ) นี่ก็เข้าที.

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 15:59:06 - ip: 222.123.216.151  

ขอบคุณนะที่ชอบอ่านและชอบรับประทาน
คุณจรดล มีความรู้เยอะ และช่างสังเกต ทำให้เราต้องปรับปรุงตัวเองอยู่เรื่อย วันนี้ต้องรีบไปดูรายการชิมไปบ่นไปที่ออกอากาศแบบชวนระทึก ไม่รู้ว่าจะน่ากินรึป่าว

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 23:14:07 - ip: 119.42.86.166  

อ่ะครับ
เขาว่าคนอ่านนี่มีความรู้กว่าคนเขียนนะ
แต่เราว่าไม่เสมอไป
(ไม่ดัดนะ)อย่างถ้าคนเขียนเป็นนักเขียนปราชญ์ราชบัณฑิตนี่ ท่าจะมีความรู้มากกว่าคนอ่านอยู่หลายๆขึด
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผมเขียน ก็ระลึกอยู่เสมอว่าจะได้รับความรู้ความเห็นจากคนอ่าน
กลับกันเวลาอ่าน ผมได้ความรู้อะไรเยอะแยะเลย
อ่านสวนหนังสือของนายยืนยงนี่ก็เหมือนกัน
นอกจากความรู้แล้ว ยังได้อรรถรส
อยากให้งานเหล่านี้ได้เผยแพร่วงกว้างออกไป

จริงทีเดียวว่าลิ้นมันรับรสน้อยลงตามวัย แต่เหตุผลอีกอย่างคือเราในปัจจุบันนี้มีอุปนิสัยการกินที่ขาดสติ หรือเร่งรีบกันมาก เรียกว่าคนสมัยใหม่นี่เร่งรีบทำมาหากินกัน ถึงจะแสวงหาของอร่อยๆสามดาวห้าดาวกิน ก็เป็นความเอร็ดอร่อยแบบรีบเร่ง ที่จะได้สัมผัสอรรถรสชาติของอาหารที่แท้จริง นั่นประการหนึ่ง แต่ประการสำคัญเราขาดสติในการกินในแง่ที่ว่า การกินเป็นการเจริญสติอย่างหนึ่ง นอกจากเจริญอาหาร ดั่งที่ติช นัทฮันท์ว่าการกินผลส้มอย่างมีสติ ระลึกอยู่เสมอถึงทุกอิริยาบท ไม่ว่าจะเป็นการนั่งยืนนอนกินหรือทำใดๆ การกินเช่นนี้จะเพิ่มการสัมผัสรสชาติของการกินในอีกมิติหนึ่ง ทำให้เราไม่ติดกับรสอาหาร

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 09 ก.ย. 2008 - 23:23:19 - ip: 119.42.86.166  

หรืออร่อยกับรสอาหารอย่างเดียว หากแต่เป็นการกินที่อร่อยอย่างเข้าถึงสัจธรรมและรสชาติในการกินอีกด้วย
อาหารอร่อย จึงอยู่ที่การปรุง และการกินควบคู่กันไป ดังที่นายยืนยงว่านั่นแหละว่าการกินอาหารมันเป็นเรืองของกายกับใจคู่กัน
แต่สำหรับการกินไปบ่นไปหรือเห็นแก่กิน ตะกระตะกรามมามูมนั้น ผมไม่แน่ใจว่าจะนำภัยมาสู่ตนให้ท้องร่วงท้องเสียรูดทะราดหรือไม่อย่างไร...

ปล.ขอบคุณนายยืนยงนะที่เขียนเรื่องอาหารการกินให้อ่าน
ตอนนี้กำลังคอยซีไรต์(ฉบับประทับตรา)อยู่ นายยืนยงได้เสพลิ้มชิมรสหรือยังแล้ว พันพรื่อ..


แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.62) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

สวนหนังสือ

สวนหนังสือ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ