blogazine prachatai บล็อกกาซีน (beta)  |  บล็อกทั้งหมด  |  จัดการบล็อก  |  เงื่อนไขและข้อตกลง  |  นโยบายความเป็นส่วนตัว  |  ประชาไท

หนังสือกับต้นทุนการอ่าน

ส่งมาเมื่อ 17 ส.ค. 2008 - 00:00:00.  หมวด: บันเทิง  ป้าย:

นายยืนยง



17_8_01

ชื่อหนังสือ : ก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ

(สูจิบัตรในงาน ‘หนังสือ ก่อนและหลังเป็นหนังสือ’ )

จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ผีเสื้อ


สัปดาห์ก่อนไปมีปัญหาเรื่องซื้อหนังสือกับพนักงานขายของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ด้วยเพราะหนังสือที่จะซื้อมีราคาไม่เป็นจำนวนถ้วน คือ ราคาขายมีเศษสตางค์ เป็นเงิน 19.50 บาท เครื่องคิดราคาไม่ยอมขายให้เรา ทำเอาพนักงานวิ่งถามหัวหน้ากันจ้าละหวั่น ต้องรอหัวหน้าใหญ่เขามาแก้ไขราคาให้เป็น 20.00 บาทถ้วน เครื่องคิดราคาจึงยอมขายให้เรา เออ..อย่างนี้ก็มีด้วย เดี๋ยวนี้เศษสตางค์มันไร้ค่าจนเป็นแค่สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง


หนังสือเล่มดังกล่าวนั้น มีราคาถูกจนน่าตกใจเลยทีเดียว เนื่องจากสำนักพิมพ์ใช้กระดาษสีขาวเคลือบมันอย่างดี ตัวอักษรเป็นสีน้ำตาลแก่ มีภาพประกอบ ปกอ่อนแต่ใช้กระดาษแข็งสีเขียวขี้ม้า ทั้งเล่มมีจำนวน 184 หน้า เมื่อเปรียบเทียบราคากับคุณภาพหนังสือแล้วต้องบอกว่า ราคาถูกมาก


ในหน้า 2 เขาพิมพ์ไว้ว่า

หนังสือนี้ เป็นหนังสือที่ระลึก

จัดทำด้วยกรรมวิธีเร่งรีบ เพื่อให้ทันงาน

มิได้เย็บกี่ก่อนเข้าเล่มไสกาว

และกำหนดราคาไว้เพียงเพื่อให้ ‘มีราคา’

โปรดอย่าเปรียบเทียบกับราคาหนังสือเล่มอื่นใดทั้งสิ้น

ไม่ว่าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ

หรือสำนักพิมพ์ใดในโลก

และกรุณาอย่าส่งคืนสำนักพิมพ์

หากกระดาษหลุดจากเล่มเป็นใบปลิว

(อารมณ์ขัน)


หนอนหนังสือจะรู้ดีกว่า สำนักพิมพ์ผีเสื้อ มีนโยบายพิมพ์หนังสือด้วยความประณีต เย็บกี่เข้าเล่มอย่างดี หากหนังสือหลุดออกเป็นกระดาษก็ส่งคืนสำนักพิมพ์ได้เลย เขาจะส่งหนังสือเล่มดังกล่าวที่สมบูรณ์มาให้ พร้อมหนังสือเล่มอื่นของสำนักพิมพ์ฝากตอบแทนให้ด้วย เป็นนโยบายที่แสดงความรับผิดชอบอย่างน่ายกย่อง แต่กับหนังสือ ก่อนเริ่มโรงเรียนวิชาหนังสือ เล่มนี้ สำนักพิมพ์ผีเสื้อทำราวกับว่าเป็นการส่งสัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งต่อวงการหนังสือบ้านเรา


ทุกวันนี้ หากจะซื้อหนังสือต้องมีเงินหลักร้อยขึ้นไปทั้งสิ้น ครอบครัวที่ต้องจำกัดจำเขี่ยย่อมต้องคิดคำนวณพอสมควรหากจะซื้อหนังสือสักเล่มสองเล่ม บางทีก็รู้สึกว่ามันแพงจังนะ หนังสือสมัยนี้อย่าว่าแต่พ็อกเก็ตบุ๊คเลย แม้กระทั่งหนังสือพิมพ์รายวันก็มีราคาเท่ากับ นม UHT 1 กล่อง กระทิงแดง 1 ขวด หรืออะไรต่อมิอะไร ไม่รู้ว่าหนังสือมีต้นทุนการผลิตกี่รายการ อะไรบ้าง ค่ากระดาษ ค่าหมึก ค่าลิขสิทธิ์ ค่าสายส่ง ฯลฯ เคยมีคนบอกว่า นักเขียนจะได้ค่าลิขสิทธิ์ประมาณ 10 % แบ่งเปอร์เซ็นต์ให้ร้านหนังสือประมาณ15-25 % ค่าสายส่งหนังสือตกราว ๆ 40-45 % ที่เหลือเป็นของสำนักพิมพ์ หากเป็นเช่นนั้นจริง สายส่งหนังสือก็ไม่ต่างจากเสือนอนกินเท่านั้นเอง


เมื่อหนังสือแพงก็ย่อมตกถึงมือผู้อ่านไม่ทั่วถึง แม้จะมีหอสมุดแห่งชาติ แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรนัก หนังสือส่วนใหญ่ไม่ทันสมัย เคยเห็นรายการขอรับบริจาคหนังสือ เช่น หนังสือมือสองเพื่อน้อง อะไรทำนองนี้ เดี๋ยวนี้เห็นมีคำขอร้องว่า ถ้าหนังสือบอบช้ำ หน้าไม่ครบ หรือจวนจะเป็นฝุ่นแล้ว ก็กรุณาเก็บรักษาไว้ที่บ้านคุณเถิด ถ้าจะบริจาคก็ขอให้เลือกหนังสือที่สภาพดี นึกถึงคนที่เขารับบริจาคบ้างเถิด เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเรา พวกใจบุญทั้งหลายที่ใจแคบ เผลอคิดว่าการทำบุญเป็นการกำจัดขยะในบ้านตัวเอง แต่ใคร ๆ ก็พยายามพูดถึงวัฒนธรรมการอ่านกันเสียจริง ไม่รู้จริงใจกับการอ่านมากน้อยแค่ไหน


เดิมทีโน้น บ้านเราจะมีสักกี่คนที่ได้เรียนหนังสือ ได้หยิบจับหนังสือ นอกจากพวกลูกเจ้าขุนมูลนาย ลูกข้าหลวง ลูกพ่อค้ามีอันจะกิน หนังสือแต่ละเล่มต้องกราบกรานกันราวพระพุทธรูป ห้ามข้าม ห้ามเหยียบ คุณค่าของหนังสือมาจากเนื้อหาที่ได้จากการอ่าน หรือ ตัวเล่มหนังสือ กันแน่หนอ


โดยส่วนตัว ฉันให้ค่าความหมายกับคุณค่าจากเนื้อในมากกว่า หนังสือบางเล่มพิมพ์อย่างดี หรูหรา ประณีต อ่านแล้วก็ต้องเก็บเข้าตู้ จะให้ใครอ่านต่อหรือบริจาคก็คงต้องรอให้เจ้าของมรณาไปเสียก่อน คุณค่าจากการอ่านจึงจำกัดไว้เฉพาะเจ้าของที่มีปัญญาซื้อ คนไม่ได้เป็นเจ้าของก็หมดสิทธิ์ไป


ว่าไปแล้ว หนังสือนั้นจะมีค่าคุณประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีคนอ่านเท่านั้นแหละ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่ง เป็นของประดับบ้าน เสริมบารมี ไม่ต่างจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่แน่นอนว่า หากหนังสือที่จัดพิมพ์ด้วยกรรมวิธีประณีต เพิ่มความคงทน ก็ช่วยยืดอายุหนังสือได้มาก ยาวนานไปถึงรุ่น ลูก หลาน เหลนโน่น จะมีคุณประโยชน์ตรงนั้น
(ถ้าเขาหยิบมาอ่านนะ)


ลองคิดเล่น ๆ ดูว่า การให้คุณค่าหนังสือระหว่างเนื้อหาที่ได้จากการอ่านและคุณค่าของตัวหนังสือในสังคมไทยก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้น้ำหนักไปทางด้านใดมากกว่ากัน หรืออาจจะพอ ๆ กัน แต่สำหรับบางคนที่นับถือเนื้อในมากกว่าย่อมไม่พอใจแน่หากหนังสือจะมีต้นทุนทางกรรมวิธีการจัดพิมพ์เป็นเล่มที่สูงขึ้น ทำให้ราคาสูงตามไปด้วย


แน่นอนหากหนังสือมีราคาถูก ซื้อหาได้ง่าย น่าจะช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงหนังสือลงไปได้มากโขอยู่ โลกทุกวันนี้ก็เป็นอย่างที่รู้เห็นกันนั่นเอง มีสื่อให้เลือกเสพตามสะดวก ทั้งโทรทัศน์ ทั้งอินเตอร์เน็ต แต่กับสังคมไทยเรา อย่าลืมว่า สื่ออิเล็คทรอนิคส์ต่าง ๆ ล้วนกระจุกอยู่ในกลุ่มคนจำเพาะ เช่น คนชั้นกลาง ยังมีคนไทยอีกไม่รู้เท่าไหร่ที่ไร้ช่องทางจะเข้าถึงสื่อเหล่านี้ ไม่เว้นกระทั่งโทรทัศน์ เพราะบางคนเขาไม่มีไฟฟ้าใช้กัน ฉะนั้นหนังสือน่าจะเป็นทางเลือกที่กว้างขวางและไร้ขีดจำกัดมากที่สุด แม้ว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่อ่านหนังสือไม่ออก อย่างไรก็ตาม จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ ถ้าหนังสือจะมีราคาค่างวดหรือต้นทุนที่ต่ำลงเพื่อกระจายโอกาสการอ่านได้ทั่วถึง


อีกข้อหนึ่งที่มาพร้อมกับทัศนคติแบบยกย่องบูชาหนังสือจนเกินกว่าเหตุ จนทำให้หนังสือกลายเป็นสินค้าที่ต้องมาพร้อมกับทัศนคติทางการตลาดแบบพิเศษ ทำนองว่า หนังสือประเภทนี้คนอ่านต้องเป็นครูบาอาจารย์เท่านั้น เคยเห็นกับตามาแล้ว ที่ตลาดนัดหนังสือมือสองมีคนเอาพวกมติชน เนชั่นสุดสัปดาห์เล่มเก่า ๆ มาขาย มีเสียงแซวจากบางคนว่า หนังสือพวกนี้ขายไม่ได้ร้อก โน่นต้องพวกปริญญาโทอะไรโน่น เป็นอย่างนั้นไปได้เนอะ... ไอ้อย่างงี้เราพอจะเรียกว่าเป็นเศษซากของระบบศักดินาได้หรอกกระมัง


อีกอย่างหนึ่ง หนังสือหนังหาทุกวันนี้ มีอันจะต้องขายในห้องแอร์เย็น ๆ มีพนักงานขาย มีโปรโมทชั่นสมัครสมาชิกได้ส่วนลด มีเพลงฟังขณะเลือกซื้อหนังสือ กาแฟสด ขนมปัง ให้บริการตลอดบรรยากาศการอ่าน กว่าจะได้หนังสือสักเล่มต้องลากสังขารไปถึงห้างสรรพสินค้า เหล่านี้ล้วนเป็นต้นทุนของหนังสือแต่ละเล่มใช่หรือไม่? ต่อให้ตาสีตาสาตายไปแล้วเกิดใหม่อีกกี่ภพชาติ ก็ไม่มีวันได้ซื้อหนังสืออ่านกันหรอก บรรดาอุปสรรคเหล่านี้มันชักจะโยงใยเป็นเครือข่ายกระบวนการกันไปทุกทีแล้ว โอกาสที่คนส่วนใหญ่ของประเทศจะเข้าถึงหนังสือนั้นเหมือนเป็นเรื่องของการตายแล้วเกิดใหม่ หรือต้องนั่งระลึกชาติกันเอง บางคนก็โทษว่า ตาสีตาสาเหล่านั้นไม่อ่านหนังสือหรอก เขาไม่อ่านหนังสือกันหรอกคนพวกนี้น่ะ เขาคิดแต่เรื่องหากินไปวัน ๆ ต่อให้มีหนังสืออ่านฟรี ๆ เขาก็ไม่สนใจจะหยิบมาอ่าน ไม่รู้ว่าทัศนคติอย่างนี้ถูกหรือผิดหรอก แต่ที่เราแน่ใจตลอดมาคือ ทุกคนล้วนมีสิทธิ์เท่าเทียมที่จะเข้าถึงโอกาส ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่า การอ่านของเราเป็นเรื่องที่ต้องมีพิธีรีตอง เป็นปราการกีดกั้นคนจำนวนมากจากหนังสือ ที่ถือได้ว่าเป็นสื่อที่ทันสมัยตลอดกาล เปิดกว้างและเป็นเอกเทศที่สุดอย่างหนึ่ง


ขณะที่ มกุฏ อรฤดี ได้เขียนแสดงทัศนคติไว้ในเล่ม ก่อนเริ่ม โรงเรียนวิชาหนังสือ (หน้า 12)

เรื่อง ความเข้าใจเรื่องหนังสือ การอ่าน และระบบหนังสือสาธารณะ ไว้ว่า


อีกไม่ช้าไม่นาน ประเทศไทยก็จะมีสถาบันทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องหนังสือ ระบบหนังสือสาธารณะ และการอ่านในชาติ ชื่อ ‘สถาบันส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้’ เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐบาล


สถาบันดังกล่าวนี้มีภาระหน้าที่หนักหนาสาหัสรออยู่มาก ด้วยว่า ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างจริงจังและตรงจุดว่า ทำอย่างไรให้คนไทยอ่านหนังสือได้ทัดเทียมฅนในชาติอื่น ประเทศอื่น ทำอย่างไรให้เรื่องการอ่านหนังสือเป็นสิ่งปกติธรรมดาในชีวิต ที่ไม่ต้องรณรงค์หรือชักชวนกัน (คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอีกแล้วว่า การอ่านนั้นจะนำประโยชน์ใหญ่หลวงมาสู่คนไทย และประเทศชาติอย่างไร) จะมีก็แต่การวิจัยที่ได้ตัวเลขออกมาว่า ฅนไทยอ่านหนังสือเพียงปีละไม่กี่บรรทัด


(หน้า 15)

ข้อเท็จจริงของระบบหนังสือ กระบวนการส่งเสริมการอ่านและระบบหนังสือสาธารณะของประเทศไทยนั้น หากกล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา (ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำเช่นนั้น) ก็คือมีปัญหาไปเสียทุกจุด ทุกขั้น ทุกตอน ทุกส่วน ทั้งระบบ เสมือนห่วงโซ่แห่งปัญหาที่กระจัดกระจายกันอยู่ แม้เมื่อนำมาคล้องเข้าด้วยกัน ก็จะเห็นตรวนปัญหาที่ใหญ่ยิ่งและยากจะแก้ ยากจะปลด หากไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบจริงจัง และพิจารณาปัญหาทั้งระบบ ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเข้าใจและซื่อตรง


ลองไล่เรียงจากส่วนยอดสุดที่ถือว่าสำคัญยิ่งของระบบหนังสือแห่งชาติ คือ ราชบัณฑิตยสถาน


ถัดไปจะเป็นบทความวิพากษ์วิจารณ์พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (..2542) ที่มีข้อควรพิจารณาสองด้าน คือ

.ข้อผิดพลาดบกพร่องที่เสมือนหนึ่งจงใจ

.ข้อผิดพลาดบกพร่องที่เสมือนไม่เข้าใจเรื่องหนังสือ


ในหน้า 17 – 18 มีคำถามที่น่าสนใจว่า

เหตุใดจึงไม่ใช่กระดาษสำหรับพจนานุกรม แต่ใช้กระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม

พจนานุกรมเป็นหนังสือชนิดพิเศษ นานาอารยประเทศหรือแม้ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศก็รู้ดีว่า

การพิมพ์พจนานุกรมจำต้องใช้กระดาษชนิดพิเศษที่ทำขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยเหตุผลว่าเป็นกระดาษบางกว่ากระดาษพิมพ์หนังสือปกติ มีเนื้อเหนียวแน่น ทั้งนี้ก็เพราะพจนานุกรมนั้นต้องใช้งานบ่อย ตัวเล่มไม่ควรให้มีน้ำหนักมาก และไม่หนาจนเกินควร


แต่พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ..๒๕๔๒ นี้ หนาถึง ๑,๔๗๒ หน้า (จำนวนหน้าจริงของพจนานุกรม เมื่อพิมพ์เสร็จคือ ๑,๔๙๐ หน้า) กำหนดให้พิมพ์ด้วยกระดาษปอนด์ ๘๐ แกรม ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกยิ่ง


(หน้า 20)

รูปเล่มเทอะทะ โดยเฉพาะเมื่อวางเทียบกับพจนานุกรมของชาติอื่นที่ผลิตในศักราชเดียวกัน ย่อมทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจไปว่าฅนไทยไม่รู้เรื่องการทำหนังสือ เพราะแม้แต่พจนานุกรมซึ่งเป็นหนังสือสำคัญของชาติ ก็ทำออกมาเช่นนี้


หากราชบัณฑิตยสถานกำหนดให้ใช้กระดาษสำหรับพิมพ์พจนานุกรมในการพิมพ์ ความหนาก็เหลือเพียงประมาณ ๖.๖ เซนติเมตร น้ำหนักเหลือเพียง ๒ กิโลกรัมเศษ การใช้งานจะสะดวกขึ้นมาก รูปเล่มก็สวยงามขึ้นด้วย (เล่มที่เราเห็นกันมีน้ำหนักถึง 3 กิโลกรัมเศษ)


ยังมีข้อสังเกตที่มกุฎ อรฤดี เขียนไว้อย่างน่าคิด คือ ทำไมพจนานุกรมต้องพิมพ์สองสี ทำไมจึงเป็นสีน้ำเงิน (ฟ้าอ่อน) และ ทำไม พจนานุกรมสันโค้งของราชบัณฑิตยสถานไทยจึงแตกต่างจากหนังสือสันโค้งของชาติอื่น


หากใครสนใจจะหามาอ่านต่อก็จะเป็นการดี เพราะในเล่มมีจดหมายจากเลขาธิการ ราชบัณฑิตยสถาน ที่พยายามชี้แจง ให้เหตุผลอธิบายข้อสังเกตของมกุฏ อรฤดี พิมพ์ประกบไว้ด้วย ซึ่งก็เป็นการให้เหตุผลแห้งแล้งแบบระบบราชการไทยตามเคยนั่นเอง



ไม่ว่าหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงโดยอ้อมจะมีมติ นโยบายอะไรอย่างไร ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ ผู้ผลิตหนังสือ สำนักพิมพ์ นักเขียน ต่างล้วนตระหนักในวิกฤตข้อนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ฉันยังอยากให้มีการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงหนังสือและการอ่านได้อย่างสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตที่เอื้อให้เกิดวัฒนธรรมการ ไม่ใช่ว่ามีรัฐบาลที่พยายามยัดเยียดความเป็นคนยากจน ดิ้นรนหาเช้ากินค่ำจนแทบจะไม่มีเวลาหยิบหนังสือให้ประชาชนอยู่ตลอด เช่นนั้นคงไม่ต่างจากวางยาพิษประชาชนเท่านั้นเอง


จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า หนังสือแต่ละเรื่องจะจัดพิมพ์ไว้หลายราคา เหมือนอย่างที่ชาติ กอบจิตติ นักเขียนเจ้าของผลงานลือชื่ออย่าง คำพิพากษา พันธุ์หมาบ้า ฯลฯ ที่ได้จัดพิมพ์หนังสือของเขาไว้สองแบบ มีทั้งปกอ่อน ราคาย่อมเยา และแบบปกแข็งสำหรับนักอ่านที่นิยมการเก็บสะสม หรือจะจัดพิมพ์หนังสือให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด (อาจยกเว้นให้กับหนังสือบางประเภท) คือให้ใช้กระดาษรีไซเคิล ที่มีราคาประหยัด ทำให้หนังสือมีน้ำหนักเบา ขนาดเหมาะมือ สามารถถืออ่านขณะยืนรอรถประจำทาง อ่านบนรถไฟ อย่างประเทศชาติบ้านเมืองอื่นเขา อ่านจบแล้วถ้าไม่อยากเก็บไว้ก็สามารถวางใส่ตะกร้าที่จะมีไว้รองรับบริจาคหนังสือได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องนึกเสียดายให้มากนัก คนอื่นมาเห็นเกิดอยากอ่านก็หยิบมาอ่าน ไม่ผิดกติกาอะไร


ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า หนังสือบางประเภท เช่น พจนานุกรม คัมภีร์ทางศาสนา ก็ควรจะจัดพิมพ์พิเศษไว้ หนังสือประเภทนี้มีอรรถประโยชน์หลายด้าน โดยเฉพาะพจนานุกรมที่ไม่ได้หมายถึงการสะกดคำให้ถูกต้องแต่เพียงอย่างเดียว


แม้ว่าการอ่านจะไม่มีตัวเลขชี้วัดว่าจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศชาติได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยที่สุด การที่เราได้อ่านหนังสือสักเล่ม ก็ทำให้เราพูดคุยกันได้น้อยลง ตอนนั้นโลกคงเงียบเสียงลงบ้าง

 

 

 

ส่งมาโดย แพรจารุ เมื่อ 17 ส.ค. 2008 - 06:26:32 - ip: 118.172.93.233  

เข้ามาอ่านอย่างสนใจ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ส.ค. 2008 - 15:16:50 - ip: 222.123.140.200  

เข้ามาอ่านอย่างชื่นชม

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 18 ส.ค. 2008 - 15:43:36 - ip: 222.123.140.200  

แซวน่ะครับ
เขียนตอนจบได้น่ารักดีนะครับ
ชื่อเรื่องก็ดีมีนัยยะชวนคิด

ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือคนที่จะพูดถึงหนังสือน้อยไปหน่อย
นักเขียน หรือคนเขียนหนังสือก็อยากจะเขียนให้มันดีทุกคนน่ะครับ
จริงไหม
ขนาดคนเขียนไม่ดี ยังอยากเขียนเลย
(ยกตัวอย่างผมคนนึงละ แห่ะๆ)

เพราะฉะนั้นหนังสือไหนดี บอกต่อ
แต่ห้ามแพง 55
อลุ้มอล่วยให้ว่าแพงได้ แต่ต้องดี

แต่ถ้าให้ดี ทำแบบถูกๆด้วยก็จะดี

อย่างช่อการะเกด ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี
เพราะยังไม่ได้อ่าน
ที่ยังไม่ได้อ่านเพราะยังไม่ได้ซื้อ
และยังไม่ได้ยืมเพื่อนอ่าน
เพราะไม่เห็นเพื่อนวรรณกรรมใครคนไหนมีไว้ในครอบครอง
อยากอ่านอยู่เหมือนกัน
อ่านแล้วดีไม่ดีไม่ว่ากัน
สำคัญคือยังไม่ได้ซื้อ
ที่ไม่ซื้อเพราะ...

(ฮาย ถามได้ : - )


ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 19 ส.ค. 2008 - 09:48:28 - ip: 125.26.87.46  

ช่อการะเกด 45 มีอยู่นะ ถ้าอยากอ่านก็จะให้ยืม ส่งที่อยู่มาก็ได้ คุณจรดล

ส่งมาโดย นาย รุ่งวิทย์ มาศงามเมือง เมื่อ 20 ส.ค. 2008 - 15:23:40 - ip: 202.28.179.13  

การที่จะสร้างวัฒนธรรมการอ่าน อ่านแล้วคิด/วิเคราะห์ แล้วนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับชีวิตของคนที่อ่าน คงเป็นเรื่องที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง และขยายไปสู่กลุ่มคนที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเรายังมีความเชื่อว่า การอ่านหนังสือจะทำให้คนรู้เท่าทันเรื่องราวต่างๆ แม้จะมีผลการสำรวจว่าคนไทยอ่านหนังสือคนละไม่กี่บรรทัดต่อปี คำถามก็คือแล้วทำไมเขาถึงไม่อ่าน และทำไมเขาจืงต้องอ่านหนังสือ มีปัจจัยผันแปรมากมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักเขียน นายทุนผู้ผลิตและนักอ่านและที่สำคัญอย่าลืมว่าหนังสือนับเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการสื่อสาร ที่มีราคาค่อนข้างแพง ส่วนใหญ่เนื้อหามักจะเป็นแนวคิด/อุดมคติ ความเพ้อฝัน ความฟุ้งเฟ้อละโมภ กล่าวคือเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด สู้ไปฟังวิทยุ หรือโทรทัศน์ รายการเพลง ชิงโชค หรือละครนำเน่าและทำงานหาเงินไปด้วยไม่ดีกว่าหรือ จริงอยู่หนังสือเป็นสือที่เก็บไว้ได้นาน และยังเป็นที่ต้องการของผู้อ่านถ้าเป็นหนังสือที่ดี(ใครตัดสิน?) เราคงต้องพัฒนาสื่อหนังสือ และสื่ออื่นๆควบคู่ไปกับวัฒนธรรมการเสพสื่ออย่างร้เท่าทันว่า เราเสพสื่อแต่ละชนิดเพืออะไร

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 20 ส.ค. 2008 - 15:52:55 - ip: 222.123.176.74  

เขินจัง
แต่เอาล่ะ ไหนๆ ถ้าเค้ากล้าให้ยืม ก็ยืม(เนาะ)
ถ้าอ่านแล้วดี (ไม่ดี) จะบอกต่อ
ขอบคุณคุณยืนยงมาก..
ไม่ทราบว่าคุณยืนยงมีเมลไหม
อยากให้เมลไปที่ kpnl_book@yahoo.com ก่อนนะครับ
แล้วผมจะส่งที่อยู่ไปให้น่ะครับ
ขอบคุณครับผม

(ที่คุณรุ่งว่าไว้เป็นโลกแห่งความจริงเลยครับ )

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 20 ส.ค. 2008 - 15:55:06 - ip: 222.123.176.74  

เขินจัง
แต่เอาล่ะ ไหนๆ ถ้าเค้ากล้าให้ยืม ก็เต็มใจที่จะยืม(เนาะ)
ถ้าอ่านแล้วดี (ไม่ดี) จะบอกต่อ
ขอบคุณคุณยืนยงมาก..
ไม่ทราบว่าคุณยืนยงมีเมลไหม
อยากให้เมลไปที่ kpnl_book@yahoo.com ก่อนนะครับ
แล้วผมจะส่งที่อยู่ไปให้น่ะครับ
ขอบคุณครับผม

(ที่คุณรุ่งว่าไว้เป็นโลกแห่งความจริงเลยครับ )

ส่งมาโดย แสงดาวน์ ศรัทธาโจ๊กเกอร์ เมื่อ 20 ส.ค. 2008 - 20:02:57 - ip: 202.28.27.3  

อ้ายว่าเรื่องหนังสือที่สงวนไว้ให้อาจารย์อ่าน มันเป็นมายาคติเน้อ อ้ายก่บ่อมักหนังสือวิชาการจ๋า ต้องมีความรู้พื้นฐานหรืืออ้างอิงมาก่อนแล้วถึงจะเข้าใจ อ้ายบ่มีต้นทุนอย่างฮั่น อ้ายดี๋ก้าเมาตึงวัน ความฮู้ทางวิชาก๋านถ้ามันแปลงให้ป็อบปูล่า อ่านง่าย ไม่ต้องอ้างอิงมาก มันก่ดี เพราะอ้ายก่บ่อฮู้ว่าจะไปยะจะใดกับมายาคติเรื่องว่าหนังสือนี้ดี คนมีความฮู้เต้านั้นตี้อ่านได้ บางทีหนังสือวรรณกรรมก่เป็นศิลปะ อ่านได้ตุกชนชั้น อ่านบ่ฮู้เรื่องก็อ่านได้ เปิ้ลอ่านหื้อฮู้สึก บ่ใจ้ฮู้เรื่อง ศิลปะมันเป๋นจะอี้เน้อ พี่น้องเน้อ

Why so serious?

ส่งมาโดย เช เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 00:03:53 - ip: 117.47.123.138  

งานทางวิชาการเป็นงานเรื่องข้อเท็จจริง ถึงไม่สนุกแต่เราต้องอ่าน ไม่อย่างนั้นอ้ายแสงดาวจะตกสมัย ถ้ามีอคติกับนักวิชาการ

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 13:35:27 - ip: 125.26.88.82  

อย่างน้อยที่สุด การอ่านก็เหมือนกับการเปิดใจฟังเสียงผู้อื่นโดยนัยยะ เพียงว่าเราจะยอมรับ โน้มเอียงไปอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องเอกสิทธิ์อย่างแท้จริง และการอ่านก็ทำให้เราได้ครุ่นคิด ใช้จินตนาการ พร้อมทั้งดำรงอยู่ในโลกการสื่อสารระหว่างปัจเจก เป็นเอกเทศมากกว่าสื่อประเภทอื่น การอ่านคงไม่ใช่รสนิยมอย่างเดียว และอ่านอะไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ใช่ไหม

ส่งมาโดย จ๋า เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 13:42:12 - ip: 125.26.88.82  

งานวิชาการคืองานที่มีมาตรฐาน ผ่านกระบวนการคิดที่มีน้ำเนื้อ เหมือนเป็นหลักให้กับบ้านเรือนได้ แต่ในสังคมไทยมีนักวิชาการ(นักวิชาการอย่างว่านี้)สักกี่คน แม้นในงานเขียนที่เป็นงานวิชาการก็เถอะเราเอาอะไรมาวัดว่างานนี้เป็นงานวิชาการ หรือเอาแค่เปลือกว่ามี ผศ.ดร.นำหน้าเท่านั้นหรือจ๊ะ คุณเชผู้น่ารัก อ่า..คำว่า ตกยกสมัยนั้น เป็นคำแสนเชย แต่ก็น่ารัก คุณเข้าใจว่ายุคสมัยคืออะไร ใครเอ่ยจะอธิบายเป็นหลักวิชาการได้ พ่อ ดร. หรือแม่ ดร. ผศ.จ๋า

ส่งมาโดย ยืนยง เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 13:46:56 - ip: 125.26.88.82  

คุณจ๋า ขอแทรกเข้ามาร่วมแสดงความเห็นด้วย ทั้งที่ใช้เจ้าสมองกลนี่ไม่ถนัดเลย ต้องวานเราช่วยเหลือ

เราคิดว่างานวิชาการมีข้อดีตรงที่ ไม่พยายามใส่ข้อคิดเห็นที่เป็นความรู้สึกล้วน ๆ มากมายเกินไป แต่ข้อคิดเห็นที่มีเหตุผลทางวิชาการรองรับอย่างพรั่งพร้อม ก็มีอิทธิพลพอจะอยู่เหนือคนอ่าน เหมือนเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่มีภาษีทางสังคมดีกว่า

อย่างไร เราก็ชอบอ่านวรรณกรรมมากกว่า ไม่รู้นะ เราชอบ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 18:15:56 - ip: 61.7.166.158  

กล่าวสำหรับวรรณกรรมนะ กล่าวสำหรับเรา
วรรณกรรม ประกอบด้วย ศาสตร์และศิลป์
หรือศิลปศาตร์นั่นเองนั่นแล
ตำมัยตึ๋งงเป็นหย่างฮั้น...(สำเนียงท้องถิ่น)
ก็เพราะว่า งานวิชาการ ก็เป็นงานที่มีหลักการ
งานไม่วิชาการ เช่น วิชาเกิน ก็เป็นหลักเกิน เอ๋ย หลักการ
กล่าวคือ

เราจะแยกงานเขียนออกเป็น2ประเภท
อันได้แก่ งานที่มีโทนไปในทาง"ศิลป์"หรือ"ศิลปะ"
อันได้แก่ งานที่เราเรียกรู้กันถ้วนไป ไม่ว่าจะ บทกวี เรื่องสั้น นิยาย บทละคร ฯลฯ

และงานที่มีโทนไปทาง"ศาสตร์"หรือ"วิชาการ"
อันได้แก่ งานที่เราเรียกๆกันทั่วไปว่าเป็นงานวิชาการ งานวิจัย สารคดี วิทยานิพนธ์
และงานที่มีตระกูลอยู่กลางๆ เช่น บทความ ความเรียง ปกิณกะ ปรัชญา คำคม สำนวนโวหาร ฯลฯ

แม้ว่าบัดนี้ เจ้าพ่อแห่งวรรณกรรมคือ"ซีไรต์"จะประกาศให้"สารคดี"เข้าไปอยู่ใน"วรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียนแล้ว แต่หากทว่ากระนั้น สารคดี ก็น่าจะควรจะต้องเป็นสารคดีอยู่นั่นเอง
คือรูปแบบใดล่ะคือ(หลักพิจารณา)สารคดี หนึ่ง สอง สาม สี่
ไมเช่นนั้นก็จะไปปะปนกับ นวนิยาย เรื่องเล่า เรื่องชุด ความเรียง ปกิณกะ เรื่องสั้น กระทั่งบทกวีได้
เช่น ขอบกรุง ของราช รังรอ

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 18:45:38 - ip: 61.7.166.158  

เป็นเรื่องเล่า ปกิณกะ ความเรียงหรือ บทกวี(กันแน่)
เช่น ขุนช้างขุนแผน เป็นสารคดี (บันทึก)ประวัติศาตร์ บทกวีหรือยิ่งกว่าวรรณกรรม เป็นวรรณกรรมโพสต์โมเดิ้รน์ประเภทนิยาย สารคดีเชิงวรรณศิลป์(ฮา) บทเสภาคือบทกวีอะไรต่อมิอะไร
ยกตัวอย่างสองอันนี้แทนอื่นๆ เราจะเอาอะไรเป็นบรรทัดฐานว่าอะไรเป็นอะไร(ได้)
กล่าวได้ว่างานศิลปกรรมยุคนี้จะออกไปทางมั่วไปหมด เพราะขาดหลักเกณฑ์หลักการ แนวทดลอง

กลับมาที่งานวิชาการกับงานวรรณกรรม
ถ้าจะกล่าวอย่างนั้น
คือจริงๆแล้วยากที่จะแยกออกเป็นกลุ่มงานได้ชัด
เช่น งานวรรณกรรม กับ วรรณศิลป์
คือวรรณศิลป์ ก็คือ วรรณกรรม บทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย
วรรณกรรม ก็คือบทความ ความเรียง เรื่องเล่า สารคดี งานวิชาการ วิทยานิพนธ์ งานวิจัย ก็กล่าวได้เช่นกัน
แต่ทั้ง วรรณกรรม และวรรณศิลป์ ต่างก็มี วรรณศิลป์ และเป็นวรรณกรรม ซึ่งกันและกัน
กล่าวคือ วรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นประเภทศาตร์ หรือศิลป์ ต่างก็มี วรรณศิลป์ หรือความเป็นศิลปศาตร์ ในโทนศิลป์
กล่าวคือ วรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นประเภทศิลป์ หรือศาตร์ ต่างก็มีศาตร์ หรือความเป็นศิลปศาตร์ ในโทน ศาตร์และศิลป์ อยู่ด้วยกัน

กล่าวง่ายๆว่า

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 19:00:07 - ip: 61.7.166.158  

กล่าวเข้าใจง่ายๆว่า ไม่ว่าวรรณกรรมประเภท หรือแขนงไหน ต่างก็มีศิลปศาตร์ คือทั้งศาสตร์และศิลป์อยู่ในตัวเอง(และมีคุณค่ามิแตกต่างกัน)

อ่านหนังสือ วิชาการเล่มนึง กับอ่านหนังสือวรรณกรรมเล่มนึง คุณค่าเท่ากันทุกอย่าง
มิใช่เลย ที่มักบอกกันว่า วิชาการให้ ความรู้ แต่วรรณกรรมให้ความรู้สึก ย่อมมีคุณค่ามากกว่า สากลกว่า เป็นเพราะ วรรณกรรมก็ให้ความรู้หนึ่ง (จากความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น) วิชาการก็ให้ความรู้สึก (จากความรู้หนึ่งที่เกิดขึ้น) จากการอ่านนั้น
ถ้างาน(หนังสือ ข้อเขียน)นั้นๆ เป็นงานที่ดีพร้อมถึงพร้อม ด้วยศาสตร์แลศิลป์ หรือศิลปศาตร์ของศาตร์แลศิลป์นั้นๆ
ยกตัวอย่าง คงไม่ต้อง

การอ่านประกอบๆกันไปเป็นสิ่งดี ถ้าเราเลือก ชอบ จำเป็นเช่นนั้น
การอ่านจำเพาะ แขนง วรรณกรรม หรือ วิชาการก็เป็นสิ่งดี เท่าๆกัน
ไม่อ่าน วรรณกรรม หรือเรื่องแต่ง ฟิคชั่น เลย อย่างที่นายกรัฐมนตรีบางท่านที่แนะนำให้รัฐมนตรีอ่าน ก็ได้ ถ้าเขาคนนั้นมีคุณธรรม มีศิลปธรรม คือความดีงาม
หรือพูดง่ายๆ ถ้าอ่านวรรณกรรมแล้วชูหางเบ่งกล้ามก็คงจะไม่ดี สู้อ่านเขียนไม่แข็งแรงแต่ขยันหมั่นศึกษาไม่ได้
แต่ผมไม่แน่ใจว่าคนที่สั่งอายัดวรรณกรรม

ส่งมาโดย จรดล เมื่อ 21 ส.ค. 2008 - 19:03:53 - ip: 61.7.166.158  

ก้าวหน้าเพื่อชีวิตและสังคมในยุคสมัยสามสิบปีที่แล้วกับคนที่(โกงกินแล้ว)ถูกอายัดทรัพย์เขาในยุคนี้เขียนหรืออ่านอะไรกันแน่ แต่น่าจะเป็นการ"อ่าน"ที่"ประเภท"เหมือนๆกันนะผมว่า...

แสดงความคิดเห็น

ในทุกความคิดเห็น จะมีหมายเลขไอพีของคุณ (38.103.63.62) แสดง

  • การแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดต้องอยู่บนพื้นฐานการเคารพในสิทธิและความหลากหลายทางเชื้อชาติ เพศ ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ ตลอดจน วิถีชีวิต และสิทธิส่วนบุคคล
  • การวิพากษ์วิจารณ์คำพูด ข้อเขียน หรือความคิดเห็นของบุคคลอื่น ย่อมทำได้โดยสุภาพหลีกเลี่ยงข้อความใดๆอันเป็นการละเมิดหรือดูแคลนต่อบุคคลอื่น
  • การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของบุคคลอื่นย่อมทำได้โดยสุภาพ ในกรณีที่เป็นการกระทำที่กระทบต่อสาธารณะหรือกระทำโดยสาธารณะ
  • ประชาไทขอความร่วมมือ หากต้องการให้ข้อมูลที่คิดว่าเป็นประโยชน์ได้แสดงบนเว็บบอร์ด กรุณางดเว้นการใช้ถ้อยคำที่มีลักษณะเหยียดเพศ เหยียดเชื้อชาติ ศาสนา และเชื่อมโยงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นการล่อแหลม

คำถาม: วันนี้วันที่เท่าไหร่ ? (ใส่เฉพาะเลขวันที่เท่านั้น) *

ชื่อ: *

อีเมล: (ถ้ามี) ข้อมูลนี้จะไม่แสดงต่อสาธารณะ.

โฮมเพจ: (ถ้ามี)

ความคิดเห็น: * ใช้โค้ด HTML ไม่ได้

(สูงสุด 1,000 ตัวอักษร)
พิมพ์ได้อีก ตัว

 

สวนหนังสือ

สวนหนังสือ

หน้าเว็บ

บันทึกล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Blogroll

บล็อกก่อนหน้า

มีอะไรใหม่ในบล็อกกาซีน

พิเศษ